ระยะแรกของการปลูกลำไย คุณวิรัชจะใช้ต้นลำไยรุ่นเก่าเพชรสาคร

มาปลูกเลี้ยงตอก่อน เพราะลำไยเพชรสาครมีขนาดลำต้นใหญ่ เติบโตเร็ว และรากหาอาหารเก่ง ต่อมาจึงค่อยนำลำไยพวงเพชรบ้านแพ้วมาเสียบยอดอีกครั้ง

สำหรับพื้นที่ 10 ไร่ สามารถปลูกลำไยในอัตราถี่ ระยะห่างประมาณ 4 เมตร เฉลี่ยไร่ละ 30 ต้น ขณะนี้คุณวิรัชมีเนื้อที่ปลูกลำไยจำนวน 18 ไร่ ปลูกลำไยได้ประมาณ 500 กว่าต้น มีต้นทุนการผลิต 150,000 บาท ผลผลิตรุ่นแรก ขายลำไยได้ 900,000 บาท ส่วนผลผลิต รุ่นที่ 3 ได้ 2.5 ล้านบาท ลำไยให้ผลตอบแทนที่ดี หากทำให้ลำไยออกผลได้

“ลำไย ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าไม้ผลชนิดอื่น แต่ต้องทำให้ออกผลนะ เทคนิคอยู่ที่การราดสารและการจัดการผลผลิตที่ดี สวนลำไยมีรายได้สูงกว่าการทำสวนมะม่วง แต่เทียบกับการทำสวนมะนาวที่ได้ผลผลิตทุกเดือน ปลูกมะนาวสัก 7 ปี ก็โกยรายได้ดีกว่าทำสวนลำไยเสียอีก” คุณวิรัช กล่าว

เมื่อมีเกษตรกรมาขอคำแนะนำเรื่องการทำสวนลำไย คุณวิรัชจะเสนอให้ปรับพื้นที่ปลูกลำไย ในระยะห่าง 8 ศอก เนื้อที่ 10 ไร่ จะปลูกลำไยได้ 600 กว่าต้น การจัดสวนวิธีนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตจำนวนมากออกขายได้ 3 ปี พอเข้าปีที่ 5-6 ต้นลำไยที่ปลูกจะมีทรงพุ่งชนกัน หากปล่อยไว้จะทำให้ต้นลำไยไม่ออกผล ต้องตัดสางต้นลำไยออก ให้มีระยะห่าง 8 เมตร เมื่อถึงช่วงวัยนี้ต้นลำไยจะให้ผลผลิตสูงสุด ไม่ต่ำกว่า 120-130 กิโลกรัม ยิ่งโคนต้นมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ปริมาณผลผลิตก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ขึ้นอยู่กับว่าตัวเกษตรกรจะตัดสินใจเก็บผลผลิตไว้สักเท่าไหร่

“เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมดูแลสวนลำไยโดยใส่ปุ๋ยเคมี 16-16-16 หรือ สูตร 17-17-17 ตกลูกละพันกว่าบาท ผมมองว่า ไม่ใช่สิ่งจำเป็น สามารถลดต้นทุนให้ถูกลงได้ โดยใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ ลูกละ 400 บาท ก็เพียงพอแล้ว โดยใช้ในสัดส่วนเดียวกับที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี ทุกวันนี้ผมเลือกใช้ปุ๋ยมูลนกกระทา จากจังหวัดชัยนาท ซื้อในราคากิโลกรัมละ 3 บาทเอง” คุณวิรัช กล่าว

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ ในสวนลำไย คุณวิรัชเตือนว่าควรตรวจสอบจนมั่นใจว่า ปุ๋ยที่มาจากแหล่งดังกล่าวปลอดภัย ไร้ปัญหาสารเคมีตกค้าง เพราะปีก่อนน้องชายคุณวิรัชเคยซื้อปุ๋ยมูลไก่หรือมูลสุกรมาใส่ในสวนลำไย ปรากฏว่า โซดาไฟที่ตกค้างในปุ๋ยได้กัดทำลายรากต้นลำไย จนเสียหายล้มตายไปหลายร้อยต้น

