รวงข้าวค่อนข้างกระจาย การแตกระแง้ปานกลาง คอรวงสั้น

จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 113 เมล็ด ข้าวเปลือกสีฟาง ยาว 10.60 มิลลิเมตร กว้าง 2.29 มิลลิเมตร หนา 1.87 มิลลิเมตร ข้าวกล้องสีขาว รูปร่างเมล็ดข้าวกล้องเรียงยาว 7.53 มิลลิเมตร ข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด หนัก 26.97 กรัม อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ความคงตัวแป้งสุกอ่อน คุณภาพข้าวสุกนุ่มเหนียว มีกลิ่นหอม ระยะพักตัว 7 สัปดาห์ เป็นข้าวเหนียวหอมต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อพันธุ์ข้าว ติดต่อได้ที่หน่วยความจำเป็นเลิศด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าว มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทรศัพท์ 053-875-655, 095-676-4747 ช่วงฤดูร้อนของทุกปี มักเกิดปัญหามะนาวขาดตลาด ทำให้ราคามะนาวช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกๆ ปี มีราคาซื้อขายอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้หลายคนสนใจปลูกมะนาวเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน หรือปลูกมะนาวเชิงการค้า เพื่อให้มีผลผลิตสำหรับจำหน่ายในช่วงที่มะนาวมีราคาแพง

“คุณธวัช เกตุรัตน์” เกษตรกรในพื้นที่ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำเกษตรผสมผสานบนเนื้อที่ 50 ไร่ พืชหลักที่สร้างรายได้ดีคือ การปลูกมะนาวพันธุ์แป้นพวง เพราะเป็นสายพันธุ์มะนาวที่ให้ผลตอบแทนสูง คุ้มค่ากับการลงทุน เนื่องจากมะนาวพันธุ์แป้นพวงให้ผลดกและออกลูกง่าย หากต้นมะนาวแป้นพวงมีสภาพต้นสมบูรณ์ สามารถออกลูกได้ตลอดทั้งปี แม้กระทั่งช่วงฤดูแล้ง ก็ยังให้ผลดกเต็มตัน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในแต่ละปี

จุดเด่นสำคัญของมะนาวพันธุ์แป้นพวง คือ เปลือกผิวบาง น้ำเยอะ มีกลิ่นหอม หนามสั้น ดูแลจัดการง่าย มีผลสวย ขนาดผลใหญ่กว่ามะนาวแป้น เปรียบเทียบกับมะนาวแป้นโดยทั่วไป หากดูแลจัดการไม่ดี อาจได้ผลมะนาวตกเกรดได้ง่าย

การปลูก

ช่วงเตรียมดิน แนะนำให้ปลูกปุ๋ยพืชสดประเภทถั่วพร้า ถั่วพุ่ม เพื่อบำรุงดินก่อน จึงค่อยไถกลบ หลังจากนั้น ขุดหลุมลึก 50×50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากันดีให้ดินพูนสูงกว่าปากหลุมเล็กน้อย เวลารดน้ำดินจะยุบตัวลงเล็กน้อย หลังจากนั้นปลูกต้นมะนาว ในระยะห่าง 4 วา 6 ศอก

เนื่องจากรากต้นมะนาวมักหากินบนผิวดิน เวลานำกิ่งพันธุ์มะนาวลงปลูก ระวังอย่าขุดหลุมลึกเกินไป เพราะจะทำให้ต้นมะนาวไม่โต หลังจากนั้นใช้ไม้ไผ่ลำเล็กๆ ผูกติดกับต้นมะนาว ป้องกันไม่ให้ต้นมะนาวล้มเมื่อถูกลมพายุ อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้ไม้ผ่าซีก เพราะเวลาต้นมะนาวโดนลม ไม้ไผ่จะบาดลำต้นเป็นรอยแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ต้นมะนาวได้ง่าย

สวนแห่งนี้ ให้น้ำต้นมะนาว โดยใช้หัวจ่ายน้ำมินิสปริงเกลอร์ ในช่วงเช้า เพื่อชำระล้างน้ำค้างเปิดน้ำนาน 2 ชั่วโมง ใส่ปุ๋ยหมักที่ผลิตจากเศษวัตถุดิบที่หาง่ายในท้องถิ่น เช่น ขี้แพะ ขี้วัว ฯลฯ โรยรอบโคนต้น วิธีนี้ช่วยประหยัดต้นทุน แถมบำรุงสภาพดินได้อย่างดี หลังปลูกประมาณ 18-20 เดือน ต้นมะนาวจะแทงช่อดอกรุ่นแรกออกมาให้เห็นแล้ว รอไปอีก 5-6 เดือน จะเริ่มเก็บผลมะนาวออกขายได้

