รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษา

ราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ย้ำถึงบทบาทของ สอวช. ว่า ประเด็นสำคัญ 2 ประการ ที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งระดับประเทศและหน่วยงาน ซึ่งต้องมองอย่างเป็นระบบว่าการรวมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ากับการอุดมศึกษาแล้ว เกิดมูลค่าเพิ่มอะไร จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างไร รวมถึงการขยายผลระบบวิจัยตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางจะไปต่ออย่างไร เอกชนอยู่ตรงไหน และต้องดูแลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสังคมและมนุษยศาสตร์ให้ความสำคัญทัดเทียมด้านวิทยาศาสตร์

“เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ต้องมาคุยกันให้ชัดเจน เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ สอวช. ในอนาคตจะต้องเป็นผู้ประสานสิบทิศ ต้องเดินสายหารือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ ” ดร.พิเชฐ กล่าว

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เสนอแนวทางที่จำเป็นในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยย้ำว่าเป้าหมายของ สอวช. ต้องคำนึงถึงความสุขของประชาชน คุณภาพของคนไทย ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม รวมทั้งทำงานควบคู่กับคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติเพื่อผลักดัน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังต้องทำแผนกำลังคนและเพิ่มคุณภาพคน ให้สอดรับกับงบประมาณที่ต้องดูให้ครอบคลุม

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการ สวทน. กล่าวว่า สวทน. ได้เตรียมการรองรับการเปลี่ยนผ่านจาก สวทน. เป็น สอวช. โดยทำงานในลักษณะ partnership กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมหาวิทยาลัย เป็นต้น ออกแบบระบบจัดสรรและบริหารงบประมาณ จัดทำนโยบายด้านการพัฒนาสังคม

ออกแบบระบบงาน และกระบวนการทำงานสำคัญของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นอกจากนี้ มีหลายหน่วยงานที่พร้อมร่วมทำวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ สวทน. เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (STIPI) เป็นต้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นเป้าหมายปลายทางว่าการเปลี่ยนผ่านจาก สวทน. ไปสู่ สวอช. นั้น ประเทศชาติจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไร และจะก่อให้เกิดเป็นสังคมฐานความรู้ได้อย่างไร โดย เลขาธิการ สวทน. รายงานต่อที่ประชุม โดยคาดว่าจะสามารถประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ในนัดแรก ได้ราวเดือนมิถุนายน 2562

จากลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดตราด ที่อยู่ปลายสุดแผ่นดินของประเทศไทย และมีพื้นที่ด้านหนึ่งติดฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย ทำให้สภาพของอากาศ ความชื้นและสภาพดินเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชกลุ่มไม้ผล เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง

เกษตรกรที่นี่จึงทำสวนไม้ผลกันมายาวนานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยมีสับปะรดตราดสีทองที่เป็นพืชเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของเกษตรกรจังหวัดตราด เป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรค่อนของสูง มีการปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตตลอดปี ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ จัดเป็นสับปะรดบริโภคผลสดพันธุ์เดียวของไทย ที่ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ด้วยลักษณะเด่นที่รูปทรงผล สีผิวเหลืองส้ม รสชาติหวานมาก เนื้อเหลืองทองสม่ำเสมอ เนื้อแห้งกรอบและมีกลิ่นหอมกว่าสับปะรดทุกสายพันธุ์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของสับปะรดพันธุ์นี้ จัดเป็นสับปะรดกลุ่มควีน (Queen) ลักษณะเด่นภายนอก คือ ขอบใบที่ต้นและขอบใบที่จุกผลมีหนามสั้นๆ แหลมคม ทรงโค้งสีน้ำตาลแดง ผลเป็นรูปทรงกระบอก ผิวเปลือกเมื่อแก่สุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มหรือเหลืองส้ม ตาใหญ่ ร่องตาลึก เปลือกหนาตาลึก ทนทานต่อการขนย้าย

