ย้ำกันตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ในช่อดอกหนึ่ง มีดอกมะละกอ 2-3 ดอก

ดอกที่อยู่ปลายช่อ มีโอกาสเป็นกะเทยเทียม หากปล่อยไว้จะได้ผลกลมป้อม ดอกที่อยู่ข้างๆ ก็จะฝ่อไป หากเด็ดออก ดอกข้างๆ ก็จะพัฒนาเป็นผลกลมยาว ที่ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตขอนแก่น นอกจากงานวิจัยแล้ว ยังมีขยายพันธุ์มะละกอสนับสนุนเกษตรกร ปีหนึ่งประมาณ 1-3 แสนต้น เกษตรกรที่ต้องการไม่มากนัก ขอสนับสนุนฟรีได้ แต่หากปลูกจำนวนมาก ซื้อหาในราคาไม่แพง

งานวิจัยอย่างหนึ่งที่ได้พบเห็นนั้น มีการขยายพันธุ์มะละกอโดยการปักชำยอด และการเสียบยอด

การปักชำ ทำเมื่อทราบว่าต้นนั้น มีลักษณะที่ เริ่มจากเมื่อต้นสูงพอประมาณ ตัดยอดของต้นมาชำ เมื่อมีกิ่งแขนงก็ตัดกิ่งแขนงมาชำได้อีก หรือจะปล่อยกิ่งแขนงที่มีอยู่เพื่อออกดอกติดผลต่อไป

การเสียบยอด ทำได้โดยเพาะต้นกล้ามะละกอไว้ จากนั้นนำยอดมะละกอจากต้นที่ดีมาเสียบ

ทั้งปักชำและเสียบยอด ทำคล้ายปักชำไม้อื่น คือต้องรักษาความชื้น ในการชำระยะแรกๆ งานเสียบยอดและปักชำ ถือว่าเป็นการขยายพันธุ์โดยการไม่ใช้เพศ โอกาสกลายพันธุ์ของผลบนต้นน้อย หรือแทบไม่มีเลย แต่รุ่นหลานเหลนแล้วมีโอกาส

วิธีการปลูกมะละกอให้ได้ผลดี
พันธุ์
พันธุ์มะละกอที่นิยมปลูก คือ แขกดำ แขกนวล โกโก้ ซึ่งมีเนื้อสีแดงเมื่อสุก และสายน้ำผึ้ง ซึ่งมีเนื้อสีเหลืองสุก โดยเฉพาะพันธุ์แขกดำนิยมปลูกเป็นการค้าเนื่องจากบริโภคได้ทั้งดิบและสุก และพันธุ์แขกดำท่าพระ ซึ่งทนทานต่อโรคจุดวงแหวน มีเนื้อสีเหลืองอมส้มเมื่อสุก เหมาะสำหรับรับประทานดิบทำส้มตำ สุกเป็นผลไม้และแปรรูปบรรจุกระป๋องเป็นฟรุตสลัด

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
มะละกอ เป็นพืชที่ชอบดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุสูง มีการระบายน้ำดี มีน้ำเพียงพอตลอดปี มะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนทานต่อสภาพน้ำขังแฉะ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคโคนเน่าและรากเน่าตายได้

วิธีการปลูกและดูแลรักษา เตรียมเพาะต้นกล้า

นำดินร่วนที่สะอาดตากแดดแล้วประมาณ 3-5 แดด ผสมกับแกลบเผา สัดส่วน ดิน 6 ปี๊บ : แกลบเผา 6 ปี๊บ ผสมให้เข้ากันแล้วใส่ปูนขาว และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณอย่างละ 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน กรอกลงถุงพลาสติก ขนาด 4×6 นิ้ว ที่เจาะรู 4-6 รู นำเมล็ดที่จะเพาะคลุกเคล้าด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อรา เอพรอน 35 เพื่อป้องกันโรคเน่าคอดิน แล้วหยอดเมล็ดลงในถุง ถุงละ 3-5 เมล็ด ฝังให้ลึก 1 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน เมล็ดจะงอกภายใน 10-14 วัน เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ให้ถอนแยก เลือกต้นที่แข็งแรงไว้ถุงละ 3 ต้น เมื่อต้นกล้าอายุ 45-60 วัน จึงย้ายลงแปลงปลูก