ผลผลิตมะนาวรุ่นแรกจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับสภาพความสมบูรณ์ของต้นมะนาวเป็นหลัก และขึ้นกับความต้องการของเกษตรกรว่า ต้องการเก็บผลผลิตไว้มากแค่ไหน หากเป็นไปได้ ควรเลือกปลูกกิ่งตอนสภาพสมบูรณ์ เพราะจะช่วยให้ติดผลบริเวณกิ่งแก่ เริ่มจากปลายโคนต้นขึ้นไป ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี หากปลูกโดยใช้กิ่งอ่อน มักเกิดปัญหาติดผลที่ปลายยอด ทำให้ผลมะนาวไม่ค่อยเติบโต ควรปลิดผลทิ้งไป

เมื่อต้นมะนาวติดผลเต็มต้น ควรใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ช่วยบ้าง โรยปุ๋ยประมาณครึ่งกิโลกรัมรอบโคนต้น หากใช้แต่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียวโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี จะทำให้ผลมะนาวโตได้ไม่เต็มที่ ผลแคระแกร็น เป็นมะนาวขนาดกลางเสียเป็นส่วนใหญ่ หลังฤดูเก็บเกี่ยว ควรใส่ปุ๋ยเคมีบำรุงต้นในช่วงเดือนกรกฎาคม พร้อมดูแลตัดแต่งกิ่งอ่อนไม่ให้ทึบจนเกินไป

เพราะพื้นที่ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ มักมีฝนตกชุก มีสภาวะอากาศชื้น หากดูแลจัดแต่งทรงต้นมะนาวไม่ดี เสี่ยงทำให้ต้นมะนาวเกิดโรคได้ง่ายมาก ต้องคอยดูแลตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ต้นมะนาวได้รับแสงมากที่สุด หลังจากนั้นจะเริ่มบำรุงให้ต้นมะนาวแตกยอดใหม่ ให้มีสภาพสมบูรณ์ประมาณช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม จึงเริ่มทำดอก รอไปอีก 5 เดือน ก็จะเก็บมะนาวนอกฤดู ออกขายได้ราคาสูงตามที่ต้องการ

มะนาวพันธุ์แป้นพวง เป็นมะนาวเพื่อการบริโภคสดเป็นส่วนใหญ่ ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของแม่ค้าในตลาดท่ายาง เพชรบุรี เนื่องจากเป็นพันธุ์มะนาวที่มีคุณสมบัติด้านรูปร่าง ขนาด สี กลิ่น และรสตรงตามความนิยมของผู้บริโภค ในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน มะนาวแป้นพวง ขายได้ราคาสูง หากเป็นช่วงมะนาวปี ผลผลิตเข้าตลาดเยอะ ราคามะนาวก็ถูกลง

ยุคนี้ คนไทยใช้ชีวิตลำบากมากขึ้นเพราะสินค้าครองชีพมีราคาแพงแทบทุกอย่าง ทำให้นึกถึงคำพูดของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งวงการเกษตรกรรมสมัยใหม่ ที่ว่า “เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง” ถือเป็น อมตะวจี ที่เข้ากับทุกยุคทุกสมัยจริงๆ

สำหรับใครที่ยังไม่มีอาชีพที่มั่นคงเลี้ยงครอบครัว อยากแนะนำให้ลองมาปลูกไผ่ สร้างรายได้กันดีกว่า ไผ่มีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่หม่าจู ไผ่ซางหม่น ไผ่ไจแอนท์ ไผ่ปักกิ่ง ไผ่ตงหม้อ ไผ่หก ไผ่ข้าวหลาม ไผ่บงหวาน ไผ่ดำ ฯลฯ ไผ่ตงลืมแล้ง เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุด เพราะมีจุดเด่นสำคัญคือ ให้หน่อดก และออกหน่อนอกฤดูได้ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ

ไผ่ตงลืมแล้ง มีจุดเด่นเรื่องหน่อโต คุณภาพดีและให้ผลดกกว่าไผ่พันธุ์อื่นๆ หลายเท่าตัว หากปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม มีการบริหารจัดการที่ดี จะให้ผลผลิตสูง 30-50 กิโลกรัม/กอ/ปี นอกจากนี้ ไผ่ตงลืมแล้งยังมีคุณสมบัติเด่นสำคัญ คือทนทานต่อปัญหาน้ำท่วมได้ดีมากและสามารถนำไปแปรรูปอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งต้ม แกง ซุป หมก ผัด ต้มกระดูกหมู รวมทั้งแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง แต่ละปีหน่อไม้ดองมีมูลค่าทางการตลาดสูงมากทีเดียว

ตลาดต้องการ หน่อไม้นอกฤดูจำนวนมาก เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ในราคาสูง ไม่ต่ำกว่า 40-80 บาท/กิโลกรัม แต่การผลิตหน่อไม้นอกฤดูยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานมีความต้องการสูงสุด รองลงมาคือ ภาคเหนือ

เทคนิคการปลูกไผ่ตงลืมแล้ง
ไผ่ตงลืมแล้ง เป็นไผ่ที่ต้องการความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง จึงจะให้ผลผลิตที่ดี ควรปลูกในดินร่วนปนเหนียว ดินร่วน ดินเหนียว ส่วนดินที่เป็นกรด เป็นทรายมากๆ สำหรับสภาพดินลูกรังจะไม่แนะนำให้เกษตรกรปลูก

หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องปลูกในพื้นที่ ดินทราย หรือดินลูกรัง ควรหาดินมาถมให้มีหน้าดินหนาประมาณ 30-50 เซนติเมตร อีกวิธีหนึ่งที่แนะนำ คือก่อนปลูกควรขุดหลุม กว้าง-ยาว 1 เมตร ลึก 0.5 เมตร นำหน้าดิน ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก อินทรียวัตถุเติมลงไปให้เต็มแล้วค่อยปลูก วิธีนี้ก็จะให้ผลผลิตได้ดีเช่นกัน หากปลูกในพื้นที่ลุ่มใกล้แหล่งน้ำ ดินจะเก็บความชื้นได้ดี จะให้ผลผลิตนอกฤดูได้ดีกว่าแหล่งปลูกในพื้นที่ดอน

เนื่องจากเกษตรกรนิยมปลูก ไผ่ตงลืมแล้ง เพราะต้องการหน่อเป็นหลัก จึงสามารถปลูกไผ่ตงได้ในอัตราระยะประชิด โดยปลูกในระยะห่าง 2×3 เมตร เฉลี่ย 1 ไร่ ปลูกได้จำนวน 265 กอ ต้นไผ่สามารถออกหน่อได้ดีและเร็ว เกษตรกรควรปลูกไว้ลำแม่แค่ 1-2 ลำ เท่านั้น การปลูกไผ่ตงลืมแล้งในระยะถี่ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ประหยัดเวลาและพื้นที่ ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดูแล

แปลงปลูกไผ่สามารถให้น้ำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความพร้อมและสภาพพื้นที่เป็นหลัก ทั้งนี้ การให้น้ำระบบสปริงเกลอร์เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะน้ำที่ผ่านจากหัวสปริงเกลอร์จะผ่านอากาศ (ไนโตรเจน, ออกซิเจน) ก่อนที่จะตกสู่พื้นดิน ทำให้น้ำมีความเย็น อากาศมีความชื้นสูง ช่วยให้หน่อไม้เติบโตเร็ว แต่การให้น้ำวิธีนี้จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงอยู่บ้าง

ส่วนเทคนิคการให้น้ำแบบสูบลาดตามร่อง ควรปรับให้มีความลาดเอียงเล็กน้อย และควรมีการกรีดยกร่องก่อนปลูก แล้วปลูกลงในร่องวิธีนี้จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี ส่วนการใช้น้ำแบบสายยางรดเหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกขนาดเล็กและเกษตรกรที่มีเวลาในการดูแลสวน

การจัดการปุ๋ยและแต่งกอ
หากปลูกไผ่ในสภาพดินที่ดี แค่ให้ปุ๋ยคอกเพียง 2-3 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว ไม่แนะให้ใช้ปุ๋ยเคมี เพราะจะทำให้ดินเสื่อมสภาพเร็วและสิ้นเปลืองต้นทุน เมื่อปลูกไผ่ครั้งแรก ควรให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก จำนวน 2 กิโลกรัม/กอ อีก 4 เดือน ให้ใส่เพิ่มเป็น 4 กิโลกรัม/กอ หากใครเลี้ยงหมู ไก่ วัว ฯลฯ สามารถนำมูลสัตว์มาใช้เป็นปุ๋ยคอก ก็ช่วยประหยัดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง เกษตรกรควรหาปุ๋ยน้ำขี้หมู มาใช้ในสวนไผ่ เพราะต้นไผ่จะสามารถเติบโตได้ดีและมีผลผลิตมาก

