ระยะปลูก ระยะห่างระหว่างต้นต้องไม่น้อยกว่า 1 เมตร

ในแถวเดี่ยว โดยอาจใช้ระยะ 1×1.5 เมตร (ปลูกได้ 1,067 ต้น ต่อไร่) หรือระยะ 1.5×2 เมตร (ปลูกได้ 533 ต้น ต่อไร่) กิ่งที่ตัดแต่งออกอาจใช้เพื่อการผลิตใบได้บ้าง เหตุผลที่ต้องใช้ระยะปลูกที่ห่างกว่า เพราะกิ่งที่จะออกดอกได้ดีต้องเป็นกิ่งในแนวมุมกว้าง หรือเกือบขนานกับพื้น

2. การบังคับการออกดอก หากปลูกให้ออกดอกตามธรรมชาติแล้ว ก็จะได้ดอกในช่วงฤดูหนาว อายุผลยังไม่ทราบแน่นอน แต่คาดว่าจะใกล้เคียงกับมะนาว คือจากดอกบานถึงเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 4 เดือนครึ่ง อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองใช้สารชะลอการเจริญเติบโตพาโคลบิวทราโซล ร่วมกับการตัดปลายยอดพบว่าสามารถชักนำให้ต้นมะกรูดมีการออกดอกได้ดีมาก โดยต้นมะกรูดเริ่มออกดอกภายหลังการตัดยอด ประมาณ 90 วัน และมีดอกมากที่สุดในช่วงระหว่าง 100-120 วัน

จากผลการศึกษาทั้งในด้านการผลิตใบและการผลิตผลมะกรูดที่ผ่านมานั้น ควรจะแยกแปลงปลูกออกจากกัน ทั้งนี้ เพราะสรีรวิทยาของสองส่วนนี้มีความแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลถึงระยะปลูก การจัดการด้านการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไปด้วย

ที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่รับน้ำตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ประสบภัยน้ำท่วมทุกปีมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ “ชุมแสง” โดนน้ำท่วมอ่วมอรทัยในปี 2554 นานถึง 3 เดือนกว่า พืชผลการเกษตรที่ถูกน้ำท่วมเสียหายหมด ประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนอย่างหนัก

เมื่อคราวอุทกภัยใหญ่ บ้านทับกฤชใต้ถูกน้ำท่วมนานกว่า 3 เดือน พืชผลเกษตรเสียหายหมด แต่กลับมีพืชอยู่ชนิดหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมนานก็สามารถทนอยู่ได้ หลังจากน้ำลดลงพืชชนิดนั้นกลับให้ผลผลิตดีมาก นั่นก็คือ “ไผ่อินโดจีน” เป็นไผ่รับประทานหน่อสายพันธุ์หนึ่งที่ คุณนิรุต ผลพิกุล อยู่บ้านเลขที่ 4/1 หมู่ที่ 6 บ้านทับกฤชใต้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ปลูกอยู่ 12 ไร่

คุณนิรุต กล่าวว่า พื้นที่สวนไผ่ของตนถูกน้ำท่วมนานกว่า 3 เดือน ระดับน้ำสูงประมาณ 3 เมตรครึ่ง หลังจากระดับน้ำลดลงก็พบว่า ไผ่อินโดจีนที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ 12 ไร่ ยังยืนต้นอยู่ได้ไม่ล้มตาย จะมีตายก็เฉพาะไผ่ต้นอ่อนๆ เพิ่งจะลงปลูกใหม่ไม่ถึงปี นอกนั้นไม่ตาย

“จะว่าไผ่น้ำท่วมไม่ตายเสียทุกสายพันธุ์ก็ไม่ได้ เพราะละแวกบ้านที่ปลูกไผ่สีสุก ไผ่รวก และไผ่อื่นๆ ถูกน้ำท่วมตายหมด มะพร้าวที่ว่าแน่ๆ ยังตาย จะมีก็ไผ่อินโดจีนที่สวนผมเท่านั้นที่ไม่ตาย”

