รองอธิการบดี ประธานคณะกรรมการฝ่ายสัมมนาและเสวนาทาง

วิชาการให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การสัมมนาและเสวนาวิชาการ มีทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ ในหลากหลายศาสตร์ อาทิ ประชุมเชิงปฏิบัติการ: Therapeutic Environment, Green Tourism and Brand Building for Sustainability: With Research Focus on Conceptual Framework-Graphic Thinking-Writing Structure-Discourse Analysis, สัมมนานานาชาติ: การประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศอาเซียน: ASEAN Agriculture University Network (AAUN), สัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ

ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและเกษตรสีเขียว เพื่อความเป็นเลิศในการขับเคลื่อนด้านการศึกษาด้านการจัดนวัตกรรม และอุตสาหกรรมบริการระดับนานาชาติ, เสวนา: การเสริมสร้างสังคมสุขภาวะ: จากรากฐานทางสังคม สู่ไทยแลนด์ 4.0, ประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านพลังงาน เทคโนโลยีและเกษตรเชิงนิเวศ และยังมีอีกหลายเรื่องที่มีความสำคัญกับสังคมปัจจุบันและน่าสนใจเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ การจัดนิทรรศการต่างๆ ในงานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี ได้มีการแบ่งนิทรรศการเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. นิทรรศการฉลองอดีตและสร้างอนาคต ผลงานเด่นของนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าดีเด่น รวมถึงหลักสูตรการเรียนการสอน 2. กลุ่มนิทรรศการแสดงผลงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่ได้มีการจัดแสดงทั้ง ผลงานวิจัย การบริการวิชาการ เกษตรอินทรีย์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ Innovation Hub รวมกว่า 100 ผลงาน และ 3. นิทรรศการจากเครือข่ายภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จัดในรูปแบบนิทรรศการมีชีวิต ผู้เยี่ยมชมงานจะได้รับทั้งความรู้ ความเพลิดเพลินอย่างเต็มที่

และอีกกิจกรรมสำคัญ คือ งาน “แม่โจ้คืนถิ่น 85 ปี” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2561 ทางสมาคมศิษย์แม่โจ้ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย จัดเตรียมต้อนรับลูกแม่โจ้จากทั่วประเทศที่จะเดินทางมาระลึกถึงมิตรภาพ ความภาคภูมิใจ พบปะเพื่อนพ้องน้องพี่ของบรรดาศิษย์แม่โจ้ที่ได้กระจายตัวออกไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ได้กลับเยี่ยมแผ่นดินแม่อีกครั้ง โดยมีกิจกรรม “MAEJO Touring Bike ปั่นคืนถิ่น #2 แม่โจ้ 85 ปี” ของลูกแม่โจ้นักปั่นที่เดินทางด้วยการปั่นจักรยานมาร่วมงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งจะมีการมอบทุนการศึกษา “85 ปี 85 ทุน เพื่อน้องแม่โจ้” ที่ศิษย์เก่าแมโจ้ได้ระดมทุนมามอบให้กับมหาวิทยาลัยได้ส่งต่อความฝันให้กับน้องๆ แม่โจ้ที่ตั้งใจเรียนแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงจะมีพิธีมอบรางวัล “แม่โจ้ 85 ปี 85 คนเด่น” ให้กับศิษย์แม่โจ้ที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกแม่โจ้ทุกคน

ภายในงานแถลงข่าวได้มีการจัดนิทรรศการ ตัวอย่างผลงานเด่นๆ มาจัดแสดงให้สื่อมวลชนและผู้ร่วมงานได้รับชม สัมผัส กันอย่างใกล้ชิด มีการแสดงจากศิลปินรับเชิญ ครูแอ๊ด ภานุทัต อภิชนาธง และ คุณสุนทรี เวชานนท์ ในชุด “แสงแห่งศรัทธา” มีการเสวนา “ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร” ชิมเมนูอาหารสุดพิเศษที่มาจากผลผลิต และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย เช่น เมนู เมี่ยงดอกไม้ ซูชิผลไม้ และอีกหลายเมนู รวมถึงกิจกรรมสนุกแจกของรางวัลอีกมากมาย

งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร ครั้งนี้จึงเป็นงานยิ่งใหญ่แห่งปีที่ทุกท่านไม่ควรพลาด ตั้งแต่วันที่ 8-16 ธันวาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เที่ยวฟรีตลอดงาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการ

อดีตอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศไทยมีมาช้านานแล้ว เกินกว่า 6 ทศวรรษ โดยคนไทยจะเลี้ยงกันกระจายไปตามหัวเมืองและในเมือง หัวเมืองที่เลี้ยงกันอยู่ในเวลานั้น คือนครปฐม ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ

ในเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร ในย่านบางแค บางเขน บางบัว ที่เลี้ยงริมถนนพหลโยธิน ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นคือ ท่านอาจารย์หลวงสุวรรณ วาจกกสิกิจ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยุคที่มีคำพังเพยออกมาฮิตที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า “กินไข่วันละฟอง ไม่ต้องไปหาหมอ”

สมัยนั้นพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงเป็นไก่ไข่นั้น มีตั้งแต่พันธุ์ขนสีขาว ที่เรียกว่า พันธุ์เล็กฮอร์น พันธุ์ขนสีลายเทา เรียกว่า พันธุ์ไก่บาร์พลีมัทร็อค และพันธุ์ขนสีน้ำตาล เรียกว่า ไก่พันธุ์โร้ดไอร์แลนด์เรด ฟองไข่สีน้ำตาล แต่คนไทยนิยมไข่ฟองสีขาว ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นฟองสีน้ำตาลครองตลาดมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนโรงเรือน เลี้ยงในกรงตับช่องตัว ฟาร์มขนาดใหญ่มีไม่ถึงหมื่นตัว เล็กสุด 200-500 ตัว เท่านั้น

มาถึงปัจจุบัน การเลี้ยงไก่ไข่กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่โต มีการเลี้ยงกันมาก ฟาร์มละเป็นล้านๆ ตัว ที่ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา และนครนายก ถึงแปดริ้ว ฟาร์มขนาดหมื่นตัว เห็นจะหาดูยากหน่อย

เหตุที่ธุรกิจเลี้ยงสัตว์ในไทยเจริญก้าวหน้า ควบคู่กับอาหารสัตว์ พันธุ์สัตว์ และอุปกรณ์เลี้ยงไก่ มีการพัฒนากันอย่างรวดเร็วมากว่า 3 ทศวรรษ มิใช่ระบบราชการส่งเสริม แต่กลายเป็นนักธุรกิจจากบริษัทเอกชนที่มองการณ์ไกล ที่เห็นว่าประเทศไทยน่าจะมีศักยภาพเลี้ยงไก่ได้ดี และตามด้วยสุกร เป็ด หรือโคนม โคเนื้อ ที่คนไทยมีงาน มีอาชีพ และมีเทคโนโลยีก้าวไกล มาถึงวันนี้มิใช่มาผูกขาดอาชีพกัน บางคนเข้าใจผิด หามิได้เลย ควรจะปรบมือให้บริษัทเอกชนที่มีการนำเข้าพันธุ์สัตว์ให้คนที่สนใจมาลงทุนเลี้ยง จนกลายเป็นอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทย ในฐานะผู้ส่งออกไก่เนื้อไปตลาดต่างประเทศ ปีละเป็นแสนล้านบาท ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยมีรายได้ มีงานทำ และเป็นอาชีพส่งเสริมได้ สร้างฐานะให้กับครอบครัวส่งลูกหลานเรียนได้สูงขึ้น

ทำไมต้องกล่าวเช่นนี้ เจตนาก็ต้องการให้คนที่รักอาชีพนี้ที่ได้ภาคภูมิใจในการทำธุรกิจเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับต่างประเทศ อยากจะยกตัวอย่างอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ที่เลี้ยงมานานกว่า 4 ทศวรรษ เพราะอาชีพนี้ทำให้เขาขยายอาณาเขตจากอำเภอบางปะอินถึงบางปะหัน มีอาณาจักรการเลี้ยงสุกรเพิ่มขึ้น มีทายาทมาสืบทอดแทนบิดาได้อย่างลงตัวและต่อเนื่อง

จะกล่าวถึงฟาร์มตัวอย่างที่มีอุดมการณ์เลี้ยงไก่ไข่ ถ้ามีกำไร ต้องอดออมเก็บไว้ สำรองเวลาไข่ไก่มีราคาถูกลง อย่าใช้จ่ายเกินตัว เขาเตือนสติอาชีพคนเลี้ยงไก่ไข่ให้ระวังไว้ ลามไปเข้าหูคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คำเตือนดลใจมาก เพราะอาชีพเลี้ยงไก่ไข่กำไรน้อย ในฟาร์มนี้ชื่อที่คนรู้จักดี “ฟาร์มกรรณสูตร” เจ้าของฟาร์มนามว่า เสน่ห์ หรือ เสี่ยแอ๊ด กรรณสูตร อดีตมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสัตวบาล ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้เมื่อสิบปีที่ผ่านมา เหมือนคนดีแห่งกรุงศรีอยุธยา

