รมช.มนัญญา เปิดตัวซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกในกรุงเทพฯ

ในวันที่ 30 ตุลาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นประธานเปิดซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกในกรุงเทพมหานครที่ร้านสหกรณ์พระนคร ถนนพหลโยธิน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะพัฒนาร้านสหกรณ์ให้เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายพืชผักและผลิตผลการเกษตรจากสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าทั้งของสดและของแห้ง ซึ่งจะเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ในราคายุติธรรม ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบถึงที่มาของแหล่งผลิตสินค้าแต่ละชนิด เพื่อสร้างความมั่นใจเมื่อเลือกซื้อสินค้าที่ “ซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์”

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าของสหกรณ์จากจังหวัดต่างๆ มาจำหน่าย อาทิ ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ จากสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด และข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์จากสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา, นมอัดเม็ดจากสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด นม UHT สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์), ไข่ไก่จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา, ผักเมืองหนาว ทั้ง ฟักทองญี่ปุ่น พริกหวาน มะเขือเทศ กะหล่ำปลีสีม่วง และอะโวกาโดที่ได้มาตรฐาน GAP จากชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่, เนื้อโคขุนจากสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด

จังหวัดมุกดาหาร และกาแฟสำเร็จรูป พันธุ์โรบัสต้าที่มีความเข้มข้นของรสชาตกาแฟจากสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด เพื่อเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าสหกรณ์ได้มากขึ้น ซึ่งการเปิดตัวซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์จะนำร่องที่ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด ในกรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านชุมชน และใกล้รถไฟฟ้า BTS อารีย์ ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนเดินทางมาซื้อสินค้าได้สะดวก และในอนาคตจะสนับสนุนให้มีซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายผัก ผลไม้ เนื้อ นม ไข่ไก่ และสินค้าแปรรูป ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ต่อไป

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ได้สั่งการให้ สศก. วิเคราะห์และติดตามผลกระทบต่อสินค้าเกษตรและอาหาร จากกรณีสหรัฐอเมริกาแจ้งระงับสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้า (GSP) จากประเทศไทย โดย สศก. ยืนยันว่า สินค้าเกษตรและอาหารหลักของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้ผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวมากนัก และได้มีการ teleconference กับอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO กรุงโรม พร้อมกับได้เชิญผู้แทนกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา และ FAO เข้าพบภายในสัปดาห์หน้า

นายระพีภัทร์ เปิดเผยต่อไปว่า ในการตัดสิทธิ GSP ชั่วคราว ของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ยังคงเป็นการตัดสิทธิของสินค้าเพียงบางรายการ โดยจะเห็นว่าจากการประกาศตัดสิทธิ GSP คราวนี้ 573 รายการ เป็นสินค้าเกษตร (ภายใต้พิกัดศุลกากรตอนที่ 01-24) จำนวน 157 รายการ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้า ผักแปรรูป ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ชาเขียว ขิงป่น หูฉลาม เส้นพาสต้า ผลไม้แปรรูป สำหรับกลุ่มประมงแปรรูปอื่นที่อาจจะถูกตัดสิทธิ GSP ครั้งนี้ มิใช่กลุ่มพิกัดสินค้าประมงหลักที่ไทยส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา (ไม่ใช่สินค้ากุ้ง และปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งยังมีการนำเข้าอย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมาก) จึงแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีต่อการดำเนินงานด้าน IUU

ที่ประเทศไทยได้แสดงบทบาทนำในเรื่องการจัดการด้านประมงและต่อต้าน IUU ทั้งในประเทศและระดับโลก ตลอดจนได้รับการยกย่องจากเวทีสหประชาชาติ ให้เป็น Presidential case ในการแก้ไขปัญหา IUU เผยแพร่แนวปฏิบัติให้แก่ประเทศอื่นๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมและนำเสนอแนวทางดำเนินงานเรื่องความร่วมมือต่อต้านประมงผิดกฎหมายระหว่างอาเซียนและแปซิฟิก ครั้งที่ 1 ในช่วงการประชุม UN Summit ณ นครนิวยอร์ก โดยได้ผลักดันให้จัดทำนโยบายประมงอาเซียน (ASEAN General Fisheries Policy) และการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนในการต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย (ASEAN Network for combating IUU fishing) ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 35 ในประเทศไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดจากการตัดสิทธิ GSP บางรายการอาจมีผลทำให้สินค้าเกษตรข้างต้นของไทยอาจจะได้รับผลกระทบด้านราคาขายที่สูงขึ้น เช่น สินค้าผลไม้แปรรูป (ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปี 2561 ประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ จะโดนเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 4-14%) และเส้นพาสต้า (ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปี 2561 ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะโดนเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 6.4%)