การเตรียมดินและการปลูก

ไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชและย่อยดินให้ร่วน เตรียมแปลงปลูกโดยใช้ระยะปลูก 2×2.5 เมตร (ไร่ละ 320 หลุม) หรือระยะ 2×2 เมตร (ไร่ละ 400 หลุม) ขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ยาว 50 และลึก 50 เซนติเมตร ผสมดินปากหลุมกับปุ๋ยคอกครึ่งปี๊บ ใส่ปูนขาว หรือร็อกฟอสเฟตบด (หินฟอสเฟต) อัตรา 150-250 กรัม ต่อหลุม และปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กรัม ต่อหลุม คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันและเกลี่ยลงหลุม พูนดินให้อยู่เหนือระดับพื้นดินประมาณ 10 เซนติเมตร ป

ลูกต้นกล้าที่เตรียมไว้หลุมละ 3 ต้น กดดินให้แน่นบริเวณรอบโคนต้น รดน้ำให้ชุ่ม แนะนำให้ปลูกช่วงบ่ายหรือวันที่แดดไม่จัด มะละกอจะตั้งตัวได้เร็ว และเปอร์เซ็นต์รอดสูง ภายใน 1 เดือน สำรวจต้นตายแล้วรีบปลูกซ่อม ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยสายยางหรือระบบน้ำหยด โดยเฉพาะช่วงเดือนแรกควรให้ทุกวัน การปล่อยให้ขาดน้ำดินแห้ง จะทำให้มะละกอชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผล จะทำให้ผลร่วง ควรงดให้น้ำเมื่อฝนตกหนัก และเมื่อฝนทิ้งช่วงภายใน 5-7 วัน จะต้องให้น้ำต่อเนื่องทันที เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน

การใส่ปุ๋ย

ใส่ปุ๋ยคอกปีละ 2 ครั้ง อัตรา 0.5-1 ปี๊บ ต่อต้นต่อครั้ง ครั้งแรกเมื่อมะละกอตั้งตัวติด (ประมาณ 1 เดือนหลังปลูก) และครั้งที่ 2 เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกเสร็จแล้ว วิธีใส่ให้ใส่รอบโคนต้น อย่าชิดลำต้น และรดน้ำตาม

ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เดือนละ 1 ครั้ง อัตรา 10-12 กรัมต่อต้น โดยใส่ครั้งแรกเมื่อมะละกออายุครบ 1 เดือน หลังย้ายปลูก วิธีใส่โดยใส่ปุ๋ยรอบรัศมีทรงพุ่มของต้นมะละกอ กลบดินแล้วรดน้ำตาม

การคัดเลือกเพศและการถอนแยก
หลังปลูกประมาณ 2 เดือน มะละกอจะเริ่มออกดอก คัดเลือกเพศมะละกอโดยเลือกต้นสมบูรณ์เพศ (ต้นกะเทย) ไว้หลุมละ 1 ต้น หลุมใดมีแต่ต้นตัวเมีย (ให้ผลกลมป้อม) ให้ถอนทิ้งทั้งหมดแล้วปลูกซ่อมโดยเร็ว

พืชเกษตรหลัก ที่มีผลชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเมือง เราคงมองไปที่ ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา แต่หารู้ไม่ว่า พืชที่สำคัญอีกชนิด ที่มีผลชี้วัดไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “อ้อย”

“อ้อย” พืชอุตสาหกรรมที่ปลูกแล้วตัดส่งเข้าโรงงานหีบอ้อย ผ่านกระบวนการแปรรูปจนออกมาเป็นน้ำตาลต้องใช้พื้นที่ในการปลูกอ้อยไม่น้อยกว่าพืชหลัก 3 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นจะกี่ยุคกี่สมัยจากผลสะท้อน เกษตรกรชาวไร่อ้อยก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ต่างอะไรกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง และยางพารา จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS แห่งแรก ที่ตำบลเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์

ชื่อนี้เป็นมาอย่างไร คุณสมนึก ประธานทิพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นครสวรรค์สติล จำกัด ผู้ผลิตเครื่องมือการเกษตร และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS ได้ให้ความกระจ่างถึงที่มาของโรงเรียนแห่งนี้

ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น คุณสมนึกเป็นผู้ผลิตเครื่องมือจักรกลการเกษตรมายาวนาน ตั้งแต่ปี 2537 โดยเฉพาะการผลิตเครื่องมือ เครื่องจักรในการทำไร่อ้อย จึงทำให้ได้รู้จักกับ คุณกิวโด้ อานิก้าร์ (Mr.Guido Anicar) เกษตรกรชาวไร่อ้อยดีเด่นอันดับหนึ่งจากประเทศออสเตรเลีย ในการบริหารจัดการไร่อ้อยของตนเองที่อยู่ในออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็น วิธีการปลูก วิธีการจัดการเรื่องแรงงาน สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทุกขั้นตอน ในการปลูกอ้อยได้ครึ่งต่อครึ่ง

คุณสมนึก เล่าถึงที่มาของคุณกิวโด้ ให้ฟังต่ออีกว่า ขณะที่คุณกิวโด้อยู่ที่ออสเตรเลีย เขาสามารถบริหารจัดการไร่อ้อย 5,000 ไร่ โดยใช้แรงงานเพียงแค่ 5 คน และยังทำผลผลิตได้เยอะที่สุดต่อไร่มากกว่าเกษตรกรคนอื่นๆ ในออสเตรเลีย

หลังจากนั้น คุณกิวโด้เข้ามาอยู่เมืองไทย เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัท เกษตรไทย ดูแลเรื่องการปลูกอ้อยโดยเฉพาะ ก็สามารถพลิกฟื้นผลผลิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากเดิมเกษตรกรชาวไร่อ้อยของไทย เคยปลูกอ้อยได้เพียง 7-8 ตัน ต่อไร่ พอมาใช้แนวทางทฤษฎีของคุณกิวโด้ ไม่นานผลผลิตขยับขึ้นมาเฉลี่ย 15 ตัน ต่อไร่ ได้เท่าตัว

ขณะเดียวกัน คุณกิวโด้ก็ได้คิดค้นรูปแบบเครื่องมือในการปลูกอ้อย เพื่อให้ตรงกับความต้องการต่อสภาพพื้นที่แปลงปลูกอ้อยของเมืองไทย โดยมอบหมายให้โรงงานนครสวรรค์สติล ของคุณสมนึกเป็นผู้ประดิษฐ์ดัดแปลงเครื่องมือต่างๆ ในการจัดการแปลงปลูกอ้อย แต่ละขั้นตอน จากการทำงานร่วมกัน จึงทำให้คุณสมนึกได้เรียนรู้ถึงแก่นแท้ความจริงใจของคุณกิวโด้ ในการนำเทคนิคใหม่ๆ ที่เคยประสบความสำเร็จในการทำไร่อ้อยจากออสเตรเลียมาผสมผสานเติมเต็มให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยของเมืองไทย อย่างไม่มีปิดบัง

โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS จึงก่อกำเนิดขึ้น ในปี 2558 จากอุดมการณ์ของคุณสมนึก ประธานทิพย์ และคุณกิวโด้ อานิก้าร์ ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีความรู้ด้านการปลูกอ้อย โดยมี บริษัท นครสวรรค์สติล จำกัด เป็นผู้ให้การสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยฟรี ในการจัดฝึกอบรม ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พัก รวมทุนสนับสนุนแสนกว่าบาทต่อรุ่น เฉลี่ยต่อหัว 3,000 กว่าบาท ตามนโยบายคืนกำไรสู่สังคม

ส่วนรูปแบบการคัดเลือกเกษตรกรเข้ามาฝึกอบรมในโรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS แห่งนี้จะมีตัวแทนแต่ละภาคคัดเลือกเกษตรกร ภาคละ 10 คน ไม่จำกัดอายุเพศวัย จะเป็นลูกหลาน เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยรายใหม่ รายเก่า จะเป็นเถ้าแก่ เจ้าของไร่อ้อย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการปลูกอ้อย ก็สามารถเสนอชื่อเข้ามาฝึกอบรมการปลูกอ้อย ณ โรงเรียนแห่งนี้ได้ ในทุกๆ ปี ปีละ 10 รุ่น แต่ละรุ่นรับไม่เกิน 40-50 คน ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้นำความรู้เทคนิคใหม่ๆ ไปปฏิบัติได้จริงในไร่อ้อยของตัวเอง

