ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีการขายมูลกิ้งกือในกลุ่ม

ของพวกตน โดยขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท เป็นที่นิยมในกลุ่มคนรู้จักเป็นอย่างมาก สร้างรายได้ให้ตนเดือนละประมาณ 3,000 – 5,000 บาท ซึ่งนอกจากเลี้ยงกิ้งกือแล้ว ตนยังได้ทดลองเลี้ยงไส้เดือน พร้อมทั้งรับซื้อตะขาบและแมงป่อง เพื่อนำมาศึกษาหาวิธีใช้ประโยชน์จากสัตว์เหล่านี้ เพราะเชื่อว่าต้องมีประโยชน์กับคนไม่มากก็น้อย อีกทั้งสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เห็ดขอนขาว ดั้งเดิมแล้วจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในเขตร้อนชื้น ส่วนใหญ่พบมากในภาคอีสาน เป็นเห็ดที่จะออกดอกให้เห็นในช่วงระหว่างหน้าร้อนต่อหน้าฝน หรือช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม เห็ดขอนขาวมักจะพบในขอนไม้มะม่วง หรือไม้ผุๆ ในป่า

คุณรัศมี สงฆ์เจริญ เจ้าของฟาร์มเห็ดตายาย ตั้งอยู่ข้างในสนามกอล์ฟบางปะกงริเวอร์ไซด์ ซอย 6 FR36 หมู่ที่ 1 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการผลิตเห็ดขอนขาวมากที่สุดคนหนึ่ง

เดิมทีคุณรัศมีจบการศึกษาคณะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่สนใจการเพาะเห็ด จึงได้เริ่มศึกษาวิธีการเพาะเห็ด และผลิตก้อนเชื้อเห็ดมาเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ได้ลองผิดลองถูกมาหลายวิธี ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วหลายครั้ง แต่ด้วยความที่ไม่ย่อท้อ จึงเริ่มคิดวางแผนที่จะเพาะเห็ดให้สำเร็จให้ได้

“เริ่มจากเรานำเห็ดที่เราเพาะได้ไปแจกเพื่อนบ้าน และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเปิดตลาดให้ชาวบ้านรู้ว่าเห็ดชนิดนี้คือ เห็ดอะไร รสชาติเป็นอย่างไร สามารถนำไปประกอบอาหารอะไรได้บ้าง หลังจากเอาไปแจกให้ชาวบ้านได้ลองทำอาหาร ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านำเห็ดขอนไปทำต้มยำ ลาบ แกงลาว อร่อยมาก พอได้ยินแบบนี้แล้วเราก็เกิดกำลังใจมากขึ้น

จึงเริ่มนำเห็ดขอนไปขายที่ตลาดนัด และตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ขายดีอีก ทีนี้เราก็มาคิดว่าจะทำอย่างไร ให้กลุ่มตลาดเราขยายเพิ่มมากขึ้น เราจึงใช้วิธีเข้าหาโรงงาน เพราะแรงงานส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ชาวอีสานจะรู้จัก และชื่นชอบเห็ดขอนอยู่แล้ว จึงไม่น่าใช่เรื่องยากที่เราจะเจาะลูกค้ากลุ่มนี้ โดยช่วงแรกๆ เราใช้ใจแลกใจเลย เอาตัวเองเข้าไปเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าว่า เจ้าของมาเอง จนช่วงหลังๆ มีแม่ค้ามารับซื้อเองจนผลิตขายไม่ทัน” คุณรัศมี กล่าว

สำหรับท่านที่กำลังมองหาอาชีพเสริม ที่ฟาร์มแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องเห็ดขอนขาวมาก แถมใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ได้ผลตอบแทนที่ดี ส่วนใหญ่หลายท่านคงจะรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อเห็ดสายพันธุ์อื่นๆ เช่น เห็ดภูฏาน เห็ดฮังการี เห็ดหูหนู หรือเห็ดชนิดอื่นๆ อีกมากมาย แต่มีน้อยท่านที่จะรู้จัก เห็ดขอนขาว