อนึ่ง สหรัฐอเมริกา ได้ออกประกาศคืนสิทธิ GSP ให้ไทยบางรายการในคราวนี้เช่นกัน ซึ่งมีสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ 1. ดอกกล้วยไม้ ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูงที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ใหม่เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น และ 2. โกโก้ ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจใหม่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแผนผลักดันให้เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดสูง และประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม จึงนับเป็นโอกาสที่ดีในการขยายการผลิตสินค้าดังกล่าว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้ส่งเสริมพันธุ์โกโก้ที่มีคุณภาพและขยายพื้นที่เพาะปลูกตามหลักตลาดนำการเกษตรของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเร่งปรับวิกฤตให้เป็นโอกาส

นายระพีภัทร์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า หลักสิทธิ GSP ถือเป็น “การให้ฝ่ายเดียว” ของประเทศที่พัฒนาแล้วต่อประเทศกำลังพัฒนา/ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และเนื่องจากการยกระดับการพัฒนาของไทย จึงมีการทบทวนการให้สิทธิฯ ทั้งการทบทวนแบบรายสินค้า (พิจารณาจากส่วนแบ่งการตลาด) และรายประเทศ (พิจารณาจากระดับการเปิดตลาดให้แก่สหรัฐอเมริกา การปฏิบัติด้านแรงงาน การปฏิบัติด้านทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ) ดังนั้น เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารของไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

สร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นที่เชื่อถือของตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ จึงจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน อีกทั้งตนเองได้ขอให้แต่ละส่วนราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้กลไกที่มีอยู่ เช่น อัครราชทูตฝ่ายการเกษตรไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO ณ กรุงโรม ติดตามและประชุมหารือกับฝ่ายสหรัฐอเมริกา อย่างใกล้ชิด พร้อมได้เชิญผู้แทนกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) ประจำประเทศไทย เข้าหารือกับรักษาราชการเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในรายละเอียดภายในอาทิตย์หน้า เพื่อนำไปสู่ความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์

รศ.ดร.พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช และพืชอุตสาหกรรมน้ำมัน เปิดเผยว่า จากประเด็นร้อนเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐ และเกี่ยวเนื่องกับถั่วเหลือง เราต้องรู้ความจริงว่าการเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศ มีความจำเป็นสูงในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของไทย แต่เนื้อที่การเพาะปลูกและผลผลิตลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง ต้องใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยว ที่สำคัญราคาถั่วเหลืองต่ำกว่าพืชชนิดอื่น โดยราคาถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน ระหว่างวันที่ 18-24 ตุลาคม 2562 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 18.50 บาท ขณะที่ราคาในตลาดต่างประเทศ ถั่วเหลือง เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10.45 บาท ดังนั้น การนำเข้าจากต่างประเทศจึงเป็นทางออกสำหรับการนำใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของไทย อาทิ กลุ่มสกัดน้ำมัน กลุ่มอาหารสัตว์ และกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร โดยประเทศหลักที่นำเข้า ได้แก่ ประเทศบราซิล สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา และแคนาดา โดยในปีที่ผ่านมา นำเข้าประมาณ 2.7 ล้านตัน (2,722,968.052 ตัน) คิดเป็นมูลค่า 37 พันล้านบาท (37,324,843,835 บาท)

การนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ เป็นไปตามกฎกติกาของการค้าเสรี (Free Trade) ขององค์กรการค้าโลก (WTO) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 ตามนโยบายการนำเข้าถั่วเหลืองของกระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบัน ไม่คิดอัตราภาษีนำเข้า และไม่จำกัดปริมาณ โดยถั่วเหลืองที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและอาร์เจนตินา เป็นถั่วเหลือง GMOs แบบ 100% นำมาแปรรูปเป็นเต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง ซีอิ้ว เต้าเจียว และกากถั่วเหลืองนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เป็นต้น

ถั่วเหลืองที่นำเข้าเป็นการดัดแปลงพันธุกรรมให้มีความสามารถในการต้านทานสารกำจัดวัชพืช ไกลโฟเซต เนื่องจากในการกำจัดวัชพืชของถั่วเหลืองนั้น จำเป็นต้องใช้ไกลโฟเซต วัชพืชขึ้นแก่งแย่งแข่งขัน รุนแรง และ ยากต่อการกำจัดด้วยวิธีถอนหรือใช้เครื่องจักร หรือใช้สารกำจัดวัชพืชชนิดอื่น แต่ด้วยคุณสมบัติของไกลโฟเซตที่พืชทั่วไป ประเภทไม่เลือกทำลาย ดังนั้นเมื่อพืชปลูกดูดซึมไปแล้วจะถูกยับยั้งการเจริญเติบโต จึงได้มีการดัดแปลงพันธุกรรมในถั่วเหลืองให้ต้านทานไกลโฟเซต ทำให้ถั่วเหลืองนั้น สามารถเติบโตต่อไปได้แม้ได้รับสารไกลโฟเซตไปแล้วก็ตาม ปัจจุบันเริ่มมีปัญหาวัชพืชต้านทานไกลโฟเซต จึงต้องมีการใช้สารพาราควอต เพื่อปราบวัชพืชดื้อยา และมีการใช้พาราควอต ทำให้ใบถั่วเหลืองร่วงจึงจะเก็บเกี่ยวได้ ที่เลือกใช้พาราควอตช่วงเก็บเกี่ยวเพราะไม่ใช้สารดูดซึม ที่จะสะสมเข้าไปในเมล็ดถั่วเหลือง

สำหรับประเทศไทย กำลังจะยกเลิกสารไกลโฟเซต และพาราควอต ไม่ให้เกษตรกรในประเทศใช้ ด้วยวาทะกรรมของกลุ่มคนที่มีความเป็นห่วงสุขภาพประชาชนคนไทย แต่ ประเทศไทยก็ยังอนุญาตให้นำเข้าถั่วเหลือง และสินค้าที่มีการใช้สารทั้งสองดังกล่าว แบบนี้ก็เท่ากับว่าสินค้าที่นำเข้าจากหลายๆ ประเทศที่ยังมีการใช้ไกลโฟเซต และพาราควอต ก็นำเข้าได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องสุขภาพของประชาชนใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่เราควรหันกลับมาอยู่ในความจริงที่ต้องหาทางออกที่ดีกว่าการแบน และห้ามเกษตรกรในประเทศใช้

สาระสำคัญของเรื่องไม่ใช่สหรัฐจะมีมาตรการอย่างไร แต่ประเด็นสำคัญคือไทยกำลังจะสูญเสียศักยภาพในการส่งออกสินค้าหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลทราย ข้าวโพดหวานกระป๋อง แป้งมันสำปะหลัง และมันเส้น จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งในแง่ผลกระทบที่ไม่ให้เกษตรกรใช้ ผลกระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การผลิตเพื่อรองรับการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้ง ข้อเท็จจริงด้านความปลอดภัยของสารกำจัดวัชพืช ไกลโฟเซต และพาราควอต ในระดับสากล แม้ประเทศไทยจะแบนไป