ลักษณะภายในนั้นมีความหวาน 16-20 บริกซ์ กลิ่นหอมมาก เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อและไส้กรอบ เนื้อแห้งไม่ฉ่ำน้ำ เนื้อมีเส้นใยอ่อนนุ่ม เคี้ยวไม่ติดฟัน สอบถามเกษตรกรและนักวิชาการสำนักงานเกษตรจังหวัดตราดว่า สับปะรดตราดสีทองเข้ามาเมื่อไร เป็นเรื่องระบุได้ยากมาก เพราะไม่มีการบันทึกไว้ แต่อาจเป็นไปได้ว่าในช่วงแรกๆ เป็นการนำเข้ามาจากทางภาคใต้เป็นพันธุ์ภูเก็ต ต่อมามีการยกระดับขึ้นมาเป็นพืชเศรษฐกิจโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ซึ่งสมัยนั้นเกษตรจังหวัด และเกษตรอำเภอเขาสมิง จัดให้มีการประกวดสับปะรดตราดสีทอง ในงานเทศกาลผลไม้ประจำปีของดีจังหวัดตราด ทั้งที่ก่อนนั้นจัดประกวดเฉพาะสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียอย่างเดียว ในปีนั้นจึงได้จัดประกวดสับปะรดตราดสีทองอีกชนิดหนึ่ง นับเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมสับปะรดตราดสีทองอย่างจริงจัง

สับปะรดผลสดสินค้าใหม่ตลาดโลกจากข้อมูลด้านการส่งออกสับปะรดของไทยที่มีสัดส่วนการครองตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลกมาตลอดมากกว่า 10 ปี แต่เป็นการส่งออกผลิตภัณท์สับปะรดแปรรูปเกือบทั้งสิ้น ส่วนสับปะรดผลสดนั้นส่งออกน้อยมาก เทียบไม่ได้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไต้หวัน และประเทศผู้ผลิตสับปะรดแถบอเมริกาใต้และแอฟริกา

ทั้งนี้เพราะขาดการส่งเสริมด้านการวิจัย การพัฒนาและการส่งเสริมที่จริงจัง และขาดความต่อเนื่อง ยังไม่มีการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดใหม่ๆ ที่เป็นของไทยเอง ทั้งพันธุ์สับปะรดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม และพันธุ์สับปะรดเพื่อบริโภคผลสด เกษตรกรและภาคโรงงานจึงไม่มีทางเลือก และไม่มีโอกาสแข่งขันการค้าในตลาดต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าประเทศที่ผลิตสับปะรดเป็นการค้า มีพันธุ์สับปะรดผลสดเป็นของตัวเอง การส่งออกสับปะรดผลสดทำเงินเข้าประเทศกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น พันธุ์ Tainung และHoney Gold ของไต้หวัน พันธุ์ Josapine ของมาเลเซีย

อีกวิธีหนึ่งคือ เขานำเข้าสับปะรดพันธุ์ดีจากต่างประเทศเข้ามาส่งเสริมเกษตรกรเพื่อผลิตเป็นการค้า เช่น พันธุ์ MD-2 หรือพันธุ์ Gold เป็นสับปะรดพันธุ์ล่าสุดจากฮาวายที่ใช้ประโยชน์ได้ 2 อย่าง คือ เป็นสับปะรดบริโภคผลสดและอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ ที่กำลังมาแรงแซงหน้าทุกพันธุ์ เนื่องจากเข้าครองตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาไปเรียบร้อย แม้จุดกำเนิดจะอยู่ที่ฮาวาย แต่ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งออกมาจากหลายประเทศ เช่น คอสตาริกา ฮอนดูรัส กานา ไอวอรีโคสต์ เม็กซิโก เอกวาดอร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ขณะที่ไทยเราคงมีแต่พันธุ์ปัตตาเวียเท่านั้นที่ใช้เป็นผลสด และใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูป แล้วก็ใช้กันมายาวนาน มากว่าประมาณ 40-50 ปี แต่ก็ไม่มีการพัฒนาสับปะรดพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น