เห็ดขอนขาว เป็นเห็ดที่มีความเหนียว ใช้ประกอบอาหาร ทำต้มแซ่บ หรือต้มยำ อร่อย โดยเห็ดขอนขาวเป็นที่นิยมของชาวอีสาน เพาะได้ในอุณหภูมิปกติ แต่อย่าให้ร้อนมาก ถ้าร้อนมากให้เอาน้ำราดพื้น อุณหภูมิอยู่ที่ 35-40 องศาเซลเซียส กำลังพอดี

ที่ฟาร์มของคุณรัศมีเป็นฟาร์มเห็ดครบวงจร โดยเลือกเพาะเห็ดตามสภาพภูมิอากาศของพื้นที่ ฟาร์มเห็ดของคุณรัศมีตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีสภาพอากาศร้อน ที่ฟาร์มจึงเน้นเพาะเห็ดขอนขาวถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเน้นฉีกตลาดในโซนภาคตะวันออก เพราะภาคตะวันออกยังไม่มีคนทำเห็ดขอนขาว

คุณรัศมี แนะนำการผลิตก้อนเชื้อ ซึ่งประกอบด้วยขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม ต่อ 1 โม่ ปูนขาว 1 กิโลกรัม ยิปซัม 1 กิโลกรัม เคล็ดลับของฟาร์มจะใส่น้ำตาลทรายไปครึ่งกิโลกรัม เหตุผลที่ใส่น้ำตาลทราย เพราะน้ำตาลจะช่วยให้เห็ดสดชื่น หลังจากผสมก้อนเชื้อเห็ดเสร็จ นำไปอบฆ่าเชื้อ 6 ชั่วโมง เมื่ออบเสร็จให้ค้างไว้ 1 คืน แล้วเอาเชื้อเห็ดที่ต้องการที่จะเพาะใส่เข้าไป โดยที่ฟาร์มนี้จะเลี้ยงในเมล็ดข้าวฟ่าง ทำเป็นวุ้น และเขี่ยสายพันธุ์ของเห็ดแต่ละชนิดลงไป

คุณรัศมี ยังบอกอีกว่า เวลาเราไปเที่ยวหรือไปเจอเห็ดขอนขาวสวยๆ หรือของในฟาร์มเราเองที่เป็นดอกอวบๆ เราก็ฉีกดอกออก แล้วเขี่ยตรงกลางคือสปอร์ของเห็ด และนำไปเพาะในอาหารเลี้ยงเชื้อ ที่ฟาร์มจะเน้นแค่ดอกหน้าแรก จะไม่ต่อเมล็ดข้าวฟ่างไปหลายๆ ทอด นี่จึงเป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตสวย มีคุณภาพดี

เน้นให้ได้ที่จึงจำหน่าย

“นำเมล็ดข้าวฟ่างลงถุงหรือบ่ม ถ้าเป็นประเภทเห็ดขอน และเป็นช่วงหน้าร้อนจะอยู่ 30 วัน ถ้าหน้าหนาว หน้าฝน จะอยู่ 45 วัน ที่ฟาร์มของเราจะมีชื่อเสียงในเรื่องของคุณภาพ จะไม่หยอดปุ๊บแล้วขายปั๊บ ที่ฟาร์มจะบ่ม ประมาณว่าลูกค้าเอาไปเปิด 3 วัน เปิดดอกได้เลย” คุณรัศมี กล่าวถึงการผลิตก้อนเชื้อ

ขนาดโรงเรือนเพาะเห็ด

เห็ด 2,000 ก้อน ทำโรงเรือน ขนาดกว้าง 3×4 เมตร ใช้งบประมาณไม่เกิน 3,000 บาท ต่อโรง

“ที่ฟาร์มของเราจะเน้นให้ประหยัดที่สุด ไม่ต้องเอาหลังคากระเบื้อง หลังคาสังกะสี เราจะบอกลูกค้าว่า เราลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด แล้วเอากำไรให้มาก คือเราไม่ต้องการความสวยงาม แต่ต้องการคุณภาพ แล้วดอกออกมาเยอะๆ ไม่เน้นสวย เน้นกำไร เน้นให้มีแสงแดดเข้า” คุณรัศมี กล่าว