คุณนิรุต กล่าวอีกว่า นี่คือ จุดเด่นของไผ่ และหลังน้ำลดไผ่ก็แตกหน่อออกมามากมาย ในช่วงนี้สามารถแทงหน่อไปขายเป็นรายได้ชดเชยอย่างงดงามหลังน้ำท่วม ที่ไม่ต้องรอผลผลิตพืชอื่นเลย จึงมองว่าไผ่อินโดจีนไม่ใช่ทางเลือกของผู้ที่มีพื้นที่รับน้ำท่วม แต่เป็น “ทางออก” ที่จะต้องปลูกเพื่อให้มีรายได้เข้ามาหลังน้ำลด

คุณนิรุต บอกว่า ที่ต้องปลูกไผ่อินโดจีนนั้นก็เพราะเจ้าหน้าที่เกษตรประจำพื้นที่คือ คุณอรรถพร หรือ คุณบ๊อบ เข้ามาแนะนำให้ทดลองปลูกไผ่ดู เพราะไปเจอไผ่อินโดจีนเป็นไผ่สายพันธุ์หนึ่งที่ให้หน่อดก หน่อใหญ่ สามารถแทงหน่อขายเป็นรายได้เสริม นอกเหนือจากการทำนาและปลูกข้าวโพด

“ผมทำนาอยู่ 140 กว่าไร่ และปลูกข้าวโพดอีก 10 กว่าไร่”

คุณนิรุตบอก พร้อมกับเล่าอีกว่า ตนไปดูไผ่อินโดจีนที่มีคนรับมาขายต่อ คนขายบอกว่าไผ่ทนน้ำท่วมได้ดี เลยตัดสินใจทดลองปลูก 100 กิ่ง ราคาขาย กิ่งละ 150 บาท นำมาก็ขุดหลุมปลูกกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร กลบโคนให้แน่นตามที่คนขายแนะนำ ระยะปลูก 4×4 เมตร รดน้ำให้ชุ่มไปจนกว่าดินจะรัดรากดี ต้นกล้าแข็งแรงแตกยอดอ่อนออกมา ก็ปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ เรื่องน้ำคอยให้บ้างช่วงหน้าแล้ง ช่วงอื่นปล่อยได้เลย สำหรับปุ๋ยใช้ปุ๋ยที่เหลือจากใส่ข้าวโพด หรือใส่ข้าวในนานำมาหว่านหรือใส่โคนต้น ไม่ต้องมากนักแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ขณะที่ต้นไผ่ยังเล็กปัญหาที่พบคือ ต้นหญ้าจะขึ้นในแปลง ตรงนี้ก็ต้องดายหญ้าทิ้ง หรือเอารถไถเข้ามาไถระหว่างร่องบ้าง อย่าปล่อยให้หญ้าสูงท่วมต้นไผ่ แต่พอต้นไผ่เจริญเติบโตสูงขึ้นแล้ว ใบไผ่จะคลุมดินต้นหญ้าก็จะค่อยๆ หมดไป

ประมาณ 1 ปี ไผ่ก็จะเริ่มให้หน่อ

“แรกๆ ก็เก็บไว้รับประทานเองบ้าง ให้พรรคพวกเพื่อนฝูงบ้าง ที่เหลือก็ตัดหน่อขาย”

ระยะแรก ขุดหน่อไผ่ขายครึ่งหนึ่ง ได้เงินประมาณ 1,000-2,000 บาท ยิ่งตัดหน่อขาย ก็ยิ่งได้เงินเพิ่มมากขึ้น เพราะไผ่ให้หน่อออกมาตลอด จากรายได้ครั้งละ 1,000-2,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 2,000-3,000 บาทต่อการตัดหน่อขายหนึ่งครั้ง ปัจจุบัน ได้ผลผลิตหน่อไผ่ตัดขายครั้งหนึ่งประมาณ 20,000 บาท ต่อ 1 สัปดาห์ ใน 1 สัปดาห์ ตัดหน่อ 2 ครั้ง ประมาณ 1,000 กิโลกรัม ใน 1 เดือน จะมีรายได้ประมาณ 70,000-80,000 บาท หักค่าใช้จ่ายต่างๆ เหลือประมาณ 60,000-70,000 บาท ถ้าใส่ปุ๋ยดีๆ ผลผลิตก็ได้ดี และถ้าเป็นช่วงฤดูร้อน หากให้น้ำและบำรุงต้นด้วยปุ๋ยไผ่ก็จะให้ผลผลิตดี ราคาขายจะสูงกว่าช่วงหน้าฝน ไผ่จึงไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็น “ทางออก” ในการสร้างรายได้หลังน้ำลดที่รวดเร็วมาก

