รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์สาธิตสหกรณ์หุบกะพงเพชรบุรี

เน้นย้ำให้สร้างความสามัคคีชาวบ้านหุบกะพงและสานต่อพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 9 โครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นโครงการตาม พระราชประสงค์แห่งแรกของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้เข้าอยู่อาศัยและประกอบอาชีพการเกษตรตั้งแต่ปี 2507 เนื้อที่ประมาณ 12,079 ไร่ในบริเวณหุบกะพง

ได้รับการพัฒนาจากที่เคยเป็นดินเสื่อมโทรม แห้งแล้ง ไม่สามารถทำการเกษตรได้ พระองค์ได้เข้ามาพัฒนาและพระราชทานคำแนะนำให้ชาวบ้านได้ช่วยกันดูแลสภาพพื้นที่จนอุดมสมบูรณ์ สามารถทำการเกษตรได้ผลผลิตสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน และมีการนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการชีวิตความเป็นอยู่ให้กับชาวบ้านหุบกะพง จนกลายเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ตัวอย่างแห่งแรกของประเทศไทย และเมื่อชาวบ้าน มีความเข้าใจในการทำงานและอยู่ร่วมกันตามหลักวิธีการสหกรณ์แล้ว ต่อมาได้มีการจัดเป็นสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ในพื้นที่หุบกะพง เพื่อดูแลส่งเสริมอาชีพและเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและติดตามการดำเนินงานภายในศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งพบปะชาวบ้านที่เป็นสมาชิก ของสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ซึ่งปัจจุบันหมู่บ้านหุบกะพงมีชาวบ้านอยู่อาศัยประมาณ 3,800 คน และเป็นสมาชิกของสหกรณ์ประมาณ 574 ครอบครัว

ซึ่งศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพงนอกจากจะมีภารกิจในการจัดที่ดินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในพื้นที่หมู่บ้านหุบกะพงแล้ว ยังทำหน้าที่ในการดูแลส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เพื่อให้สหกรณ์แห่งนี้มีระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการให้กับสมาชิก ซึ่งธุรกิจหลักของสหกรณ์ ได้แก่ การรับฝากเงิน การให้กู้ การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย การรวบรวมสินค้าและแปรรูป และการบริการสมาชิก รวมมูลค่าปริมาณธุรกิจ 20.50 ล้านบาท

ทั้งนี้ ชาวบ้านหุบกะพงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกพืชผักผลไม้ อาทิ หน่อไม้ฝรั่ง ผักสวนครัว พริก มะนาว แตงกวา ผักบุ้งผักกวางตุ้ง ผักคะน้า มะม่วง ฝรั่ง มะละกอ ชมพู่ ฯลฯ เลี้ยงสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนมและแพะ และรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพเสริม เช่น การทำสินค้าหัตถกรรมจากป่านศรนารายณ์ เป็นของใช้ เช่น รองเท้า กระเป๋า หมวก เข็มขัด และการทำสินค้าใช้ในครัวเรือน เช่น น้ำยาล้างจาน สบู่ แชมพู ฯลฯ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านของหุบกะพงสามารถพึ่งพาตนเองและมีรายได้ที่มั่นคงในการเลี้ยงครอบครัว ซึ่งกลุ่มอาชีพเหล่านี้ได้เปิดให้บุคคลภายนอกที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้และดูงาน เพื่อนำความรู้กลับไปประกอบอาชีพได้ส่งผลทำให้ในปัจจุบันมีคณะบุคคลจากหน่วยงานต่าง ๆ หลายจังหวัดได้แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมและดูงานที่หมู่บ้านสหกรณ์โครงการ หุบกะพงอย่างต่อเนื่องทุกวัน