ผลผลิตน้อยตลาดต้องการมาก
ข้อมูลการผลิตสับปะรดตราดสีทอง ปี 2553 ของสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด สรุปไว้ดังนี้ พื้นที่ปลูก 8,947 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 6,180 ไร่ ผลผลิตรวม 24,700 ตัน มีแหล่งปลูกที่สำคัญ คือ เขตอำเภอเมือง เขาสมิง บ่อไร่ และแหลมงอบ ตามลำดับ จากข้อมูลการบริโภคสับปะรดผลสดในประเทศตกประมาณ 400,000-500,000 ตัน ต่อปี เป็นสับปะรดปัตตาเวียเกือบทั้งหมด เมื่อครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้นำคาราวานผลไม้พวกเงาะ ทุเรียน มังคุด และลองกอง จากจังหวัดระยองไปออกร้านประชาสัมพันธ์ของดีภาคตะวันออกที่ตลาดสดในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ระหว่าง วันที่ 17-19 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดขอนแก่น โดยเปิดให้มีการซื้อขายสินค้าเกษตรและสินค้าอื่นทั้งแบบขายส่งและขายปลีกตลอด 24 ชั่วโมง มีผู้เกี่ยวข้องและผู้มาใช้บริการประมาณ 20,000-30,000 คน ต่อวัน

ครั้งนั้นทีมคาราวานจากระยองได้นำผลไม้ 4 ชนิด คือ เงาะ ทุเรียน มังคุด และลองกอง ไปเปิดตลาด จึงนำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียไปทดลองการตลาดด้วย จำนวน 2,000 กิโลกรัม ดูว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งๆ ตอนที่ไปเป็นช่วงที่เงาะ ทุเรียน มังคุด และลองกอง มีผลผลิตออกมากที่สุด ราคาก็ต่ำที่สุด ในวันที่เริ่มมีการซื้อขายผลไม้ ผู้คนที่มารออยู่นั้น ต่างกรูเข้าซื้อผลไม้ทุกอย่างกันแบบโกลาหล ปรากฏว่าสับปะรดปัตตาเวีย 2 ตัน (ประมาณ 1,500 ผล) ที่ขายกิโลกรัมละ 15-20 บาทนั้น ขายหมดเกลี้ยงในพริบตา

จากการสอบถามพ่อค้าแม่ค้าและผู้ที่มาซื้อของที่ตลาดแห่งนี้ ทราบว่าคนขอนแก่นชอบทานสับปะรดมาก โดยเฉพาะสับปะรดจากภาคตะวันออก เพราะมีรสชาติหวานกว่าสับปะรดจากจังหวัดหนองคาย ราคาในตลาดก็ซื้อขายกัน 15–20 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ไม่ค่อยเห็นสับปะรดพันธุ์ตราดสีทองวางขายที่ตลาดเลย จึงขอยืนยันว่าสับปะรดตราดสีทองเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่มีศักยภาพด้านตลาดในประเทศที่ไม่จำกัดขอบเขตภูมิภาค เพียงแต่จัดการด้านการกระจายผลผลิต และการขนส่งสู่จุดจำหน่ายให้ดี จะช่วยส่งเสริมการผลิตของเกษตรกรให้ขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น

และควรดำเนินการพัฒนาเพื่อการส่งออกอย่างจริงจัง แม้มีรายงานผลการวิจัยที่ยังไม่สรุปแน่ชัดว่า มีการทดลองส่งไปประเทศญี่ปุ่นโดยทางเรือแล้วเกิดอาการไส้สีน้ำตาล (internal browning) ที่ยังแก้ไขไม่ได้ ขณะที่บางการทดลองสรุปว่า ไม่เกิดอาการดังกล่าวหรือเกิดขึ้นน้อยมาก และคุ้มค่ากับการลงทุนในการทำธุรกิจส่งออกไปญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้มาจากหลายส่วนสรุปได้ว่า สับปะรดตราดสีทอง เป็นสับปะรดบริโภคผลสดหนึ่งเดียวที่ยังโดดเด่นมาก แม้ระยะหลังจะมีการพัฒนาสับปะรดภูแล นางแลและห้วยมุ่นขึ้นมาเป็นทางเลือกของผู้บริโภคก็ตาม แต่ก็ยังมีปริมาณที่น้อยมากและมีจุดอ่อนบางอย่างเมื่อเทียบกับสับปะรดตราดสีทอง