หากเป็นไปได้ แนะนำให้เกษตรกรปลูกไผ่ก่อนเดือนมิถุนายน เพราะต้นไผ่จะมีอายุมากพอที่จะทำหน่อนอกฤดูได้ในปีถัดไป การไว้ลำแม่เพื่อจะทำหน่อนอกฤดูควรไว้หน่อช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เพราะเป็นระยะเหมาะสมที่สุด ลำต้นแม่ จะไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป

หลังจากนั้น ให้ตัดแต่งกิ่งภายในเดือนพฤศจิกายน โดยเลือกลำแม่ไว้เพียงกอละ 1-2 ลำ เท่านั้น ลำที่มีระยะเหมาะสมคือ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำโต 1.5-2 นิ้ว จะดีที่สุด ถ้ามีหน่อหลุดออกมาหลังจากนี้ให้คอยตัดออกทั้งหมด อย่าไว้ลำอีกเด็ดขาด

ต้นเดือนมกราคม ควรให้ปุ๋ยและคุมฟางที่โคนกอ และเริ่มให้น้ำประมาณปลายเดือนมกราคม ช่วงแรกควรให้น้ำบ่อยและให้ดินเปียกโชก พออากาศเริ่มอุ่นไผ่จะเริ่มแทงหน่อ ควรให้น้ำน้อยลง เริ่มเก็บหน่อช่วงเดือนกุมภาพันธุ์-พฤษภาคม (นอกฤดู) หลังจากตัดหน่อไปได้สัก 2-3 หน่อ/กอ ควรใส่ปุ๋ยคอกอีกรอบ

การเก็บเกี่ยวผลผลิต
ไผ่ 1 กอ จะให้ผลผลิตเฉลี่ย 6-10 กิโลกรัม ต่อหนึ่งนอกฤดูกาล ราคาที่ขายได้ 40-70 บาท/กิโลกรัม หรือประมาณ 250 บาท/กอ ทำให้มีรายได้ไร่ละ 50,000 บาทขึ้นไป หากต้องการรายได้ที่เพิ่มขึ้น ควรปลูกพืชผักริมสวนอื่นๆ เสริมรายได้ เช่น ชะอม ใบย่านาง ใบแมงลัก เห็ด มะละกอ เพราะพืชผักพื้นบ้านเหล่านี้ ถือเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารที่แปรรูปจากหน่อไม้ สินค้าทุกชนิดขายดี เป็นที่ต้องการของตลาด

โดยทั่วไป พื้นที่ปลูกไผ่ 4 ไร่ 1,000 กอ จะเก็บหน่อไม้ได้ประมาณวันละ 40-50 กิโลกรัม จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 40-60 บาท ทำให้มีรายได้วันละ 1,600-2,500 บาท ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้งาม… จนน่าอิจฉาทีเดียว

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำว่า การกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด หรือ Fall armyworn ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดนั้น เกษตรกรสามารถทำได้โดยการเน้นใน 4 ขั้นตอน 1. สำรวจแปลงข้าวโพด 2. ควบคุมหนอนโดยชีววิธี 3. ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช 4. แจ้งศูนย์กำจัดศัตรูพืชชุมชนหรือสำนักงานเกษตรใกล้บ้าน

มีผลวิจัยในการปลูกพริก พบว่า พริกที่มีความเผ็ดมากที่สุดในโลก คือ พริกพิโรธ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ชอบอากาศค่อนข้างเย็นและมีความชื้นเหมาะสม

สถานีเกษตรหลวงปางดะ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ประสบผลสำเร็จในการศึกษาวิจัยการปลูกพริกพิโรธ ถืงเป็นพริกที่มีความเผ็ดมากที่สุดในโลก พริกโดยทั่วไปของไทย อย่าง พริกขี้หนู ที่ว่าเผ็ด ความเผ็ดอยู่ที่ 35,000-70,000 สโควิลส์ (สโควิลส์ คือ หน่วยวัดความเผ็ด) ส่วนพริกพุตโจโลเกียของอินเดียที่ว่าเผ็ดที่สุดในโลก มีความเผ็ด 800,000-1,000,000 สโควิลส์ และพริกพิโรธน่าจะเผ็ด 800,000 สโควิลส์ ขึ้นไป