เห็ดเป๋าฮื้อ หรือเรียกกันทั่วไปว่า เห็ดหอยโข่งทะเล ในประเทศไทยมีรายงานการพบในธรรมชาติน้อยมาก ที่เห็นกันอยู่ในตลาดล้วนเป็นสายพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งสิ้น

คุณอนุสรณ์ วัฒนกุล นักวิชาการโรคพืชชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร บอกว่า การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อในประเทศไทยมีมานานกว่า 40 ปี โดยการนำเข้าสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อมาจากประเทศไต้หวัน เพื่อผลิตบริโภคสดและบรรจุกระป๋องส่งจำหน่ายยังต่างประเทศ

ปัจจุบัน เห็ดเป๋าฮื้อในประเทศไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ มีทั้งสายพันธุ์ดอกสีเทาดำและสายพันธุ์ดอกสีครีม บางสายพันธุ์ก้านดอกสั้น บางสายพันธุ์ก้านดอกยาว คุณอนุสรณ์ บอกว่า เกิดจากการนำสายพันธุ์เข้ามาจากต่างประเทศ จึงอาจมีบ้างจากสายพันธุ์ที่นำเข้ามาเพาะนั้น เมื่อเพาะไปนานๆ หลายรุ่น ก็เริ่มมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น

นอกจากนั้น สายพันธุ์ในท้องตลาดยังมีข้อด้อย เช่น เห็ดเป๋าฮื้อสายพันธุ์ดอกสีดำ เนื้อดอกกรอบ/แตกหักง่าย อายุการเก็บรักษาสั้น จึงไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค บางสายพันธุ์มีก้านดอกสั้น แต่เนื้อดอกไม่แน่นและให้ผลผลิตน้อย

เริ่มพัฒนาสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อ

คุณอนุสรณ์ เล่าว่า เนื่องจากกลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ มีภารกิจในการรวบรวมและให้บริการเชื้อพันธุ์เห็ดบริสุทธิ์แก่เกษตรกร และผู้ประกอบการ จึงได้เริ่มดำเนินการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อให้มีคุณภาพดีกว่าสายพันธุ์เดิมที่มีอยู่ในท้องตลาด

ในช่วงปี 2541-2542 คุณพรรณี บุตรธนู และคณะผู้ร่วมวิจัยได้คัดเลือกสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อ จากศูนย์รวบรวมเชื้อพันธุ์เห็ดแห่งประเทศไทย 8 สายพันธุ์ โดยทดสอบ 2 สถานที่ คือ จังหวัดเชียงรายและกรุงเทพมหานคร ในช่วงฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ซึ่งพบว่ามี 3 สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ จึงใช้เป็นสายพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรที่แนะนำให้เกษตรกรนำไปเพาะ โดยให้ชื่อว่าเห็ดเป๋าฮื้อ 1 เห็ดเป๋าฮื้อ 2 และเห็ดเป๋าฮื้อ 3

พบดอกเห็ดบนซากต้นมะม่วง ต้นทองหลาง

คุณอนุสรณ์ เล่าต่อไปว่า ประมาณปี 2554 ได้ไปพบเห็ดลักษณะรูปร่างคล้ายเห็ดเป๋าฮื้อที่กรุงเทพฯ นี่เอง จึงได้เก็บรวบรวมสายพันธุ์ไว้ เพื่อหวังจะใช้ประโยชน์ในอนาคต

ต่อมาในปี 2558 ได้ไปพบเห็ดเป๋าฮื้ออีกหนึ่งสายพันธุ์ ที่เกิดขึ้นบนซากต้นทองหลางบ้าน ที่จังหวัดราชบุรี

“ได้ทดลองเอาสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อทั้ง 2 สายพันธุ์ที่พบในธรรมชาตินี้มาเพาะทดสอบเบื้องต้น เพื่อสังเกตลักษณะดอกและการให้ผลผลิต พบว่ามีการให้ผลผลิตและมีลักษณะดอกค่อนข้างดี” ได้เห็ดสายพันธุ์ใหม่ ชื่อ เห็ดเป๋าฮื้อ 4

กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ดได้ทำการทดลองเพาะเห็ดเป๋าฮื้อที่พบในธรรมชาติทั้ง 2 สายพันธุ์ โดยเพาะทดสอบเปรียบเทียบกับเห็ดเป๋าฮื้อที่เก็บรวบรวมไว้ที่ศูนย์รวบรวมเชื้อพันธุ์เห็ดแห่งประเทศไทย 15 สายพันธุ์ รวมเป็น 17 สายพันธุ์

คุณอนุสรณ์ บอกว่า เมื่อปี 2560-2561 ได้เพาะทดสอบในโรงเรือนของกรมวิชาการเกษตร เมื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตและมีลักษณะดอกค่อนข้างดีในเบื้องต้นแล้ว จำนวน 5 สายพันธุ์ ต่อมาในปี 2562-2563 จึงได้เพาะทดสอบในโรงเรือนของกรมวิชาการเกษตรอีกครั้ง และนำไปเพาะทดสอบในฟาร์มเกษตรกรอีก 2 ฟาร์ม พบว่ามีสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อที่ให้ผลผลิตดี มีลักษณะดอกตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งก็คือสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อที่พบขึ้นบนซากต้นมะม่วง ที่กรุงเทพฯ นั่นเอง และได้นำมาเป็นสายพันธุ์ที่แนะนำให้เกษตรกรนำไปเพาะเพื่อสร้างอาชีพ โดยให้ชื่อว่า เห็ดเป๋าฮื้อ 4

สรุปแล้วกลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ดได้ค้นพบเห็ดเป๋าฮื้อและพัฒนาจนเป็นเห็ดเป๋าฮื้อ 4 สายพันธุ์กรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ปี 2558-2563 ใช้เวลารวม 6 ปี ลักษณะของเห็ดเป๋าฮื้อ 4

ดอกเห็ดเป็นสีครีมหรือน้ำตาลเทา มีทรงดอกรูปพัด ดอกหนา ก้านอวบ ความยาวก้านปานกลาง ลักษณะการเกิดดอกเป็นดอกเดี่ยว หรือกลุ่ม จำนวน 12 ดอก ต่อช่อ ดอกเห็ดมีขนาด 10.91×7.93 เซนติเมตร ขอบดอกค่อนข้างเรียบ สามารถให้ผลผลิตสูงถึง 120-220 กรัม/ถุง/รอบการผลิต ดอกเห็ดสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 3 สัปดาห์ ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป๋าฮื้อ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

คุณอนุสรณ์ กล่าวว่า เห็ดเป๋าฮื้อมีรสชาติอร่อย เนื้อดอกแน่นและกรอบ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะต้ม ผัด ปิ้ง ย่าง ชุบแป้งทอด หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับทอดมันปลา จะได้รสสัมผัสคล้ายทอดมันปลาหมึก นอกจากความอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

คุณค่าทางอาหารที่สำคัญ (มิลลิกรัม/100 กรัม) การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อ

การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อ มีขั้นตอนเหมือนกับการเพาะเห็ดในถุงพลาสติกชนิดอื่นๆ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ การผลิตเชื้อบริสุทธิ์ การผลิตเชื้อขยายหรือเชื้อเพาะ การผลิตถุง/ก้อนเชื้อเห็ด และการเปิดดอก โดยในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะขั้นตอนการผลิตถุง/ก้อนเชื้อเห็ด และการเปิดดอก เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่สามารถทำได้เอง การเตรียมถุงอาหารเพาะ

1.ผสมวัสดุทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน พรมด้วยน้ำสะอาดให้มีความชื้น ประมาณ 60-70% โดยใช้มือกำวัสดุเพาะที่ผสมกันแล้ว บีบให้แน่น สังเกตไม่มีน้ำไหลออกมา เมื่อปล่อยมือวัสดุยังจับตัวเป็นก้อน

