ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ อ.เบตง โค่นยางฯ หันปลูกส้มโชกุนราคาดี

ตลาดรับไม่อั้นอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของประเทศ ตั้งอยู่ในเทือกเขาสันการาคีรี มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูง มีอากาศดี และมีหมอกตลอดทั้งปี

ด้วยภูมิอากาศเช่นนี้ เอง อ.เบตง ในอดีต จึงเป็นแหล่ง ปลูกส้มโชกุนอย่างดี มีชื่อเสียง แต่ด้วยโรคระบาด และราคาไม่แน่นอน ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ พากันโค่นต้นส้มทิ้ง และหันไปปลูกยางพารา

กระทั่งในปัจจุบัน เหลือพื้นที่ปลูกส้มโชกุน ในอำเภอเบตง ไม่ถึง 20 เปอร์เซนต์

และด้วยความที่ไม่ต้องการให้ ส้มโชกุน เบตง เหลือแต่เพียงชื่อในตำนาน หลายภาคส่วนในจังหวัดยะลา จึงร่วมมือกันสนับสนุนเกษตรกรให้กลับมาปลูกส้มโชกุน

คุณสมชาย เชี่ยวชาญศิลป์ หรือคุณชาย วัย 45 ปี บัณฑิตสาขาวิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของสวนส้มโชกุน 20 ไร่ ที่อ.เบตง เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญ ในการช่วยฟื้นฟู ส้มโชกุนเบตง ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ประวัติคร่าวๆ ของคุณชาย ก็คือ หลังจากจบปริญญาตรี คุณชายก็ทำงานไม่ต่างจากเพื่อนๆ ร่วมคณะอีกหลายคน นั่นคือเป็นพนักงานส่งเสริมการขายเคมีเกษตร ในบริษัทเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัทต่างชาติหรือ บริษัทคนไทย แต่สำหรับคุณชาย หลังจากเรียนจบ ทำงานได้เพียง 8 ปี ตัดสินใจกลับบ้านเกิด ที่อ.เบตง จ.ยะลา

ทุนรอนเดิมที่บ้านคือทำสวนยางพารา 100 ไร่ คุณชาย ปรึกษากับครอบครัว ตัดทิ้ง ให้เหลือเพียง 50 ไร่ เนื่องจากราคายางพาราขึ้นเร็ว ลงเร็ว อยู่บนพื้นฐานความไม่แน่นอน จากนั้นพลิกผืนดิน 50 ไร่นี้ ปลูกส้มโชกุน ซึ่งนับเป็นพืชปราบเซียนชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

พื้นที่ส้ม 50 ไร่ ถูกโค่นทิ้งไปอีกครั้ง ปัจจุบัน เหลือเพียง 20 ไร่ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ และเพื่อให้น้ำอันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงส้มราว 1500 ต้น

“ส้มโชกุน เป็นพืชประจำถิ่น รสชาติดี ผมโค่นยาง ปลูกส้ม 50 ไร่ ตอนนั้นยางพารา โลละ 20-30 บาท เลยโค่นยาง ปลูกโชกุน 10 กว่าปี ก็มีการระบาดของโรค และต้นโทรม อีกทั้ง ส้มราคาไม่ดี มีส้มจากทางเหนือมาตีตลาด ต้นทุนและค่าใช้จ่ายไม่สมดุลกัน แต่ต่อมา ก็มีโครงการฟื้นฟู ไม่อยากให้ส้มโชกุนหายไปจากพื้นที แต่คราวนี้เราลดพื้นที่เหลือ 20 ไร่ ซึ่งเราจัดการได้ดีกว่า และน้ำก็พอเพียง น้ำที่ใช้เป็น น้ำจากภูเขา และลำธารเล็กๆ ที่ผ่านสวน”

“ผมเริ่มปลูกมาตั้งแต่กลางปี 2557 ใช้เวลาปลูก 18-20 เดือน มีดอกชุดแรกจากนั้น 9-10 เดือน ถึงจะได้อายุการเก็บผลิต ส้มจากการออกชุดแรก เรายังไว้ไม่เยอะ”

สำหรับ เรื่องการตลาด คุณชาย ว่าไม่มีปัญหาเลยมีเท่าไหร่แม่ค้ารับซื้อไปหมด เนื่องจากคนในพื้นที่ปลูก ยังน้อย

ราคาส้ม แบ่งเป็นส้มในฤดู (ประมาณเดือนธันวาคม ถึงมกราคม) ราคาเฉลี่ย อยู่ที่ 60-70 บาท ต่อกก.