คุณเสน่ห์ หรือ เสี่ยแอ๊ด บางคนก็เรียก ป๋าเหน่ห์ ที่มีใจกว้างกว่าแม่น้ำ 5 สาย มารวมกันเสียอีกแน่ะ

ป๋าเหน่ห์ เล่าถึงความหลังเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ว่า“ผมเกิดที่บางปะอิน พ่อแม่มีอาชีพขายข้าว และมีอาหารสัตว์คือ รำ ปลายข้าว และข้าวสาร สมัยผมเด็กๆ ไปกับพ่อช่วยกัน นั่งเรือไปเร่ขายของตามลำคลองมาตั้งแต่จำความได้ คนแถวนี้มีการเลี้ยงไก่ไข่กันไม่มากนัก ผมปลูกฝังกับการเห็นคนเลี้ยงไก่ ผมเติบโตก็ขอทุนพ่อแม่เลี้ยงไก่ไข่ และใต้ถุนกรงไก่มีบ่อเลี้ยงปลาเอาไว้เอามูลไก่หล่นมาให้ปลาดุกกินที่ไก่ไข่ถ่ายมูลออกมา พอได้เวลาจับปลาดุกขายได้ มันคือกำไร ส่วนไข่ไก่นั้นเกือบไม่มีกำไร เลยต้องอาศัยรายได้จากปลาดุกที่ประหยัดอาหารไปมาก แต่ก็ได้เศษอาหารไก่ไข่ร่วงลงน้ำปลาดุก ซึ่งเจริญเติบโตได้ดี” ป๋าเหน่ห์ ย้อนอดีตสมัยก่อนให้ฟัง

ผู้เขียนถามถึงทำไมราคาไข่ไก่มันสั่นคลอนอยู่เสมอ

“คืออย่างนี้ครับ อาชีพเลี้ยงไก่ไข่มันแกว่งอยู่เสมอในรอบหนึ่งปีจะมีกำไรไม่กี่เดือน อย่างในฤดูฝนที่มีปัญหาไข่ไก่ขายไม่ดี มีปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ฝนตก ไข่ก็ลดลง ชาวบ้านต่างไปหาปลาและอาหารธรรมชาติในป่า ในช่วงฝนเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน อาหารจากธรรมชาติมีมาก เห็ด หน่อไม้ ของป่า เยอะมาก ปลาก็ชุกชุม กบ เขียด อึ่งอ่าง จนชาวบ้านลืมบริโภคไข่ ว่างั้นเถอะ พอเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเย็นไก่ก็กินอาหารมากขึ้น ไข่มากขึ้น จนมีปริมาณมากขึ้น ราคาก็จะถูกลง ถ้าบริหารจัดการไม่ดี”

ป๋าเหน่ห์หยุดไปพักหนึ่ง มาลำดับตลาดไข่ต่อ มาถึงฤดูปิดภาคเรียน ตอนนี้คนเลี้ยงไก่ไข่จะโดนสองเด้ง กล่าวคือ

“เด้งแรกก็คือ เดือนมีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม อากาศเริ่มร้อน ในอดีตไก่ตายมาก เพราะทนอากาศร้อนไม่ไหว เสียหาย แต่ปัจจุบันเราแก้ไขได้ มี เล้า “อีแว้ป” มาช่วยให้ผ่อนคลายร้อนได้ ไก่ก็จะลดการเสียหาย เปอร์เซ็นต์ไข่ไม่ลด แต่ค่าก่อสร้างแล้วอีแว้ปแพงมาก ถ้าราคาไข่ตกลงก็ขาดทุน…มาถึงเด้งที่สอง ช่วงโรงเรียนปิดเทอม เด็กหยุดเรียน โรงเรียนและร้านอาหารขายปรุงด้วยไข่ไก่ ปริมาณไข่ขายลดลง แม่ค้าหยุดขายตามโรงเรียนที่หยุดปิดเทอม แม่ค้าอาหารถือโอกาสหยุดยาว เด็กกลับบ้าน ไม่บริโภคไข่ หรือบริโภคก็น้อยลง คนขายไข่ลดปริมาณ มากระทบที่ฟาร์มไก่ไข่ที่ผลิตไข่ทุกวัน คนเลี้ยงไก่ไข่จะขายไข่ไม่ดี ช่วงมีเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ วันหยุดยาว หรือมีงานใหญ่ๆ คนบริโภคไข่จะมากขึ้น” อดีตมหาบัณฑิตสัตวบาลสาธยายให้ฟังถึงวาระตลาดไข่ผันผวน

