ระบบน้ำหยดสามารถปลูกในดินได้แทบทุกประเภทแม้กระทั่ง

ที่ไม่มีสารอาหารเลย เพียงแค่ใส่ปุ๋ยผสมไปพร้อมกับการให้น้ำ หากออกแบบระบบน้ำอย่างถูกต้องเหมาะสม จะทำให้พืชได้รับน้ำสม่ำเสมอเท่ากันทุกต้น ทำให้พืชเจริญสม่ำเสมอเท่ากัน แบ่งพื้นที่การให้น้ำเป็น 4 แปลง แต่ละแปลงมีพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ ให้น้ำแปลงละ 4 ชั่วโมง ต่อวัน 1 วัน ให้น้ำถึง 16 ชั่วโมง จะเห็นว่าใช้ท่อรองประธาน และท่อประธานขนาดเล็กมากเพียง 50 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) สามารถใช้กับพื้นที่ได้ถึง 200 ไร่ ในประเทศอิสราเอล สำหรับเกษตรกรไทยคงใช้ท่อขนาดไม่น้อยกว่า 4-6 นิ้ว เพราะต้องการให้น้ำให้เสร็จเร็วๆ เช่น 2 -3 ชั่วโมง ต่อวัน ทำให้ระบบท่อและเครื่องปั๊มน้ำต้องใหญ่กว่าอย่างน้อย 2-3 เท่า

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรและประชาชน มีการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูบัญชีอาสาหรือ“อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี” ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรผู้ช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร

รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และครูบัญชี ได้ช่วยเสริมสร้างให้เกษตรกรได้ใช้บัญชีไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อวางแผนธุรกิจในครัวเรือนของตนได้

คุณขนิษฐา มะโนสมบัติ หรือ ครูรุ่ง ครูบัญชีดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2 ประจำปี 2558 จากจังหวัดเชียงราย นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของครูบัญชีที่น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้แก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ โดยนำระบบบัญชีมาใช้เป็นเครื่องมือให้เข้าถึงแก่นแท้ของความพอเพียง และวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีบริหารจัดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ บนพื้นที่พักอาศัยจำนวน 53 ตารางวา ผลิตอาหารปลอดภัยที่มั่นคงในครัวเรือนและขยายผลเป็นแนวทางในการสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

ครูรุ่ง เล่าถึงความเป็นมาก่อนจะมาเป็นครูบัญชีอาสาว่า เริ่มจากการเป็นแม่บ้านที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังถึง 3 คน โดยอาศัยรายได้จากสามีที่ทำงานส่งมาให้จากต่างประเทศ มาใช้จ่ายจุนเจือครอบครัว แต่เพราะไม่เคยวางแผนบริหารจัดการทางการเงิน ประกอบกับการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย ติดการพนัน ทำให้มีเงินไม่เพียงพอ เลี้ยงดูครอบครัว ต้องไปยืมเงินจากชาวบ้าน จนไม่มีใครยอมรับ ขาดที่พึ่ง และเริ่มเจ็บป่วยสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ป่วยทางจิตเป็นโรคเครียด มีอาการซึมเศร้า ทำร้ายลูกเป็นประจำทุกวัน และต้องเข้ารับการรักษาตัวจากหมอจิตเวช

ในช่วงวิกฤตของชีวิตนี้ ครูรุ่งได้มีโอกาสเข้าศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของ ครูบุญเป็ง จันต๊ะภา ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้มีภูมิรู้ด้านเกษตรพอเพียงและการทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งยังเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เชียงรายอีกด้วย ซึ่งในศูนย์เรียนรู้ฯ นี้ ทำให้ครูรุ่งได้เรียนรู้การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและรู้จักการจดบันทึกบัญชี เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการใช้จ่ายเงินในครอบครัวและในการประกอบอาชีพ