หารายได้เสริมในสวนลำไย

การปลูกลำไยในช่วงระยะแรก ปี 1-2 คุณวิรัชจะปลูกต้นมะพร้าวแกงเพื่อขายตัดยอด โดยปลูกต้นมะพร้าวขนาบต้นลำไย ในแปลงที่ยกร่อง โดยซื้อพันธุ์มะพร้าวแกง ในราคาลูกละ 12 บาท นำมาปลูกในระยะห่าง ประมาณ 1.50 เมตร 1 ร่อง จะปลูกต้นมะพร้าวแกงได้ประมาณ 60 ต้น ใช้เวลาปลูกมะพร้าว ประมาณ 16 เดือน จะมีแม่ค้ามาเหมาสวนซื้อยอดมะพร้าวในราคาต้นละ 200 บาท เทคนิคง่ายๆ แบบนี้ ช่วยโกยรายได้เข้ากระเป๋าได้หลักแสนทีเดียว

การผลิตลำไยนอกฤดู

หลังจากปลูกลำไยพวงเพชรบ้านแพ้ว ประมาณ 30 เดือน คุณวิรัชจะเริ่มราดสารโพแทสเซียมคลอเรตในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เพื่อให้มีผลผลิตลำไยเข้าสู่ตลาดในช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน และเช็งเม้ง ที่ตลาดต้องการซื้อลำไย ขณะเดียวกันลำไยบ้านแพ้วเข้าสู่ตลาดไม่ตรงจังหวะกับสินค้าลำไยจากภาคเหนือและภาคตะวันออก จึงสามารถขายสินค้าได้ราคาดีกว่าลำไยในช่วงฤดู

“เมื่อต้องการผลิตลำไยนอกฤดู วันแรกผมจะรดน้ำต้นลำไยในอัตราปกติ วันที่สองจึงเริ่มราดสารโพแทสเซียมคลอเรต โดยไม่ต้องรดน้ำตาม สำหรับต้นลำไย อายุ 1 ปี ราดสารโพแทสเซียมคลอเรตแค่ 1 ขีด ต้นลำไยก็ให้ผลผลิตแล้ว หลังจากนั้น จึงค่อยรดน้ำแบบวันเว้นวัน ผ่านไป 18-20 วัน ต้นลำไยจะเริ่มแทงช่อดอกออกมา ต้นลำไยสาวจะแทงช่อดอกค่อนข้างไว แต่ต้นลำไยเก่าจะแทงช่อช้ากว่า บางครั้งต้องรอเกือบ 30 วัน จึงจะแทงช่อออกมา” คุณวิรัช กล่าว

ที่ผ่านมา คุณวิรัชสามารถขายลำไยหน้าสวนได้ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท แม่ค้าที่เข้ามาเหมาสวนจะนำไปขายปลีกในราคากิโลกรัมละ 80 บาท ผู้บริโภคก็ยอมรับได้ เพราะติดใจในคุณภาพและรสชาติ คุณวิรัชเคยทดลองนำลำไยพวงเพชร บ้านแพ้วไปวางขายคู่กับลำไยพันธุ์อีดอ (ชาวสวนบ้านแพ้ว เรียกว่า พวงเงิน) และพวงทอง ปรากฏว่า ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อลำไยพวงเพชรบ้านแพ้วเป็นตัวเลือกแรก เพราะพึงพอใจรสชาติและกลิ่นหอมของลำไยพันธุ์นี้ ล่าสุดห้างท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ติดต่อขอซื้อลำไยพันธุ์นี้ไปวางขายในห้าง แต่เนื่องจากสินค้ามีจำนวนจำกัด คุณวิรัชจึงต้องปฏิเสธคำสั่งซื้อดังกล่าว

สวนลำไยให้ได้ผลผลิตดี

คุณวิรัช บอกว่า ปีแรกต้นลำไยจะให้ผลผลิตไม่เกิน 40 กิโลกรัม หากพบช่อไหนไม่ดี ผมตัดทิ้งเลย สวนลำไยที่เพิ่งปลูกในระยะแรก ลำต้นยังไม่สูงมากนัก ผมจะเอื้อมมือไปปลิดลูกลำไยที่ไม่ได้ขนาดทิ้ง ให้เหลือแต่ผลลำไยเกรดเอ ที่มีขนาดใหญ่น้ำหนักเฉลี่ย 55-60 ผล ต่อกิโลกรัม ซึ่งขายได้ราคาดี

