ยางพารา ปริมาณการผลิต 4.5 ล้านตัน ส่งออก 3.3 ล้านตัน

ราคายางแผ่นดิบช่วงนี้ 44-50 บาท ต่อกิโลกรัม ปีนี้ฝนตกมากเป็นปกติ ทำให้มีเวลากรีดน้อยลง ทำให้ปริมาณการผลิตลดลงตามไปด้วย แต่ยังให้ผลผลิตต่อไร่ 234 กิโลกรัม ปัจจุบัน ราคายางกระเตื้องขึ้น โดยมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จีน และสหภาพยุโรป ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่

กาแฟ ปริมาณการผลิต 25,000 ตัน แต่ความต้องการใช้ภายในประเทศ 90,000 ตัน ต้องนำเข้า 65,000 ตัน เพราะว่าการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

มะพร้าว ปริมาณการผลิต 8.3 แสนตัน แต่ความต้องการในประเทศ 1.4 ล้านตัน จึงต้องนำเข้า 4.1 แสนตัน ผลผลิตที่ได้ต่อไร่ 754 กิโลกรัม มะพร้าวผลผลิตลดลง เนื่องจากอายุมาก มีแมลงศัตรูเข้าทำลาย เมื่อเร็วๆ นี้ เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวร้องเรียนรัฐบาลว่า นำเข้ามากเกินความต้องการ ทำให้ราคามะพร้าวในประเทศมีปัญหา

ปาล์มน้ำมัน ปริมาณการผลิต 13.5 ล้านตัน ทะลายสด ยังมีการนำเข้าน้ำมันปาล์ม 7.9 หมื่นตัน ทั้งนี้ อัตราการแปรรูป ทะลายสด 7.00 กิโลกรัม ได้น้ำมันปาล์ม 1 ลิตร เนื่องจากปีที่ผ่านมาฝนตกสม่ำเสมออยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น

ลำไย ปริมาณการผลิต 1.0 ล้านตัน ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย อีกทั้งราคาดี จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรดูแลเอาใจใส่สวนเป็นอย่างดี ความต้องการบริโภคภายในประเทศ 35,000 ตัน ส่วนที่เหลือส่งออกไปยัง จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ทั้งนี้ อินโดนีเซียต้องการผลขนาดกลาง อนุญาตให้นำเข้าไม่จำกัดจำนวน

ทุเรียน ปริมาณการผลิต 6.3 แสนตัน ใช้บริโภคภายในประเทศ 1.2 แสนตัน ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากแหล่งปลูกใหม่เริ่มให้ผลแล้ว ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยในการช่วยให้ติดผลดี ที่สำคัญทุเรียนมีราคาสูงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาพัฒนาสวนอย่างเต็มความสามารถ

มังคุด ปริมาณการผลิต 2.3 แสนตัน ใช้บริโภคภายในประเทศ 2.3 หมื่นตัน ส่วนที่เหลือส่งออกไปต่างประเทศ ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

มะม่วง ปริมาณการผลิต 2.8 ล้านตัน ส่งออก 7.3 หมื่นตัน ตลาดสำคัญมี เกาหลีใต้ เวียดนาม ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เนื่องจากมะม่วงมีราคาดี เกษตรกรจึงเตรียมการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น

กล้วยไม้ตัดดอก ปริมาณการผลิต 4.6 หมื่นตัน ส่งออก 2.2 หมื่นตัน (อัตรา 33 ช่อ ต่อ 1 กิโลกรัม) การส่งออกมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากจีนมาแย่งส่วนแบ่งไปจำนวนหนึ่ง อีกทั้ง อียู คุมเข้มเรื่องเพลี้ยไฟ

สุกร ปริมาณการผลิต 20 ล้านตัว การบริโภคในประเทศคิดเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มสูงขึ้น ด้วยประเทศไทยผลิตเนื้อสุกรได้คุณภาพมาตรฐาน ลูกค้าสำคัญคือประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง

ไก่เนื้อ ปริมาณการผลิต 1,560.00 ล้านตัน ต้องการใช้ในประเทศ 1.4 ล้านตัน (ไก่ 1 ตัว หนักประมาณ 2 กิโลกรัม แปรรูปได้ 1.26 กิโลกรัม) ส่วนที่เหลือส่งออกไปยังต่างประเทศ และมีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะการผลิตของไทยได้มาตรฐาน