มูลเหตุแห่งความห่วงใยของป๋าเหน่ห์ ที่มีต่อคนเลี้ยงไก่ไข่ไว้ว่า เพื่อนๆ ทั้งหลาย เวลาช่วงราคาไข่ไก่ขึ้นราคา อย่าประมาท กำไรไข่แล้วควรเก็บออมเอาไว้ อย่าไปซื้อของเฟอร์นิเจอร์ที่มีทั้งรถยนต์รุ่นใหม่ ปลูกบ้านใหม่ หาของมาประดับตัว และบ้าน อย่างลืมตัว มันจะเป็นหายนะตามมาเวลาไข่ไก่ล้นตลาด

ในเวลาต่อมาเมื่อเขามีกำไร และมีเครดิตจากธนาคารมาลงทุนขยายฟาร์มหมู หรือเรียกว่าฟาร์มสุกร ที่ขยายอาณาเขตออกไปที่อำเภอบางปะหัน ออกไปอีกเป็นร้อยๆ ไร่

สิ่งที่ทำไม่ต้องเลี้ยงไก่ไข่เป็นล้านตัวแล้ว มาขยายฟาร์มสุกรเพิ่มอีก ป๋าเหน่ห์ มีเหตุผลไว้ว่า

“การเลี้ยงสุกร มันเป็นอาชีพเสี่ยงกว่าไก่ไข่มาก ไข่กำไรน้อยแต่สุกรกำไรมาก แต่เราคิดรอบคอบ เราต้องพึ่งบริษัทใหญ่ไว้เป็นโล่กำบังไว้ ไม่เสี่ยงขาดทุน บังเอิญผมมีลูกชาย 4 คน จบจากเมืองนอกปริญญาโททุกคน มารองรับงานขยายฟาร์มเพิ่มอีก…เพราะการเลี้ยงสุกร มันเสี่ยงมากเกินไป มีตัวอย่างให้เห็นบ่อยๆ เพราะหมูล้นตลาด ขืนกักไว้ยิ่งขาดทุน ผมหันมาพึ่งบริษัทใหญ่ที่ทำการเกษตร เอามารับซื้อโดยประกันราคาเหมือนไก่เนื้อ ผมคิดเอาไว้เปรียบเหมือนนักมวยฟิลิปปินส์ ชื่อ ปาเกียว ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกในขณะนี้ เป็นเพราะว่าเขาพึ่งโปรโมเตอร์ของสหรัฐอเมริกา ช่วยโปรโมตเขาให้ชกมวยในอเมริกา มีรายได้กับชื่อเสียงจนฐานะร่ำรวยถึงวันนี้” ป๋าเหน่ห์ เสริมต่อไป

“ผิดกับนักมวยไทย ต่อยมวยไทย มวยสากลไปไม่ไกล ขาดเวทีต่างประเทศ ทำให้นักมวยหมดอนาคต ทั้งที่ชกเก่ง เคยชนะปาเกียวก็เคยมี”

สุดท้าย เสี่ยแอ๊ด หรือ ป่าเหน่ห์ เล่าอดีตความหลัง ในปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ ทั้งพระนครศรีอยุธยา ถึงกรุงเทพฯ ทำให้ฟาร์มกรรณสูตรถูกน้ำท่วมขังจนไก่ตายไปล้านตัวเศษ เป็นข่าวใหญ่หน้าแรกในหนังสือพิมพ์รายวัน ทุกฉบับประโคมข่าวพร้อมๆ กัน เพียงปีเศษเท่านั้น ฟาร์มกรรณสูตรกลับมายิ่งใหญ่ ทั้งฟาร์มไก่ไข่ และฟาร์มสุกร ที่กลับมาคราวนี้เพราะบริษัทเอกชนรายใหญ่เห็นน้ำใจป๋าเหน่ห์แล้วเป็นคนตรง คนจริง และใจกว้างเหมือนกับแม่น้ำหลายสายมารวมกันเสียอีก

โชคดีเถอะครับ ป๋าแอ๊ด ผู้มิเคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น สมกับเป็นมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากรั้วบางเขน การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ให้ผลผลิตสูง ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำทั่วไปตามธรรมชาติ อีกทั้งเป็นการช่วยให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถสร้างอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้

บริเวณริมเขื่อนวชิราลงกรณหรือชื่อเดิมคือเขื่อนเขาแหลม ตั้งอยู่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีมีชาวบ้านตั้งรกรากเพื่อทำมาหากินด้วยการจับสัตว์น้ำ บางรายมีที่ดินก็ปลูกบ้าน บางรายไม่มีที่ดินก็สร้างแพ