หลังจดบันทึกบัญชีได้ 3 เดือน ครูรุ่งได้วิเคราะห์ถึงรายจ่ายในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่คือ ค่ากับข้าว และค่าใช้จ่ายสิ่งของฟุ่มเฟือย จึงเกิดแรงบันดาลใจในการน้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้พลิกชีวิต โดยใช้การ “ระเบิดจากข้างใน” ลงมือสร้างพื้นที่การเกษตรในบริเวณบ้านที่มีเพียง 53 ตารางวา ของตนเอง ให้เป็นตลาดริมรั้ว ครัวริมบ้าน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทั้งไก่ เป็ด หมู ปลา และกบ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ คือ การนำดิน แกลบ ที่อยู่ในคอกหมู เล้าไก่ มาทำเป็นปุ๋ย อีกทั้งสร้างบ่อกำจัดวัชพืชและเศษอาหารภายในบ้าน ทำให้ปราศจากมลภาวะซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต จากคนที่ไม่เคยทำงานและล้มเหลวในชีวิต ก็มีความสุขจากการทำงานในพื้นที่การเกษตรของตนเอง มีผลผลิตที่ได้จากพืชที่ปลูกและสัตว์ที่เลี้ยงไว้

ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็นำไปเป็นวัตถุดิบปรุงอาหารในครัวเรือน เปรียบเสมือนเป็น “ตู้เย็น” ของครอบครัว ที่สามารถนำไปใช้ได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ อีกทั้ง ยังแบ่งปันผลผลิตนี้ให้กับคนในชุมชนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็น“ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีชีวิต”ที่พร้อมเปิดต้อนรับผู้ที่มาเยือนอยู่เสมอ เมื่อเหลือจากรับประทานเองและแบ่งปันให้คนในชุมชนแล้ว จึงค่อยนำไปจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ทำให้มีเงินเก็บออมมากขึ้นด้วย

ในปี 2552 ครูรุ่ง ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาภูมิปัญญาทางบัญชีสู่ต้นทุนอาชีพของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และได้สมัครเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) เพราะเห็นความสำคัญของการจดบันทึกบัญชีทั้งบัญชี รับ–จ่าย ในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้การทำบัญชีและการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับผู้ที่มาศึกษาดูงานที่พื้นที่การเกษตรในบริเวณบ้าน ที่ได้ถูกพัฒนาให้เป็น“ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอ”แหล่งศึกษาดูงานขนาดย่อม ที่พร้อมเปิดต้อนรับผู้ที่สนใจมาเรียนรู้วิถีการทำการเกษตรแบบพอเพียง และการทำบัญชีรับ-จ่าย ในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ เพื่อใช้วิเคราะห์วางแผน การใช้จ่ายเงินในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ปลดหนี้ มีเงินออม

ปัจจุบัน ครูรุ่ง มีผลงานส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ มีบทบาทหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครอง ฟื้นฟูการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งครูรุ่งได้บอกว่า การจดบันทึกบัญชีเปรียบเสมือนเส้นทางเศรษฐี ที่จะทำให้ชีวิตของคนที่ทำจริง ปฏิบัติจริง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งหากเราปรับเปลี่ยน ชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้

“จากชีวิตล้มเหลวที่ไม่มีใครยอมรับ ขาดที่พึ่ง เราก็หันมามองตัวเอง เริ่มต้นทำทุกสิ่งที่ในหลวงสอน มาปรับใช้กับชีวิต ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ มีรายได้และมีเงินเหลือเก็บออม เศรษฐกิจในครัวเรือนก็ดีขึ้น

ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นในการประกอบอาชีพต่างๆ แต่หากไม่มีบัญชีมาเป็นตัวชี้นำ ชี้วัดแล้ว ก็หาความสำเร็จได้ยากมาก เพราะเราจะไม่รู้ที่มาที่ไป แต่สำหรับดิฉันได้รู้อย่างถ่องแท้แล้วว่า การทำบัญชีมีประโยชน์มากแค่ไหน