บรรจุอาหารเพาะลงในถุงพลาสติกทนร้อน กดให้แน่นตึง ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม/ถุง
รวบปากถุงบีบไล่อากาศออก สวมคอพลาสติก พับปากถุงพาดลงมารัดยางให้แน่น อุดด้วยสำลี หุ้มด้วยกระดาษ หรือปิดด้วยฝาจุกพลาสติก
นำถุงอาหารเพาะไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งไม่อัดความดัน อุณหภูมิ 90-100 องศาเซลเซียส เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง นำถุงอาหารเพาะที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้วออกจากถังนึ่งทิ้งไว้ให้เย็น เชื้อขยาย หรือเชื้อเพาะ ต้องไม่มีการปนเปื้อนจากเชื้อเห็ดชนิดอื่น และศัตรูเห็ด (ไวรัส จุลินทรีย์ ไร แมลงและสัตว์อื่นๆ) โดยใส่เชื้อขยายในเมล็ดข้าวฟ่างลงในถุงอาหารเพาะ ถุงละประมาณ 10-15 เมล็ด เขย่าเมล็ดข้าวฟ่างให้กระจายออก การใส่เชื้อให้เปิดและปิดจุกสำลีถุงอาหารเพาะโดยเร็ว และปฏิบัติในพื้นที่ที่สะอาด มิดชิด ไม่มีลมโกรก

การบ่มเส้นใย

บ่มถุงเชื้อเห็ดในที่ร่ม สะอาด ไม่โดนฝนหรือละอองน้ำ อากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิ 25-32 องศาเซลเซียส เส้นใยใช้เวลาเดินเต็มถุงขนาด 1 กิโลกรัม ประมาณ 60 วัน หลังเส้นใยเจริญเต็มถุง จึงนำเข้าโรงเปิดดอก

การเปิดดอกและการดูแล

โรงเรือนเปิดดอกต้องมีขนาดสัมพันธ์กับจำนวนถุงเชื้อเห็ด สามารถรักษาอุณหภูมิ ความชื้น ให้เหมาะสมต่อการเกิดดอกเห็ด โดยผนังทำด้วยวัสดุที่เก็บรักษาความชื้นภายในโรงเรือนได้ประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์ อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี โดยให้มีช่องเปิด-ปิด สำหรับถ่ายเทอากาศ มีแสงผ่านเข้าในโรงเรือนได้ (แสงที่สามารถอ่านหนังสือได้ หรือใช้ตาข่ายพรางแสง ขนาด 80 เปอร์เซ็นต์) มีความสะอาด หลังคาควรทำด้วยวัสดุกันน้ำ การวางถุงเชื้อเห็ดนิยมวางเรียงแนวนอน ความสูงไม่เกิน 1.5 เมตร บนชั้นวางหรือแขวน

การเปิดดอก และกระตุ้นการสร้างดอก

1. เปิดดอกโดยถอดจุกสำลี และแคะข้าวฟ่างบริเวณหน้าก้อนด้วยอุปกรณ์ที่สะอาด
ให้น้ำในโรงเรือนและบริเวณถุงเชื้อเห็ด เพื่อปรับความชื้นภายในโรงเรือนให้ได้ 70-90 เปอร์เซ็นต์
ปรับโรงเรือนให้มีอุณหภูมิ 28-32 องศาเซลเซียส ประมาณ 5-7 วัน จนเริ่มมีตุ่มดอก
รักษาอุณหภูมิในโรงเรือนให้อยู่ที่ 28-32 องศาเซลเซียส และให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี เมื่อดอกเห็ดมีขนาดโตขึ้นรักษาความชื้นภายในโรงเรือนที่ 70-90 เปอร์เซ็นต์
ให้มีแสงสว่างปานกลางเพื่อให้มีการพัฒนาของดอกเห็ด

เก็บผลผลิตด้วยมือ โดยจับบริเวณคอขวดให้แน่นแล้วใช้มืออีกข้างดึงดอกเห็ดออกจากก้อน ควรเก็บดอกขณะที่ดอกบานเต็มที่ แต่ขอบหมวกยังไม่บานย้วย เก็บดอกเห็ดในช่อเดียวกันให้หมด และเก็บส่วนต่างๆ ของดอกเห็ดให้หลุดออกจากหน้าถุงเห็ดจนหมด เพื่อป้องกันการเน่าเสียจากเศษ หรือส่วนของดอกเห็ดที่เหลือติดอยู่ พร้อมทำความสะอาดพื้นโรงเรือนเปิดดอก เมื่อเก็บดอกเห็ดมาแล้วไม่ควรล้างเห็ดหรือทำให้ดอกเห็ดเปียก ใช้มีดหรือกรรไกรตัดส่วนโคนที่มีเศษ ขี้เลื่อยติดออกทิ้ง ก่อนบรรจุลงภาชนะ ดอกเห็ดเป๋าฮื้อมีราคาจำหน่าย 80-100 บาท ต่อกิโลกรัม ก้อนเชื้อเห็ดเป๋าฮื้อ ขนาด 1 กิโลกรัม ให้ผลผลิตประมาณ 109.32-222.81 กรัม/ถุง ในระยะเวลาเก็บผลผลิต 4 เดือน