กุ้งทะเลเพาะเลี้ยง ปริมาณการผลิต 3.3 แสนตัน บริโภคภายในประเทศ 4.0 หมื่นตัน ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เวียดนาม ญี่ปุ่น จีน และแคนาดา การส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ตามรายละเอียดข้อมูลข้างต้น หากนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน หรือปัญหาที่เผชิญอยู่ ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถช่วยให้การคลี่คลายปัญหาดังกล่าวให้เบาบางลงได้อย่างแน่นอน แปลงเกษตรของเด็กนักเรียนในโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มีไอเดียทำบวบงูให้ตรงสวย ขายได้ราคา ซึ่งปกติผลของบวบงูจะมีลักษณะยาว เรียว บิดโค้งไปมาตามความยาวของผล พบผลตรงน้อยมาก มีลายสีเขียวอ่อนหรือขาวพาดยาวเป็นแนวตั้ง แต่บางพันธุ์ก็จะเป็นสีเขียวอ่อนพาดลายขาว หรือเป็นสีขาวไม่เห็นลายก็มี ความยาวของผลบวบงูสามารถยาวได้ถึง 200 เซนติเมตร เลยทีเดียว

สำหรับแปลงเกษตรของเด็กนักเรียนโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 มีวิธีทำบวบงูให้ตรงสวยงาม ด้วยการเก็บก้อนหินภายในบริเวณโรงเรียน นำมาผูกห้อยไว้กับปลายผลของบวบงู ตั้งแต่ผลของบวบงูมีความยาว ประมาณ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งทำให้บวบงูมีรูปทรงของผลตรงสวยงาม เมื่อนำไปขายจะได้ราคาดีกว่าผลบวบงูที่บิดโค้งงอไปมา และวิธีนี้หากใครจะนำไปใช้ก็ไม่ขัดข้อง

ชาวอำเภอเนินมะปราง หันมาปลูกพืชผักสวนครัวขายแทนการทำนา โดยเฉพาะข่า ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา เพราะเป็นพืชเครื่องเทศที่มีความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบในหลากหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้งใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคทางวัชพืชได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายและตลาดมีความต้องการสูง

นางมัธวรรณ แสนลาด หรือป้าน้อย อยู่บ้านเลขที่ 98/1 ม.1 ต.เนินมะปราง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก มีอาชีพทำนา จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงได้คิดหาอาชีพใหม่ด้วยการเริ่มต้นปลูกข่าในพื้นที่ 1 ไร่ ผลปรากฏว่ารายได้จากการปลูกข่าอ่อนขาย สามารถทำรายได้ดีกว่าการทำนาและมีการดูแลรักษาน้อยกว่า จึงยึดเป็นอาชีพหลักสำหรับครอบครัว ปัจจุบัน ป้าน้อย ได้ขยายพื้นที่ปลูกข่าในพื้นที่ 6 ไร่ สภาพดินที่เหมาะต่อการปลูกข่ามากที่สุดควรเป็นดินร่วนปนทรายและจะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินมีการไถดะ, ไถแปร และพรวนชักร่องเหมือนกับการปลูกอ้อย ระยะปลูกที่นิยมคือ 80×80 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 2,500 หลุม ต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกจะใช้เหง้าอ่อนหรือเหง้าแก่ก็ได้

โดยข่าที่ปลูกไปแล้วจะเริ่มขุดขายเมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 เดือน และจะทยอยขุดขายไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 2 ปี ช่วงที่เหมาะต่อการขุดข่าขายและมีน้ำหนักดีได้กำไรมากที่สุดควรขุดในช่วงอายุ 10 เดือน ใน 1 กอ จะได้ข่าที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 8-10 กิโลกรัม และมีสัดส่วนของข่าอ่อนประมาณ 80% และข่าแก่ประมาณ 20% ในการขุดแต่ละครั้งจะมีออเดอร์สั่งมา จะขุดวันต่อวันเพื่อความสดและจะขุดในช่วงเช้า