สำคัญที่สุดคือ ครอบครัวได้แม่คนใหม่ที่มีคุณภาพ เป็นแบบอย่างให้กับลูกๆ ได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการทำบัญชี และการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ฉะนั้น ถ้าทุกคนเข้าใจและนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ประเทศชาติจะมั่นคงและยั่งยืนแน่นอน” คุณขนิษฐา กล่าว

ความพยายาม ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค เป็นหัวใจสำคัญในการทำให้การประกอบอาชีพประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับ คุณพรรณี พยุงกุลอนันต์ หรือ พี่สาว เกษตรกรเจ้าของกิจการปลูกผักกระถาง ในตำบลวังมะปรางเหนือ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง

พี่สาว เล่าว่า ก่อนหน้านี้เกือบ 10 ปี พี่สาวประกอบอาชีพทำสวนยางพารา แต่ด้วยภาวะราคายางพาราที่ไม่แน่นอนประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงคิดหาแนวทางประกอบอาชีพเสริมเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยการหันมาปลูกผักเพื่อบริโภคและจำหน่ายแก่คนทั่วไป

ในระยะแรก พี่สาวได้เริ่มปลูกกะหล่ำปลี มะกรูด สะระแหน่ โหระพา พริกชี้ฟ้า และมะเขือ โดยยึดวิธีการปลูกที่ไม่ใช้สารเคมี ส่งผลให้พืชผักได้รับความเสียหายจากการเข้าทำลายของโรคและศัตรูพืช

สำนักงานเกษตรอำเภอวังวิเศษ จึงเข้ามาให้คำแนะนำการผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย บาซิลัส ทูริงเยนซิส หรือ บีที ช่วยกำจัดหนอนในแปลงผัก รวมทั้งการส่งเสริมให้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ การปลูกผักด้วยวิธีนี้ทำให้มีความปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ทำให้ผลิตมีคุณภาพและจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น

ปัจจุบัน พี่สาว มีการปลูกผักที่หลากหลายขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ได้แก่ ขึ้นฉ่าย ผักสลัด ผักเคล มะเขือเทศ เป็นต้น ซึ่งวิธีการปลูกและการดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่ต้องใช้ความขยันและความเอาใจใส่ในทุกขั้นตอน

เมื่อปลูกแล้วพี่สาวจะนำผักมาวางจำหน่ายในตลาดประชารัฐของอำเภอวังวิเศษ และการออกบู๊ธในงานต่างๆ โดยราคาที่จำหน่ายจะแตกต่างกัน ดังนี้ 1. ผัดสลัด 30 บาท/กระถาง 2. ขึ้นฉ่าย 35 บาท/กระถาง 3. ผักเคล 25-30 บาท/กระถาง 4. มะเขือเทศ 10 บาท/ถุง รวมถึงพืชอื่นๆ อีกหลายชนิด

การจำหน่ายผักในกระถาง ส่งผลให้พี่สาวมีรายได้ถึง 5,000-6,000 บาท/สัปดาห์ เฉลี่ยแล้วมีรายได้จากการจำหน่ายผักในกระถางในแต่ละเดือนไม่น้อยกว่า 20,000 บาท/เดือน ถือเป็นอาชีพทางเลือกที่ทุกคนสามารถทำได้และสร้างรายได้เป็นอย่างดี

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 3 ปี 2565 (เดือนกรกฎาคม-กันยายน) หดตัวร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 หลังจากขยายตัวได้ดีในไตรมาส 1 และ 2 ที่ผ่านมา โดยขยายตัวร้อยละ 4.7 และ 4.4 ตามลำดับ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ประกอบกับปรากฏการณ์ลานีญาที่มีกำลังแรงขึ้น อิทธิพลของลมมรสุมและพายุที่เข้ามาหลายระลอก ขณะที่มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติสะสมอยู่มาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตร และผลผลิตบางส่วนได้รับความเสียหาย

แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0-3.0 เมื่อเทียบกับปี 2564 จากปัจจัยสนับสนุนด้านสภาพอากาศโดยทั่วไปที่ยังคงเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีมากกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีในการผลิต ยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน บริหารจัดการการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการเปิดประเทศ ทำให้มีการเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตร ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ปรากฏการณ์ลานีญาที่อาจจะต่อเนื่องไปถึงต้นปี 2566 ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามราคาปัจจัยการผลิตทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และอาหารสัตว์ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว

ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวในรายละเอียดของแต่ละสาขาในไตรมาส 3 ว่า สาขาพืช หดตัวร้อยละ 2.8 โดยพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่

มันสำปะหลัง เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกอ้อยที่มีราคาดี และพื้นที่ที่มีการปลูกซ่อมใหม่บางส่วนหลังประสบอุทกภัยในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2564 ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ รวมทั้งหลายพื้นที่ยังต้องเผชิญกับฝนที่ตกหนักและการระบาดของโรคใบด่าง

สับปะรดโรงงาน เนื่องจากเกษตรกรมีการบำรุงต้นสับปะรดเพื่อเร่งให้ผลผลิตออกในช่วงปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565 จากราคาที่จูงใจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สับปะรดที่จะให้ผลผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2565 มีปริมาณลดลง

ยางพารา ผลผลิตลดลง เนื่องจากมีฝนตกชุกต่อเนื่อง ทำให้จำนวนวันกรีดยางลดลง และยังมีการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราในบางพื้นที่ของภาคใต้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำยางที่กรีดได้ในแต่ละเดือนน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ทุเรียน และมังคุด ผลผลิตลดลง เนื่องจากสภาพอากาศทางภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญในไตรมาสนี้ไม่เอื้ออำนวย มีอากาศร้อนสลับกับฝนตกชุก ทำให้ทุเรียนและมังคุดที่จะออกดอกแตกใบอ่อนแทน ส่วนดอกที่ออกแล้วและผลอ่อนบางส่วนยังถูกฝนชะร่วงหล่น เงาะ ผลผลิตลดลง เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชอื่น เช่น ทุเรียน และปาล์มน้ำมัน รวมทั้งมีฝนตกชุกในช่วงออกดอก ทำให้ติดผลน้อยกว่าปีที่ผ่านมา

สำหรับพืชที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี โดยในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นฤดูที่ข้าวนาปีออกสู่ตลาด ซึ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่และตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีมากเพียงพอ เกษตรกรจึงขยายการเพาะปลูกในพื้นที่ว่าง ประกอบกับภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรผู้ปลูกข้าว อย่างไรก็ตาม ผลผลิตข้าวนาปีที่เก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนกันยายน 2565 บางส่วนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยแต่ไม่รุนแรงมากนัก

ข้าวนาปรัง ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากแหล่งผลิตทางภาคใต้เป็นหลัก เนื่องจากปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นและเพียงพอ และเกษตรกรบางส่วนขยายการเพาะปลูกในพื้นที่นาปรังเดิมที่เคยปล่อยว่าง

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น และมีการควบคุมโรคและแมลงได้ดี

ปาล์มน้ำมัน ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นในแหล่งผลิตสำคัญ ทำให้ทะลายปาล์มมีความสมบูรณ์ดี จำนวนผลต่อทะลายและน้ำหนักทะลายเพิ่มขึ้น อีกทั้งมาตรการเร่งการส่งออกของอินโดนีเซีย ส่งผลให้เกษตรกรกังวลว่าราคาจะลดลง จึงเร่งตัดผลผลิต

ลำไย ผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกผลของลำไย รวมถึงไม่มีโรคและแมลงระบาด ทำให้ต้นลำไยติดผลดี