คุณสมชาย ศาลาคำ เป็นอีกคนที่มีชีวิตครอบครัวพักอาศัยในแพและยึดอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมเขื่อนเขาแหลมมากว่า 13 ปี ด้วยการซื้อพันธุ์ปลาแล้วมาเลี้ยงส่งขายเองตามร้านอาหารเรียกว่าเป็นทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายขายตรงในเวลาเดียว ถือว่าทำงานแบบครบวงจรเลย และด้วยความเพียร ความอดทน การเป็นผู้เรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง จนกระทั่งเขาสามารถสร้างฐานลูกค้าได้อย่างมั่นคง สร้างรายได้นับหลายแสนในแต่ละเดือน สามารถส่งบุตรสาวเรียนได้ถึงระดับปริญญาโท จนทุกวันนี้เขามีความสุขกับครอบครัวแล้วยังมีแผนที่จะต่อยอดอาชีพนี้อีก

ทว่า…กว่าจะมาถึงจุดสำเร็จแห่งอาชีพนี้ คุณสมชายต้องฝ่าฟันปัญหานานับปการ ถูกมองจากชาวบ้านด้วยความคิดแปลกๆ แต่ด้วยความมุ่งมั่น อดทน ประหยัด รู้จักคิด จึงทำให้เขาเดินฝ่าปัญหาเหล่านั้นจนมายืนในแถวหน้าในฐานะผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังในทองผาภูมิได้อย่างภาคภูมิใจ

ทำอะไร ไม่ประสบความสำเร็จประมงแนะ…เลี้ยงปลากระชังคุณสมชาย ย้อนอดีตว่าด้วยความที่พ่อ-แม่ทำงานเป็นพนักงานอยู่ที่เขื่อนวชิราลงกรณ จึงทำให้ตัวเขาต้องย้ายตามมาด้วยวัยเพียงสิบกว่าขวบ พอจบม. 6 ที่กาญจนบุรี ย้ายกลับไปที่ระยองไปประกอบอาชีพที่ต้องหาเงินเองด้วยการค้าขาย และขายของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ผลไม้ แต่แล้วไม่ประสบความสำเร็จจึงกลับมาทองผาภูมิอีกครั้งเมื่ออายุเกือบ 30 ปี แล้วมาแต่งงานมีครอบครัวที่นี่

เจ้าของกระชังปลา บอกอีกว่า ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ยังคงยึดอาชีพค้าขายต่อไปอีก พอมาเมื่อปี 2540 เศรษฐกิจไม่ดีจึงต้องเลิก ประจวบกับจังหวะนั้นทางหัวหน้าประมงอำเภอทองผาภูมิคนเดิมแนะให้ทำอาชีพยกยอและเลี้ยงปลาในกระชัง จึงเกิดความสนใจและเริ่มทดลองทำดู

“จากจุดเริ่มต้นที่ไม่เป็นอะไรสักอย่าง ลูกปลายังไม่รู้จัก แม้กระทั่งว่ายน้ำยังไม่เป็น พายเรือก็ไม่เป็น จึงขอให้คนที่มีความสามารถมาช่วยสอนให้ยกยอ สำหรับการยกยอในช่วงนั้นมีพวกปลาซิวแก้ว ปลาแป้น แล้วนำมาใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงปลาคัง ปลากด ปลาช่อน และปลาชะโดที่มีอยู่ในกระชังที่มีอยู่ ทั้งนี้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารให้ปลา”

ต่อมาอีก 3-4 ปี ปลาที่ยกยอเพื่อนำมาเป็นอาหารปลาในกระชัง เริ่มน้อยลงทำให้ต้องเลิกยกยอเพราะไม่คุ้ม จึงทำให้ต้องหาซื้ออาหารเป็นปลานิลจากทางบางเลน จากนั้นไม่นานปลาจากแหล่งที่เคยซื้อกลับมีราคาแพงและน้อยลง จึงจำเป็นต้องหันมาใช้ไส้ไก่จากสุพรรณบุรีแทนในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนปลาหาได้บ้างในบางช่วงถ้ามีราคาถูกและต้องไม่เกิน 9-10 บาทต่อกิโลกรัม

คุณสมชาย บอกว่า ครั้งแรกปลากระชังที่เลี้ยงไว้ได้แก่ปลาช่อน และปลาชะโด เพราะสามารถหาอาหารในเขื่อนเลี้ยงได้ง่าย จะได้ทุ่นค่าใช้จ่าย ช่วงนั้นมีอย่างละ 2 กระชัง แต่ประสบปัญหาการตักปลาที่ไม่ชำนาญจนทำให้ล่าช้ากว่ารายอื่น จึงต้องหยุดเลี้ยง แล้วเปลี่ยนมาเป็นการลองไปซื้อลูกปลาคังมาเลี้ยง เพราะเมื่อประเมินรายรับแล้วน่าจะดีกว่า ตอนนั้นปลาช่อนขายได้กิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่หากเป็นปลาคังต้องมีราคาร้อยกว่าบาทขึ้นไป แต่ติดปัญหาตรงที่ลูกปลาคังหาค่อนข้างยาก ซึ่งคนละแวกนี้เขาหาโดยใช้วิธีดักลอบ หรือดำน้ำไปตามหน้าผาหรือรูหิน แต่เราทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะว่ายน้ำไม่เป็นจึงต้องไปหาซื้อ