คุณอนุสรณ์ กล่าวว่า ผู้ผลิตเชื้อขยายหรือเชื้อเพาะ หากสนใจเชื้อพันธุ์เห็ดบริสุทธิ์บนอาหารวุ้น พีดีเอ สามารถติดต่อขอซื้อเชื้อบริสุทธิ์ หรือขอคำแนะนำในการเพาะเห็ดได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ

หลายคนชื่นชมการบริโภคมังคุด จึงแบ่งพื้นที่ว่างในสวน ปลูกมังคุดแทรกกับต้นไม้อื่นๆ เมื่อต้นมังคุดเริ่มให้ผลพบว่า เกิดอาการยางไหลสีเหลืองออกจากผิวของผลมังคุด และบางส่วนยางสีเหลืองตกภายในผล โดยไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไร หากใครเจอปัญหาแบบนี้ จะพาไปหาคำตอบ ที่จะช่วยผลิตมังคุดคุณภาพดีให้กับทุกคนในอนาคตได้เลย

โรคยางไหลของผลมังคุด เกิดขึ้นได้ทั้งระยะผลอ่อนและผลแก่ โรคยางไหลที่เกิดขึ้นในระยะผลอ่อน สาเหตุเนื่องจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ ซึ่งเป็นแมลงปากดูดที่มีขนาดเล็ก ลำตัวมีสีเหลืองอ่อน ยาวประมาณ 1.0-2.0 มิลลิเมตร เพลี้ยไฟจะเลือกดูดน้ำเลี้ยงของผลอ่อน และหลบซ่อนอยู่หลืบฐานรองดอก ทำให้ยางสีเหลืองไหลออกจากรอยแผล มีลักษณะเป็นเม็ดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ผลที่ถูกทำลายรุนแรงจะเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ

หากผลไม่ร่วงหล่นลงเสียก่อน เมื่อพัฒนาต่อไปเป็นผลแก่ผลจะมีขนาดเล็กและผิวกร้านขายไม่ได้ราคา ส่วนอาการยางไหลในระยะผลแก่ เกิดขึ้นกับผลมังคุดใกล้สุกแก่ มักแสดงอาการรุนแรงเมื่อมีฝนตกชุก รากของต้นมังคุดจะดูดน้ำขึ้นมาเลี้ยงผลปริมาณมาก ผิวของผลจะเปราะบางกว่าการได้รับน้ำในปริมาณปกติ เมื่อเกิดลมพัดกันโชกแรง ผลของมังคุดจะเสียดสีกันเอง หรือเสียดสีกับกิ่งหรือใบ ทำให้เปลือกเกิดรอยแผล น้ำยางไหลซึมออกมา ต่อมาน้ำยางแห้งแข็งเป็นเม็ดสีเหลืองติดอยู่ที่ผิวเปลือกของผลนำไปจำหน่ายไม่ได้ราคาเช่นเดียวกัน

โรคยางไหลในระยะผลอ่อน เกิดจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ ให้หมั่นสังเกตการระบาดของแมลงชนิดนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในระยะมังคุดเริ่มออกดอก ใช้กระดาษสีขาวชุบน้ำให้เปียกรองใต้ดอกหรือผลอ่อน แล้วเคาะเบาๆ หากพบแมลงนับได้เกิน 5 ตัว ต่อดอกหรือผล แนะนำให้ฉีดพ่นด้วยอิมิดาโคลพริด 10 เปอร์เซ็นต์ เอสแอล อัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือคาร์โบซัลแฟน 20 เปอร์เซ็นต์ อี.ซี. อัตรา 50 ซีซี ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งทรงพุ่ม 2 ครั้ง ทุกสัปดาห์ การระบาดของเพลี้ยไฟจะหมดไป