นอกจากนี้ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง ยังได้มีโครงการสำคัญ 2 โครงการที่เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานให้กับสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ได้แก่ โครงการส่งเสริมการปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสาร มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 12 ราย ซึ่งสมาชิกจะต้องผลิตหน่อไม้ฝรั่งให้ได้มาตรฐาน GAP เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดและให้สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งซึ่งสมาชิกแต่ละคนจะเข้าไปปลูกในพื้นที่แปลงของตนเองและจะมีการต่อยอดให้กับผู้ที่มีความสนใจในพื้นที่โครงการฯ และยังมีโครงการส่งเสริม

และพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพงด้วย โดยสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด จะเปิดพื้นที่บริเวณด้านหน้าของสหกรณ์เป็นตลาดสินค้าเกษตร เพื่อให้สมาชิกนำผลผลิตของตนเองที่ปลูกในครัวเรือนมาจำหน่ายในตลาดทุกเย็นวันจันทร์และวันศุกร์ ซึ่งตลาดสินค้าเกษตรในขณะนี้ได้รับการตอบรับจากคนในชุมชน ชาวบ้านพื้นที่ใกล้เคียงและนักท่องเที่ยวและคณะที่มาศึกษาดูงานในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพงได้มาเลือกซื้ออุดหนุนสินค้าและผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์ วันละ 500 คน ซึ่งส่งผลในการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรและช่วยกระจายสินค้าการเกษตรที่สด สะอาดปลอดภัยจากพื้นที่หมู่บ้านหุบกะพงออกสู่ผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที

การพัฒนาพื้นที่ภายในหมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุจากสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาด้านทิศตะวันตก ทำให้อยู่ในเขตพื้นที่เงาฝน ปริมาณฝนเฉลี่ยในแต่ละปีมีน้อยมาก ชาวบ้าน หุบกะพงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรเป็นหลัก แต่ยังประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร ส่งผลทำให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนและได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร ทางศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง จึงได้ประสานงานกับโครงการชลประทานเพชรบุรี ในการจัดหาและสร้างระบบน้ำจากชลประทานขึ้นภายในพื้นที่โครงการ

รวมถึงประสานกับกรทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลในการจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อให้เหมาะสมกับการทำการเกษตรและสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ซึ่งหากระบบน้ำในพื้นที่มีเพียงพอสำหรับการทำเกษตร จะส่งผลทำให้ชาวบ้านสามารถทำการเกษตรได้ผลผลิตที่ดีเพื่อจำหน่าย โดยมีสหกรณ์ทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกส่งจำหน่ายสู่ตลาดภายนอก ซึ่งทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนและมีรายได้ที่มั่นคง ขณะเดียวกันสหกรณ์ก็จะมีปริมาณธุรกิจที่เพิ่มขึ้น และยังเป็นการนำระบบสหกรณ์มาบริหารจัดการความเป็นอยู่และอาชีพของชาวบ้านในพื้นโครงการตาม พระราชประสงค์หุบกะพงอย่างครบวงจรด้วย

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวกับสมาชิกสหกรณ์การเกษตร หุบกะพง จำกัดว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหุบกะพงมีจำนวนกว่า 3,800 คน ในพื้นที่ 10,000 กว่าไร่ ควรต้องร่วมกันตระหนักถึงปัญหาความแห้งแล้ง และแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่กำลังถูกทำลาย ทุกคนต้องมองไปข้างหน้า 10 – 20 ปี และวางแผนในอนาคตร่วมกัน เพราะที่แห่งนี้เป็นโครงการตามพระราชประสงค์แห่งแรกที่รัชกาลที่ 9 มีพระราชประสงค์ที่จะทำเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน จึงต้องร่วมกันสานต่อแนวพระราชดำริในการพัฒนาพื้นที่ หุบกะพง ต้องอยู่กันด้วยความสามัคคี ร่วมมือกันและรวมกันเป็นกลุ่ม จึงจะสามารถอยู่รอดได้ในสังคมยุคปัจจุบัน