การผลิตง่าย ต้นทุนต่ำ กำไรสูง
การทำไร่สับปะรดอาจมองดูว่ามีการลงทุนที่สูงมากกว่าพืชชนิดอื่น นั่นเพราะมีการบริหารจัดการผลิตที่ไม่เหมาะสม แต่ชาวไร่ที่เป็นมืออาชีพกลับเห็นว่าสับปะรดเป็นพืชที่ดูแลไม่ยาก เมื่อเทียบกับไม้ผลจำพวกเงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง หรือลำไย เพราะสับปะรดทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่ฝนไม่มากเกินไป ความต้องการน้ำปานกลาง ไม่มากเท่าไม้ผล โรคแมลงศัตรูก็ไม่ค่อยมี ที่สำคัญสับปะรดเป็นพืชที่สามารถกำหนดแผนการผลิตได้ค่อนข้างแน่นอน จัดเป็น programe crop ได้จริง สามารถกำหนดวันปลูก เก็บเกี่ยวได้ กระจายการผลิตได้ตลอดปี มีความแน่นอน แผนการผลิตและเก็บเกี่ยวจะผิดพลาดไม่มาก

สับปะรดตราดสีทองยังมีอายุการเก็บเกี่ยวนับแต่วันที่บังคับการออกดอกเพียง 135 วัน ซึ่งเร็วกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย 15-20 วัน บังคับการออกดอกง่าย คือจะออกดอก 95-100 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้สารบังคับดอกเพียง 1 ครั้ง เท่านั้น ให้จำนวนหน่อที่มากกว่า ซึ่งจะเป็นรายได้ของเกษตรกรอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ทรงผลของสับปะรดตราดสีทองยังมีความสม่ำเสมอทั้งขนาด ความยาวผล น้ำหนัก รูปทรงที่ดีมาก หากมีการดูแลและบำรุงตามข้อแนะนำที่ดี จะให้ความยาวของผล ระหว่าง 17- 20 เซนติเมตร ที่เรียกว่า ผลจัมโบ้ (ผลใหญ่) ขายได้ราคาหน้าฟาร์ม 8-14 บาทผ ต่อล ซึ่งปกติผลผลิตสับปะรดตราดสีทองช่วงเก็บเกี่ยว จะให้ขนาดของผลเป็นผลจัมโบ้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ ผลขนาดกลาง 30-40 เปอร์เซ็นต์ ผลเล็กและจิ๋ว 10 เปอร์เซ็นต์

ราคาขายที่ต่างกันแต่ละขนาด ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายแบบคละหรือขายเหมาเป็นไร่ เฉลี่ย 8-10 บาท ต่อผล เกษตรกรมีกำไรสุทธิจากการลงทุน 50-200 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับช่วงเดือนที่เก็บเกี่ยวผลผลิต เช่น เดือนกรกฎาคม-กันยายน ราคาสับปะรดจะสูงมาก ส่วนเดือนเมษายน-มิถุนายน ราคาจะตกลงมาบ้าง เพราะเป็นฤดูกาลของผลไม้พวก ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ที่ออกสู่ตลาดมาก

ขณะที่เกษตรกรที่ปลูกสับปะรดตราดสีทองแซมสวนยางพารา ใช้หน่อปลูกระหว่าง 4,000-6,000 ต้น/ไร่ แต่หากปลูกเป็นพืชเดี่ยวจะปลูกได้ 7,000- 8,000 ต้น/ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้และกำไรจากการลงทุนปลูกสับปะรดตราดสีทองค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับพืชอื่น อย่างไรก็ตาม ราคาที่เกษตรกรขายได้จะสะท้อนผลกำไรหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของเกษตรกรด้วยว่ามีการปฏิบัติอย่างไร ด้านการใช้ปัจจัยการผลิต ปุ๋ยเคมี สารกำจัดวัชพืช สารบังคับการออกดอก ฮอร์โมน อาหารเสริม รวมทั้งแผนการปลูก การบังคับการออกดอกของสับปะรดด้วย สำหรับเกษตรกรที่มีประสบการณ์และเป็นมืออาชีพจะทำ

ต้นทุนการผลิตสับปะรดตราดสีทอง 3.50-4.00 บาท/ต้น แต่มีเกษตรกรหลายคนที่ใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพและปุ๋ยขี้ไก่ ทดแทนปุ๋ยเคมีกลับมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า คือระหว่าง 2.80-3.00 บาท/ต้น เท่านั้น ลองคิดดูว่าเกษตรกรจะมีกำไรสุทธิต่อการลงทุนระหว่าง 20,000-30,000 บาท/ไร่ จึงเป็นพืชทองของคนเมืองตราดอย่างแท้จริง นับวัน พืชผักสมุนไพรไทยจะได้รับการพิสูจน์ให้เห็นสรรพคุณอันมหัศจรรย์ในโลกสมัยใหม่ยิ่งขึ้นทุกที อย่างเมื่อเร็วๆ นี้เอง ผักพื้นบ้านธรรมดาๆ ชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “บัวบก” หรือ “ผักหนอก” หรือ “ผักแว่น” ก็ได้รับการวิจัยค้นพบสรรพคุณที่ยกฐานะผักจิ้มน้ำพริกตัวนี้ ขึ้นสู่ระดับสมุนไพร 5 ดาว