คุณสรวิศ ประธานทิพย์ หรือ “อาจารย์แชมป์” ผู้ที่จบครุศาสตร์อุตสาหกรรม หนึ่งในวิทยากรผู้ให้ความรู้ของโรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS ได้บอกเล่าประสบการณ์ว่า มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยท่านหนึ่งได้เข้ามาฝึกอบรมกับเรา มีไร่อ้อยเป็นพันๆ ไร่ ยิ่งทำเท่าไรก็ยิ่งแย่ ได้เงินมาผ่อนแต่ดอกก็ยังไม่พอ มีหนี้สินนับสิบๆ ล้าน เกือบจะเจ๊ง นับวันมีแต่จะขาดทุน เพราะยังยึดติดกับการทำไร่อ้อยแบบเก่าๆ อาทิ ลงทุนเยอะเรื่องแรงงาน ใช้สารเคมีเยอะ บริหารจัดการไร่อ้อยยังไม่เป็นระบบ เครื่องจักรก็ยังเป็นรุ่นเก่าๆ ประสิทธิภาพการทำงานจึงไม่ครอบคลุม ต้นทุนทุกอย่างเลยสูง

เมื่อเกษตรกรท่านนี้ได้มาเข้าอบรมกับโรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS จึงทำให้ทัศนคติเดิมๆ แนวความคิดเก่าๆ เปลี่ยนไป และยังมีเกษตรกรตัวอย่างอีกหลายๆ คน ที่ประสบปัญหา เมื่อเข้ามารับความรู้ใหม่ๆ จากโรงเรียนแห่งนี้แล้วนำกลับไปปรับปรุงพัฒนาไร่อ้อยของตนเองจนฟื้นตัว และประสบความสำเร็จ และได้กลับมาเป็นพี่เลี้ยง มาเป็นวิทยากรบอกเล่าประสบการณ์ถ่ายทอด ความรู้ต่อจากรุ่นสู่รุ่นให้กับโรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS ของเราต่อไป

อาจารย์แชมป์ ให้ข้อมูลต่ออีกว่า ในศูนย์ฝึกอบรมโรงเรียนแห่งนี้มีสอนทั้งทฤษฎีในห้องเรียน และปฏิบัตินอกสถานที่ เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินซึ่งเป็นต้นทุนหลัก หากเตรียมดินดีก็มีกำไรไปกว่าครึ่ง เมื่อเตรียมดินดีแล้วปลูกอ้อยอย่างไรถึงมีอายุยืนยาว สามารถตัดทำกำไรได้หลายๆ ปี และผลผลิตไม่ลดลง เป็นหลักสูตรฐานความรู้ ตอบโจทย์ อยู่ในโรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS ที่เน้นทฤษฎีการสร้างรากอ้อย

ทฤษฎีการสร้างรากอ้อยนั้นเป็นเทคนิคใหม่ เปลี่ยนจากแนวคิดเดิมๆ ที่เกษตรกรเคยปลูกอ้อยร่องคู่ เน้นเอาหน่อเยอะๆ แล้วหันมาปลูกอ้อยร่องเดี่ยวในรูปแบบของเรา โดยยึดหลักแนวคิดแบบในหลวงรัชกาลที่ 9 คือการสร้างฐานให้แข็งแรง หรือสร้างรากให้มั่นคง อายุอ้อยก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 6 ปี

ทฤษฎีการปลูกอ้อยร่องเดี่ยวมีผลดีอย่างไร อาจารย์แชมป์ อธิบายว่า หากปลูกร่องเดี่ยวอ้อยก็จะขยันการสร้างรากให้การแตกกอ ให้แม่เลี้ยงลูก เมื่อหน่อแม่ขึ้นมา หน่อลูกก็จะแตกกอขึ้นมาทดแทนภายหลัง อย่าลืมว่าอ้อยเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง ย่อมแข่งกันเจริญเติบโต โดยธรรมชาติและแสงแดดจะเป็นตัวกำหนดการเจริญเติบโตของลำอ้อยไม่เหมือนกันทุกลำต้น