คุณรัศมี พูดถึงการขายว่า ราคาที่จำหน่าย ก้อนละ 10 บาท ถ้าซื้อ 1,000 ก้อน ขึ้นไป จำหน่ายก้อนละ 8 บาท 1 เดือน ที่ฟาร์มขายก้อนเชื้อเห็ดได้ ประมาณ 16,000-20,000 ก้อน คุณรัศมี ยกตัวอย่างสำหรับท่านที่อยากเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริมว่า หากมีก้อนเห็ด 2,000 ก้อน จะสามารถเก็บเห็ดขายได้ วันละ 500 บาท ยิ่งในช่วงฤดูฝนจะได้กำไรมาก เพราะดอกเห็ดจะออกยาก ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ขายเป็นระยะเวลา 1 เดือน ก็สามารถคืนทุนได้แล้ว และเห็ดไม่ได้ขายได้แค่ 1 เดือน สามารถเก็บขายได้ถึง 5 เดือน นับว่าเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ดี

เพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม

“ที่ฟาร์มเห็ดของเราเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้มาศึกษาก่อน เราจะให้ศึกษาถึงขั้นตอนก่อนที่จะเพาะ ควรทำอะไรบ้าง เราจะไม่ปล่อยให้ลูกค้าไปลองผิดลองถูกเอง เคยมีลูกค้าไม่เคยเพาะเห็ดมาก่อน เราก็ขับรถตามไปดูว่าโรงเรือนต้องสร้างแบบนี้นะ ต้องทำระบบแบบนี้ เราทำให้ค่ะ คือไปดูเลยไม่คิดค่าใช้จ่าย อยากให้ลูกค้าทำเป็น ไม่อยากให้โดนหลอกอย่างที่เราเคยโดน” คุณรัศมี กล่าว

สำหรับท่านที่อยากเรียนรู้การเพาะเห็ดเพื่อพัฒนาต่อยอด หรือสนใจอยากเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม สามารถติดต่อได้ที่ คุณรัศมี สงฆ์เจริญ ที่ฟาร์มเห็ดตายาย ข้างในสนามกอล์ฟบางปะกงริเวอร์ไซด์ ซอย 6 FR36 หมู่ที่ 1 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

แม่บ้านสมัยใหม่ทุกท่านที่ไปจ่ายตลาดด้วยตนเอง ทุกท่านคงจะต้องรู้จักกับผักชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กะหล่ำปลี” และก็คิดว่าคงจะมีน้อยคนที่ไม่เคยกิน “กะหล่ำปลี”

กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลครูซิเฟอเรีย ซึ่งมาจากคำว่า ครูซิฟิก ซึ่งหมายถึง ไม้กางเขน เพราะมีความเชื่อว่า กะหล่ำปลี เป็นพืชอาหารที่สวรรค์ประทานมาให้แก่มวลมนุษย์ชาติ การที่มีดังนี้เพราะดอกของพืชในตระกูลนี้ จะมี 4 กลีบ วางตัวเป็นรูปไม้กางเขนหรือกากบาท

กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลกะหล่ำเช่นเดียวกับ คะน้า บร็อกโคลี่ ผักกาดขาว แรดิช และ เทอร์นิพ มีลักษณะเป็นหัวกลมขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะมีสีเขียว และกะหล่ำปลีสีม่วงอีกสายพันธุ์ที่มีสีสันแปลกตา สวยงาม

Cabbage คือชื่อภาษาอังกฤษของกะหล่ำปลี ซึ่งเดิมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ต่อมาได้แพร่กระจายไปทั่วโลก และถูกนำมาปลูกในไทยอย่างแพร่หลายเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย

สำหรับประเทศไทยนั้น แต่เดิมปลูกได้ดีเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะการจะห่อตัวเป็นปลีได้จำเป็นต้องได้รับอากาศหนาว ต่อมามีการปรับปรุงพันธุ์ให้ทนกับอากาศร้อน จึงทำให้สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ และทุกฤดูกาล

กะหล่ำปลีเป็นพืชที่มีอายุ 2 ปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชปีเดี่ยว อายุตั้งแต่เริ่มลงปลูกจนถึงกินได้ ประมาณ 3-4 เดือน

กะหล่ำปลีหน้าหนาวจะสร้างปลีได้สวยน่ากินกว่าฤดูอื่น แต่หลายๆ คนก็กลัวยาฆ่าแมลงที่ตกค้างตามใบ จึงนิยมกินกะหล่ำปลีโดยแกะเอาปลีข้างในลึกๆ ซึ่งไม่สัมผัสกับยาฆ่าแมลง