ส่วนในระยะผลแก่ ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และบำรุงต้นมังคุดให้สมบูรณ์ ตัดแต่งทรงพุ่มให้ลมพัดผ่านได้ นอกจากนี้ ควรทำร่องระบายน้ำออกจากโคนต้นมังคุด เพื่อป้องกันน้ำขังแฉะขณะมีฝนตก หากปฏิบัติได้ตามคำแนะนำ อาการยางไหลในผลแก่จะไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

หมอเกษตร ทองกวาว ข้าราชการเกษียณกรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อาการยางตกในผลมังคุด เกิดขึ้นได้ 2 กรณี กรณีแรกเนื่องจากการเก็บเกี่ยวไม่ดี ผลมังคุดร่วงลงพื้น หรือการใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสม หรือได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงขณะขนส่ง ทำให้ท่อน้ำยางภายในผลฉีกขาด น้ำยางจึงไหลแทรกเข้าระหว่างพูของผลมังคุด รสชาติของมังคุดจะเปลี่ยนไป ส่งผลต่อคุณภาพของมังคุดให้ต่ำลง

กรณีที่ 2 อาจเกิดจากการได้รับน้ำ เมื่อฝนตกมากเกินไป โดยไม่ได้เตรียมต้นมังคุดให้พร้อมไว้ก่อน ต้นมังคุดจะดูดน้ำและส่งไปยังผลมากเกินความต้องการทำให้ท่อน้ำยางภายในผลแตกและปรากฏน้ำยางให้เห็นในผลเมื่อผ่ารับประทาน วิธีป้องกัน ให้ใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยวที่ดีและขณะขนส่งระวังอย่าให้ผลมังคุดบอบช้ำ ส่วนเกิดจากการได้รับน้ำมากเกินไปนั้น ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับอาการยางไหลของผลมังคุดระยะใกล้สุกแก่ หากสามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำข้างต้น อาการของยางตกในผลมังคุดจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ไปตามถนนสุวรรณศร ก่อนเข้าตัวเมืองปราจีนบุรี บริเวณสี่แยกไฟแดง มีร้านค้าจำหน่ายพืชผักผลไม้ ดูคึกคักทั้งปี ผลผลิตส่วนใหญ่นำมาจากท้องถิ่น

จากสี่แยกไฟแดงไปถึงวงเวียนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช thehistoryof.net สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายกิ่งพันธุ์ไม้ผล หากเป็นช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฝนเริ่มมา จะเห็นรถจอดซื้อจำนวนมาก บริเวณนี้รู้จักกันดีคือตลาดต้นไม้ชะอม หรือหนองเต่า สาเหตุที่มีการผลิตและขายพันธุ์ไม้กันมากนั้น สืบเนื่องมาจากคนจากกรุงเทพฯ ไปสร้างสวนที่ปราจีนบุรี โดยนำพันธุ์ขนุน มะม่วง ทุเรียน กระท้อน จากเขตปริมณฑลไปปลูก เมื่อมีผลผลิตจึงนำออกมาวางขาย คนซื้อผลผลิตชิมเห็นว่าอร่อย อยากได้พันธุ์ หลังๆ จึงขยายพันธุ์ขาย ตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อ รวมระยะเวลาของการตั้งร้านแถวนี้ ไม่ต่ำกว่า 40 ปีมาแล้ว เมื่อก่อนใครต้องการพันธุ์ขนุนฟ้าถล่ม ทองสุดใจ จำปากรอบ ที่เจ้าของเดิมคือ คุณสมปอง ตวงทอง ต้องไปที่ปราจีนบุรีเท่านั้น

เสน่ห์ที่มีเพิ่มขึ้นของท้องถิ่นนี้ คือไผ่ตง นอกจากหน่อไผ่รสชาติหวานกรอบวางรอคนไปซื้อ ยังมีต้นพันธุ์ให้ซื้อหามาปลูก