ที่น่ายินดีคือผู้ค้นพบสรรพคุณใหม่ของบัวบก เป็นนักวิจัยคนไทยผู้พบว่าบัวบกมีสารฆ่าเนื้อร้ายในลำไส้ใหญ่ได้นี่เป็นการค้นพบที่สำคัญมาก เพราะแค่สมุนไพรชนิดหนึ่งสามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ไม่ให้ลุกลามก็นับว่าเจ๋งแล้ว ยิ่งสามารถขนาดฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างบัวบกก็ต้องนับว่าเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์เลยทีเดียว

วิธีวิจัยก็น่าสนใจมาก เพราะมีการนำสารสกัดบัวบกมาฆ่าเซลล์เนื้อร้ายจากลำไส้ใหญ่ ในหลอดทดลองให้เห็นกันจะจะ และเมื่อนำสารสกัดบัวบกไปป้อนให้ หนูทดลองที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็พบว่าเซลล์มะเร็งของคุณหนูๆ มีขนาดลดลง

ตามมาตรฐานการวิจัยนั้น หากยาใดทดลองกับหนูได้ผล ก็สามารถนำมาใช้ในคนได้ผลอย่างเดียวกันด้วย

อันที่จริง งานวิจัยชิ้นนี้คือเป็นการต่อยอดจากภูมิปัญญาไทย ดั้งเดิมที่ใช้น้ำต้มบัวบกสดดื่มแก้ช้ำใน หรือใช้น้ำคั้นบัวบกชำระแผลสด แผลเปื่อย

ภายหลังมีการศึกษาวิจัย พบว่าเหตุที่บัวบกแก้ช้ำในได้นั้นเพราะมีสารสำคัญ 3 ตัว คือ กรดมาเดคาสสิก (madecassic acid) กรดเอเชียติก (Asiatic acid) และ เอเซียติโคไซด์ (Asiaticoside) อันเป็นที่มาของชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Asiatic Pennywort และชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica ซึ่งนอกจากจะมีสารสำคัญประจำตัวว่ากรดเอเชียติกแล้ว ยังมีใบขอบหยักวงกลมขนาดเล็กเท่าเหรียญเพนนีหรือเหรียญเซนต์ด้วย แต่วันนี้บัวบกก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามีคุณค่ามากกว่าเหรียญเพนนีหลายพันเท่า

สารสำคัญ ทั้ง 3 ชนิดในน้ำบัวบกเมื่อรวมกันเรียกว่า สารไตรเทอร์ปีนส์ (Triterpenes) ซึ่งช่วยรักษาบาดผลสดและแผลเปื่อยได้เป็นอย่างดี โดยช่วยขจัดเชื้อหนองออกมาจากแผลจนเกลี้ยงเกลา เพราะน้ำคั้นบัวบกสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียง่ายๆ หลายชนิดที่ทำให้แผลอักเสบเป็นหนอง เช่น เชื่อแสตพไฟโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) เชื้อบีต้า สเตรปโต ค็อกคัส (B-Strepto coccus) และกระทั่งเชื้อแรงๆ อย่างสูโดโมแนส แอรูจิโนซ่า (Pseudomonas aeruginosa) เป็นต้น

จากนั้นสารสำคัญในบัวบกจะช่วยเร่งสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ช่วยสมานแผลให้หายสนิท โดยไม่เกิดคีลอยด์ (Keloid) หรือแผลนูนที่ดูไม่สวยที่น่าทึ่งก็คือ ถ้าดื่มน้ำคั้นบัวบกก็จะให้ผลในการรักษาแผลเน่าเปื่อยได้เช่นกัน ข้อมูลตรงนี้ได้จากหลักฐานการทดลองกับคุณหนูๆ อีกนั่นแหละ