หากเป็นส้มนอกฤดู (เดือนมิถุนายน –สิงหาคม) ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 100 บาทขึ้นไป ต่อ กก.

นอกจากนี้ ที่สวนของคุณชาย ยังเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธภาพ การผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ซึ่งเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้คนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาศึกษา ให้เกิดขึ้นแปลงใหม่ขึ้นมา

คุณชาย บอกว่า การปลูกส้ม ถือเป็นพืชปราบเซียน เกษตรกรส่วนใหญ่ เลือกปลูกยางพารา เพราะปลูกง่ายกว่า แต่ราคามันแกว่ง

“เกษตรกรที่เคยปลูกยางพารา ถ้ามาปลูกส้ม ต้องศึกษาพอสมควร เพราะส้มต้องดูแล บำรุง ค่อนข้างมาก ถ้าธาตุอาหารไม่เพียงพอ ต้นก็โทรม อีกทั้งการเลือกต้นพันธุ์ ต้องหาแหล่งที่ปลอดโรค แต่ถ้าทำได้แล้วก็นับว่าเป็นอาชีพที่ดี เพราะต้นทุนต่อ กก.ไม่ถึง 20 บาท ส่วนต้นพันธุ์ สูง 50 เซนติเมตร ราคา 100 บาท”

คุณชาย บอกอีกว่าด้วยความชื้นของพื้นที่ ทำให้ส้มโชกุนเบตง มีลักษณะเฉพาะตัวคือ รสเปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอม เปลือกร่อน ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูง เป็นผลให้ มีพ่อค้านำส้มจากที่อื่นมาสวมรอยเป็นส้มโชกุนเบตง ซึ่งปัญหานี้ ทางจังหวัดยะลา กำลังแก้ปัญหาด้วยการ จัดทำให้ส้มโชกุนเบตง เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จะมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่สวมรอยสินค้า ซึ่งคุณชาย เป็นหนึ่งในคณะทำงานด้วย

นอกจาก ส้มโชกุน ปัจจุบัน คุณชาย ยังปลูกพืชอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมัลเบอรี่ เชอรี่ แก้วมังกร ซึ่งจัดทำเป็นแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามรอยพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9

และเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ด้วยผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ คุณชาย ได้รับคัดเลือกจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ให้เป็นนิสิตเก่าดีเด่นประจำปี 2559 นอกเหนือไปจากการได้รับคัดเลือกให้เป็น ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ประจำจังหวัดยะลา

พื้นที่ 10 ไร่ ที่ดอนสูง คุณคงศักดิ์ นาคคุ้ม เกษตรกรหัวไวใจสู้ นำโอ่งขนาดใหญ่ หรือชาวภาคอีสานเรียกว่า “โอ่งแดง” ตั้งเรียงยาว แถวละ 10 ลูก 3 แถว ต่อท่อน้ำให้เชื่อมกันจากนั้นสูบน้ำใต้ดินให้เต็มโอ่งเพื่อเป็นการให้ความชื้นแก่พืชที่ปลูกแบบผสมผสานโดยใช้ฝรั่งกิมจูเป็นหลัก

คุณคงศักดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 547 หมู่ที่ 5 บ้านนิคม ตำบลนิเวศน์ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด 45170 โทร. (081) 927-2541 จบการศึกษาจากช่างกลอุเทนถวาย สาขาช่างก่อสร้าง ทำงานภาคเอกชน มีภรรยาที่ร้อยเอ็ด จึงปักหลักที่ “ร้อยเอ็ดเพชรอีสาน พลาญชัยบึงงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมชั้นดี สตรีโสภา ทุ่งกุลาสดใส งานใหญ่บุญผะเหวด” แม้จะเปลี่ยนมาเป็น “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ” เขาก็รักร้อยเอ็ด เพราะเป็นเมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก ฟูมฟักตำนานเมือง มาวันนี้ ชายวัย 69 ปีแล้วครับ 1 ไร่ ได้แสน คือ แสนสุขใจ แสนสุขใจ แสนร่าเริง รายได้เป็นแสน

คุณคงศักดิ์ บอกว่า ตนไม่ได้จบการศึกษาทางการเกษตร “ใจรักชอบศึกษา” การเกษตรอินทรีย์ ระบบน้ำหยด การให้น้ำแบบประหยัด ตนเองเชี่ยวชาญมากๆ วันนี้จับงานการปลูกฝรั่งกิมจู 7-8 เดือน ได้ผลผลิต หลังจากที่เลือกพื้นที่ปลูกหลังบ้านมรดกภรรยา ไถพรวนยกร่อง ปลูกฝรั่งในร่อง ให้น้ำตามร่อง ระยะ 2×2 เมตร ความยาวตามแปลง ทำขวางแนวลาดชัน ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 400 ต้น จากนั้นก็ปรับปรุงดินโดยการตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค และเมล็ดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักในปริมาณเท่าๆ กัน อัตราปุ๋ย 1 ส่วน ต่อดิน 2 ส่วน เพื่อให้ดินร่วนซุย

วิธีปลูก …หลังจากเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำกิ่งตอนฝรั่งกิมจู ที่ชำในถุงปลูกลงในหลุม กลบดินให้แน่นพอสมควร แล้วใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกกันลมโยกและรดน้ำทันที

คุณคงศักดิ์ กล่าวว่า ตนเองน้อมนำพระราชดำริฯ ตามรอยเท้าพ่ออย่างพอเพียง “นำหลักการห่มดิน” โดยใช้ฟางข้าวคลุมผืนดิน เป็นการรักษาความชุ่มชื้นอย่างดียิ่ง ฟางข้าวย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ กลางแปลงขนาด 2 เมตร ตนเองปลูกกล้วยหอมทอง เป็นพืชแซมหลังแปลง ระยะ 2 เมตร มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์เตี้ยค่อม ระยะ 4 เมตร ปลูกมันเทศพันธุ์โอกิโนวา จากประเทศญี่ปุ่น คลุมดิน ให้ผลผลิตดี ตลาดมีความต้องการสูง กิโลกรัมละ 120 บาท ราคาขายปลีก

คุณคงศักดิ์ นำเยี่ยมชมสวนผสมพร้อมเล่าให้ฟังว่า การปฏิบัติดูแลรักษา การให้น้ำ สังเกตดูความชุ่มชื้นของดิน ถ้าดินแห้งมากต้องรีบให้น้ำ และถ้ามีฝนตกหนักก็ควรระบายน้ำออกบ้าง การให้น้ำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของต้นฝรั่ง ปริมาณความชื้นของดินในระหว่างการออกผลมีความสำคัญ เพราะจะก่อให้เกิดการร่วง การแตก และขนาดของผล

การใส่ปุ๋ย ตนเองเน้นการใส่ปุ๋ยทั้งปุ๋ยคอก อินทรีย์และปุ๋ยเคมี สูตรที่แนะนำ คือ 15-15-15 หรือ 13-13-21 ฝรั่งเมื่อออกดอกแล้วจำเป็นต้องให้น้ำและปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น ประมาณ 2 กิโลกรัม/ต้น/ปี หากจะให้ฝรั่งมีรสหวานยิ่งขึ้น ให้ใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 5-30-30 พ่นก่อนเก็บผล 1 เดือน นำปุ๋ยเกล็ดมาผสมน้ำฉีดพ่น ฉีดสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 2 ครั้ง ประมาณ 15 วัน เก็บผลผลิต