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 1.7 เป็นผลจากความต้องการบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่มีมากขึ้นหลังการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งเกษตรกรมีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ มีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกที่เพิ่มขึ้น และโคเนื้อ ผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากเกษตรกรมีการควบคุมและป้องกันโรคระบาดอย่างเข้มงวด ภาครัฐมีการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกษตรกรมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น

ส่วนสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ สุกร เนื่องจากปริมาณแม่พันธุ์สุกรในระบบลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกัน ในสุกร (ASF) ประกอบกับเกษตรกรชะลอการนำสุกรเข้าเลี้ยงเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคระบาด รวมถึงผลกระทบจากต้นทุนราคาพันธุ์สุกรและอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ไข่ไก่ ผลผลิตลดลงเนื่องจากการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ โดยการปรับลดจำนวนแม่ไก่ยืนกรง และ น้ำนมดิบ ผลผลิตลดลง เนื่องจากแม่โคนมมีอัตราการให้น้ำนมดิบลดลงจากการระบาดของโรคลัมปีสกินในโคนม รวมไปถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เกษตรกรบางรายจึงปลดระวางแม่โคเร็วขึ้น

สาขาประมง หดตัวร้อยละ 1.5 โดยสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน มีมรสุมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้มีการออกเรือจับสัตว์น้ำลดลง กุ้งทะเลเพาะเลี้ยงลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งประสบปัญหาโรคกุ้ง เช่น โรคตัวแดงดวงขาว และกลุ่มอาการโรคขี้ขาว เป็นต้น ส่งผลให้กุ้งโตช้าและกินอาหารน้อย กุ้งที่จับได้จึงมีขนาดเล็กลง ส่วนปลานิล และปลาดุก มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเลี้ยงจากปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปีที่ผ่านมา และความต้องการบริโภคเนื้อปลาเพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงเพิ่มอัตราการปล่อยลูกปลา มีการอนุบาลลูกปลาให้ได้ขนาดและแข็งแรงก่อนปล่อยลงบ่อเลี้ยง

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.9 โดยกิจกรรมการเตรียมดินและการเก็บเกี่ยวข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสม ประกอบกับราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้น และราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่
ต้นปี 2565 ทำให้เกษตรกรเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 รวมทั้งมีการดูแลและบำรุงรักษามากขึ้น ส่งผลให้มีพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเพิ่มขึ้น

สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 1.8 เนื่องจากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้ ครั่ง และรังนก เพิ่มขึ้น โดยไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษ และการส่งออกไปยังจีน ลาว และญี่ปุ่น ถ่านไม้ มีความต้องการใช้ของธุรกิจภาคบริการเพิ่มขึ้น รวมทั้งความต้องการตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครั่ง มีการส่งออกไปอินเดียเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมต่างๆ และรังนกมีความต้องการจากประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตไม้ยางพารา ลดลงตามพื้นที่การตัดโค่นสวนยางพาราเก่าเพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีและพืชอื่นและการส่งออกไปยังจีนที่ลดลง

ปลาช่อน เป็นปลาที่อาศัยแพร่กระจายทั่วไปตามแหล่งน้ำทั่วทุกภาคของไทย ซึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ เป็นปลาที่มีเกล็ดลักษณะลำตัวกลม และเรียวยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร หางมีลักษณะแบนข้าง ปากกว้างซึ่งภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวมีสีคล้ำอมน้ำตาลอ่อน

ปลาช่อนเป็นปลาที่มีความพิเศษคือ สามารถแถกไถตัวคืบคลานไปบนบกเพื่อหาที่อยู่ใหม่ได้ รวมทั้งหลบอยู่ใต้ดินในฤดูฝนแล้งเพื่อรอฝนได้เป็นแรมเดือน โดยการสะสมพลังงานไว้หรือที่เรียกว่า ปลาช่อนจำศีล

เนื้อปลาช่อนสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู หรือทำเป็นปลาเค็มใส่เกลือก็อร่อยไม่แพ้กัน จึงนับว่าเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและในกระชัง

คุณกังวาล ชูแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 200 หมู่ที่ 1 ตำบลสระพังลาน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ลองเลี้ยงปลาช่อนจนประสบผลสำเร็จ จึงยึดเป็นอาชีพสร้างงานสร้างเงินได้แบบสบายๆ ในเวลานี้

คุณกังวาล เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีตนเองมีอาชีพค้าขายของชำทั่วไปกับภรรยา ต่อมาได้เห็นพี่ชายของภรรยาเลี้ยงปลาช่อน จึงเกิดความสนใจที่อยากจะทดลองเลี้ยงบ้าง เพราะสมัยก่อนนั้นต้นทุนเรื่องอาหารยังไม่แพงมากนัก และตลาดยังไปได้ดีอีกด้วย

“พอปี 2542 เราก็เลิกค้าขายของชำ มาเริ่มเลี้ยงปลาช่อน เพราะว่าช่วงนั้นพี่ชายภรรยาเลี้ยงแล้วได้ดีมาก เห็นเวลาที่เขาจับแล้วมันได้น้ำหนักปลาดี ซึ่งโชคดีที่เรามาเลี้ยงตอนนั้นไม่ต้องลองผิดลองถูกอะไรมาก เรามีต้นแบบที่เขาประสบผลสำเร็จอยู่แล้ว เรื่องการเลี้ยงจึงไม่ใช่ปัญหาในตอนนั้นสำหรับการเริ่มต้น” คุณกังวาล เล่าถึงที่มา

จากความโชคดีที่มีแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ จึงทำให้การเลี้ยงปลาช่อนไม่เป็นอุปสรรค รวมทั้งเรื่องการตลาดอีกด้วย เขาจึงสามารถเลี้ยงได้แบบสบายๆ เลยทีเดียว การเลี้ยงปลาช่อนให้มีการเจริญเติบโตที่ดีนั้น คุณกังวาล บอกว่า ในขั้นตอนแรกจะนำลูกปลาช่อนมาอนุบาลในบ่อดินเสียก่อน เพื่อให้ลูกปลาเจริญเติบโตเป็นขนาดไซซ์นิ้ว ซึ่งอาหารที่ให้ลูกปลาช่อนในระยะนี้กิน จะเป็นปลาทะเลผสมอาหารเสริมที่ผ่านการบดให้ละเอียดมีความเหลวเหมือนโจ๊ก

“ลูกปลาช่อนส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ พวกชาวบ้านเขาก็ไปหาช้อนมาขายให้ เราก็จะเอามาอนุบาลในบ่อดินก่อน อาหารที่ให้ก็จะให้ทั้งวัน ให้กินเรื่อยๆ ชนิดที่ว่าลูกปลาไม่กินกันเอง เราต้องมาฝึกอีกครั้งเพื่อให้กินอาหารให้เป็น เพราะธรรมชาติของปลาช่อนมันจะกินกันเอง แต่ถ้ามีให้กินตลอดมันก็จะไม่กินกันเอง ซึ่งใช้เวลาในระยะนี้ประมาณ 2 เดือน ลูกปลาช่อนก็จะใหญ่ขึ้น ก็จะคัดไซซ์แยกมาใส่ลงเลี้ยงในบ่อที่สำหรับเลี้ยงต่อไป” คุณกังวาล กล่าว

การเลี้ยงปลาช่อนในบ่อดิน เพื่อให้เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ตามที่ต้องการของตลาดนั้น คุณกังวาล เล่าว่า น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงต้องหมุนเวียนตลอด และบ่อดินที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงต้องมีขนาด 20×40 เมตร ลึก 2 เมตร