แต่อุตสาหกรรมเกษตรระดับโลกในหลายประเทศยังคงใช้สารดังกล่าวอยู่ในการเพาะปลูก และยังนำเข้าสินค้าเหล่านั้น จึงเป็นความท้าทายของภาครัฐ ถ้าห่วงสุขภาพประชาชนจริง ก็ควรแบนสินค้าเกษตรทุกชนิด และแบนสินค้าจากต่างประเทศที่ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด เพื่อดูแลสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง มิเช่นนั้น การแบน 3 สารเคมีในประเทศ จะกลายเป็นเพียง ละครน้ำเน่าที่ทำร้ายทั้งคนดูและผู้สร้าง ได้แต่เพียงความบันเทิง สนุกปากและวาทกรรม สุดท้ายผู้บริโภคก็ไม่ได้มีสุขภาพดีขึ้น แถมเกษตรกรต้องทุกข์ยาก คนไทยขาดทุน ต่างชาติรับทรัพย์มีกำไร

“ผู้บริโภคต้องตื่นรู้ และสังคมต้องอยู่ด้วยหลักการวิชาการและข้อ(เท็จ)จริงทางวิทยาศาสตร์ ที่ผ่านมามีหลายข้อมูลที่บิดเบือนจากความจริง โดยเฉพาะพาราควอต องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า มีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้บ่งว่าพาราควอตไม่มีฤทธิ์ก่อให้เกิดมะเร็ง และไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในมนุษย์ (WHO/JMPR, 2004) ล่าสุดต้นเดือนตุลาคมนี้หน่วยงานอเมริกาก็เพิ่งสรุปผลการตรวจสอบเอกสารหลายร้อยชิ้นพบว่าพาราควอตไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสัน (US EPA, 2019) ซึ่งมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง จากการประชุมทั้งหมด 13 ครั้งก็มีสรุปในมติชัดเจนว่า

ข้อมูลจากฝั่งเสนอแบนไม่สามารถเชื่อมโยงได้ชัดเจนว่าพาราควอตทำให้เกิดมะเร็ง ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ทำให้เกิดโรคเนื้อเน่า และได้มีการประเมินความเสี่ยงต่อประชากร และผู้บริโภคไปแล้วว่าไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย ข้อเท็จจริงเหล่านี้ผู้บริโภค ประชาชนต้องเปิดใจรับฟังและรับรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกร และประเทศชาติโดยรวม อย่าลืมว่าสารเคมีอยู่รอบตัวท่านทุก ๆ วัน การดื่มน้ำมาก ๆ การกินยาเกินขนาดก็เป็นอันตรายเหมือนกัน” รศ.ดร.พรชัย กล่าวสรุป

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่งบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2563 ได้ผ่านหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 วาระที่ 1 วงเงินรวม 110,874 ล้านบาท และจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี (สภาผู้แทนราษฎร) ต่อไปนั้น การขับเคลื่อนงบประมาณ ในปี 2563 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อให้ “ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง

ทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 4 ด้าน คือ 1. ด้านความมั่นคง ด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) และพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2. ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน อาทิ พัฒนาฐานทรัพยากรทางการเกษตร (ดิน น้ำ) ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ส่งเสริมการจัดการผลผลิตอย่างเป็นระบบครบวงจร ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เป็นต้น 3. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อลดปัญหาความยากจนของเกษตรกร อาทิ การบริหารจัดการที่ดินทำกิน การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกการตลาด และการช่วยเหลือด้านหนี้สิน และ 4. ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

ด้าน นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวเสริมว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตาม พ.ร.บ. งบประมาณปี 2562 ไปพลางก่อน เพื่อนำมาดำเนินการในช่วงก่อนที่ พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2563 จะประกาศใช้ จำนวน 29,831.71 ล้านบาท จำแนกเป็น รายจ่ายลงทุน จำนวน 9,200.18 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ จำนวน 20,631.53 ล้านบาท

เมื่อจำแนกเป็นกลุ่มงบประมาณ สามารถจำแนกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ จำนวน 12,710.31 ล้านบาท 2. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) จำนวน 4,726.95 ล้านบาท 3. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 11,416.54 ล้านบาท และ 4. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) จำนวน 977.91 ล้านบาท

ทั้งนี้ สำหรับการใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 (ตุลาคม-ธันวาคม 2562 ) มีแผนการใช้จ่าย จำนวน 15,747.61 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52.79 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน จำนวน 4,786 ล้านบาท รายจ่ายประจำ จำนวน 10,961.60 ล้านบาท และ ไตรมาสที่ 2 (มกราคม-มีนาคม 2563) มีแผนการใช้จ่าย จำนวน 14,084.10 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 47.21 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน จำนวน 4,414.17 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ จำนวน 9,669.92 ล้านบาท