การผลิตลำไยเกรดเอ ทำได้ไม่ยาก คุณวิรัชบอกว่า เมื่อลำไยมีผลผลิตในช่วงเดือน 1-4 ไม่ต้องเร่งสารใดๆ ปล่อยให้ต้นลำไยเติบโตตามธรรมชาติ จนย่างเข้าเดือนที่ 6-7 ผลลำไยจะเริ่มขยายผลได้เอง เมื่อถึงช่วงนี้คุณวิรัชจะฉีดพ่นธาตุแคลเซียม หรือให้ปุ๋ยเคมีสูตรที่มีธาตุอาหารตัวท้ายสูงๆ เพื่อเป็นตัวช่วยขยายผลลำไยให้เติบโตได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของต้นลำไยด้วย หากเป็นต้นลำไยในช่วงปีที่ 5-10 โอกาสที่จะได้ผลผลิตเกรดเอก็ทำได้ง่าย หากเป็นลำไยต้นเก่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็น้อยลง

ต้นลำไยในสวนแห่งนี้ อายุ 1ุ6 ปีแล้ว แต่ลำต้นก็ยังไม่สูงมากนัก เพราะคุณวิรัชมีเทคนิคจัดการสวนที่แตกต่างกว่าใคร ทั้งนี้ ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรกรทั่วไปมักจะตัดช่อลำไยให้มีใบติดออกมา 2-3 ใบ แต่คุณวิรัชนิยมตัดช่อพร้อมใบ ประมาณ 7-8 ใบ เท่ากับเป็นการตัดแต่งกิ่งให้สั้นลงไปพร้อมกัน ช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน เพราะไม่ต้องเล็มตัดแต่งกิ่งซ้ำอีกหน

จุดเด่นที่น่าสนใจอีกอย่างในสวนแห่งนี้ก็คือ ไม่ขึงตาข่ายกันค้างคาวเลย เพราะคุณวิรัชตัดช่อบนทิ้งหมด ทำให้ค้างคาวไม่เจอแหล่งอาหาร ทำให้สวนอายุ16 ปี แห่งนี้ไม่ถูกค้างคาวรบกวนแม้แต่ครั้งเดียว หากใครมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับลำไยพันธุ์นี้ สามารถพูดคุยกับ คุณวิรัช ปานบ้านแพ้ว ได้โดยตรงที่เบอร์โทรศัพท์ (034) 481-113, (080) 059-5988, (081) 373-4988

อากาศแห้งแล้งในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเฝ้าระวังการระบาดของไรแดง สามารถพบได้ในระยะที่มันสำปะหลังมีอายุประมาณ 3 เดือน ไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้ใบเหลืองซีดเป็นจุดประขาว ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการสร้างหัวของมันสำปะหลัง

ไรแดง ที่พบทำลายมันสำปะหลัง มี 3 ชนิด คือ ไรแดงหม่อน ไรแดงมันสำปะหลัง และ ไรแมงมุมคันซาวา สำหรับไรแดงหม่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ใต้ใบแก่และใบเพสลาด หากระบาดรุนแรง ตัวไรจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินน้ำเลี้ยงบนยอดอ่อน โดยสร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น

เมื่อไรเริ่มลงทำลายต้นมันสำปะหลังจะสังเกตเห็นรอยทำลายเป็นจุดประด่างเหลืองบนผิวด้านบนใบ หากไรเข้าทำลายรุนแรง จะทำให้ใบไหม้ ตรงกลางใบขาดพรุน ใบลู่ลง และเหี่ยวแห้ง กรณีไรแดงหม่อนลงทําลายในต้นมันสําปะหลังที่มีอายุ 1-3 เดือน อาจทําให้ใบร่วง ยอดแห้ง และตายได้

ส่วนไรแดงมันสำปะหลังจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหน้าใบ ไม่สร้างเส้นใย ทำให้ใบเป็นจุดประสีขาวซีด พบระบาดได้ตลอดปี สำหรับไรแมงมุมคันซาวา จะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบ สร้างเส้นใยปกคลุมผิวใบบริเวณที่ไรอาศัยอยู่ พบระบาดเป็นครั้งคราว แต่การระบาดจะรุนแรงมาก ทำให้ใบไหม้ ใบขาดเป็นรูบริเวณใกล้เส้นกลางใบ ส่งผลทำให้ใบมันสำปะหลังไหม้ทั้งแปลง ใบร่วง และแห้งตาย

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการปลูกมันสําปะหลังในช่วงที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ถ้าพบระบาดของไรแดง ให้เกษตรกรเก็บใบมันสําปะหลังและส่วนที่ถูกทำลายนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก สำหรับในพื้นที่ที่มีการระบาดของไรแดงอย่างรุนแรง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด ได้แก่ สารไพริดาเบน 20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปโรมีซิเฟน 24% เอสซี อัตรา 6 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยควรพ่นสลับชนิดสารเพื่อป้องกันการต้านทานสารป้องกันกำจัดไร และไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง

อำเภอเกาะยาว มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 41,916 ไร่ ครัวเรือนเกษตรกร จำนวน 2,853 ครัวเรือน พืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ยางพารา ข้าวนาปี ไม้ผล และพืชผัก โดยเฉพาะข้าวมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นนาผืนสุดท้ายกลางทะเลอันดามัน มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 277 ราย พื้นที่ 880 ไร่ ดังนั้น การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค จะส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

คุณอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาวได้ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน โดยใช้กระบวนการโรงเรียนเกษตรกร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดฤดูการผลิต ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเกาะยาวส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การปรับปรุงและบำรุงรักษาดิน ความปลอดภัยของผู้ผลิต ผลผลิต ผู้บริโภค และระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสนิยมในปัจจุบัน ที่นิยมบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้เป็นแหล่งผลิตอาหารในระบบอินทรีย์ โดยการลดการใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทน

สำหรับการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของอำเภอเกาะยาวนั้น สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา ได้จัดทำโครงการการผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์ โดยมีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์ทั้งภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ โดยเริ่มจากการสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจในนโยบายเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเพิ่มความรู้ ทักษะการผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์ ได้แก่ การผลิตแหนแดง มวนพิฆาต ไส้เดือนฝอย และปุ๋ยหมักเติมอากาศ ซึ่งมีเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ราย แต่เมื่อเปิดดำเนินการโครงการ ปรากฏว่ามีเกษตรกรให้ความสนใจเข้าอบรมมากกว่า 30 ราย

ตัวอย่างของเกษตรกรที่ผ่านการอบรมแล้วนำความรู้ เทคโนโลยีที่ได้ไปปฏิบัติ จนเห็นผลเป็นรูปธรรมสามารถเป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรรายอื่นๆ ได้แก่ แปลงของ คุณกัลยาณี อ่อนทอง เกษตรกรต้นแบบ เครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเกาะยาว ซึ่งมีการปลูกพืชมูลค่าสูงในโรงเรือนระบบปิด ขนาด 6×20 เมตร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาวและสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา ตามโครงการผลิตพืชปลอดภัยสนับสนุนการท่องเที่ยว พืชที่ปลูก ได้แก่ เมล่อน มะเขือเทศ แตงโม และพืชผัก นอกจากนี้ ยังมีแปลงเกษตรผสมผสานตามศาสตร์พระราชาของเกษตรกรอีกจำนวน 10 ราย ซึ่งกิจกรรมครอบคลุมเรื่องการเกษตรในทุกสาขาอาชีพด้านการเกษตร

นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ยังได้จัดทำโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร สินค้าที่เน้น ได้แก่ มะพร้าว และพืชผัก มีเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 60 ราย ดำเนินโครงการโดยจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรพร้อมนำไปศึกษาดูงานและประเมินแปลงเบื้องต้น ต่อจากนั้นศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงาจะตรวจรับรองแปลงให้เกษตรกร