“บ่อก่อนเลี้ยงเราก็ต้องเตรียมให้สะอาด ต้องมีการฉีดขี้เลน จากนั้นก็โรยด้วยปูนขาว เพราะบ่อที่สะอาด ทำให้ปลาที่เราเลี้ยงมาก็จะได้ดี ไม่เป็นเป็นจิ๋วหรือปลาดาบ เพราะไม่มีเชื้อโรค ปลาก็แข็งแรง เจริญเติบโตได้ดี ส่วนข้างบ่ออาจใช้หินใหญ่ๆ วางข้างทำเป็นเหมือนเขื่อน เพราะปลาช่อนชอบคดมุดดิน มันจะทำให้คันบ่อเราพังได้” คุณกังวาล บอก

เมื่อเตรียมบ่อเสร็จ จากนั้นนำปลาช่อนที่ผ่านการอนุบาลแล้ว ลงมาปล่อยจำนวน 10,000-15,000 ตัว ต่อบ่อ ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับบ่อขนาดที่กล่าวไปข้างต้น

อาหารที่ให้ปลาช่อนกินในระยะนี้เป็นเหยื่อสด ที่ได้จากปลาทะเลเช่นเคย แต่การผสมอาจแตกต่างกว่าการให้ลูกปลาช่อนกินคือ มีการใส่รำและอื่นๆ ลงไปด้วยเพื่ออาหารจะมีเนื้อที่หยาบขึ้น ให้ปลาช่อนกินดูตามความเหมาะสม

“ฟาร์มนี้จะให้กินวันละ 2 มื้อ คือ เช้ากับเย็น แต่ถ้าใครมีเวลาพอจะให้วันละ 3 มื้อก็ได้ ถ้าให้ 3 มื้อนี่ปลาจะโตดี ได้ขนาดใหญ่เร็ว แต่ที่นี่จะให้มากไปอีกนิด ต้องดูตามขนาดของตัวปลาด้วย ว่าจะให้มากให้น้อยขนาดไหน เราคนเลี้ยงจะกะได้เลย” คุณกังวาล อธิบายเรื่องการให้อาหาร

เรื่องโรคของปลาช่อนช่วงที่มีปัญหามากที่สุด คุณกังวาล บอกว่า จะเป็นช่วงฤดูหนาวจะทำให้ปลามีแผลเกิดตามลำตัว หากแผลถ้าเป็นมากๆ แล้ว ไม่สามารถทำให้หายได้ ซึ่งการป้องกันที่จะไม่ให้เกิดขึ้น คือในช่วงนี้จะปิดทางไหลเวียนของน้ำทั้งหมด เพื่อไม่ให้น้ำจากข้างนอกเข้ามาภายในบ่อ และหากเจอปลาเป็นแผลก็จะต้องหยุดให้อาหารสักระยะจนกว่าปลาจะหายดี

เลี้ยงปลาช่อนไปอีกอย่างน้อย 9 เดือน ปลาช่อนก็จะมีขนาดไซซ์ 800 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นไซซ์ที่ตลาดต้องการ

คุณกังวาล เล่าให้ฟังในเรื่องของการตลาดว่า ในช่วงแรกๆ ไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากตนเองรู้จักกับคนในหลายจังหวัดจึงนำปลาไปส่งจำหน่ายได้ทั่ว ซึ่งปลาทั้งหมดก่อนที่จะนำไปส่งลูกค้า เขาจะต้องเป็นคนจับเอง ซึ่งผิดกับปลาอื่นๆ ที่มีคนมารับซื้อถึงหน้าบ่อ

“สมัยก่อนไปมาทั่ว ไม่ว่าจะภาคเหนือก็ไปส่ง footballsoftpro.com ต่อมาพอคนเริ่มมาเลี้ยงกันมากขึ้น ส่วนแบ่งตลาดมันก็มีมากขึ้น เราก็จะส่งบริเวณใกล้เคียงนี้เอา อย่างในกรุงเทพฯ สิงห์บุรี และก็ในสุพรรณบุรี ราคาปลาช่อนช่วงนี้ก็ตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 130 บาท ช่วงที่ถูกสุดก็อยู่ที่กิโลกรัมละ 110 บาท ราคาก็เป็นไปตามฤดูกาล” คุณกังวาล เล่าถึงการตลาด