กล่าวคือ หากป้อนน้ำสารสกัดบัวบกให้หนูกินทางปาก ในขนาด 100 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม เป็นประจำ ภายใน 7 วัน ก็จะพบว่าขนาดของแผลลดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทน คือช่วยเรียกเนื้อจนผิวหนังปิดสนิทเร็วขึ้น

นอกจากมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแล้ว สารสำคัญของบัวบก ยังมีฤทธิ์ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเยียวยาบริเวณที่ช้ำและเป็นแผล ซึ่งมีส่วนช่วยให้อาการช้ำในและบาดแผลหายเร็วขึ้นด้วย

จริงอยู่บัวบกเป็นผักพื้นบ้านใกล้ตัวที่คนไทยนำมาบริโภคได้ง่ายอยู่แล้ว แต่มีข้อมูลสำคัญที่มักเข้าใจผิดกันว่า บัวบกนั้นใช้แต่ส่วนใบมารับประทาน จนเรียกน้ำใบบัวบกจนติดปาก ทั้งที่อันที่จริงแล้ว การเอาเฉพาะส่วนใบมาใช้จะได้ตัวยาไม่ครบ การใช้บัวบกทุกครั้งไม่ว่าจะนำมาจิ้มน้ำพริกกิน หรือนำมาคั้นน้ำดื่ม หรือเอามาใช้เป็นยาภายนอก จะต้องใช้บัวบกทั้งต้น ใบ และรากด้วย

เพราะในรากนั้นมีตัวยาอยู่มาก นอกจากมีฤทธิ์สมานแผลแก้ช้ำในแล้ว ยังเป็นยาบำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น และแน่นอน เป็นยาบำรุงกำลังที่คนไทยรู้จักกันมาช้านาน

เห็นสรรพคุณเด็ดขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าจะให้ตั้งหน้าตั้งตาหาบัวบกมากินกันไม่บันยะบันยัง เพราะบัวบกเป็นยาเย็นจัด หากกินมากอาจทำให้ท้องอืดท้องร่วง หัวใจสั่น ปวดหัว หรือวิงเวียนศีรษะได้

เคล็ดการกินบัวบกอย่างง่ายๆ และได้ผลดี คือเอาบัวบกทั้งต้น ทั้งราก มาจิ้มน้ำพริกกิน วันละหนึ่งกำมือ เพียงเท่านี้ก็ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาวในร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้อีกโขแล้ว

วิธีปรุงบัวบกนั้น มี 2 วิธี คือ คั้นน้ำบัวสด เป็นวิธีทำน้ำบัวบกเป็นเครื่องดื่ม

นำบัวบกสดมา 1 กำมือ ตำให้แหลกละเอียด แล้วเติมน้ำ 1 แก้ว คนให้เข้ากัน กรองกากออกคั้นเอาแต่น้ำยาแล้วปรุงรสด้วยน้ำตาล และเกลือนิดหน่อย ช่วยให้ดื่มได้ง่ายขึ้น การปรุงบัวบกแบบนี้ สามารถดื่มได้ครั้งละ 1 แก้ว เป็นประจำทุกวัน

ต้มน้ำบัวบก เป็นวิธีทำน้ำบัวบกเป็นยา

ใช้บัวบก 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3 แก้ว เมื่อยาเดือดแล้ว รี่ไฟให้น้ำยาเดือดอ่อนๆ ต่อไปอีก 15 นาที หรือจนน้ำยางวดลงเหลือ 1 แก้ว น้ำยาที่ได้ใหม่ๆ จะมีสีเหลือง เมื่อเย็นลงจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว มีรสขมมาก อาจเติมน้ำตาลเล็กน้อย ปรุงรสให้กินง่ายขึ้น

ขนาดที่ใช้ กินครั้งละ 30 ซีซี วันละ 3 ครั้ง ยาต้มนี้เมื่อกินเข้าไป ลมหายใจจะมีกลิ่นหอม หัวใจชุ่มชื่น ไม่ควรกินยาต้มบัวบกมากเกินไป เพราะอาจเกิดพิษข้างเคียงได้

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้บัวบกแบบผงได้อีกด้วย ในตำรายาไทย ใช้ผงบัวบก 2 ส่วน ผสมผงพริกไทย 1 ส่วน ละลายน้ำร้อนกินก่อนนอน ครั้งละครึ่งช้อนชา กินขนาดนี้เป็นประจำได้ ถ้าเกินขนาดอาจะเป็นพิษได้