“ลองเปิดหนังสือหาแหล่งที่เพาะลูกปลาเพื่อซื้อมาเลี้ยง แต่กลับมีชาวบ้านดูแคลนว่าปลาที่เพาะเลี้ยงมีอายุสั้น เดี๋ยวก็ตาย แต่เราไม่เชื่อและต้องลองเลี้ยงดู สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี ก็สามารถทำในสิ่งที่หลายคนคิดว่าไม่ แต่ผมกลับทำได้สำเร็จ เมื่อเลี้ยงปลาเพาะได้น้ำหนักขนาดถึงเกือบ 4 กิโลกรัมต่อตัว หลังจากนั้นชาวบ้านก็ได้ลองทำแบบเดียวกับผม ทั้งนี้เพราะปลาตามธรรมชาติหาไม่ได้แล้วหากต้องการจำนวนมากขนาดนั้น มัวแต่ไปจับคงไม่ทันขายแน่”

ปลาคังขายดี ลูกค้านิยมเปิดขายตรง กับร้านอาหาร

คุณสมชาย บอกว่า ปลาที่นิยมเลี้ยงมากคือปลากดคัง เพราะตลาดรับซื้อมีรองรับมากกว่า รองลงมาคือปลากลดเหลือง ส่วนปลาทับทิมและปลานิลเลี้ยงกันน้อย เพราะความต้องการมีเฉพาะกลุ่มเท่านั้น อีกประการคือต้นทุนสูง ไม่คุ้มกับการเลี้ยง

เจ้าของกระชัง เผยถึงตัวเลขการขาย พร้อมกับอธิบายถึงการตลาดว่า ส่งปลาคังขายสัปดาห์ละ 500-600 กิโลกรัม ส่วนปลาทับทิมและปลานิลประมาณ 100 กิโลกรัม ลักษณะการขายแบบชนิดตรงตัวลูกค้าตามเจ้าของร้านอาหาร ซึ่งบางเจ้าจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการทำปลาให้ลูกค้าด้วย ดังนั้นการบริหารจัดการด้วยตัวเองจึงทำให้มีต้นทุนถูกกว่า เมื่อนำไปส่งจึงปรับราคาที่ถูกใจลูกค้า ขณะเดียวลูกค้าเองก็ได้ราคาที่พอใจเช่นกัน คนซื้อได้ราคาดี ปลาสด

“ส่งเฉพาะตามร้านอาหารเท่านั้น เพราะมีปริมาณปลาพอดีครบทั้งปี ยังไม่ได้ส่งตามตลาดเพราะปลาไม่เพียงพอ แล้วอีกอย่างไม่กล้าเพิ่มจำนวน เกรงว่าถ้าตลาดไม่สั่งหรือสั่งน้อย ปริมาณที่เหลือจะกระทบและสร้างปัญหาตามมาทันที ที่สำคัญคือเรื่องค่าใช้จ่าย

ดังนั้นจึงส่งเฉพาะรายที่แน่นอนดีกว่า บางปีลูกค้าประจำเกิดต้องการเพิ่ม จำเป็นต้องไปหาซื้อจากแหล่งอื่นที่มีการเลี้ยงไว้ได้ขนาด เพื่อส่งให้ลูกค้าได้ทันที”

อาหาร ปัจจัยที่มีผล ต่อการเจริญเติบโต

การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงปลาที่ต้องมีการพัฒนา เพื่อให้ปลามีขนาด น้ำหนัก รูปร่างลักษณะที่สมบูรณ์ แข็งแรง ดังนั้นผู้เลี้ยงจะต้องใส่ใจในเรื่องการให้อาหารในแต่ละช่วงวัย เพราะคุณค่าทางอาหารชนิดต่างๆ ในแต่ละวัย จะส่งผลต่อตัวปลาทันที

คุณสมชาย อธิบายถึงการให้อาหารปลาในกระชังที่เขาเลี้ยงในแต่ละวัยว่า สำหรับลูกปลากดขนาดเล็กที่นำมาอนุบาลไว้ที่ขนาด 1-4 นิ้วต้องใช้อาหารเม็ดที่มีโปรตีนสูงช่วยก่อน ปริมาณที่ให้สำหรับปลาเล็กดังกล่าวในจำนวน 3 หมื่นกว่าตัว ใช้อาหารเม็ดวันละเกือบ 10 กิโลกรัม แต่พอขนาดโตขึ้นมาเล็กน้อยพอเริ่มกินอาหารได้จะใช้อาหารแบบเนื้อโดยการหั่นให้ฝอยขนาดเล็ก