ขั้นตอนการปลูกพริกพิโรธ เตรียมแปลงด้วยการไถพรวนแล้วตากแดดทิ้งไว้ ประมาณ 7-10 วัน ขึ้นแปลงปลูกและปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยหมัก 3,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คลุมแปลงด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันวัชพืชและควบคุมความชื้นในดิน

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ต้องแช่เมล็ดพริกพิโรธในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที จากนั้นผึ่งเมล็ดให้แห้งแล้วคลุกด้วยยาป้องกันเชื้อราที่อาจจะติดมากับเมล็ดพันธุ์ ห่อเมล็ดพันธุ์ด้วยผ้าขนหนูที่ชุบน้ำพอหมาด นำไปบ่มในกล่องพลาสติกที่ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 คืน เมล็ดพริกจะเกิดรากงอกออกมาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร นำไปเพาะในตะกร้าพลาสติกที่มีวัสดุเพาะ รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน

หลังจากเมล็ดงอกจนเป็นต้นกล้าที่มีอายุประมาณ 35 วัน หรือมีใบจริง 2 ใบ จึงย้ายไปอนุบาลในถุงชำต่ออีก 30 วัน ก่อนย้ายลงปลูกในแปลง หลังจากปลูกพริกพิโรธที่ปลูกในเรือนโรง จะเริ่มออกดอก ประมาณ 82 วัน หากปลูกกลางแจ้ง จะออกดอกประมาณ 64 วัน

การปลูกพริกพิโรธในแปลง ปลูกได้ทั้งแบบแถวเดี่ยวและแถวคู่ ปลูกในเรือนโรงหรือกลางแจ้งก็ได้ หลังจากย้ายต้นกล้าลงปลูก 7 วัน ควรให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-0-0 อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 500 ลิตร จากนั้นใส่ปุ๋ยสูตรอื่นตามระยะของการเจริญเติบโตและความต้องการของต้นพริกพิโรธ

ที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการปลูกพืชไร่ทางเลือกหลักเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนมันสำปะหลัง นำไปผลิตเป็นแป้งมัน เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และส่งออกเป็นบางส่วน สำหรับอ้อย นำไปผลิตเป็นน้ำตาลสูงได้ถึง 11.3 ล้านตัน และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 2.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ

ปัจจุบัน เมืองไทยมีพืชไร่ตัวเลือกใหม่ คือ “หญ้าเนเปียร์” ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่า หญ้าเนเปียร์ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างความร่ำรวยให้แก่เกษตรกไทยได้ในอนาคต เพราะ เกษตรกรสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ถึง 2 ช่องทาง คือ เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำได้แล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลังงานได้อีก โดยใช้หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับมูลสัตว์ทำให้เกิด “พลังงานชีวภาพ” นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม และผลิตกระแสไฟฟ้า

ตลาด “หญ้าเนเปียร์”

อาจารย์สันติ เหลืองทวีผล เจ้าของกิจการ “สันติฟาร์ม” ฟาร์มบราห์มันมาตรฐานของเมืองโคราช ตั้งอยู่เลขที่ 197/1 หมู่ 3 ต.ลาดบัวขาว อ. สีคิ้ว จ. นครราชสีมา 30340 ( โทร. 081-955-3549 ) การันตีว่า หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ปลูกดูแลง่าย เพราะเป็นหญ้าลูกผสมที่เกิดจากการคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์จากสถาบันวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนได้สายพันธุ์หญ้าลูกผสม ที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อตัดสดเลี้ยงโค กระบือ

คุณอนันต์ พานิชสมัย เกษตรกรที่ร่ำรวยจากการปลูก “หญ้าเนเปียร์ ปากช่อง 1” ในพื้นที่อำเภอปากช่อง โดยได้สายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มาจาก ดร.ไกลาส เขียวทอง คุณอนันต์ เชื่อว่า หญ้าเนเปียร์ มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะหญ้าชนิดนี้ ไม่ได้เป็นแค่อาหารเลี้ยงวัวเท่านั้น สามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้หลายชนิด เช่น โคนม โคเนื้อ ประมง ไก่ สุกร ฯลฯ ที่ผ่านมา ซีพี เลี้ยงห่านในอำเภอโชคชัย 4,000 ตัว ก็ใช้หญ้าเนเปียร์เป็นอาหารเลี้ยงห่าน โดยนำหญ้าเนเปียร์บดผสมกับรำข้าว เมนูนี้ห่านชอบมาก แถมเติบโตเร็วอีกต่างหาก เพราะหญ้าเนเปียร์มีวิตามินที่เป็นประโยชน์หลายชนิด