ป้าน้อย บอกว่า “ใช้พื้นที่ของตัวเอง ปลูกข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดบ้าง แต่ที่ปลูกมากคือ ข่า เพราะข่าเราดูแลก็ไม่ยาก เพราะเป็นพืชที่ไม่ต้องใช้สารเคมีมาก ดูแลแต่พวกเชื้อรา ส่งขายที่พิษณุโลก พิจิตร ราคาก็ขึ้นลงตามกลไกของตลาด ถ้าของขาดก็แพงหน่อย ตอนนี้ราคากิโลกรัมละ 20-25 บาท เราก็จะตัดขุดไปเรื่อยๆ ขุดได้ทุกวัน หมุนเวียนไป ปลูกรอบหนึ่งใช้เวลา 7-8 เดือน ก็เริ่มตัดได้ ครั้งหนึ่งตัดได้ประมาณ 200 กิโล เพราะเราทำแบบครัวเรือน ส่งขายทีก็ได้ 2,000-3,000 บาท ก็อยู่ได้สบาย ถ้ามีออเดอร์มาก็จะตัดทุกวัน”

ส่วนเคล็ดลับในการรักษาสภาพของเหง้าข่าให้คงความสดและสีสวยอยู่ได้นานจนถึงปลายทาง ด้วยการตัดแต่งรากและเหง้าให้เสร็จเรียบร้อย นำเหง้าข่าจุ่มลงในน้ำสะอาดที่กวนด้วยสารส้ม (น้ำสารส้ม จะช่วยรักษาเหง้าข่าให้ดูสดและสีสวย) หลังจากนั้นบรรจุข่าลงถุงพลาสติกใส น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ต่อถุง พ่อค้าจะมารับสินค้าในช่วงเวลาบ่ายเพื่อนำไปส่งยังตลาดต่อไป

อยู่สิงคโปร์เดือนก่อน ไปหาซื้อผักจะทำหม้อไฟกินกันที่บ้าน ซื้อผักสารพันเรียบร้อยแล้ว พากันไปดูผักไทยๆ ที่ตลาดไทยแถวย่าน Golden Mile อยากได้โหระพามาใส่ในน้ำซุป กับเอามารับประทานกับเปาะเปี๊ยะ ปกติซื้อผักหรืออะไรต่อมิอะไรจะรีบซื้อ เพราะเวลาที่สิงคโปร์เป็นเงินเป็นทอง แต่คราวนี้ได้มีเวลาพินิจพิจารณา ผักที่เคยเห็นขายกันมากมายที่เมืองไทย กับตอนที่มาปรากฏภายในร้านที่สิงคโปร์

ผักที่ขายในตลาดไทยทั่วโลก ก็จะมีเยี่ยงนี้ คือมีแทบทุกอย่างที่เมืองไทย แต่ฉันสังเกตว่าผักที่ขายในสิงคโปร์จะสดกว่า และไม่ต้องใช้ความเย็นประคบประหงมมากนัก วางไว้เฉยๆ ก็ยังสด อาจเพราะขนส่งมาไม่ไกล

แต่ที่ประหลาดใจคือ แม้จะอยู่ไกลกว่ามาก แต่ราคาผักที่สิงคโปร์ไม่ได้ถูกไปกว่าผักที่ขนไปไกลถึงอเมริกา หรือยุโรป เอาอย่างง่ายสุด ตะไคร้ ที่นี่ขายมัดละ 1.5 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 40 บาท มีราว 3-4 ต้น ที่อเมริกาก็ขายราคาประมาณนี้

ชะรอยมันจะเป็นไปตามค่าครองชีพของแต่ละที่ เพราะสิงคโปร์ถูกจัดเป็นเมืองค่าครองชีพสูง (ซึ่งฉันจะเถียง หากมีโอกาสต่อไป) ดูในภาพ จะเห็นว่าแตงกวาจากเมืองไทย ขายถุงละ 40 บาท โดยประมาณ นับลูกก็ตกลูกละ 10 บาท เครื่องปรุงต้มยำ ถุงละ 60 บาท หัวปลี หัวละ 70 บาท กล้วยน้ำว้า หวีละ 100 บาท ใบแมงลัก ใบกะเพรา ใบโหระพา ยอดชะอม สะระแหน่ เหล่านี้มัดละ 45 บาท 1 มัด ไม่พอรับประทาน ลองกอง มะม่วงสุก กับกระท้อนสดราคาไล่เลี่ยกัน กิโลละ 200 บาท ส่วน เห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ กิโลละ 800 บาท

