ราคามะละกอมีขึ้นมีลง อย่างกินสุก หากเกษตรกรขายได้

กิโลกรัมละ 6-8 บาท เกษตรกรก็พอใจแล้ว ส่วนมะละกอโรงงานที่ผ่านมาถือว่าพอใช้ได้ แนวทางการผลิตมะละกอเรดเลดี้ ของเกษตรกรแถบอำเภอสามเงา ปัจจัยการผลิตเหมาะสม อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูง

ปลูกมะละกอเรดเลดี้ ให้ได้ผลดีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมมะละกอ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศทุกสภาพ และดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขังจะเจริญเติบโตได้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นดินเหนียวควรปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย และระบายน้ำให้ดีเสียก่อน ความเป็นกรดด่างของดินอยู่ระหว่าง 6.0-6.8

เพาะกล้า ให้เปอร์เซ็นต์ความงอกสูง
การเพาะเมล็ดลงในกระบะทราย วิธีการโดยเตรียมกระบะไม้ หรือกระบะพลาสติก ขนาด 40x60x10 เซนติเมตร (กว้างxยาวxสูง) ที่มีรูระบายน้ำด้านล่าง รองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หนึ่งชั้น ใส่ทราย (ทรายก่อสร้างที่ร่อนเอาเศษหินและไม้ออกแล้ว) ความหนา ประมาณ 2-3 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม ทำร่องลึก 1 เซนติเมตร ห่างกันแถวละ 5 เซนติเมตร โรยเมล็ดลงไป (เมล็ดควรจะคลุมด้วยยาออร์โธไซด์) จากนั้นกลบร่อง ใช้เศษฟางข้าวที่สะอาดปิดคลุมไว้ รดน้ำให้ชุ่ม หลังจากเมล็ดเริ่มงอก 3-5 วัน ให้รีบเอาฟางข้าวออก หลังจากหยอดเมล็ดได้ 10-14 วัน ต้นกล้ามีใบเลี้ยง 2 ใบ ให้ถอนย้ายลงปลูกในถุงดิน หรือในถาดเพาะต่อไป การรดน้ำในช่วงการเพาะเมล็ดนี้จำเป็นต้องใช้บัวที่มีฝอยละเอียด และรดทุกวันอย่าให้ทรายแห้งเป็นอันขาด

วิธีการย้ายกล้าลงในถุงดิน
การย้ายกล้าลงในถุงดิน ให้เตรียมถุงดินโดยใช้ถุงพลาสติก ขนาด 4×4 นิ้ว หรือ 4×6 นิ้ว เจาะรูตรงมุมด้านล่างทั้ง 2 ข้าง เพื่อระบายน้ำ ดินผสมที่ใช้ประกอบด้วย ดิน 3 บุ้งกี๋ ขี้วัวเก่า 1 บุ้งกี๋ ปุ๋ยสูตร 0-46-0 1 กำมือ คลุกเคล้าให้เข้ากันและกรอกลงในถุงดิน นำถุงดินไปวางเรียงบนแปลง ขนาดกว้าง 1.2 เมตร (เรียงได้ 10-15 ถุง) เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานและการคลุมต้นกล้า เพื่อป้องกันแสงแดดและฝน จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม นำต้นกล้ามะละกอที่ถอนจากกระบะทรายลงปลูกถุงละ 1 ต้น การย้ายกล้าควรกระทำในตอนเย็น หรือขณะที่แสงแดดน้อย หลังการย้ายกล้าให้รดน้ำตามอีกหนึ่งรอบ ทำหลังคาคลุมด้วยวัสดุที่พรางแสง ทิ้งไว้ 3-4 วัน พอต้นกล้าเริ่มติดและตั้งตัวแข็งแรงก็เริ่มเปิดที่พรางแสงออก แต่ทุกเย็น หรือขณะฝนตกต้องคลุมแปลงกล้าด้วยพลาสติกใสเพื่อป้องกันฝน ควรรดน้ำต้นกล้าทุกวัน และฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชเมื่อแมลงมารบกวน ประมาณ 25-30 วัน ก็สามารถย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลงได้