การให้อาหารปลาโตทำเพียงวันละครั้งเดียวช่วงเย็น เพราะปลาขนาดใหญ่ชอบกินอาหารในช่วงกลางคืน การให้ปริมาณอาหารสำหรับปลาใหญ่ไม่มีความแน่นอนทั้งนี้เนื่องจากเป็นธรรมชาติของปลา เช่นในช่วงฤดูหนาวปลากินน้อย แต่ช่วงฤดูฝนจะกินมาก

สำหรับปริมาณอาหารที่ใช้แก่ปลาที่มีขนาดใหญ่นำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป ที่มีอยู่จำนวนหมื่นกว่าตัวใช้วันละตันหรือกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นช่วงอากาศหนาวมากปริมาณจะลดลงมา ดังนั้นข้อเสียในช่วงนี้จะทำให้น้ำหนักปลาลดตามไปด้วย

ส่วนต้นทุนอาหารปลาประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ มีกระชังรวมทั้งหมด 50 กว่ากระชัง ขนาดกระชังกว้าง 5 คูณ 8 เมตร และลึก 3 เมตร

ปลามักพบโรค ก่อนขวบปีหมั่นดูแลกระชังให้สะอาด

ปัญหาโรคปลาดูจะเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชัง คุณสมชายเผยว่าจากระยะเวลาที่ผ่านมามักพบปลาเป็นโรค ซึ่งจะเจอตั้งแต่รุ่นที่อนุบาล 2 อย่างคือปลาจะผิดน้ำกับเจอปลิงใสเข้าไปในเหงือก เคยนำไปให้นักวิชาการดูแล้วเห็นว่าน่าจะเกิดจากน้ำที่ใช้เลี้ยงนิ่งเกินไปทำให้มีปลิงใสเจริญเติบโต ใช้วิธีสาดปูนขาว เกลือลงไปในน้ำก็ช่วยได้บ้าง แต่ที่ต้องเอาใจใส่คือการทำความสะอาดกระชังบ่อยๆ เพื่อให้น้ำมีความใสสะอาด

“อีกอย่างคือช่วงที่ปลาจะครบปีมักเจอโรคหลังบวม แดงตามหลัง ครีบ ใต้ท้องหรืออวัยวะเพศจากการตรวจพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และมักจะตายช่วงต้นฤดูหนาว และตายอีกครั้งก่อนฝน วิธีแก้คือหากพบเห็นปลามีอาการผิดปกติต้องรีบใส่ยาทันที เพราะถึงแม้จะช่วยได้บ้าง แต่ดีกว่าปล่อยให้ตายทั้งกระชัง ซึ่งเท่าที่สังเกตหลังจากปลามีอายุเลยหนึ่งปีแล้วไม่ค่อยเป็นอะไร เพราะอาจมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น ดังนั้นหลายคนที่เจอปัญหาดังกล่าวรับสภาพไม่ได้ต้องเลิกทำไปเลย สรุปแล้วช่วงก่อนขวบปีของปลาควรหมั่นเอาใจใส่เป็นพิเศษ”

เลี้ยง-จำหน่าย ครบวงจรบริหารจำนวนปลาให้สอดคล้อง

ด้านการจำหน่ายนั้น คุณสมชายถือหลักฉายเดี่ยว เพราะการทำงานคนเดียวจะมีความคล่องตัวมาก ที่สำคัญ “ส่งเอง รับเอง” ดังนั้นภาระหน้าที่งานประจำของเขาจึงเริ่มตั้งแต่เช้ามืด มีลูกน้องช่วยขึ้นปลา คัดขนาดปลา คัดจำนวน ทั้งนี้จะมีการติดต่อยอดจำนวนปลาจากลูกค้าล่วงหน้า 1 วัน เมื่อปลาขึ้นรถเรียบร้อยจะทยอยส่งไปตามจุดต่างๆ ที่เป็นร้านอาหารตั้งแต่ที่ ทองผาภูมิ, ไทรโยค, หนองขาว, ท่ามะกา แล้วยังในตัวเมืองกาญจนบุรี เป็นต้น จำนวน 10 กว่ารายตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเสร็จประมาณ 3 โมงเย็น ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากเมื่อก่อนเพียงสัปดาห์ละครั้ง