โดยทั่วไป หญ้าเนเปียร์ ขายในราคา ก.ก.ละ 1.60 บาท ที่ผ่านมา รัฐบาลห้ามปลูกข้าวนาปรังในช่วงฤดูแล้ง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนฟางก้อนสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์ เกษตรกรขายหญ้าเนเปียร์ได้ราคาสูงกว่า 2 บาท/ก.ก. ส่วนช่วงฤดูฝน ฟาร์มปศุสัตว์ส่วนใหญ่นิยมใช้หญ้าสดตามธรรมชาติ เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์แทน ทำให้ตลาดมีความต้องการใช้หญ้าเนเปียร์น้อยลง ก็หันมาผลิตหญ้าเนเปียร์ส่งขายโรงไฟฟ้าชีวมวล ในเครือกิจการดับเบิ้ลเอ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอโชคชัย ในราคาตันละ 700 บาท

หากใครมีที่ดินอยู่ใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนม โคเนื้อ สมัคร UFABET แนะนำให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ต้นอ่อน ส่งขายให้กับฟาร์มปศุสัตว์ในท้องถิ่น ขณะเดียวกันยังปลูกหญ้าเนเปียร์ส่งขายโรงไฟฟ้าชีวภาพ โรงไฟฟ้าชีวมวล ได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ควรเน้นตัดหญ้าต้นแก่ เพื่อป้อนขายโรงงาน ในราคาเฉลี่ยขั้นต้น ไม่ต่ำกว่าตันละ 700 บาท

“หญ้าเนเปียร์” ปลูกดูแลง่าย

ที่ผ่านมา บริษัท คอร์นโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนคราชสีมา ได้ร่วมกันศึกษาวิจัย และพัฒนาการผลิตและใช้ประโยชน์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 พบว่า การใช้น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลัง มาผลิตหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ในการผลิตพืชอาหารสัตว์ และการลดมลภาวะ

ลักษณะทั่วไปของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์หญ้าอาหารสัตว์ที่มีอายุหลายปี ทรงต้นเป็นกอตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร แตกกอดี มีระบบรากแข็งแรง ชอบดินที่มีการน้ำระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตสูง สัตว์ชอบกิน มีคุณค่าทางอาหารสูง โปรตีนหยาบประมาณ 10-12 % ที่อายุการตัด 60 วัน และทำหญ้าหมักได้ดี ขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ เป็นหญ้าที่ไม่ติดเมล็ด จึงไม่เสี่ยงต่อการเป็นวัชพืช

ดร.ไกลาส เขียวทอง นักวิชาการกรมปศุสัตว์ ในฐานะผู้วิจัยสายพันธุ์หญ้าสายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ ปากช่อง 1 กล่าวว่า หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สามารถปลูกในเขตชลประทานได้ตลอดปี ส่วนพื้นที่ที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ก่อนปลูกให้เตรียมดินโดยการไถกำจัดวัชพืช 2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ หรือใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่รองพื้น จากนั้นไถกลบอีก 1 ครั้ง

การเตรียมท่อนพันธุ์จากต้นพันธุ์หญ้าที่มีอายุประมาณ 90 วัน นำต้นพันธุ์มาตัดเป็นท่อนๆ ให้มีข้อติดอยู่ไม่น้อยกว่า ท่อนละ 2 ข้อ ต้นพันธุ์ 1 ต้น ตัดเป็นท่อนพันธุ์ได้ประมาณ 3 ท่อน นำไปขยายพันธุ์ โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ใช้ท่อนพันธุ์ประมาณ 400 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังการปลูก 2-3 สัปดาห์ ให้กำจัดวัชพืชครั้งแรก จากนั้นควรกำจัดวัชพืชหลังการตัดทุกครั้ง พร้อมกับการใส่ปุ๋ยปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ตอบสนองต่อการให้น้ำได้ดี หากให้น้ำแบบระบบพ่นฝอยทุก 3-5 วัน หรือปล่อยน้ำเข้าแปลง ทุกๆ 7-10 วัน จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดทั้งปี