การพรวนดิน ไม่ควรพรวนดินลึก ที่นี่น้อมนำตามรอยเท้าพ่อ “ห่มดิน” การปักหลักกันโยกขณะฝรั่งยังเล็ก ใช้ไม้รวกหรือแขนงไม้ไผ่ ยาว 1 เมตร ค้ำกิ่ง ต้นละ 1-2 อัน และใช้เชือกฟางผูกติดกับกิ่ง แต่อย่าผูกให้แน่นมาก เพราะกิ่งอาจจะเจริญเติบโตช้า

การพยุงผลฝรั่ง อายุประมาณ 6 เดือน ใช้ไม้ไผ่ปักไว้เพื่อพยุงผลฝรั่ง ใช้ปลายหรือแขนงไม้ไผ่ ขนาดเล็ก ยาว 1 เมตร หรือมากกว่านั้นปักใกล้กับกิ่งที่ออกผลแล้ว โดยผูกยึดกับกิ่งไว้ หรือจะผูกขั้วผลกับกิ่งหรือไม้ปักเพื่อไม่ให้ผลถ่วงต้น เพราะน้ำหนักผลฝรั่งมาก ถ้ามีลมพัดแรงต้นจะเฉาตายและรากจะขาด

การตัดแต่งกิ่ง จะช่วยให้ฝรั่งเกิดกิ่งอ่อน และมีช่อดอกออกมาด้วย ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ได้สัดส่วน อากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่องได้ทั่วถึง สะดวกในการเก็บผลและการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง นอกจากนี้ ยังทำให้ได้ผลผลิตที่แน่นอน ผลมีขนาดใหญ่ ต้นที่สมบูรณ์จะตัดกิ่งก้านออก 25-30% สำหรับต้นที่ไม่แข็งแรง ให้ตัดกิ่งก้านออก ประมาณ 20% นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้ว การทำให้ใบร่วงจะทำให้ระยะการเก็บเกี่ยวสั้นลง และการปลิดผลทิ้งให้เหลือประมาณ 2-6 ผล ต่อกิ่ง แต่ถ้าจะให้ได้ผลที่มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดี ควรให้เหลือเพียง 1 ผล เท่านั้น

การห่อผล ประโยชน์ของการห่อผลนอกจากจะช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งแล้ว ยังทำให้ผลฝรั่งมีผิวสวยน่ารับประทาน วิธีการห่อผลฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ถุงพลาสติกหรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อก่อน แล้วจึงสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นหนึ่ง โดยจะเริ่มห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาวหรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน

โรคที่สำคัญของฝรั่ง

โรคจุดสนิม การป้องกัน ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา หากเป็นที่กิ่งอาจใช้สารเคมีดังกล่าวผสมในปูนแดงข้นๆ ทาบริเวณที่เป็นโรค
โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อราเข้าทำลายผลอ่อน ผลสุกและใบ อาการบนใบจะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ แผลอาจทะลุ ถ้าเป็นที่ผลอ่อนจะทำให้มีสีน้ำตาลและเน่าแห้งไปในที่สุด แต่ถ้าเป็นระยะผลสุกหรือใกล้สุก จะเกิดแผลเน่าสีน้ำตาล อาการจะลุกลาม แผลจะบุ๋มลงเล็กน้อยมีจ้ำสีคล้ำและเมือกสีแสดปรากฏให้เห็น การป้องกัน ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา โดยพ่นสารเคมีก่อนเก็บผล 1 เดือน