ข้อดีที่เห็นได้ชัดตามมาคือ ต้นทุนที่ลดลง เปรียบเทียบเรื่องการใส่พันธุ์อ้อย หากปลูกร่องคู่ เราจะต้องใส่พันธุ์อ้อยถึง 2 ตันครึ่ง ถ้าปลูกแบบร่องเดี่ยว ใช้พันธุ์อ้อยเพียง 800-900 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผลผลิตได้เท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

สำหรับการปลูกแบบร่องเดี่ยวเป็นเครื่องการันตีแล้วว่า ทฤษฎีการปลูกอ้อยร่องเดี่ยวในรูปแบบของเรา เป็นที่ยอมรับจากทาง บริษัทโรงงานอ้อยที่จะให้การสนับสนุนเงินทุนกับเกษตรกรเริ่มต้นทันที ไร่ละ 7,000-8,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นค่าพันธุ์ ค่าไถเตรียมดิน ยิ่งถ้าหากไร่อ้อยของเกษตรกรพื้นที่ใดดินดี ผลผลิตอ้อยต่อไร่ น่าจะได้มากถึง 20 ตันเลยทีเดียว แต่ถ้าดินแย่มากๆ ผลผลิตก็จะลดลงมาไร่ละ 15 ตัน ตกไร่ล่ะ 15,000 บาท เมื่อหักลบต้นทุนจากบริษัท โรงงานอ้อย 7,000-8,000 บาท ก็ยังเหลือกำไรครึ่งต่อครึ่ง

ทฤษฎีการปลูกอ้อยร่องเดี่ยว เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง “โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่สำหรับการปลูกอ้อย ที่ตำบลเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ น่าจะเป็นการจุดประกาย ให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ยังมองหาความสำเร็จได้พลิกฟื้นในอาชีพการทำไร่อ้อย ไปสู่เป้าหมายได้อย่างยั่งยืน…

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS” ได้ที่ โทร. (056) 316-343 (ในวันและเวลาราชการ) “กาแฟ” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ก้อนโตให้แก่ชาวเชียงรายมานานกว่า 40 ปี ชาวบ้านเริ่มปลูกกาแฟตั้งแต่ ปี 2516 ภายใต้โครงการปลูกพืชทดแทน และพัฒนาเศรษฐกิจชาวไทยภูเขา ไทย/สหประชาชาติ ที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ทดแทนการปลูกฝิ่น ผสมผสานกับไร่ชาอัสสัม ที่ให้ผลผลิตที่ดีและสร้างรายได้ที่มั่นคง ทำให้ปริมาณการผลิตฝิ่นลดลงไปมาก

ต่อมามีการทดลองปลูกชา กาแฟ ไม้ผลเมืองหนาวอีกหลายชนิด ณ พื้นที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง สถานีทดลองเกษตรที่สูงจังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นมีการแจกจ่ายพันธุ์พืชคุณภาพดีสู่เกษตรกรและชาวไทยภูเขา ทำให้ผลผลิตชาและกาแฟคุณภาพดี กลายเป็นเศรษฐกิจหลักของจังหวัดเชียงรายจนถึงทุกวันนี้

กาแฟ สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดีในพื้นที่สูง เพราะมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี ทุกวันนี้ จังหวัดเชียงรายมีแหล่งกาแฟ จำนวน 35 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 10 ตำบล 7 อำเภอ โดยมีพื้นที่ปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้ามาเป็น อันดับ 1 ของประเทศไทย พื้นที่ปลูกรวมทั้งสิ้น 42,566 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 215 กิโลกรัม เมื่อปี 2557 ให้ผลผลิตสูง 9,328 ตัน มีเกษตรกรปลูกและผู้แปรรูปกาแฟรวม 4,277 ราย โดยมีพื้นที่ปลูกกาแฟมากที่สุดที่อำเภอแม่สรวย 27,034 ไร่ จำนวนเกษตรกร 1,210 ราย และเป็นที่ตั้งของดอยช้าง แหล่งปลูกกาแฟเลื่องชื่อระดับโลก