มนัญญา ยกอุทัยธานีเป็นเมืองหลวงด้านเกษตรอินทรีย์ ต้นแบบการทำเกษตรปลอดภัย เตรียมขยายพื้นที่ปลูกพืชผักคุณภาพ พร้อมขนผลผลิตเกษตรกรส่งมาจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ สั่งการกรมส่งเสริมสหกรณ์หามาตรการสนับสนุนเงินกู้ดอกต่ำให้สมาชิกสหกรณ์ลงทุนแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตรปลอดสารเคมี

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มีนโยบาย บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ในการขยายช่องทางตลาดสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและปลอดสารเคมีอันตราย กระจายไปสู่ผู้บริโภค โดยจะส่งจำหน่ายให้ทางโรงเรียน โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไป ให้มีโอกาสได้เลือกซื้อและบริโภคผักผลไม้ปลอดภัยได้อย่างมั่นใจและเชื่อมั่นในแหล่งผลิตและที่มาของสินค้าดังกล่าว เบื้องต้นจะใช้จังหวัดอุทัยธานีเป็นพื้นที่นำร่อง ในการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรที่มีความพร้อม มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงวิถีการทำการเกษตร และยกระดับจังหวัดของตัวเองให้เป็นเมืองแห่งสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยจะให้ทุกฝ่ายมาร่วมมือกันทำและส่งผลผลิตป้อนสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคปัจจุบันที่ใส่ใจในการดูแลและรักสุขภาพกันมากขึ้น

“ต้องการให้อุทัยธานีเป็นจุดเริ่มทดลองทำโมเดลนำร่อง เพราะมีความพร้อมและทุกคนจะร่วมกันปฏิรูปบ้านตัวเอง ให้มีพื้นที่ ดิน น้ำ ผัก ปลาที่สะอาด ส่วนด้านตลาดจะเชื่อมโยงกับร้านค้าสหกรณ์ และตลาดโมเดิร์นเทรด ในกรุงเทพฯ ส่งสินค้าเกษตรปลอดภัยที่เกษตรกรผลิตได้ไปจำหน่ายและจะทำให้ติดตลาดให้ได้ และเนื่องจากแหล่งผลิตอยู่ใกล้กรุงเทพฯ จะทำให้ผักและผลไม้มีความสดใหม่ น่าจะเป็นที่พอใจของผู้บริโภค โดยจะมีการเปิดซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ไว้ร้องรับที่ร้านสหกรณ์พระนคร กรุงเทพฯ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ในวันที่ 30 ตุลาคม นี้ หากสำเร็จ จะขยายไปจังหวัดอื่น เริ่มแรกจะขอทดลองในจังหวัดเล็กๆ ก่อน เพราะวันนี้ประชาชนของอุทัยธานีมีความพร้อมที่จะร่วมมือกัน หากจังหวัดไหนต้องการ ก็พร้อมที่จะไปสนับสนุนต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมได้เตรียมมาตรการดูแลสมาชิกสหกรณ์ที่ต้องการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรปลอดภัยเพื่อเพิ่มรายได้ครัวเรือน โดยการสนับสนุนเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ต่อปี ให้สหกรณ์ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกนำไปทำการเกษตร เช่น กู้ไปทำแหล่งน้ำ ปรับปรุงการผลิตปลูกพืชผักต่างๆ ส่วนในด้านการตลาด ขณะนี้ได้เตรียมตลาดรองรับผลผลิต

โดยร่วมมือกับร้านสหกรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร เปิดพื้นที่ไว้สำหรับรองรับการจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย และสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากจังหวัดอุทัยธานี และอีกหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ลำปาง อ่างทอง ส่งมาจำหน่ายนำร่องในกรุงเทพฯ เพราะปัจจุบันกระแสของผู้บริโภคหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และต้องการสินค้าที่ปลอดภัย คุณภาพดี ราคาไม่แพง แต่หาได้ยากและบางจุดอาจไม่สด ดังนั้น หากตลาดจำหน่ายพืชผักปลอดภัยที่ร้านสหกรณ์ในกรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จ จะขยายจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยในสหกรณ์เพิ่มขึ้น โดยจะเน้นเรื่องคุณภาพเป็นหลัก