แมลงศัตรูฝรั่ง

แมลงวันทอง การทำลายเกิดจากแมลงวันทองวางไข่ที่ใต้ผิวฝรั่งสุก (หรือระยะที่ผิวผลอ่อน) ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่จะเจริญกินเนื้อฝรั่งเป็นอาหาร ทำให้ฝรั่งอ่อนนิ่มและเละในที่สุด การป้องกัน ห่อผลในขณะที่ผิวยังแข็ง มีสีเขียว ขนาดเล็ก การห่ออาจห่อด้วยถุงพลาสติกชั้นเดียว หรือ 2 ชั้น โดยต้องเจาะรูกระดาษห่อชั้นในก้นถุงให้น้ำไหลออกด้วย หรือใช้สารเคมีมาลาไทออนผสมโปรตีนไฮโดรไลเซท เป็นเหยื่อพิษฉีดพ่นในตอนเช้าตรู่เป็นจุดๆ บนใบแก่เท่านั้น ต้นละ 1-4 จุด แต่ละจุดใช้น้ำยาประมาณ 50 ซีซี พ่นแค่ให้ใบเปียก และพ่นทุกๆ 7 วัน ติดต่อกัน 4-5 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยว หากพ่นก่อนการระบาด 1 เดือน จะได้ผลดีกว่าพ่นหลังแมลงระบาดแล้ว
เพลี้ยแป้ง จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบอ่อน กิ่งอ่อน และช่อดอก ทำให้แห้งเฉาหรือใบผิดรูปร่างและผลผลิตลดลง ใช้สารสมุนไพร น้ำหมักข่า ตะไคร้หอม ใบยูคาลิปตัส สะเดา เพื่อไล่แมลง ฉีดพ่น 5-7 วัน
ที่นี่ เราทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีการขยายพันธุ์ฝรั่งกิมจู กล้วยหอมทอง หม่อนรับประทานผล โทร. (081) 927-2541 ถนนแจ้งสนิท ทางไปอำเภอธวัชบุรี หลังเทศบาลตำบลนิเวศน์ ตรงข้ามสถานีวิทยุกระจายเสียงกรมประมง หรือใกล้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ยินดีต้อนรับครับ คุณคงศักดิ์ นาคคุ้ม บอก

ปัจจุบันเกษตรกรในจังหวัดอุบลราชธานีนิยมปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมีตลาดรับซื้อแน่นอนเป็นพืชพลังงานและพืชอาหารที่สำคัญสร้างเศรษฐกิจให้จังหวัดและประเทศ วิถีในการเพาะปลูกมันสำปะหลังมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ แหล่งทรัพยากร องค์ความรู้ของเกษตรกรการเลือกใช้ท่อนพันธุ์ การจัดการแปลง การใส่ใจที่แตกต่างกัน และที่สำคัญคือการใช้ “ปุ๋ย” ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มีแนวทางในการใช้ปุ๋ยตามความเคยชิน เพราะขาดวามรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง

การใส่ปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสมจะสามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ มีวิธีการที่เรียกว่า“การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน” ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เกษตรกรอาจมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าถึงยาก บางรายอาจยังไม่รู้จักเลย แต่ปัจจุบัน“โครงการอุบลโมเดล” เป็นช่องทางในการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร หน่วยงานราชการที่มีความรู้ และตลาดรับซื้อ ทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกันเพื่อเกษตรกรกลุ่มเดียวกัน ทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ มีพี่เลี้ยงที่หลากหลาย มีสังคมในการแลกเปลี่ยน ปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเกษตรกรในจังหวัดอุบลราชธานี เพราะมีเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จคอยให้คำแนะนำอยู่ในพื้นที่

นายสอน สำราญ ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังที่ได้เข้าร่วมโครงการอุบลโมเดล ก่อนหน้านี้ นายสอนทำงานอยู่กรุงเทพฯ หลังจากทราบว่ามีโรงงานใกล้บ้าน และมีที่ดินเป็นของตนเองจึงตัดสินใจกลับมาทำการเกษตรปลูกมันสำปะหลังที่บ้านเกิด ปลูกมันฯ ประมาณ 20 ไร่ เดิมไม่มีความรู้มากนักปลูกไปแบบธรรมชาติ