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้และทักษะให้เกษตรกร สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาวยังได้ร่วมกับศูนย์ฝึกอาชีพเฉพาะด้านจัดอบรมให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ หลักสูตร “การผลิตพืชผักปลอดภัยเพื่อการค้า” และหลักสูตร “การเพาะเมล็ดงอก” เกษตรกรเป้าหมายหลักสูตรละ 50 ราย 2. ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี หลักสูตร “การผลิตและขยายศัตรูธรรมชาติ” เกษตรกรเป้าหมาย 30 ราย 3. ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จังหวัดชุมพร หลักสูตร “การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจเพื่อเสริมรายได้และช่วยผสมเกสร” เกษตรกรเป้าหมาย 60 ราย และ 4. ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช หลักสูตร “การผลิตและขยายพันธุ์พืช” เกษตรกรเป้าหมาย 30 ราย

โดยทุกหลักสูตรมีเกษตรกรเข้ารับการอบรมเกินเป้าหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตระหนักและการตื่นตัวของเกษตรกรอำเภอเกาะยาวในการสนใจ ใฝ่รู้ และให้ความร่วมมือเพื่อพัฒนาและผลิตสินค้าเกษตรของตนเองให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย

ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นผู้นำในการถ่ายทอดความรู้และทักษะให้เกษตรกรรายอื่นๆ เป็นการสร้างเครือข่ายเกษตรเพื่อเป็นการพัฒนาอำเภอเกาะยาวเมืองเกษตร-อินทรีย์ตามเป้าหมายที่วางไว้ รองรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับโครงการปีงบประมาณ 2562 อำเภอเกาะยาว ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้เสนอโครงการสร้างความปรองดองของชุมชนเพื่อความยั่งยืน “บ้านน้ำจืด เกาะยาว โมเดล” โดยมีกิจกรรมสำคัญคือ ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรด้วยนวัตกรรม โดยการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้ชาวนา 4.0” อีกด้วย

ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การแข่งขันทางการค้า การพัฒนาทางด้านการขนส่ง-สัญจร ตลอดจนการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของสังคมเมือง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้จังหวัดขอนแก่นก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ “Smart City”

นับแต่อดีต ขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีความเข้มแข็งทางด้านเกษตรกรรมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ หรือแม้แต่งานหัตถกรรมที่สวยงามและประณีตอย่างผ้าไหม จนถึงตอนนี้สิ่งเหล่านั้นก็ยังคงรักษาคุณภาพ มาตรฐานอยู่ แล้วยังคงสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความภาคภูมิใจให้กับชาวเมือง

เมื่อความเจริญของสังคมเมืองก้าวเข้ามา การเป็นสังคมเกษตรกรรมของผู้คนในยุคสมัยใหม่ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ลองไปฟังมุมมองจาก คุณทรงพันธ์ จันทร์สว่าง เกษตรจังหวัดขอนแก่น

คุณทรงพันธ์ กล่าวว่า สำหรับขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีกิจกรรมทางการเกษตรที่มีความหลากหลาย ดังนั้น เมื่อพูดถึงภาพรวมของเกษตรจังหวัดจึงมีความหลากหลายมิติ สิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงความหลากหลายคือ ถ้ามองดูลักษณะรูปจากแผนที่ของจังหวัดขอนแก่นแล้ว ด้านบนของจังหวัดประกอบด้วย อำเภอบ้านฝาง อุบลรัตน์ หนองเรือ ภูเวียง ชุมแพ ฯลฯ โดยทุกอำเภอมีลักษณะพื้นที่ติดภูเขา หรือที่ราบเชิงเขา ทำให้ชุดดิน น้ำ อากาศ มีความชุ่มชื้น ชาวบ้านมีทางเลือกในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม้ผล