“ ทำอย่างไรถึงจะรวมกันและบริหารกันภายใต้ระบบสหกรณ์ให้ได้ ตอนนี้เกษตรกรไปสู้นักธุรกิจไม่ได้หรอกถ้าไปค้าขายแข่ง แต่ถ้ารวมตัวกันแล้วผลิตแล้วดูแลกัน ค่อย ๆ เป็นค่อยไป ทำตามฐานะของตัวเราเอง อย่าไปเลียนแบบคนอื่น ค่อย ๆ พัฒนาไปให้ก้าวหน้าสำคัญสุดคือต้องสามัคคีกันให้ได้ แล้วเราก็จะดูแลอาชีพให้กับคนในหมู่บ้านนี้ 3,800 กว่าชีวิต พื้นที่ 10,000 กว่าไร่ ระบบชลประทานก็มีการจัดได้ดีโดยกรมชลประทานเข้ามาช่วยดูแล ซึ่งคนในหมู่บ้านก็ต้องร่วมกันรักษาอุปกรณ์เครื่องมือส่งน้ำของชลประทานให้ดี เราจะช่วยสืบสานพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยชาวหุบกะพงมาโดยตลอด และเรื่องสหกรณ์ก็นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ชาวบ้านอยู่รอดได้ภายใต้ระบบที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ถ้าสามัคคีกันและช่วยกันปกป้องดูแลและสร้างชีวิตที่ดีร่วมกันในสังคมชุมชนตนเอง เป็นความพอเพียงอย่างมั่งคั่ง มีผลผลิตอาหารสมบูรณ์ในหมู่บ้านแบ่งปันกันแจกจ่ายกันได้ทำให้ ทุกคนอยู่รอดได้” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ โดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรนวัตกรรม ร่วมกับห้าง Golden Place ณ สาขาสะพานสูง และสาขาพระราม 9 ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มีนาคม โดยนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมเพื่อสุขภาพจากผู้ผลิต 200 ราย ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ ข้าวกล้องพองอบกรอบ วาฟเฟิลอบกรอบ Cereal จมูกข้าวชงดื่ม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ สบู่ โลชั่น ผงล้างหน้าจากข้าว Cushion เซรั่มบำรุงผิวหน้าและผม ลิปสติกสีจากข้าว วัสดุปิดแผล แผ่นซับสิว เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมมาจัดแสดงและจัดจำหน่ายตามนโยบายรัฐบาล และเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรนวัตกรรมแก่ผู้บริโภคโดยตรง คาดว่ารายได้ครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท

นายอดุลย์กล่าวว่า กำลังเจรจากับคิงเพาเวอร์ เพื่อนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมไปวางจำหน่ายภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และเตรียมส่งเสริมเข้างานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ เช่น งาน THAIFEX-World of Food Asia 2018 งาน STYLE 2018 และงาน Organic & Natural Expo 2018 คาดช่วยเพิ่มมูลค่าการค้า 2 เท่า จากปี 2560 มีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งผู้ผลิตสามารถขอนำแนะนำได้ที่ facebook.com/APiinspire

วันที่ 1 มี.ค. เจแปนไทมส์รายงานว่า ผู้ส่งออกปลาจากจังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น เมืองที่เกิดแผ่นดินไหวแล้วสึนามิถล่มเมื่อปี 2554 จนทำให้กัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์รั่วไหล เริ่มส่งออกปลาไปยังต่างประเทศอีกครั้ง โดยได้ส่งออกมายังประเทศไทยเป็นประเทศแรก

รายงานระบุว่า ทางการจังหวัดฟุกุชิมะกำลังทำงานเพื่อส่งเสริมกิจการประมงและผลิตภัณฑ์ทางทะเล เพื่อลบล้างความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์การรั่วไหลของกัมมันตรังสีเมื่อปี 2554 โดยเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้ส่งออกจากจังหวัดฟุกุชิมะ ได้ส่งปลาจำนวน 110 กิโลกรัม จากท่าเรือเมืองโซมะ มายังประเทศไทย โดยปลาปริมาณดังกล่าวจะถูกนำไปเสิร์ฟในร้านอาหารญี่ปุ่น 12 แห่งทั่วกรุงเทพ