“ก่อนหน้านี้ก็ปลูกตามมีตามเกิด ได้ 3 ตันบ้าง 5 ตันบ้าง ปลูกมา5-6 ปี ทดลองผิดทดลองถูก พันธุ์อะไรปลูกดียังไม่รู้จักซื้อตามเขาว่าดี ท่อนละบาทเอารถไปซื้อต่างอำเภอ พอดีได้มาเจอเจ้าหน้าที่จากโรงงาน อาจารย์หลายหน่วยมาจัดประชุมที่ศาลากลางหมู่บ้านถึงได้รู้จักโครงการ เลยลงชื่อว่าสนใจ ผมก็อยากทดลองดูว่าจะช่วยได้จริงหรือเปล่า พอได้เข้าร่วมเขาก็มาแนะนำให้รู้จักดินก่อน เจ้าหน้าที่ก็มาสอนให้เก็บดินเอาไปส่งตรวจ พอวิเคราะห์ดินออกมาแล้วเขาก็สอนให้ผสมปุ๋ยเองตามค่าวิเคราะห์ดิน เมื่อก่อนผมก็ใส่สูตรทั่วไป 15-15-15 แล้วก็ 0-52-34 พอมาลองใส่ปุ๋ยที่เราเรียนรู้ในการผสมมาทดลอง 1 ไร่ อีก 1 ไร่ก็ใส่แบบเดิม ไร่หนึ่งใส่ปุ๋ย 2 กระสอบเหมือนกัน เอามาเปรียบเทียบกัน ปรากฏว่าแปลงที่ใช้ปุ๋ยสูตรเดิมได้ 4-5 ตันต่อไร่ แปลงที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินได้ 8 ตันต่อไร่ ก็เลยดีใจว่าได้ผล ตอนนี้ก็ยังใช้อยู่ สำคัญที่ช่วยลดต้นทุนเพราะปุ๋ยที่ซื้อตามตลาดราคาแพง และใส่มากไปดินก็แข็งด้วย”

นายสอน สำราญ เข้าร่วมโครงการอุบลโมเดลตั้งแต่ปี 2558ได้นำเอาคำแนะนำและองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากโครงการฯ ไปประยุกต์ใช้อย่างมุ่งมั่นต่อเนื่อง พัฒนาการปลูกและการดูแลแปลงจนประสบผลสำเร็จ ได้รับรางวัลชนะเลิศเกษตรกรต้นแบบ ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ประจำปี 2559 ในงานประชารัฐ พัฒนาชาวไร่มันฯ ขยันแบบอุบลโมเดล เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ปีที่ผ่านมา

การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเริ่มมีการขยายองค์ความรู้ในหลายพื้นที่ที่เพราะประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรมบทบาทในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ที่สำคัญของกรมวิชาการเกษตรจึงมีการขยายผลมาตลอด

“เราอยากให้เกษตรกรตั้งคำถาม ว่าดินบ้านเราต้องการกินอะไร เป็นความคิดแรกก่อนทำอย่างอื่นเพราะดินเป็นแหล่งอาหารของพืช อย่างมันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชหัว องค์ประกอบในการสร้างอาหารเริ่มต้นที่ดินดี มีธาตุอาหารเพียงพอ ดังนั้น เราจึงแนะนำให้เกษตรกรต้องเก็บดินมาตรวจ เพื่อตรวจหาธาตุอาหารพื้นฐานในดิน N P K ซึ่งกรมวิชาการเกษตรเรามีหน่วยงานในการตรวจสอบบริการให้ เมื่อทราบผลเราจะเห็นว่าในดินของเกษตรกรมีธาตุอาหารแต่ละตัวเท่าไหร่ เกษตรกรก็สามารถนำผลไปซื้อปุ๋ยที่พอดีหรือที่ดินขาด ไม่จำเป็นต้องซื้อหมดให้กลายเป็นหว่านปุ๋ยหว่านเงิน หน้าฝนมาปุ๋ยไหลไปตามพื้นที่ รายได้ก็ไหลออกตามไปด้วย ซึ่งหัวใจของการที่เกษตรกรเรียนรู้วิธีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินคือสามารถลดต้นทุนให้เกษตรกรได้จริงๆ โดยเฉลี่ยต่อไร่ได้มากกว่า 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับต้นทุนอื่น ๆ ด้วย”

นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4กรมวิชาการเกษตรกล่าว

อุบลโมเดล โครงการประชารัฐเพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงความรู้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง โครงการพัฒนาการส่งเสริมการเกษตรการปลูกมันสำปะหลัง หรือ อุบลโมเดล เริ่มต้นในปี 2557 โดยการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในรูปแบบประชารัฐระหว่าง กลุ่มบริษัทอุบลไบโอเอทานอล ร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 ศูนย์วิจัยพืชไร่ สำนักงานการเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 4 และสถานีพัฒนาที่ดินอุบลราชธานี เป็นแนวทางโครงการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกมันสำปะหลัง ภายใต้แนวคิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อสร้างแหล่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง มีกระบวนการในการจัดพื้นที่การเกษตรของตนเองอย่างยั่งยืน

วันนี้ทีมข่าว เดินทางแวะเยี่ยมยามถามข่าว เกษตรกรผู้มีความสำเร็จ คุณประคอง คงมูล อายุ 65 ปี คุณคำพันธ์ คงมูล อายุ 63 ปี บ้านเลขที่ 84 หมู่ที่ 7 บ้านโพนทอง ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 โทร. (085) 448-2360 พื้นที่ 1 ไร่ แปลงต้นแบบ โครงการ 1 ไร่ 1 แสน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดกาฬสินธุ์ (โครงการกาฬสินธุ์คนดี สุขภาพดี รายได้ดี ปี 2557) ประจำตำบลโพนทอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์

พื้นที่ 1 ไร่ แบ่งออกเป็นสัดส่วนโรงเรือนสุกร จำนวน 19 ตัว ได้โรงงานปุ๋ยชั้นดี น้ำล้างคอกหมู ปล่อยลงแปลงนา ข้าวสวยงามมาก ปล่อยลงบ่อเก็บน้ำทิ้ง ตักมาผสมน้ำ 1:1 รดพืชผัก ผลไม้ เขียวขึ้นภายใน 1-2 วัน เป็นรายได้รายปี ไก่พื้นเมือง 100 ตัว จับขายรายสัปดาห์ ไก่ไข่ 10 ตัว ได้ไข่รับประทานในครัวเรือน ทุกวัน เหลือขาย บ่อปลา 1 บ่อ มะนาว 7 ต้น กล้วย 10 กอ มะพร้าว 6 ต้น ตะไคร้ 5 กอ ข่า 10 กอ มะกรูด 2 ต้น พริก มะเขือ สระแหน่ ยี่หร่า พืชสวนครัวครบ เป็นพืชผักเกษตรอินทรีย์ล้วน เราอยู่อย่าง “ได้แสนสุข” คิดเป็นมูลค่าไม่ได้ แต่คุณค่าสูงยิ่ง ตลอดทั้งปี มีเงินแสน

คุณประคอง กล่าวว่า ตนเองปฏิบัติจากการศึกษา ค้นคว้า มี คุณพงษ์ศักดิ์ ชินคีรี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ และมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ให้คำแนะนำเรื่องการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า หรือราเขียวป้องกันเชื้อรา เชื้อสาเหตุของโรคโคนเน่า รากเน่า ของพืชผัก ตนเองนำมาหมักผสมกับน้ำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วย ผสมกับมูลสุกร ใช้ฉีดพ่นพืชผัก ปล่อยน้ำตามร่องพืชผักสวนครัว เจริญเติบโตงอกงาม ให้ผลผลิตที่มีความเป็นอินทรีย์อย่างดียิ่ง