ปัจจุบัน ร้านกาแฟเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ ตลาดร้านกาแฟในประเทศไทยโดยมีมูลค่าสูงถึง 21,220 ล้านบาท ในปี 2560 ท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจ ชา กาแฟ ที่สร้างเงินสะพัดไปทั่วประเทศ แต่ชุมชนผู้ปลูกกาแฟกลับไม่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่าที่ควร เนื่องจากถูกนายทุนภายนอกมารับซื้อผลผลิตชา กาแฟ ในราคาต่ำ

เนื่องจากกระแสการบริโภคกาแฟในประเทศไทยเริ่มเห็นเด่นชัดใน 10 ปี ที่ผ่านมา คนไทยเริ่มหันมาดื่มกาแฟสดในชีวิตประจำวัน เรียนรู้และลิ้มรสกาแฟที่แตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์และระดับการคั่ว ซึ่งในการพัฒนารูปแบบการดื่มกาแฟที่ผ่านมา เริ่มมีจำนวนผู้สนใจในการดื่มกาแฟอย่างลึกซึ้งจำนวนมาก ไม่เพียงแค่ดื่มกาแฟสดจากร้านกาแฟเท่านั้น นักดื่มกาแฟยังเริ่มมีการเสาะหาแหล่งปลูกคุณภาพดี สนใจเรียนรู้กรรมวิธีการผลิตกาแฟ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการดื่มกาแฟมากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. บุษบา สิทธิการ และคณาจารย์สาขาการจัดการการท่องเที่ยว สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และมองว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับพื้นที่ชาติพันธุ์ที่มีอาชีพปลูกชา กาแฟ สำหรับการเพิ่มมูลค่าชา กาแฟ โดยการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางชา กาแฟ เพื่อรองรับกระแสนิยมในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวเส้นทางชา กาแฟ นั้น มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ยากที่จะหาจุดต่างทางผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต จึงจำเป็นต้องการพัฒนาให้คุณค่ากับการสร้างความแตกต่างที่เกิดจากความรู้สึกและอารมณ์หรือที่เรียกว่า “ประสบการณ์” มากขึ้น จึงมีความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมชาวบ้านในชุมชน ด้านการบริหารจัดการและพัฒนาการท่องเที่ยวเส้นทางกาแฟ โดยเน้นเป็นรูปแบบเชิงประสบการณ์ที่แตกต่างเสริมไปด้วย เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน และมีความได้เปรียบทางการแข่งขันต่อไป

ทีมผู้วิจัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ในกลุ่มจังหวัดอารยธรรมล้านนาสู่การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนผ่านกระบวนการปฏิบัติ เพื่อสร้างคุณค่าของทรัพยากรท่องเที่ยวจากฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น และรองรับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและความเป็นวิถีท้องถิ่นให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของวิถีชาติพันธุ์ของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้จัดอบรมความรู้ชาวบ้านเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างครบวงจร โดยวิทยากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาอบรมความรู้เกี่ยวกับหลักการการพัฒนาแบรนด์สินค้า โอกาสและอุปสรรคการพัฒนาแบรนด์สินค้า ชา กาแฟ ในจังหวัดเชียงราย การพัฒนาสินค้าประเภทชา กาแฟ บนฐานอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น การผลิตสินค้าประเภทชา กาแฟ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจชา กาแฟ ในจังหวัดเชียงราย แผนการตลาดสินค้า ชา กาแฟ ฯลฯ

ผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการจากแหล่งท่องเที่ยววิถีชา กาแฟ จากทั่วจังหวัดเชียงราย เช่น หมู่บ้านดอยช้าง หมู่บ้านผาตั้ง หมู่บ้านปางขอน หมู่บ้านแม่จันใต้ หมู่บ้านห้วยน้ำกืน หมู่บ้านร่มฟ้าไทย หมู่บ้านฝางต้นผึ้ง ฯลฯ ทีมนักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงคาดหวังว่า ผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมจะได้พัฒนาความรู้และเปิดโลกทรรศน์เกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าประเภทชา กาแฟ บนฐานอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้รับพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการตลาดสำหรับสินค้าประเภทชา กาแฟ ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันในการผลิตสินค้าประเภทชา กาแฟ ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ชา กาแฟ ในจังหวัดเชียงรายต่อไป