วันเดียวกัน ชะอมที่ตลาดไท กรุงเทพฯ ขายกำละ 10 บาท ตะไคร้ กิโลละ 20 บาท แตงกวา กิโลละ 12 บาท มะนาวลูกละ 2 บาท และมะละกอดิบ กิโลละ 18 บาท

มีคนไทยส่งผักไปขายที่สิงคโปร์กันมาเนิ่นนาน แต่สำหรับฉันที่รู้จักสิงคโปร์ดี ยืนยันว่ายังไม่พอ เรายังส่งไปได้อีกมาก เพราะสิงคโปร์มีประชากร 5.47 ล้านคน แต่ผลิตอาหารเองได้น้อยมาก เขาจำกัดพื้นที่ให้ทำการเกษตรเพียง 3% ผลิตผักได้ ร้อยละ 9 ปลา ได้ร้อยละ 8 ไข่ไก่ ได้ร้อยละ 26 ของการบริโภคทั้งประเทศ จึงกลายเป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ นำเข้าสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม ปีละ 12 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4 แสนล้านบาท ค่ากับข้าวต่อหัวสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวเลข ปี 2554 คนสิงคโปร์ 1 คน กินผัก 95 กิโลกรัม ผลไม้ 66 กิโลกรัม ไก่ 33 กิโลกรัม เนื้อหมู 19 กิโลกรัม เนื้อวัว 5 กิโลกรัม เป็ด 3 กิโลกรัม แกะ 2 กิโลกรัม ไข่ไก่ 308 ฟอง คูณดูเถิดว่าแต่ละปีต้องใช้อาหารเท่าไร

แต่ที่ผลิตได้เอง มีผักใบเขียว ปีละ 20,000 ตัน หรือวันละ 500 กิโลกรัม เรียกว่าน้อยกว่าสวนบ้านเราบางสวนเสียอีก ไข่ไก่ที่จากฟาร์ม 5 แห่ง ผลิตได้ปีละ 70 ล้านฟอง ปลาและกุ้ง จาก 40 ฟาร์ม ประมาณปีละ 54,000 ตัน

จึงมีช่องว่างมากมาย ต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศเกือบทั้งหมด ขนาดต้องมีองค์กรเฉพาะอย่าง “องค์กรบริหารจัดการสินค้าเกษตร, อาหารและสัตวศาสตร์แห่งชาติ” (theAgri-Food and Veterinary Authority of Singapore:AVA) เป็นหน่วยงานกำกับ ตรวจสอบการนำเข้าอาหารอย่างเข้มงวด วางแผน ดูแลให้มีอาหารเพียงพอ ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การเกิดโรคระบาด ในประเทศที่ผลิต ปัญหาของผลผลิตที่เกิดจากประเทศเพื่อนบ้านที่อาจไม่ได้มาตรฐาน อันตรายจากสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การหยุดงานประท้วงหรือปิดท่าเรือ ทำให้ส่งอาหารมาสิงคโปร์ไม่ได้

ขณะเดียวกันเขาก็สนับสนุนเกษตรกรของประเทศเขาที่มีหยิบมือ ให้ใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มผลผลิตอย่างเต็มที่ไม่หยุดหย่อน และยังออกไปลงทุนปลูกผักเลี้ยงสัตว์ในหลายประเทศ เช่น ในจีน

สิงคโปร์มีตลาดสดเหลือไม่มาก อาหารส่วนใหญ่จึงขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งระดับบน อย่าง FairPrice finest และ Cold Storage หรือระดับกลางลงล่าง อย่าง Sheng Siong รายสุดท้ายนี่เขาจะเน้นสั่งสินค้าจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ

อาหารที่ขายดิบดีในสิงคโปร์คือ ไก่สด และไก่แปรรูปแช่แข็ง เพราะชาวพุทธและชาวฮินดูไม่นิยมกินเนื้อวัว มุสลิมก็ไม่กินหมู สัตว์ปีกจึงเป็นตัวเลือกที่ดีและเหมาะสุด

คนมักคิดว่าการนำเข้าผักไปขายในสิงคโปร์จะยากเข็ญ ต้องไม่ลืมว่าเขาต้องการอาหารมากอยู่แล้ว ขอแค่ทำตามกฎเกณฑ์ของเขา ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้เข็ญใจกว่าการที่เราจะกระเสือกกระสนไปไกลถึงยุโรป อเมริกา หรือกระทั่งตะวันออกกลาง