กะหล่ำปลีในประเทศไทย แยกออกได้เป็น 3 ชนิด คือ – กะหล่ำปลีธรรมดา พันธุ์โคเปนเฮเกน มาร์เก็ต และพันธุ์โกลเด้นท์ เอเคอร์

– กะหล่ำปลีสีม่วง หรือสีแดง ใบเป็นสีแดงทับทิม ขึ้นได้ดีในที่อากาศหนาวเย็น

– กะหล่ำปลีใบย่น ชนิดนี้มีผิวใบหยิกย่น และต้องการอากาศหนาวเป็นพิเศษ

แต่ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อะไร ก็มีผลในการป้องกันโรคได้หลายๆ โรคที่เกิดในร่างกายได้ในสมัยโบราณ โดยมีบันทึกเกี่ยวกับการใช้กะหล่ำปลีเป็นยา จากบันทึกของ คาโต เดอะ เซนเซอร์ (234-149 ปี ก่อนคริสตกาล) บันทึกไว้ว่า “กะหล่ำปลีช่วยสลายหนองจากแผลและมะเร็ง”

มีบันทึกในประวัติศาสตร์โรมันบันทึกไว้ว่า กะหล่ำปลีถูกใช้เป็นยาครอบจักรวาล “ชาวโรมันเคยขับหมอออกจากอาณาจักรระยะหนึ่ง พวกเขาดำรงสภาพไว้ได้ด้วยกะหล่ำปลี สำหรับโรคทุกชนิด…” และนี่ก็อาจจะเป็นความเชื่อโบราณซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการค้นพบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ครั้งแรกเกี่ยวกับกะหล่ำปลี ในปี ค.ศ.1931 เมื่อนักวิจัยชาวเยอรมันทดลองฉายรังสีแก่หนูให้ถึงแก่ความตาย เขาค้นพบโดยบังเอิญว่า หากหนูทดลองได้รับกะหล่ำปลีเป็นอาหารจะทนต่อรังสีมากกว่าหนูธรรมดา จึงเชื่อว่าหนูที่กินกะหล่ำปลีมีความทนทานต่อรังสีเอกซ์

และยังมีการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ทำให้ทราบว่า กะหล่ำปลี มีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็งได้ การค้นพบดังกล่าว โดย นายแพทย์ลีวัต เทนเบิร์ก ศาสตราจารย์ทางด้านสรีระ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า ในสหรัฐอเมริกา และยังมีแนวคิดที่จะสกัดสารเคมีจากกะหล่ำปลีมาเป็นยาเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะเป็นมะเร็ง เช่น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสาร ก่อมะเร็ง หรือมีลักษณะพันธุกรรมอ่อนต่อการต้านมะเร็ง

มีคนจำนวนไม่น้อยในต่างประเทศที่ติดตามค้นคว้าเกี่ยวกับประโยชน์ของผักชนิดนี้ และได้จัดกะหล่ำปลีไว้ในโปรแกรมอาหารอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงจากมะเร็ง

สำหรับในเมืองไทยเราดูเหมือนจะมีผู้นิยมกินกะหล่ำปลีกันน้อย แม้ว่ากะหล่ำปลีจะกินได้ทั้งสุกและดิบ แต่เมื่อกิจการร้านลาบ และส้มตำ เข้ามาอยู่ในความนิยมของคนไทยมากขึ้น กะหล่ำปลีก็กลายเป็นผักที่นิยมกินคู่กันได้อย่างลงตัว จนทำให้กะหล่ำปลีเป็นสินค้าสำคัญภายในประเทศ และในการส่งออกไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

กะหล่ำปลีในเมืองไทย มีการปลูกมากในแถบจังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน ทั้งชนิดสีขาวและสีม่วง แต่ชนิดสีขาวจะนิยมกินกันมากกว่าชนิดสีม่วง ซึ่งจะนิยมนำมาใช้ในการทำสลัดผสมกับผักอื่นๆ หรือผสมในยำต่างๆ เท่านั้น