ส่วนทางตอนล่างของจังหวัดที่ประกอบไปด้วยอำเภอเมือง บ้านแฮด บ้านไผ่ เมืองพล หนองสองห้อง ฯลฯ มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบ ความสมบูรณ์ของชุดดินมีน้อย ดินเค็ม พบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ ชาวบ้านเลือกประกอบอาชีพได้ไม่หลากหลายนัก ไม่ว่าจะเป็นการทำนาก็จะได้รับผลกระทบทางสภาพการเปลี่ยนแปลงของอากาศทำให้เกิดความเสียหายกระทบเป็นแสนไร่ ทั้งนี้ เพราะเกิดจากความต่างของชุดดิน

ดังนั้น ทางเจ้าหน้าที่เกษตรจะต้องเข้ามามีบทบาทในความช่วยเหลือ จัดหาแนวทางที่เหมาะสม บริหารจัดการให้ถูกต้องกับสภาพพื้นที่แต่ละท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรไว้บริโภคและจำหน่ายได้อย่างเต็มที่ จึงเห็นว่าเกิดความหลากหลายขึ้น

ด้วยเหตุนี้การส่งเสริมทางกิจกรรมของภาคเกษตรทั้งทางตอนบนและตอนล่างจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับในตอนล่างจะเน้นเรื่องการสร้างแหล่งน้ำซึ่งมีทั้งน้ำผิวดินที่เป็นการขุดสระให้แก่ชาวบ้านขนาดเล็ก ประมาณ 1,260 คิว เนื่องจากเกษตรกรในภาคอีสานล้วนแต่เป็นรายย่อย มีที่ดินทำกินไม่มาก ประมาณ 5-7 ไร่ สามารถใช้น้ำได้อย่างไม่เดือดร้อนในช่วงหน้าแล้ง สำหรับปลูกผักและพืชอายุสั้น

อีกส่วนเป็นน้ำจากใต้ดิน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบดูแลโดยกรมทรัพยากรน้ำที่จะต้องเข้ามาสำรวจแล้วพิจารณาว่าในพื้นที่แต่ละแห่งมีความเหมาะสมในชั้นใต้ดินเพื่อขุดเจาะน้ำมาใช้ทางการเกษตรกรรม เนื่องจากดินบางแห่งอาจเค็มมากไม่เหมาะกับการขุดเจาะ

ส่วนกิจกรรมเกษตรด้านตอนบนของจังหวัดอาจไม่ค่อยได้รับความเดือดร้อนนัก ชาวบ้านสามารถทำเกษตรกรรมต่างๆ ได้ อาทิ ข้าว ปลูกเป็นนาปี มีจำนวน 70-80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป หรือถ้าเป็นชาวบ้านที่อาศัยในบริเวณใกล้ภูเขาอาจปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งหลังเก็บเกี่ยวพืชเหล่านั้นแล้วยังปลูกพืชอายุสั้นเป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง หรือข้าวโพดหลังนา (เลี้ยงสัตว์)

นอกจากนั้นแล้วยังมีพื้นที่ในเขตชลประทานตั้งแต่บางส่วนของอำเภออุบลรัตน์ น้ำพอง ซำสูงบางส่วน และอำเภอเมืองบางส่วน ที่ยังคงสามารถปลูกพืชได้อย่างไม่เดือดร้อนนัก แล้วปลูกได้อย่างมีคุณภาพภายใต้การบริหารจัดการที่ดี แล้วยังทำนาปรังได้ในหน้าแล้งบางคราว

พืชที่โดดเด่นของจังหวัดมี 3 ชนิดหลัก คือ ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง โดยมีพื้นที่ทำเกษตรกรรมรวมจำนวน 3 ล้านกว่าไร่ จะแบ่งเป็นปลูกข้าวจำนวนล้านกว่าไร่ ปลูกอ้อย 7-8 แสนไร่ และปลูกมันสำปะหลังจำนวน 2 แสนไร่

เกษตรจังหวัดชี้ว่า ที่ผ่านมาพืชทั้ง 3 ชนิด มีปัญหาด้านราคาเป็นช่วงสลับกัน อาจเป็นเพราะต้องอ้างอิงราคาจากตลาดโลกเป็นหลัก ทั้งนี้ สถานการณ์ข้าวในรอบปี 2561-62 มีราคาค่อนข้าวสูงเป็นที่พอใจ แต่มาเจอในช่วงน้ำน้อยที่ทำนาปรังไม่ได้อาจทำให้บางรายเสียโอกาสไป