การซื้อขายต้นไม้สมัยก่อน หากอยากได้ขนุนเหรียญบาทสัก 2 ต้น อาจจะต้องขับรถจากชัยนาท มุ่งสู่ปราจีนบุรี ใช้เวลาเป็นวัน แต่ทุกวันนี้ เพียงแต่บอกร้านขายต้นไม้ในท้องถิ่น สั่งออเดอร์ไว้ ไม่เกินสัปดาห์ก็ได้ของตามที่ต้องการแล้ว ทั้งนี้ เพราะการสื่อสารการขนส่งรวดเร็วขึ้น แต่ในที่สุด…พันธุ์ไม้สร้างงานทำเงิน

ไปจากสี่แยกไฟแดงขายผลไม้ราวกิโลเมตรเศษๆ ซ้ายมือเป็นที่ตั้งของวัดหนองเต่า ตรงกันข้ามกับวัดหนองเต่า คือร้านขายต้นไม้ของ คุณไพศักดิ์ ชวิวิทยา บริเวณนั้นอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลโคกไม้ลาย อำเภอเมืองปราจีนบุรี คุณไพศักดิ์ ขายต้นไม้มานานร่วม 10 ปีแล้ว ปริมาณการซื้อขายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่ได้ลดลง อาชีพนี้สร้างความมั่นคงให้กับเจ้าของไม่น้อย ภรรยาของเขารับราชการอยู่องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งที่จังหวัดนครนายก ลูกสาวคนเดียวเรียนปริญญาโทอยู่มหาวิทยาลัยมหิดล

แต่กว่าที่คุณไพศักดิ์ จะมาลงตัวกับการจำหน่ายต้นไม้ เขาท่องยุทธจักรการเกษตรมาไม่น้อย

คุณไพศักดิ์ มีถิ่นกำเนิดอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขาเข้าไปสอบเรียนเกษตรที่วิทยาลัยเกษตรกรรมจันทบุรี เรียนได้ 2 ปี แต่เป็นเพราะเป็นวัยรุ่นคะนอง ก่อนจะขึ้น ปวช.3 มีเหตุให้ต้องหยุดเรียน แต่ช่วงนั้นสอบเทียบ มศ.5 ได้ จึงใช้วุฒิ มศ.5 ไปสอบเรียนต่อที่วิทยาลัยเกษตรกรรมอุดรธานี ถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องนำวุฒิ มศ.3 ไปเริ่มต้นใหม่ เขาเรียนจนจบ ปวช. แล้วต่อ ปวส.ที่เดียวกัน จากนั้นจึงสอบเข้าบรรจุเป็นเจ้าพนักงานการเกษตร หรือที่เรียกว่า “เกษตรตำบล” เขาปักหลักรับราชการอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี

เนื่องจากเป็นคนไม่หยุดนิ่ง เขาทำงานหลักไปด้วย ทำงานค้าขายและทำสวนไปด้วย หลายสิ่งหลายอย่างทำท่าจะไปได้ดี แต่เพราะทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน ระยะหลังๆ กิจการซบเซา เขาตัดสินใจลาออกจากราชการก่อนกำหนด เมื่อปี 2543 เพื่อไปแสวงโชคที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 1 ปี แต่หลายสิ่งหลายอย่างไม่เป็นใจ จึงกลับเมืองไทย แล้วพบว่า หน้าวัดหนองเต่า มีที่ว่างสำหรับให้เช่าขายต้นไม้ พื้นที่งานเศษๆ เขาตัดสินใจเช่า

ตั้งแต่เรียนในสถาบันการเกษตรแล้ว ที่คุณไพศักดิ์เรียนรู้งานขยายพันธุ์ไม้ เมื่อมาทำงานได้ซื้อที่แปลงหนึ่งกว่า 10 ไร่ ที่อำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย ปลูกมะขามหวานและไม้ผลชนิดอื่น นอกจากเก็บผลผลิตแล้วยังมีการขยายพันธุ์ไม้อยู่บ้าง แต่เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน จึงขายที่แปลงดังกล่าวไป

เมื่อต้องมาจำหน่ายพันธุ์ไม้ คุณไพศักดิ์จึงปลูกต้นพ่อแม่พันธุ์ไว้ แล้วขยายพันธุ์ โดยการทาบกิ่ง เสียบยอด ติดตา เมื่อพร้อมจำหน่ายก็นำมาวางตั้งไว้ที่หน้าร้าน