กะหล่ำปลี ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดพันธุ์ ปลูกเป็นแปลงยกร่อง ปลูกกันในระยะที่เรียกว่า “ปลายฝนต้นหนาว” เพราะกะหล่ำปลีเป็นพืชที่ต้องการความเย็น ดังนั้น ในเขตบริเวณเขาในจังหวัดเชียงใหม่ทางภาคเหนือ และภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมในการปลูกกะหล่ำปลีเป็นที่สุด จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยในยุคปัจจุบัน

ผักกะหล่ำปลีนี่แหล่ะ ที่ได้ชื่อว่าเป็นผักเศรษฐกิจที่รัฐบาลใช้แก้ปัญหาการลักลอบปลูกยาเสพติด (ฝิ่น กัญชา) สำหรับชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ผักดีที่ต้องกิน

กะหล่ำปลี ผักพื้นๆ ที่เรารู้จักกัน ที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่มีคุณค่าทางโภชนาการอันยอด แถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย กะหล่ำปลีเป็นผักที่เมื่อกินสดๆ ก็กรอบ อร่อย และเมื่อนำไปประกอบอาหารก็รสเลิศไม่แพ้กัน ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า… กะหล่ำปลีผักที่เราหากินได้ง่ายสุดๆ แถมราคาก็ไม่แพง

– แต่น้อยคนจะรู้ว่า จริงๆ แล้ว ประโยชน์ของกะหล่ำปลีนั้นมีอะไรบ้าง?

– กินแล้วดีอย่างไร?

– และมีเมนูกะหล่ำปลีอะไรบ้าง?

ลองสักนิด จะติดใจค่ะ

กะหล่ำปลี นอกจากจะนำมากินสดๆ เคียงคู่กับอาหารได้เกือบทุกชนิดแล้ว ก็ยังสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย เช่น กะหล่ำปลีใช้ผัด ต้มกับหมู ไก่ กุ้ง หรือต้มจิ้มน้ำพริก หรือบางท่านก็มีเมนูแปลกๆ ออกไป เช่น กะหล่ำปลียัดไส้หมู ไก่ กุ้งสับที่ต้มทั้งหัว หรือเมนูยอดนิยมของนักกิน อย่าง กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ที่เขาบอกว่าสุดอร่อยสุดๆ

สำหรับการกินเป็นผักสดๆ ก็มักจะผ่าเป็นซีกๆ กินคู่กับลาบ ส้มตำ แต่มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งในการกินผักดิบในตระกูลกะหล่ำปลีต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ จะมีสารต่อต้านการสร้างฮอร์โมนไทรอกซิน จากต่อมไทรอยด์ จะทำให้เกิดโรคคอหอยพอก และการเจริญเติบโตผิดปกติเพราะขาดฮอร์โมนตัวที่ว่านั่นเอง แต่หากทำให้สุก สารนี้จะสลายไป

ของดีที่สารอาหารเพียบ

ไฟเบอร์ในกะหล่ำปลีมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผักชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ ไม่ว่าจะเป็นผักสดหรือผักสุก และการกินกะหล่ำปลีจะทำให้กากใยในผักเข้าไปช่วยระบบย่อยอาหาร และทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น เมื่อระบบการขับถ่ายดี ร่างกายก็จะขจัดคอเลสเตอรอลออกมาได้ดีขึ้น

ในกะหล่ำปลี มีกรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ที่ช่วยยับยั้งและขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งกลายเป็นไขมัน จึงมีส่วนในการช่วยลดน้ำหนักและคอเลสเตอรอลได้เช่นกัน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ

ว่าการกินกะหล่ำปลี ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ เพราะมีการศึกษาพบว่า ในกะหล่ำปลีไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำปลีสีเขียวหรือสีม่วง จะมีกลูโคซิโนเลท (glucosinolates) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านมะเร็งที่เกิดจากสารเคมีต่างๆ แต่ก็ควรจะเลือกกินกะหล่ำปลีที่ปลอดสารพิษ เพื่อจะได้ไม่รับสารพิษที่ตกค้างจากการปลูกเข้าสู่ร่างกาย