อย่างไรก็ตาม มีมาตรการบางอย่างที่นำมาใช้ได้และช่วยทำให้ราคาข้าวสูงกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการลดพื้นที่ทำนารอบ 2 ในพื้นที่บางแห่ง แล้วชดเชยด้วยการปลูกพืชน้ำน้อย พร้อมกับมาตรการส่งเสริมทางการตลาดควบคู่กันไป อย่างการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงทำให้ปริมาณข้าวในตลาดและราคามีความสมดุล

ส่วนอ้อยเป็นพืชที่มีกฎหมายรองรับในตัวเอง อีกทั้งยังต้องอาศัยกลไกราคาจากต่างประเทศ จึงทำให้ราคาอ้อยในปีที่ผ่านมารวมถึงต้นปีนี้ไม่สูงเท่าไรนัก สำหรับมันสำปะหลัง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีราคาดีมาก อย่างมันสดที่เป็นมันดิบได้ราคาไม่ต่ำกว่า 2 บาท ต่อกิโลกรัม หรือบางช่วงดันไปถึง 3 บาท ทำให้ชาวบ้านพอใจ

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชที่มีความสำคัญโดยเฉพาะในวงการอาหารสัตว์ ขณะที่ในประเทศมีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์หลายแห่ง จึงทำให้มีความต้องการข้าวโพดทั้งปีถึง 8 ล้านกว่าตัน แต่สามารถผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน (ทั้งที่ปลูกแบบพืชไร่กับหลังทำนา) จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าถึงปีละกว่า 3 ล้านตัน

ผลตอบแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวนาปรังแบบไร่ต่อไร่ พบว่า รายได้จากการปลูกขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดีกว่าการทำนาปรังเป็นเท่าตัว อีกทั้งปริมาณการใช้น้ำปลูกข้าวโพดก็น้อยกว่าทำนาครึ่งต่อครึ่ง อย่างทำนา 1 ไร่ ใช้น้ำประมาณ 1,200 ลบ.เมตร ปลูกข้าวโพดใช้น้ำ 600 ลบ.เมตร ต่อไร่ แล้วผลตอบแทนปลูกข้าวโพดต่อไร่ ประมาณ 3-4 พันบาท แต่ทำนาปรังไม่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับต้นทุนในแต่ละครั้ง

อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นทางด้านการผลิตอาหารสัตว์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง แต่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ไม่ใช่จะปลูกได้ทุกแห่ง เพราะต้องพิจารณาจากโครงสร้างดินด้วย แต่สำหรับจังหวัดขอนแก่นมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังทำนาจำนวน 7 หมื่นกว่าไร่

ไม้ผลที่เด่นคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เป็นการปลูกแบบคุณภาพมาตรฐานแบบแปลงใหญ่ที่อำเภอบ้านแฮด เพื่อส่งขายญี่ปุ่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ พื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้มีจำนวนไม่กี่พันไร่ แต่ชาวสวนมีศักยภาพการปลูกมาก เนื่องจากต้องบริหารจัดการกระบวนการปลูก ดูแล เก็บผลผลิต ไปจนถึงการแพ็กส่งขายอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากต้องให้ได้ผลผลิตตามคุณภาพ มาตรฐานที่ลูกค้าต่างประเทศต้องการ ทั้งขนาด รสชาติ ความสมบูรณ์ของผิว รวมถึงต้องควบคุมสารตกค้าง ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองสร้างรายได้สูงให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่

นอกจากนั้น ยังมีมะม่วงเขียวเสวยที่ปลูกแบบแปลงใหญ่ที่อำเภอบ้านไผ่ ส่งขายต่างประเทศ อย่าง จีน ไต้หวัน มีพื้นที่ปลูกจำนวนกว่า 3 พันไร่