เขาบอกว่า การทำงานในลักษณะเช่นนี้จะทำให้ลูกค้าได้ปลาใหม่ สด ทุกวัน หากลูกค้าได้ของดี ขายได้มาก ก็จะสั่งเราเพิ่มอีก เราก็ขายได้มาก

และยังบอกต่ออีกว่าปริมาณและความต้องการปลาจากลูกค้าจะมีความพอดีกัน กล่าวคือในแต่ละสัปดาห์ใช้ปลาไม่เกิน 200 ตัว แต่ละตัวมีน้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม ตกประมาณ 600 กิโลกรัม เฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 700-800 ตัว หรือเป็นปีละประมาณ 9 พันกว่าตัว และที่มีเลี้ยงไว้ในกระชังหมื่นกว่าตัว

“อันนี้เป็นแต่ละรุ่นที่ใช้แต่ละปี ซึ่งรุ่นต่อไปก็จะอนุบาลไว้แล้วเลี้ยงมาเรื่อยๆ โดยใช้เวลาที่เลี้ยงแต่ละรุ่นประมาณ 3 ปี ดังนั้นจึงกำหนดไว้ว่ามีปลาอยู่ 3 รุ่น ได้แก้ รุ่น 3-4 กิโลกรัม,รุ่น 1-2 กิดลกรัมและรุ่นเล็กขนาด 2-3 ขีด เป็นการเลี้ยงแบบสลับรุ่นไปเรื่อยๆ”

คุณสมชาย เผยว่า ถือว่าการเลี้ยงปลากระชังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีมาก มีการพัฒนาเจริญเติบโตมาตลอด เขาเล่าว่าจากตอนที่เริ่มครั้งแรกนับศูนย์ มีกระชังไม้อยู่ 4 ชุดด้วยการจ้างต่อ เลี้ยงปลาช่อนและปลาชะโดก่อน ช่วง 3-4 ปี แรกเหมือนคลำทาง แต่ทั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจากทางประมงทองผาภูมิเป็นอย่างดีมาตลอด พอสัก 3 ปีมีเงินก้อนจึงหาซื้อรถกระบะเก่าราคาแสนกว่าบาท ซื้อเงินสดเลยจะได้ไม่ต้องผ่อนเสียดายเงินดอกเบี้ย

“พอเริ่มมีเครื่องมือทำกินจึงเริ่มตระเวนหาลูกค้า ต่อจากนั้นจึงเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาคังขาย ช่วงแรกที่มีลูกค้าสัปดาห์แรกขายได้เงิน 4-5 พันบาท ดีใจมาก เพราะช่วงนั้นยังไม่มีรายจ่าย เนื่องจากอาหารปลาได้มาจากการยกยอ ต่อจากนั้นรายได้เริ่มเข้ามาสัปดาห์ละหมื่นกว่าบาท เดือนละ 4-5 หมื่นบาท แต่พอมาช่วงหลังเริ่มมีรายจ่ายเพราะต้องซื้อปลาข่ายเข้ามาเสริม เพราะเราลี้ยงไม่ทัน

หลายปีผ่านไป อาหารปลาหายาก ต้องสั่งซื้อจากแหล่งอื่นเข้ามา ขณะเดียวกันจำนวนลูกค้าก็เพิ่มเป็นเงาตามตัว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ส่งขายสัปดาห์ละเป็นแสนบาท ตก 500-600 กิโลกรัมราคากิโลกรัมละ 190 บาท แต่ทั้งนี้ต้องหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ออกด้วย”

เลี้ยงปลากระชังสร้างงาน ทำเงิน

ทางด้านความเป็นอยู่ของครอบครัวนั้น คุณสมชายมีแพจำนวน 6 หลัง อยู่กัน 4 ครอบครัวตั้งอยู่บนเลขที่ 98/10 หมู่ 6 บ้านไร่ ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

เขาบอกว่า การขออนุญาตตั้งแพอาศัยจะต้องขออนุญาตโดยตรงกับทางกรมเจ้าท่าเสียก่อน และบอกต่ออีกว่าพอช่วงระดับน้ำตามธรรมชาติลดลง จำเป็นต้องขยับแพตามลงไปเพื่อให้ได้ระดับความลึกของกระชัง ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนตำแหน่งที่อยู่เดิมจะมีระดับน้ำลึกถึง 7 เมตร แต่พอช่วงหน้าแล้งในตำแหน่งเดิมระดับน้ำเหลือเพียง 4 เมตร จึงทำให้ต้องขยับแพลงไปให้ลึก และจะอยู่ที่ตำแหน่งใหม่สัก 3 เดือน พอหลังจากฝนมาและระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น จึงขยับแพไปยังตำแหน่งเดิม