– ลดความอ้วนได้ ปริมาณแคลอรีที่ไม่สูงมากจนเกินไปของกะหล่ำปลี และไฟเบอร์ที่สูง ทำให้กะหล่ำปลีเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเรากินเข้าไปแล้วไฟเบอร์จะทำให้อยู่ท้องและอิ่มได้นานขึ้นค่ะ

– เป็นอาหารบำรุงสมอง วิตามินเค และสารแอนโทไซยานินในกะหล่ำปลี โดยเฉพาะในกะหล่ำปลีสีม่วง ที่มีสารทั้ง 2 ชนิด มากเป็นพิเศษ สามารถช่วยสร้างเสริมสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ และสภาพจิตใจได้ เพราะสารอาหารทั้ง 2 ชนิด จะเข้าไปป้องกันการถูกทำลายของระบบประสาท และบำรุงสมองไม่ให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อมด้วย

– บำรุงผิวพรรณ ซัลเฟอร์ เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อเล็บ ผม และผิวหนัง โดยสามารถช่วยให้ผิวไม่มันและลดการเกิดสิว ซึ่งในกะหล่ำปลีก็มีสารชนิดนี้อยู่ไม่น้อยเลย จะนำมากินหรือนำมามาส์กหน้าก็ช่วยบำรุงผิวได้ทั้งนั้นเลยค่ะ

– ล้างสารพิษในร่างกาย วิตามินซีในกะหล่ำปลีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยขับสารพิษ และกรดยูริกออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้นี่แหล่ะ! ที่เป็นสาเหตุของโรคไขข้ออักเสบ โรคผิวหนัง โรครูมาตอยด์ และโรคเกาต์

– ลดความดันโลหิต โพแทสเซียมในกะหล่ำปลีมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี ช่วยให้หลอดเลือดขยายได้มากขึ้น ซึ่งดีต่อการไหลเวียนเลือด

– ลดอาการปวดหัว อาการปวดหัวสามารถหายได้ด้วยการใช้กะหล่ำปลีมาประคบที่ศีรษะ หรือดื่มน้ำกะหล่ำปลีสด วันละ 25-50 มิลลิลิตร ใครที่มีอาการปวดหัวเรื้อรังบ่อยๆ ลองดูค่ะ

– ลดอาการแฮงก์ของนักดื่ม กะหล่ำปลีสามารถช่วยบรรเทาอาการแฮงก์จากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักได้ เนื่องจากกะหล่ำปลีมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ทำให้เมื่อกินเข้าไปแล้ว น้ำในกะหล่ำปลีจะไปเจือจางแอลกอฮอล์ในร่างกายช่วยให้อาการดีขึ้น (อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น เพราะวิธีนี้นิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว)

– ป้องกันการอักเสบและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สารกลุ่มเบตาเลน (Betalains) ในกะหล่ำปลีสีม่วง มีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและสร้างเสริมอินซูลินในร่างกาย แถมยังมีสรรพคุณในการช่วยต้านการอักเสบได้ดีเช่นเดียวกับหัวบีทรูทอีกด้วย

ได้เห็นทั้งคุณค่าทางอาหาร พร้อมทั้งสรรพคุณอันมากมายของกะหล่ำปลี “ผักเพื่อชีวิต” กันไปแล้ว ต่อไปนี้หากเราเจอกะหล่ำปลีในจานอาหาร หรือในผักเคียงของอาหารต่างๆ ก็อย่าเขี่ยทิ้งเด็ดขาด!!! เพราะไม่เช่นนั้น ท่านอาจโดนมือดีหยิบชิ้นปลามันไปกินก่อนก็ได้น้า!

มะขามป้อม ชื่อพื้นเมือง มะขามป้อม ทางเขมร-จันทบุรี เรียกว่า กันโตด จังหวัดราชบุรี เรียกว่า กำทวด ส่วนทางกะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน เรียกว่า มั่งลู่ สันยาส่า

ผลมะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมากที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดที่มีในโลก ในผลมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ผลแห้ง เก็บไว้ในที่เย็น เช่น ในตู้เย็น นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 20

ผลสด ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (29-37 องศาเซลเซียส) นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 67