การรับมือกับหน้าแล้งนี้

การให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะพื้นที่ตอนล่างของจังหวัด โดยพิจารณาว่า มีพื้นที่ใดที่พอมีแหล่งน้ำก็จะส่งเสริมให้ปลูกพืชน้ำน้อย อย่างที่อำเภอฝาง มีการปลูกข้าวโพดฝักสดขายตลอดทั้งปี ก็จะเข้าไปส่งเสริม เพราะมีชาวบ้านปลูกแล้วนำไปขายส่งกัน หรือถ้าบางแห่งปลูกพืชไม่ได้ก็อาจหากิจกรรมอื่นทำ

อีกกิจกรรมหนึ่งสำหรับชาวบ้านคือ สมัคร BALLSTEP2 การปลูกปอเทืองเพื่อขายเมล็ดพันธุ์ เป็นอาชีพที่ชาวบ้านมักปลูกหลังทำนาเพื่อหารายได้เสริม เมื่อเก็บเมล็ดพันธุ์แล้วก็จะมีหน่วยงานต่างๆ มารับซื้อ ดังนั้น ในทุกกิจกรรมทางเกษตรจังหวัดจะพยายามหาทางช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อให้บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนในช่วงหน้าแล้ง

งานแปรรูปพืชผลทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า

เป็นอีกแนวคิดและช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรหรือชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นมา ผลผลิตข้าวแปรรูปเป็นหนึ่งสินค้าที่นิยมทำกัน โดยรวมกันทำในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้ บางกลุ่มมีการพัฒนาไปอีกก้าวด้วยการผลิตเป็นข้าวอินทรีย์เพื่อสร้างมูลค่าให้ขายได้ราคาสูงกว่าปกติ

สำหรับงานแปรรูปอื่นก็จะเป็นการนำกล้วยมาแปรรูปเป็นกล้วยตาก หรือบางกลุ่มแปรรูปจากแมลงจิ้งโกร่ง หรือจิ้งหรีด ซึ่งแมลงทั้งสองจากการวิจัยแล้วพบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะกับการทดแทนโปรตีน จนทำให้ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมากจนผลิตไม่ทัน

นอกจากนั้น ยังมีการส่งเสริมให้ปลูกผักอินทรีย์คุณภาพตามมาตรฐานรับรอง แล้วมีภาคเอกชนเข้ามารับซื้อในราคาเป็นธรรม อย่างที่บ้านโนนเขวา ผู้ผลิตได้ทำข้อตกลงกับเทสโก้โลตัสผู้รับซื้อในรูปแบบ “โนนเขวาโมเดล” ขึ้น ถือเป็นการผลิตผักตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

งานทอผ้าของขอนแก่นก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของจังหวัดที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปไกลต่างประเทศ เพราะเป็นงานทอผ้าที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ละเอียด ประณีต โดยล่าสุดทางจังหวัดได้กำหนดให้ลายแคนแก่นคูณ เป็นลายทอผ้าไหมของจังหวัด

การเป็นเมือง Smart City จะทำให้วงการเกษตรต้องปรับตัวอย่างไร??

มองว่าการที่ขอนแก่นเป็น Smart City น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของชาวบ้านในภาคเกษตรกรรม ทั้งนี้ ทำให้เกษตรกรมีช่องทางการตลาดมากขึ้น เนื่องจากคนเมืองคงหาเวลามาปรุงอาหารน้อยลง ความต้องการสินค้าเกษตรที่พร้อมปรุงน่าจะช่วยให้สะดวกกว่า

ฉะนั้นถ้าภาคเกษตรกรรมปรับแนวคิดมาแปรรูปสินค้าบริโภคชนิดปรุงได้ทันทีจะช่วยทำให้ตลาดมีความต้องการมากขึ้น แล้วยิ่งทำให้สะอาด น่ารับประทานด้วยการบรรจุใส่แพ็กเก็จที่สวยงาม ระบุสถานะความปลอดภัยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ขายดีมาก จะทำให้ชาวบ้านตื่นตัวมาเป็นผู้ขายมากขึ้น พร้อมกับเตรียมตัวเพื่อก้าวสู่การเป็น Smart City