นายคันจิ ทะชิยะ หัวหน้าสมาคมความร่วมมือกิจการประมงเมืองโซมะ กล่าวว่า “ทางเรารู้สึกยินดีที่สามารถขายปลาจากจังหวัดของเราไปทั่วโลก เราจะส่งปลาที่ปลอดภัย”

ทั้งนี้ จากข้อมูลของจังหวัดฟุกุชิมะ ผลจากการสุ่มตัวอย่างปลาและอาหารทะเลในพื้นที่ไม่พบซีเซียม และได้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของญี่ปุ่นตั้งแต่เดือน เม.ย. 2558

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบร้านจำหน่ายข้าวราดแกงขวัญใจคนเมืองขอนแก่น ที่ขายในราคาถูก มีลูกค้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก อีกทั้งทางร้านยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษ ด้วยการให้ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ได้รับประทานฟรีจนกว่าจะคลอด หลังทราบข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ที่ร้านมะละกอ ตั้งอยู่ริมถนนกสิกรทุ่งสร้าง ตรงข้ามสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสำนักงานก.ก.ต.ขอนแก่น เมื่อเดินทางไปถึง พบว่าเป็นร้านอาหารขนาดกลาง จำหน่ายข้าวราดแกง และอาหารอีสาน

โดยหน้าร้านติดป้ายข้อความให้คนท้องกินฟรี จนกว่าจะคลอด ดึงดูดสายตาของผู้ที่ผ่านไปผ่านมา อีกทั้งติดป้ายราคาจำหน่ายในราคาเมนูเริ่มต้นเพียง 25 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ รวมไปถึงประชาชนที่สัญจรผ่าน บริเวณดังกล่าวมายืนรอต่อคิวเพื่อขอรับบริการกันอย่างหนาตา

นายธนากร พูลนิติพร อายุ 27 ปี เจ้าของร้านข้าวราดแกงมะละกอ เปิดเผยว่า ร้านข้าวราดแกงแห่งนี้เปิดให้บริการมานานแล้ว โดยทุกวันทั้งเช้าและเที่ยง จะมีลูกค้ามาใช้บริการจำนวนมาก ด้วยเหตุตั้งอยู่ในย่านสถานที่ราชการ มีที่จอดสะดวกสบาย ทั้งยังจำหน่ายในราคาไม่แพง เพราะเข้าใจถึงหัวอกความเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการที่บรรจุใหม่หรือข้าราชการที่มีระดับงานที่ไม่สูงมากนักที่ต้องประหยัดในการใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมไปถึงกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และพนักงานบริษัทเอกชน ทุกคนต้องรับประทานอาหารให้อิ่ม และราคาไม่แพง จึงได้กำหนดราคาจำหน่ายในราคาเริ่มต้นอิ่มละ 25 บาทเท่านั้น

“นอกจากจะมีการจำหน่ายอาหารในราคาที่ถูกแล้ว ตนและครอบครัว รวมทั้งเพื่อนๆ จึงมีแนวคิดในการที่จะทำความดี และร่วมกันสร้างเด็ก และเยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังหลักที่สำคัญ และอนาคตของชาติต่อไป จึงนำป้ายข้อความ “คนท้องกินฟรี ข้าวราดแกง” มาติดไว้ เพื่อให้สตรีมีครรภ์มารับประทานอาหารที่ร้านได้ฟรี จนกว่าจะอิ่ม และรับประทานได้ทุกเมนู โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ จนกว่าจะคลอด เพราะเราอยากให้เด็กในท้องสามารถรับสารอาหารที่ครบ 5 หมู่จากการรับประทานของแม่ที่ตั้งครรภ์ เพื่อจะได้เกิดมามีสุขภาพแข็งแรง หากแม่อิ่มลูกก็อิ่มไปด้วย ที่ผ่านมามีผู้วะเวียนมาใช้บริการในระดับหนึ่ง และคุณแม่บางคนที่ตั้งครรภ์ แต่อายที่จะขอใช้สิทธิ์ ร้านของเราก็จะสังเกตจากการแต่งตัวหากใส่ชุดคลุมท้องมาทาน ร้านของเราก็จะมอบความรัก และความห่วงใยมอบให้กับคุณแม่ทันที” นายธนากร กล่าว