สำหรับจังหวัดอุทัยธานี มีเกษตรกรปลูกพืชผักปลอดภัย 422 ราย 474 แปลง พื้นที่ 5,000 กว่าไร่ และมีสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายเกษตรแปลงใหญ่ ใน 8 อำเภอ ที่ส่งเสริมเกษตรกรที่เป็นสมาชิกผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานอินทรีย์ ในกลุ่มข้าวอินทรีย์ 185 ราย รวม 2,000 กว่าไร่ มาตรฐานปลอดภัย 2,000 กว่าไร่ ด้านปศุสัตว์ปลอดภัย เกษตรกรเลี้ยงไก่เนื้อ 69 ราย 101 โรงเรือน ไก่ไข่ 2 ราย 4 โรงเรือน สุกร 20 ราย 35 โรงเรือน และยังมีสินค้าประมงปลอดภัยได้มาตรฐานจีเอพี โดยมีสหกรณ์ที่ส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และพืชผักปลอดภัยในจังหวัดอุทัยธานี 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด และสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ว่า สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง ได้จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ โดยมีกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนราพัฒน์ แก้วทอง) ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมดังกล่าว เพื่อพิจารณางบประมาณดำเนินโครงการนำร่องการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิตถั่วเหลือง

ปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตถั่วเหลืองได้ประมาณ 40,000 ตัน ต่อปี ไม่ถึงร้อยละ 2 ของความต้องการใช้ของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีมากถึงปีละ 2.85 ล้านตัน จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าถึงร้อยละ 98 ทั้งนี้ การผลิตถั่วเหลืองในประเทศมีน้อย อันเป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตสูง ขาดแคลนแรงงาน ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ พื้นที่ปลูกของเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นแปลงที่มีขนาดเล็ก ไม่เหมาะแก่การใช้เครื่องจักร จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานในการปลูกเก็บเกี่ยว

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิตในลักษณะแปลงใหญ่ รูปแบบสหกรณ์ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรการผลิตร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิตและการตลาด โดยดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ประชารัฐถั่วเหลือง ในพื้นที่นิคมสหกรณ์แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองขนาดใหญ่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับสหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด และภาคเอกชนมีเป้าหมายเพิ่มผลผลิตเป็น 350-400 กิโลกรัม ต่อไร่ จากเดิมที่ผลิตได้เพียง 200-250 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

จากปัญหาทางด้านแรงงานในการเพาะปลูก การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพผลผลิตและอำนาจในการต่อรองราคาของเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาถั่วเหลือง จึงมีมติอนุมัติเงินจ่ายขาดจากกองทุนฯ จำนวน 1,650,890 บาท ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ นำไปจัดทำโครงการนำร่องการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงาน ในพื้นที่นิคมสหกรณ์แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรที่จำเป็น อาทิ เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ เครื่องวัดความชื้น เครื่องเกี่ยวนวด เครื่องทำความสะอาดเมล็ดถั่วเหลือง เป็นต้น

เพื่อทดลองใช้ในพื้นที่ของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด จำนวน 50 ราย รวมพื้นที่ 500 ไร่ เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์ได้มีเครื่องหยอด สามารถลดจำนวนเมล็ดพันธุ์ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเมล็ดพันธุ์ลงได้ รวมทั้งเครื่องจักรอื่นๆ ที่ใช้ในการบริหารจัดการเมล็ดถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้ได้รับราคาที่สูงขึ้น โดยทางกองทุนฯ จะดำเนินการโอนเงินและติดตามผลการดำเนินงานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งคาดว่าการใช้เครื่องจักรกลจะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และหากประสบความสำเร็จ จะได้ดำเนินการขยายผลไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองกลุ่มอื่นๆ ต่อไป