ฉันเคยเห็นผักจากไทยวางแห้งแหงแก๋ในตลาดไทยหลายแห่ง น่าเสียดายออก อุตส่าห์ดั้นด้นไปตั้งไกล ค้าขายก็ลำบาก เพราะทั้งอเมริกาและยุโรปเขาก็มีเกษตรกรของเขา ผลิตอาหารออกมาปีละมหาศาล สู้เราขนไปขายที่ประเทศที่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังต้องนำเข้าอาหารปีละมหาศาลไม่ดีกว่าหรือ

การนำเข้าสินค้าทุกประเภท ผู้นำเข้าจะต้องไปจดทะเบียนไว้กับหน่วยงาน Accounting & Corporate Regulatory Authority ขอใบอนุญาตการนำเข้าจาก International Enterprise Singapore ขอหนังสืออนุญาตในการนำเข้าสินค้าแต่ละครั้ง จาก Agri-Foods & Veterinary Authority (AVA) ลงทะเบียนเพื่อนำเข้าแต่ละครั้ง ต่อ Department of Customs เพื่อจ่ายภาษีสินค้าและบริการ (GST : 7%) ภาษีอื่นๆ และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง โดยจ่ายทางอินเตอร์เน็ต และหลายขั้นตอน นอกจากขั้นตอนตรวจสอบสินค้า สามารถทำผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งหมดมีแค่ 4 ขั้นตอน ซึ่งฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะมากมายตรงไหน นอกเสียจากว่าเราหวังจะทำมาหากินง่ายเกิน ซึ่งมันไม่มีจริงหรอกในโลกนี้น่ะ

และที่สำคัญ ขั้นตอนทั้งหมดโปร่งใส รวดเร็ว เขามีเวลากำหนดไว้หมดว่าแต่ละขั้นตอนรอกี่วัน รอกี่ชั่วโมง ถ้าเราทำถูกทุกขั้นตอน แต่การดำเนินการของข้าราชการล่าช้า ถือเป็นความผิด เรียกร้องเอาผิดได้ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

ไม่ดีกว่าจะไปมะงุมมะงาหราเสี่ยงสินค้าของเรากับขั้นตอนที่ไม่มีมาตรฐาน ขึ้นกับอารมณ์ของเจ้าหน้าที่ ถูกรีดค่าสินค้าโต๊ะแล้วโต๊ะเล่าหรอกหรือ?

ที่สำคัญอีกประการ การค้า-ขายกับสิงคโปร์ เขาไม่เรียกเก็บภาษีศุลกากรนำเข้า (เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเฉพาะ น้ำมัน รถยนต์ เหล้า และบุหรี่) แต่ที่ต้องเสียคือ ภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax : GST) ร้อยละ 7.2 ซึ่งก็เสียเท่ากับคนสิงคโปร์ทั่วไป

คาดว่าปีหน้า คนสิงคโปร์จะมีรายได้เฉลี่ย คนละ 61,257 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2 ล้านบาท ต่อปี สูงที่สุดในเอเชีย สูงเกินอเมริกามาหน่อย และสูงกว่าไทย 10 เท่า ไทยเป็นผู้ผลิตอาหารหลักของภูมิภาคนี้ แต่เราพากันขนไปขายไกลเหลือเกิน ขายที่สิงคโปร์นี่แหละใกล้ดี มีอนาคต

สินค้าของสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรหลายแห่งที่รวมตัวกันและจดทะเบียนถูกต้อง มีสิทธิ์เข้าไปตีตลาดทั้งสิ้น ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน

ติดต่อโดยตรงไปที่ AVA (http://www.ava.gov.sg) เลย เขามีข้อมูลพรักพร้อม อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ผู้นำเข้ารายใหญ่มีใคร เขามีข้อมูลให้หมด ติดต่อไปเลย ไม่ต้องไปผ่านใครให้เปลืองค่าน้ำร้อนน้ำชา จะเยสหรือโน เขาจะบอกอย่างเร็ว และอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ จ.ชัยนาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กำลังเป็นที่ฮือฮาบนโลกโซเชียลของ จ.ชัยนาท เมื่อ นางวัชรี แถมเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.หนองบัว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โพสต์ภาพต้นขนุนที่ติดผลซึ่งน่าจะดกที่สุดของ จ.ชัยนาท ในขณะนี้ เพราะนับได้รวมถึง 65 ลูก ในต้นเดียว จึงต้องลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ขนุนสุดดกต้นนี้ทันที โดยต้นขนุนแม่ลูกดกต้นนี้ปลูกอยู่ในบริเวณที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน เลขที่ 164 หมู่ที่ 2 ต.หนองบัว มีความสูงประมาณ 5 เมตร รัศมีกิ่งก้านเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 5 เมตร ที่ลำต้น และกิ่งมีลูกขนุนขนาดต่างๆ จำนวนมาก กำลังห้อยเป็นพวงอย่างสวยงาม

นางวัชรี กล่าวว่า ขนุนต้นนี้ คุณตาเป็นคนปลูกเมื่อประมาณ 11 ปีก่อน และเริ่มติดผลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปกติแล้วจะได้ลูกขนุน ประมาณ 20 ลูก ต่อปี แต่ในปีนี้ ขนุนต้นนี้สร้างความแปลกใจให้อย่างมาก เพราะติดผลดกมากเป็นประวัติการณ์ นับได้ถึง 65 ลูก แต่ก็น่าเสียดาย เพราะเมื่อ 2-3 วัน ที่ผ่านมา มีผลที่ถูกแมลงเจาะเน่าเสียไป 2 ลูก ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่ 63 ลูก ซึ่งยังถือว่าดกที่สุดใน จ.ชัยนาท อยู่ และตั้งแต่มีการเผยแพร่ภาพความดกของขนุนต้นดังกล่าวออกไป ก็มีเพื่อนบ้านเดินทางมาขอชมอยู่ไม่ขาด โดยขนุนทั้งหมดตั้งใจที่จะนำไปแปรรูป เป็นขนุนอบเนยเพื่อเพิ่มมูลค่านำออกจำหน่ายสร้างรายได้ต่อไป

อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนใต้สุดเมืองสยาม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง อุณหภูมิเย็นและมีหมอกเกือบตลอดทั้งปี ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นทำเลที่ดีของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในหลายรูปแบบ ทั้งพืชไร่และพืชสวน แม้กระทั่งการเลี้ยงสัตว์บางชนิด ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเบตง เช่น ไก่เบตง เป็นต้น

คงไม่ต้องถามว่า มีพืชกี่ชนิดที่ปลูกและให้ผลผลิตได้ดีในพื้นที่อำเภอเบตง เพราะย้อนหลังไปหลายสิบปี “ส้ม” ก็เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อลือชาว่ามีแหล่งผลิตมากที่สุดอันดับต้นๆ และรสชาติดีไม่น้อยไปกว่า สวนส้มหลายแห่งในภาคเหนือของไทย

คุณธรรมนูญ ชาญวิรวงศ์ ผู้ดูแลสวนส้มโชกุนสืบทอดต่อจากบิดา ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มทำสวนส้มเป็นรายแรกๆ ของอำเภอ ให้การต้อนรับผู้เขียนเป็นอย่างดี และด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นภูเขา ทางลาดชัน และดินที่สะสมความชื้นไว้มาก ทำให้การเดินทางเข้าไปยังสวนส้มค่อนข้างลำบาก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนัก สวนส้มแปลงที่ 2 ก็อยู่ถัดจากสายตาไปเพียงนิดเดียว

“พ่อผมเป็นคนเบตง แรกเริ่มทำสวนยางพารา แล้วก็เปลี่ยนเป็นทำสวนส้มเขียวหวาน แต่ทำได้เพียง 5-6 ปี ก็ต้องเลิก เพราะราคาส้มถูกมาก เหลือเพียงกิโลกรัมละ 2-3 บาท และพ่อเองก็ไม่ได้มีความรู้อะไร ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยาก หลังยกเลิกทำสวนส้มเขียวหวาน ก็เริ่มปลูกทุเรียนหมอนทอง มังคุด แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอำเภอเบตง เมื่อถึงฤดูแล้ง ความแห้งแล้งก็ไม่น้อยไปกว่าที่อื่น”