คุณกังวาล บอกว่า ปัญหาและอุปสรรคของการเลี้ยงปลาช่อนในช่วงหลังมานี้ จะเป็นเรื่องน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่กี่ปีมานี้ในพื้นที่บริเวณแถบนี้ค่อนข้างที่จะมีน้ำในปริมาณที่จำกัด ทำให้น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาช่อนมีปริมาณที่ไม่เพียงพอ “น้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่าภายในบ่อต้องให้มีน้ำหมุนเวียนตลอด หากเราทำเป็นบ่อปิด ไม่มีน้ำเข้าออกเลย ปลาก็จะหยุดกินอาหารไปเรื่อยๆ ต่อไปก็แทบไม่กินเลย ซึ่งที่นี่ก็จะมีขุดบ่อใหญ่ไว้ เพื่อให้ระบายน้ำออกจากบ่อเลี้ยงไปพัก แล้วก็เอาของที่พักเข้ามาสลับไปแบบนี้ ถ้าเราจะรอน้ำจากชลประทาน มันก็ไม่ไหว เราแย่แน่แบบนั้น เพราะช่วงนี้เขาจะปล่อยเป็นเวลา” คุณกังวาล กล่าวถึงปัญหา

ส่วนสำหรับท่านใดที่สนใจอยากเลี้ยงปลาช่อนเป็นอาชีพ คุณกังวาล ฝากบอกว่า “ปลาช่อนเป็นปลาที่เลี้ยงไม่ยาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชอบความเงียบสงบ โดยพื้นที่เลี้ยงต้องไม่มีความวุ่นวาย หากมีเสียงดังจากรถที่วิ่งหรือแปลกกลิ่น ปลาช่อนก็จะหยุดกินอาหารอย่างน้อย 1-2 วัน และอีกอย่างที่สำคัญเรื่องตลาดควรศึกษาให้ดีเสียก่อน เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้วจึงค่อยตัดสินใจเลี้ยงได้เลย” คุณกังวาล กล่าว

กล้วย ผลไม้มากประโยชน์ ที่ไม่ว่าจะเป็นส่วนต้น ใบ ปลี และผล ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าได้อีกหลากหลายผลิตภัณฑ์ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน ซึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยที่พบเห็นกันบ่อย ก็จะมี กล้วยตาก กล้วยอบ กล้วยชุบช็อกโกแลต รวมถึงการนำกล้วยมาเป็นท็อปปิ้งในเมนูของหวานให้เห็นกันจนชินตา

แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นเกษตรกรไทยแล้วความสามารถและหัวคิดสร้างสรรค์ย่อมไม่แพ้ชาติใด เพราะล่าสุดได้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ดีกรีจบปริญญาโทจากประเทศอังกฤษ กลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย ให้มีความหลากหลายมากขึ้น และสร้างคุณค่าให้กล้วยมากกว่าเดิม คือ การทำแป้งกล้วย โดยการนำกล้วยที่มีอยู่ในสวนมาแปรรูปให้เกิดมูลค่าสูงสุด และแป้งกล้วยยังเป็นแป้งเพื่อสุขภาพ สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน และคนที่แพ้กลูเตนสามารถรับประทานได้อีกด้วย

คุณวรวรรณ ธำรงวรางกูร หรือ คุณจอย อยู่บ้านเลขที่ 82 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์คนเก่งนครนายก พ่วงด้วยดีกรีจบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท International Marketing Management University of Leeds ประเทศอังกฤษ นับได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศทั้ง 2 ที่ แต่อะไรคือจุดที่ทำให้นักเรียนนอกหันมาสนใจงานเกษตร และมุ่งมั่นที่จะเอาดีทางด้านนี้อย่างไม่ลังเล ตามมาหาคำตอบกัน