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ดำเนินโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงรายในหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงการอบรมการท่องเที่ยววิถีชา กาแฟ แก่ชุมชนชาติพันธุ์ หรือการอบรมเพื่อการส่งเสริมการสร้างแบรนด์แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งทั้งจากการสังเกตการณ์และสอบถามความต้องการของชุมชน พบว่า ต้องการได้รับคำแนะนำหรือการอบรมการใช้ภาษาอังกฤษระดับพื้นฐานในการสื่อสาร

เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนเข้าใช้บริการที่พักร้านอาหารเครื่องดื่มที่ดำเนินการโดยชุมชน แต่ด้วยขาดทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชนและการพัฒนาให้แหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปอย่างยั่งยืน รวมถึงทำให้เสียโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นหัวใจสำคัญของชุมชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงโดยศูนย์บริการวิชาการร่วมกับสำนักวิชาศิลปศาสตร์ ได้จัดอบรมภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับชุมชนในแหล่งท่องเที่ยววิถีชาและกาแฟ เป็นหลักสูตรเข้มข้น 30 ชั่วโมง

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงคาดหวังว่า เว็บพนันบอล การบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างเป็นระบบ จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างยั่งยืนและสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการสร้างงาน กระจายรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันจะเกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งท่องเที่ยวให้คงอยู่ตลอดไป ส่วนด้านสังคม จะสร้างความเข้าใจระหว่างนักท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่นจากการแลกเปลี่ยนความคิด ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามต่อกัน และช่วยกระตุ้นการนำประเพณีวัฒนธรรมประจำท้องถิ่นมาเผยแพร่ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจหวงแหนในมรดกและศิลปวัฒนธรรมของตนอีกด้วย

หมู่บ้านปางขอน ตำบลห้วยชมพู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็น 1 ใน 12 หมู่บ้าน ท่องเที่ยววิถีกาแฟแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรบนที่สูง ของ “โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านปางขอน” อีกด้วย

ทีมนักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ลงพื้นที่ร่วมทำงานกับชาวบ้านเพื่อบริหารจัดการท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์สำคัญ คือ “เสน่ห์ความงามของดอกซากุระ (ดอกพญาเสือโคร่ง) ผสมผสานกับกาแฟอินทรีย์ ในวิถีชีวิตชนเผ่า” เป็นจุดขายสำคัญ สามารถดึงดูดคนไทยและต่างชาติแวะเวียนเข้ามาใช้บริการท่องเที่ยวชุมชนแห่งนี้ตลอดทั้งปี

นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนต่างประทับใจกับการชมวิวธรรมชาติ 360 องศา สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด ได้ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศทะเลหมอกบ้านปางขอน ที่งดงามไม่เหมือนที่ใด ทั้งอิ่มอกอิ่มใจกับรสชาติอาหารพื้นบ้าน เช่น หมูห่อใบกาแฟ เป็นอาหารประจำชนเผ่าเมี่ยน ใบกาแฟที่ใช้ในอาหาร ต้องเป็นใบกาแฟที่ไม่อ่อนมากและไม่แก่มาก เมื่อนำมาปรุงรสชาติในเมนูหมูห่อใบกาแฟ จะได้รสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพอีกต่างหาก

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่และอาชีพของชาวชนเผ่า ทั้งเรื่องการปลูกชา กาแฟ การปลูกผักไว้กินเองและผลไม้เมืองหนาวนานาชนิด ชมซากุระสวย ณ ดอยปางขอน พร้อมชิมปางขอนกาแฟ อร่อยได้ในหมู่บ้าน

ในช่วงปลายปี-เทศกาลปีใหม่ หากใครกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่เงียบสงบ บรรยากาศเย็นสบาย สายหมอกโปรยปราย ปางขอนตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเต็มที่ สนใจติดต่อจองบ้านพัก ติดต่อกลุ่มท่องเที่ยวปางขอน โทร. 084-487-5808 (คุณศร) 098-760-9732 (คุณหมี่) 082-191-4473 (คุณอาต๊ะ) 092-658-7090 (คุณเกศ) หรือติดตามข่าวสารท่องเที่ยวชุมชนแห่งนี้ได้ทางเฟซบุ๊ก “ท่องเที่ยวปางขอน : Pang Khon Village Tourism” ได้ตลอด