นายธนากร กล่าวต่ออีกว่า นอกจากคนท้องแล้ว ยังมีลูกค้ากลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มที่หาเช้ากินค่ำแวะเวียนเข้ามารับประทานข้าวราดแกง และอาหารอีสานของทางร้าน เพราะพ่อครัว และแม่ครัวของเรานั้น พิถีพิถันในการทำอาหารทุกขั้นตอนทำให้รสชาตินั้นถูกปากอย่างมาก อีกทั้งราคาจำหน่ายของเราต่างเป็นที่ถูกอกถูกใจลูกค้าทุกกลุ่ม มีจำหน่ายแบบเต็มรูปแบบ ทั้งส้มตำ, ไก่ย่าง, ลาบ, ต้ม, ก้อย, แกงอ่อมนานาชนิด แม้กระทั่งหอยจูบต้ม เราก็มีให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ และถูกใจคนรักอาหารอีสาน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นโครงการที่กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยร่วมมือกับสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาและสำนักงาน กปร.จัดทำโครงการแบบการศึกษาวิจัยและพัฒนาจากสภาพป่าชายเลน จากสภาพพื้นที่จริงที่มีความเหมาะสม เพื่อเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ โดยการวางแผนและดำเนินงานเป็น 4 โครงการย่อย ได้แก่ การบำบัดน้ำเสียจากชุมชน การกำจัดขยะชุมชนโดยวิธีฝังกลบด้วยดินอย่างถูกสุขาภิบาลด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม การนำผลพลอยได้จากการกำจัดขยะมาใช้ประโยชน์ การนำน้ำที่ได้รับการบำบัดดีแล้วไปใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร

กรมชลประทานได้ทำการสำรวจออกแบบและก่อสร้างโครงการฯ โดยตระหนักถึงหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ใช้พื้นที่เสื่อมโทรมของแหลมผักเบี้ยประมาณ 200 ไร่ สำหรับสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบกำจัดขยะมูลฝอย ทำการปรับปรุงพื้นที่เสื่อมโทรมให้มีสภาพเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริ ด้วยการร่วมพิจารณาวางแผนการดำเนินงานและรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงการ มีการก่อสร้างบ่อรวมน้ำเสียความจุ 10,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมสถานีสูบน้ำและท่อส่งน้ำเสียยาว 18 กิโลเมตร สามารถส่งน้ำได้สูงสุดวันละ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันส่งน้ำวันละ 5,000 ลูกบาศก์เมตร สำหรับบ่อบำบัดน้ำเสียสามารถบำบัดน้ำเสียได้วันละ 10,000 ลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรูปแบบอื่นๆ เพื่อทำการทดลองศึกษาวิจัยพัฒนารูปแบบของระบบตามที่คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องการ โดยวิศวกรจากกรมชลประทานร่วมพิจารณาออกแบบและดำเนินการก่อสร้าง พร้อมกับการเก็บข้อมูลผลการศึกษาจากระบบต่างๆ ที่ได้จัดทำขึ้น มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและบำรุงรักษาระบบบำบัดต่างๆ และดำเนินการก่อสร้างงานในโครงการเพิ่มเติม จนถึงปัจจุบันคณะวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เข้ามาดำเนินการบริหารงานและทำงานวิจัยต่างๆ ส่วนกรมชลประทานได้รับมอบหมายให้ดูแลและบำรุงรักษาระบบบำบัดให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อราวยี่สิบปีก่อน จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไปกินข้าวบ้านเพื่อน คุณแม่ของเพื่อนซึ่งตอนนั้นคงอายุราวหกสิบปีเศษ เอ่ยถามแม่ครัวทันทีที่ตักแกงจืดเข้าปากคำแรก