กล่าวกันว่ายาตำรับนี้ กิน 1 เดือน โรคร้ายหายสิ้น มีปัญญาดี
กิน 2 เดือน ร่างกายบริบูรณ์ น่ารัก เป็นเสน่ห์
กิน 3 เดือน ริดสีดวง 10 จำพวกหายสิ้น
กิน 4 เดือน ลมสิบจำพวกหายหมด
กิน 5 เดือน โรคร้ายในกายทุเลาขึ้น
กิน 6 เดือน ไม่รู้จักเมื่อยขบ
กิน 7 เดือน ผิวกายจะสวยงาม

ทั้งหมดนี้เป็นคำกล่าวของคนโบราณ จะจริงเท็จอย่างไร ก็พิสูจน์ด้วยตัวเองได้ ข้อสำคัญอย่ารับประทานเกินขนาด หรือจะใช้สูตรของชาวภารตะ เขากินนมผสมผงบัวบกจนติดเป็นนิสัย ถือว่าเป็นยาช่วยให้ความจำดี เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ

บัวบกเป็นพืชผักล้มลุกที่ปลูกง่าย มีชีวิตยืนยาวหลายฤดูกาล ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ แต่ต้องมีแดด เชื่อว่าถ้าคนรุ่นใหม่นิยมดื่มน้ำบัวบกกันมากขึ้น ก็จะช่วยให้บัวบกไม่สูญพันธุ์ไปจากตลาดสดเมืองไทย

แถมยังเป็นเครื่องดื่มบำรุงสมอง บำรุงร่างกาย ที่ราคาถูกกว่าและสรรพคุณดีกว่า เครื่องดื่มแบรนด์ดัง ราคาแพงๆ ที่ทุ่มโฆษณากันเกินพอดีอยู่ในเวลานี้อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นองค์กรที่มีพันธกิจหลักในการเป็นสะพานเชื่อม ระหว่างองค์ความรู้ อาจารย์ นักวิจัย เพื่อผลักดันให้เกิดศักยภาพต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยพัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีเริ่มต้น ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการสร้างและพัฒนาธุรกิจด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมีเครือข่าย เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์

ในส่วนของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้มอบหมายให้นักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ทำการศึกษาวิจัยในด้านผลิตภัณฑ์เพื่อคุณภาพ พืชหนึ่งที่น่าสนใจคือสาหร่ายน้ำจืด ด้วยเหตุผลที่ว่า สาหร่ายน้ำจืดในภาคเหนือมีหลายชนิด ประชาชนนิยมนำมาประกอบอาหารที่เอร็ดอร่อยและมีราคาถูก เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของสาหร่ายนี้เอง ทำการศึกษาวิจัยเรื่องสาหร่าย ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามด้วยเหตุผลที่ว่า ตลอดจนทำอย่างไรจะให้นวัตกรรมที่วิจัยออกมาได้นี้ขายได้จริงในท้องตลาด สนับสนุนโดยสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตามนโยบายของอุทยานวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ เล่าว่า สาหร่ายเตา เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียว พบอยู่ในแหล่งน้ำนิ่งหรือน้ำไหลเอื่อยๆ ลักษณะเป็นเส้นยาว ไม่แตกกิ่งก้าน เมื่อสัมผัสจะเป็นเมือกลื่น พบในธรรมชาติตามแหล่งน้ำสะอาด มีคุณค่าทางโภชนาการ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เตาเป็นตัวชี้วัดความสะอาดของน้ำ ช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ชาวบ้านนิยมรับประทานสดหรือนำมาปรุงอาหารที่เรียกว่า ยำเตา สาหร่ายไก เป็นสาหร่ายน้ำจืดที่ขึ้นอยู่บนก้อนหิน อาศัยในน้ำไหลเป็นน้ำที่มีคุณภาพ ลักษณะเป็นเส้นสายยาว สีเขียวสด พบมากในลำน้ำน่านและแม่น้ำโขง สาหร่ายไกสามารถต้านการเกิดอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงมาก ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีการนำมาใช้เป็นยาบรรเทาอาการโรคได้หลายชนิด เช่น โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง รักษาบาดแผล ชาวบ้านนำมาแปรรูปอาหารพื้นบ้าน เช่น ไกยี ห่อนึ่งไก