คุณประคอง กล่าวว่า แล้งนี้ ตนเองนำมะเขือเทศเล็ก หรือมะเขือเครือ ที่ใส่กับส้มตำอร่อยมากที่สุด ลูกเล็กขนาดลูกแก้วตาแมวหรือเล็กกว่า ตอนแรกไปซื้อมาจากตลาดร้านค้าเมล็ดพันธุ์ ซองละ 10 บาท จากนั้นตนเองเก็บคัดเลือกพันธุ์เอง โดยเน้นลูกเล็ก จะมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ลูกโตไม่เอา เพราะจะกลายพันธุ์แล้ว จากแมลงบินมาผสมเกสร เพาะกล้ามะเขือเทศ ต้นเดือนพฤศจิกายน หากมีฝนตกต้องทำหลังคาให้แปลงกล้าด้วย เมื่อต้นกล้า 20-25 วัน แยกลงแปลงปลูกที่เตรียมดินไว้ ขนาด 1 เมตร ความยาวตามร่องแปลง ผสมปุ๋ยคอกบางๆ อย่าใส่มากจะเค็ม ต้นกล้าเน่าตาย เวลา 10-15 วัน ต้นกล้าฟื้นตัว ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วย แบบฉีดฝอยบางๆ 7-10 วัน ต่อครั้ง ปล่อยน้ำผสมน้ำสกัดชีวภาพตามร่องปลูก มะเขือเทศเจริญเติบโตงดงามมาก อายุ 65 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต ตลาดมีความต้องการสูงมาก ขายส่งราคา 25 บาท ต่อกิโลกรัม ขายปลีก 30 บาท ต่อกิโลกรัม ระยะเวลาการเก็บผลผลิต 45 วัน วันละ 50-100 กิโลกรัม เป็นการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยที่สุด ราคาแล้งนี้ 1 ไร่ ได้เงินกว่า 50,000 บาท เป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นำพืชที่มีในท้องถิ่น ขายให้คนในท้องถิ่นรับประทานอย่างปลอดภัย

ทางด้าน คุณพงษ์ศักดิ์ ชินคีรี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การผลิตพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ หรือการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ก้าวเข้าสู่การเกษตรอินทรีย์ ให้การสนับสนุนวิชาการด้านการใช้สารชีวภัณฑ์ เรื่องวิทยาศาสตร์ใกล้ตัวเกษตรกร เช่น การใช้เชื้อรากำจัดเชื้อรา เชื้อสาเหตุของโรครากเน่า โรคโคนเน่า เชื้อบิวเวอเรีย กำจัดแมลง การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน พืชสมุนไพรป้องกันกำจัดและขับไล่แมลง สู่พืชอาหารปลอดภัย เกษตรกรสามารถขอรับข้อมูลจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรได้จาก สำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่านได้ครับ

คุณบุญเลื่อน ซุยน้ำเที่ยง อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 10 บ้านสังข์ใหญ่ ตำบลทุ่งกุลา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. (093) 485-0835 สมาชิก 160 คน พื้นที่ 3,215 ไร่ เป็นการดำเนินการรูปแบบคณะกรรมการ มี คุณสัญญา ท่าสิมมา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10 ประสานงานกับสำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ คุณชูศักดิ์ ประทุมวัน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ผู้ช่วยผู้จัดการเกษตรแปลงใหญ่ ข้าวหอมมะลิ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ ผู้จัดการเกษตรแปลงใหญ่ข้าวหอมมะลิ เป้าหมายสำคัญคือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพข้าว การบริหารจัดการที่ดี และด้านการตลาด “ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำสู่ผู้บริโภค” ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก (Area-based approach) ดำเนินงานในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านดิน ด้านน้ำ ด้านข้าว ด้านสัตว์ ด้านประมง ด้านสถาบันเกษตรกร ด้านการตลาด โดยมีผู้จัดการเกษตรแปลงใหญ่เป็นผู้จัดการพื้นที่ในทุกกิจกรรมตลอด Supply chain

คุณวัชรินทร์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ สมัคร UFABET ในฐานะผู้จัดการเกษตรแปลงใหญ่ข้าวหอมมะลิตำบลทุ่งกุลา กล่าวว่า ตนเองได้รับมอบหมายจาก คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้นำนโยบาย ท่านสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นำหลักการเกษตรแปลงใหญ่ ที่ ฯพณฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบนโยบายแนวทางที่ รร. แอมบาสซาเดอร์ หาดจอมเทียน พัทยาใต้ ในการสัมมนา เกษตรอำเภอ ผู้จัดการเกษตรแปลงใหญ่ ผู้ช่วยผู้จัดการเกษตรแปลงใหญ่ ประธานเกษตรแปลงใหญ่ 600 แปลง ทั่วประเทศ เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่ามา หลักการคือ เกษตรแปลงใหญ่ต้องอยู่ในพื้นที่เหมาะสมกับ AGRIMAP