แม่ครัวรับคำ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมแปลกใจระคนทึ่งกับลิ้นและการจำแนกรสของคนรุ่นก่อนหน้า ที่รู้เลยว่าตนกำลังกินผักปลูกแปลงธรรมดา หรือว่าผักไฮโดรโปนิกส์ “ก็รสมันจืดขนาดนี้ แม่ก็ต้องรู้ซี” คุณแม่เพื่อนว่ายิ้มๆ

แต่หลังจากนั้น ผมเองก็เหมือนผู้บริโภคทั่วไป ที่มี “ภาพในใจ” หลายๆ ภาพ เกี่ยวกับความสะอาดของพืชผักผลไม้ที่กินเข้าไปแต่ละวัน ภาพเหล่านั้น แน่นอนว่ามีส่วนในการกำหนด เลือกสรร และตัดสินใจประกอบสิ่งใดเป็นอาหารของผมมาโดยตลอด เช่น ผมเคยรู้สึกว่า ผักในซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นย่อมคัดเลือกมาอย่างดี สะอาดกว่าผักตลาดสด, ผักอินทรีย์ (organic) ในถุงใส มีตรารับรองคุณภาพ ย่อมปลอดสารพิษ 100% แน่ๆ และผักไฮโดรโปนิกส์ย่อมทั้งสะอาดและปลอดสารเคมี เพราะไม่ได้ปลูกในดินที่ใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักเน่าๆ หากทว่าหล่อเลี้ยงด้วยสารอาหารในน้ำ มีระบบการล้างสิ่งแปลกปลอมที่รัดกุม จึงปรุงอาหารได้อย่างสนิทใจ ฯลฯ

ต่อมา จากการติดตามรายงานขององค์กรอิสระที่ทำงานรณรงค์ด้านอาหารปลอดภัย ภาพสวยๆ ในใจเหล่านั้นก็เริ่มถูกทุบทำลายไปทีละภาพๆ ซึ่งผมคิดว่า ในแง่ผู้บริโภค มันเป็นเรื่องดีนะครับ ไม่ว่าข่าวคราวการพบสารพิษตกค้างในผัก organic ก็ดี ข่าวการพบว่าผักตลาดมีสารพิษน้อยกว่าผักในห้างฯ ก็ดี ย่อมมีประโยชน์ ช่วยให้เราตาสว่างขึ้น ไม่เชื่อถืออะไรง่ายๆ ที่กลไกตลาดอยากให้เราเชื่ออีกต่อไป

ภาพอีกภาพที่สอบสวนทบทวนโดยข้อมูลใหม่ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ก็คือภาพความเชื่อที่ว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ที่สะอาด (บางคนเชื่อว่า “ปลอดสาร” เลยทีเดียว) แทบจะ 100% นั้น ได้ถูกทำลายลงสดๆ ร้อนๆ ด้วยรายงานผลการตรวจสารพิษตกค้างของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ประจำปี พ.ศ. 2561

เจ้าหน้าที่ Thai-PAN ได้เก็บตัวอย่างผักไฮโดรโปนิกส์ 30 ตัวอย่าง จากตลาดและห้างร้านในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จากการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ได้พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐาน 19 ตัวอย่าง (63.3%) พบผักที่ไม่มีการตกค้างเลยเพียง 8 ตัวอย่าง ส่วนที่มีตกค้างบ้าง แต่ไม่เกินมาตรฐาน พบ 3 ตัวอย่าง

เมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งการตกค้างในผักและผลไม้ทั่วไปมีที่เกินมาตรฐาน 54.4% ก็พบว่าผักไฮโดรโปนิกส์ที่สุ่มตรวจครั้งนี้มีการตกค้างสูงกว่า