คุณธรรมนูญ เล่าว่า ในยุคนั้น มี เฮียช้าง hannaheloge.com ปลูกส้มโชกุนในอำเภอเบตงเพียงรายเดียว และตลาดราคาดี คุณพ่อก็มองว่า ถ้าเราทำสวนส้มโชกุน และนำประสบการณ์เดิมที่เคยทำสวนส้มเขียวหวานมาประยุกต์ใช้ ก็น่าจะทำสวนส้มโชกุนได้เช่นกัน จึงเริ่มปลูกส้มโชกุน เริ่มจาก 30 ไร่ เมื่อต้นส้มมีอายุ 2 ปี จึงปลูกเพิ่มอีกกว่า 50 ไร่ รวมกว่า 80 ไร่ จำนวนต้นส้มทั้งหมดประมาณ 3,000 ต้น เพียง 4 ปี ก็เริ่มให้ผลผลิต

เก็บขายได้ราคาดีไม่น้อยไปกว่าเฮียช้าง ที่ทำสวนส้มโชกุนก่อนหน้า แต่ต่อมาเพียงไม่กี่ปี ราคาส้มโชกุนที่ทำรายได้ให้กับแต่ละสวน ก็เริ่มถูกลง เหตุเพราะมีเกษตรกรหลายรายเริ่มปลูกส้มโชกุนตาม เนื่องจากตลาดให้ราคาดี ทำให้ไม่กี่ปีต่อมา สวนส้มโชกุนในพื้นที่อำเภอเบตง มีมากเกือบ 3,000 ไร่ แต่เมื่อผลผลิตมากขึ้น คุณภาพไม่ได้พัฒนาตาม ราคารับซื้อผลผลิตที่ออกสู่ท้องตลาดก็ถูกลง เกษตรกรเริ่มเห็นว่า การทำสวนส้มโชกุน ไม่ได้สร้างรายได้ดีเช่นที่ผ่านมา ทำให้หลายรายล้มเลิกไป อีกทั้งการทำสวนส้ม แท้จริงแล้ว ต้องใช้สารเคมีมาก เพราะโรคและแมลงค่อนข้างเยอะ สวนของคุณพ่อเองก็เช่นกัน

คุณธรรมนูญ บอกว่า การปลูกส้มของคุณพ่อ จากผู้ที่ไม่มีความรู้ในการทำสวนส้ม จึงลงปลูกระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 5×4.5 เมตร ถือว่าถี่ และเมื่อการดูแลสวนส้มทำตามหลักการบริหารจัดการเช่นเดียวกับสวนผลไม้ทั่วไป การใช้สารเคมีกับส้มเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีก็มากเช่นเดียวกับสวนอื่น

“ผมกลับมาช่วยพ่อดูแลสวนส้ม เมื่อปี 2543 พอ 4-5 ปีต่อมา ต้นส้มก็เริ่มโทรม พอปลูกถึง 10 ปี ต้นส้มยิ่งแย่มาก จึงหันกลับมองสาเหตุที่แท้จริง ว่าทำไมต้นส้มถึงโทรม ผลผลิตก็ค่อนข้างน้อย ราคาส้มก็ตกต่ำ ก็พบว่า สาเหตุมาจากการใช้สารเคมี พยายามฟื้นต้นส้มให้ดีขึ้นเท่าไร ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายหลายต้นตายไป ต้องปลูกซ่อม เพราะเราไม่ได้มีทางเลือกอื่น จึงพยายามต่อ”

ท้ายที่สุด คุณธรรมนูญ มองว่า การใช้สารชีวภัณฑ์แทนสารเคมี น่าจะเป็นการดูแลต้นไม้ได้ถาวรและดีที่สุด จึงเริ่มศึกษา และทยอยนำมาใช้กับสวนส้ม

สวนส้ม “จิตต์มาลี” เป็นชื่อสวนที่คุณพ่อและคุณธรรมนูญช่วยกันดูแล จากการศึกษาการใช้สารชีวภัณฑ์แทนสารเคมี การศึกษาสภาพดิน บำรุงดิน การป้องกันโรคและแมลงด้วยสารชีวภัณฑ์ที่ทำขึ้นเอง เป็นแนวทางที่คุณธรรมนูญศึกษาแล้วว่าเป็นแนวทางการทำเกษตรอย่างยั่งยืน ปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค อีกทั้งยังสร้างคุณภาพสินค้าให้ติดตลาดอีกระดับ