เนื้อผลตากแดดให้แห้ง จะเสียวิตามินซีไปประมาณ ร้อยละ 60 ถ้าทำให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง จะเสียวิตามินซีไปไม่มากนัก เนื้อผลแห้งเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องจะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 25 ในเวลา 2 สัปดาห์ เสียวิตามินซีไป ร้อยละ 50 ในเวลา 4 สัปดาห์ และเสียไป ร้อยละ 60 ในเวลา 48 สัปดาห์

น้ำคั้นจากผล ใส่ขวดเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 2 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปมากกว่า ร้อยละ 50 แต่ถ้าเก็บในตู้เย็นนาน 9 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปน้อยกว่า ร้อยละ 50 ในน้ำคั้นจากผลที่ใส่ขวดเก็บไว้ จะมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นและมีความเป็นกรดคงที่ ที่ pH2

ผลมะขามป้อม จะมีช่องแบ่งระหว่างผลหรือเรียกว่ากลีบก็ได้ UFABET บางลักษณะมีช่องแบ่งผล 6 ช่อง บางลักษณะมี 8 ช่อง ส่วนใหญ่แล้วพบ 6 ช่อง หรือ 6 กลีบ มากกว่าการใช้ประโยชน์มะขามป้อมได้เกือบทุกส่วน ราก ลำต้น ต้น เปลือก ใบ ดอก ยาง เมล็ด

คนอินเดียใช้มาเป็นพันๆ ปี ในฐานะเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงสายตา บำรุงสมอง ซึ่งคนอินเดียเรียกมะขามป้อมว่า Amla หรือ Amalaka แปลว่า พยาบาลหรือแม่ ซึ่งสะท้อนสรรพคุณทางยาอันมากมายของมะขามป้อมได้เป็นอย่างดี กล้วย ถูกนำมาใช้แทนคำเปรียบเปรยในประโยคบ่อยครั้ง เช่น เรื่องกล้วยๆ ของกล้วยๆ หรือแม้กระทั่ง คำว่า ง่ายกว่ากล้วย ก็แสดงให้เห็นว่า กล้วย เป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ง่าย นำมาใช้ประโยชน์ได้ง่าย รวมถึง ปลูกง่าย

การันตีการปลูกว่า “ง่าย” ได้ไม่ยาก ลองพิจารณาจากตรงนี้ พื้นที่เพียง 1 ตารางวา ก็สามารถปลูกกล้วย ให้ได้ผลผลิตดี งอกงาม ใช้ประโยชน์ในทุกส่วนจากต้นกล้วยได้ ไม่ยากจริงๆ

วิธีปลูก

– หลุมปลูก ควรขุดหลุมขนาดประมาณ 50×50 เซนติเมตร (กว้างxยาวxสูง) ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม 3-4 กำมือ หากมีปุ๋ยคอก ให้ใช้ปุ๋ยคอก แต่ถ้าไม่มีให้ซื้อปุ๋ยชีวภาพมาใส่แทน – พันธุ์ สายพันธุ์กล้วยจัดว่าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ามีสายพันธุ์ที่ดีก็วางใจไปเกินครึ่งว่า การปลูกกล้วยครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ ได้เครือใหญ่ ผลสวย รสชาติดี แต่ถ้าสายพันธุ์ไม่แน่ชัด ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะกล้วย อย่างไรก็คือ กล้วย ถ้าไม่ใช่กล้วยป่าก็ไม่ต้องกังวล เพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีเมล็ดในผลกล้วยให้รำคาญยามกิน หน่อกล้วย หาซื้อได้ตามชอบใจตามร้านจำหน่ายพันธ์ุไม้ หากพื้นที่เพียง 1 ตารางวา จำนวน 1 หน่อ จัดว่ากำลังดี

เมื่อได้หน่อกล้วยมาแล้ว วางหน่อกล้วยลงในหลุมปลูก ควรกลบหลุมปลูกให้ดินพอกขึ้นคลุมโคนกล้วยพอสวยงาม – การดูแลบำรุงรักษา หลังการปลูกเพียง 1 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นใบอ่อนกล้วยแตกขึ้นใหม่ ควรเอาใจใส่ ดังนี้

1. การรดน้ำ ให้รดน้ำทุก 2-3 วัน ถ้าฝนตกก็งดรดน้ำ แต่ถ้าไม่ได้อยู่บ้าน ขาดการรดน้ำ 1-2 สัปดาห์ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับกล้วย