Thai-PAN พบสารพิษตกค้างรวม 25 ชนิด ซึ่งผมขอคัดรายชื่อมาให้พิจารณากันดูนะครับ เช่น สารกำจัดวัชพืช (Herbicide) 1 ชนิด คือ Ametryn สารป้องกันและกำจัดโรคพืช (Fungicide) 6 ชนิด ได้แก่ Azoxystrobin, Chlorothalonil, Difenoconazole, Metalaxyl, Propamocarb และ Pyraclostrobin สารกำจัดแมลงและไร (Insecticide and Acaricide) รวม 18 ชนิด แบ่งเป็นกลุ่ม Carbamate 2 ชนิด ได้แก่ Carbofuran และ Methomyl กลุ่ม Organophosphate 3 ชนิด ได้แก่ Chlorpyrifos, Dimethoate และ Omethoate กลุ่ม Pyrethroid 3 ชนิด ได้แก่ Cypermethrin, Etofenprox และ Lambda Cyhalothrin กลุ่มอื่นๆ 10 ชนิด ได้แก่ Abamectin, Acetamiprid, Chlorantraniliprole, Chlorfenapyr, Chlorfluazuron, Emamectin, Fipronil, Imidacloprid, Lufenuron และ Spinetoram

ทั้งหมดนี้ มี “สารดูดซึม” ถึง 17 ชนิด นั่นแปลว่า การล้างผักเพื่อลดสารตกค้างแทบเป็นไปไม่ได้

ผลการตรวจครั้งนี้ Thai-PAN จะได้นำเสนอผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดมาตรการดำเนินการกับผู้ผลิตรายที่ถูกตรวจพบสารพิษและไนเตรตตกค้างเกินมาตรฐานต่อไป ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมจะต้องมีการถกเถียง ประเมิน ตรวจสอบ เปรียบเทียบ ตลอดจนครุ่นคิดเพื่อนำไปสู่คำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับมาตรการควบคุมสารพิษตกค้างอย่างรอบด้านกว่าปัจจุบัน แต่อย่างน้อย ผมคิดว่ามันได้เปิดโลกอีกด้านหนึ่งของผักไฮโดรโปนิกส์ ว่ามันไม่ได้มีความปลอดภัย “มากเท่าที่เคยเชื่อกัน”

อย่างที่ คุณกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา หนึ่งในผู้ประสานงาน Thai-PAN อธิบายว่า “..ผู้บริโภคจำนวนมากยังสับสน เข้าใจว่าผักไฮโดรโปนิกส์กับผักอินทรีย์นั้นเหมือนกัน และเข้าใจว่าไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่ประการใด การศึกษาครั้งนี้ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ได้ปลอดภัยกว่าผักทั่วไปที่ปลูกโดยใช้ดิน ทั้งๆ ที่การปลูกแบบนี้ควรจะมีการจัดการให้ปลอดภัยกว่าได้”

สำหรับผู้บริโภค เรื่องนี้คงเสมือนฝันร้ายอีกตื่นหนึ่ง ที่ทำให้ความหวังวูบท้ายๆ ซึ่งหมายจะฝากปากท้องไว้กับผักไฮโดรโปนิกส์อันเคยซื้อกินอย่างสนิทใจนั้น มีอันต้องริบหรี่ลงไปอีก

แน่นอนว่า มีเรื่องที่เรา – สังคมไทย ยังไม่รู้อีกมาก เป็นต้นว่า ปริมาณสารไนเตรตที่ตรวจพบว่าตกค้างในผักไฮโดรโปนิกส์ รวมทั้งผักที่ปลูกด้วยวิธีอื่นๆ ทั้งหมด จะต้องมีค่าเป็นตัวเลขสูงเท่าใดแน่ จึงจะถือว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์, มีเกษตรกรคิดเป็นอัตราส่วนเท่าใด ที่ตั้งใจปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อย่างเคร่งครัดตามขั้นตอน เช่น มีการล้างสารพิษด้วยน้ำเปล่าตามเวลาที่กำหนด ฯลฯ

ผมคิดว่า หากใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาส ก็น่าจะเป็นจังหวะดี ที่เกษตรกร “ตัวจริง” ผู้ซึ่งทำการเกษตรไฮโดรโปนิกส์อย่างซื่อสัตย์จะได้ถือเป็นข้ออ้างที่จะอธิบายแนวคิด ขั้นตอนรายละเอียด และผลผลิตที่สมบูรณ์ของตน ให้สามารถเป็น “ทางเลือก” ของผู้บริโภคที่ต้องการช่วยอุดหนุนสินค้าคุณภาพได้ชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อน

ในส่วนของผู้บริโภค ก็ต้องตระหนักรู้ว่า มิได้หมายความว่าผักไฮโดรโปนิกส์ “ทั้งหมด” เป็นอันตราย การระมัดระวังเพื่อคัดเลือกบริโภคผักคุณภาพ อาจเริ่มด้วยการหาความรู้เบื้องต้น เช่นที่ คุณปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน Thai-PAN แนะว่า “..ผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดรายชื่อของผักไฮโดรโปนิกส์ ทั้งที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัยได้ที่เว็บไซต์หรือเพจของไทยแพน (Thai-PAN)”

ผักไฮโดรโปนิกส์นั้น แม้จะไม่ได้ปลูกในดินอย่างพืชผักปกติ ทว่าก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ในภูมิอากาศพื้นถิ่นนั้นๆ อยู่ดีนะครับ ซึ่งย่อมหมายความว่า ตัวมันเองมีเงื่อนไขความคงทนต่อโรคแมลง อัตราการเจริญเติบโต ตลอดจนรสชาติความอร่อย ผันแปรไปตามสภาพแสงแดด และอุณหภูมิของอากาศ เช่นเดียวกับพืชผักอื่นๆ ทั่วไปด้วย

รายละเอียดปลีกย่อยที่มีมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ย่อมทำให้ความหวังที่ดูจะริบหรี่ กลับสว่างขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับผู้บริโภคที่รู้จักสรรหา เลือกเฟ้น ด้วย “ความรู้” เท่าที่เรามีอยู่

อย่าให้เหมือนอย่างที่บางคนบอกว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่แปลก ตรงที่เมื่อมีคนลุกขึ้นพูดเตือนให้ตระหนักถึงภัยอันตรายและความเสี่ยงใดๆ ก็ตาม คนคนนั้นกลับถูกชิงชัง รังเกียจ กระทั่งถูกลงโทษ ด้วยข้อหาสร้างความตื่นกลัวให้เกิดกับส่วนรวม ดังเช่นหลายกรณีที่ทยอยเกิดขึ้นตลอดมาในช่วงไม่กี่ปีนี้

เพื่อนผมคนหนึ่งเคยพูดไว้นานมากแล้วว่า สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่ “เฉยเมยต่อความรู้” นายยุทธนา หยิมการุณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมการโรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า ในปี 2561 โรงงานยาสูบจะไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง เพราะมีการกันเงินค่าใช้จ่ายไว้หมดแล้ว แต่ปี 2562 ทางผู้อำนวยการโรงงานยาสูบอาจจะกลัวว่าจะมีปัญหาสภาพคล่อง เพราะส่วนแบ่งการตลาดลดลงและกำไรของบุหรี่ต่อซองเหลือน้อยมาก แต่ยืนยันว่าเรื่องเงินจ่ายเงินเดือนพนักงานยังมีเพียงพอไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ เดิมโรงงานยาสูบประเมินผลการดำเนินงานปี 2561 จะขาดทุน 1,500 ล้านบาท ทำให้ส่งรายได้ให้กับกระทรวงการคลังไม่ได้ แต่สถานการณ์การตลาดทำให้ยอดขายดีขึ้น และยาเส้นที่ทดลองทำตลาดก็ได้รับการตอบรับดี ซึ่งน่าจะทำให้ผลการดำเนินงานของโรงงานยาสูบปี 2561 ไม่ขาดทุน แต่จะมีกำไรแต่ไม่มากเหมือนปี 2560 ที่ที่มีกำไรถึง 9,000 ล้านบาท