ย้ายกล้าลงในถาดเพาะกล้า
ให้ใช้ถาดเพาะกล้าพลาสติกสีดำ ที่มีจำนวน 104 หลุม ใส่มีเดีย (วัสดุใช้แทนดิน) ลงให้เต็มช่องหลุมแล้วปรับให้เรียบ รดน้ำให้ชุ่ม นำต้นกล้าที่ถอนออกจากกระบะทรายลงปลูกให้เต็มถาดเพาะ จะเห็นว่าวิธีการใช้ถาดเพาะกล้านี้ง่ายและสะดวก สามารถทำในที่ร่มและเก็บไว้ในที่ร่ม 3-4 วัน แล้วจึงย้ายไปวางเรียงในแปลงกลางแจ้งและทำหลังคาคลุมพลาสติกเพื่อป้องกันฝนตก ดูแลเหมือนวิธีแรก ประมาณ 25-30 วัน ก็สามารถย้ายลงปลูกได้ วิธีนี้จะช่วยในการขนย้ายต้นกล้าไปยังแปลงปลูกได้สะดวกกว่า

ศัตรู และการป้องกันกำจัด ไรแดง

เป็นศัตรูของมะละกอ ลักษณะการทำลายโดยการดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของมะละกอ เช่น ใบ ผล ดอก หรือส่วนอ่อนๆ ของพืช มักจะระบาดในช่วงที่มีอากาศร้อนและแห้ง

การป้องกันกำจัด เมื่อมีการระบาด ให้ตัด หรือเก็บส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยของไรแล้วเผาทำลาย

ทำลายพืชอาศัยบริเวณข้างเคียง

ใช้สารเคมีประเภทฆ่าไร เช่น อะคาร์ เคลเทน ไดฟอน และไอไมท์ ใช้ตามคำแนะนำของยาชนิดนั้นๆ โดยฉีดพ่นหรือใช้กำมะถันผงฉีดพ่น เป็นศัตรูที่สำคัญของมะละกออีกชนิดหนึ่งที่มีลำตัวขนาดเล็ก เคลื่อนไหวไวมาก ทำลายโดยการดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืชและเป็นพาหะของเชื้อไวรัส มักจะระบาดช่วงที่มีอากาศร้อนในฤดูแล้ง

การป้องกันกำจัด เนื่องจากเพลี้ยไฟเป็นแมลงที่มีการเคลื่อนไหวเร็วและสามารถสร้างความต้านทานต่อยาฆ่าแมลง ดังนั้น การใช้สารเคมีกำจัดจึงต้องเปลี่ยนชนิดของยาอยู่เสมอ ไม่ควรใช้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ยาที่ใช้ได้ผลคือ ไดเมทโซเอท คาร์โบซัลแฟน โดยใช้ตามคำแนะนำของยาชนิดนั้นๆ

เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง ลักษณะการทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนอ่อนของต้นมะละกอ เช่น ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอก หรือส่วนอ่อนของลำต้น เพลี้ยอ่อนเป็นพาหนะของเชื้อไวรัส เช่น โรคใบด่าง ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงของมะละกอ

การป้องกันกำจัด โดยการทำลายพืชอาศัยหรือโดยการทำลายมดซึ่งเป็นตัวพาหะให้เพลี้ยอ่อนไประบาด ใช้สารเคมี ป้องกันกำจัด เช่น ฉีดพ่นด้วยยาพวกคาร์โบซัลแฟน มาลาไธออน โดยใช้ตามคำแนะนำของยาชนิดนั้นๆ

สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะ หรือโดยการสัมผัสต้นที่เป็นโรคไปยังต้นที่ยังไม่เป็นโรค

ลักษณะอาการ เริ่มแรกใบยอดเหลืองซีด มีเส้นใบหยาบ หนา ต่อมาแผ่นใบจะด่างเป็นคลื่น เขียวเข้มสลับเขียวอ่อนมองเห็นชัดเจน ใบมีขนาดเล็กม้วนงอ ใบหด ถ้าเป็นกับต้นอ่อนมะละกอจะแคระแกร็น ใบล่างเหลืองและร่วงหล่น ส่วนยอดจะโกร๋นเมื่อเป็นอย่างรุนแรง แต่ถ้าเป็นมะละกอที่โตแล้ว การผสมของดอกจะไม่ติด หรือผลที่ติดแล้วจะมีลักษณะอาการด่างเป็นจุดดวงแหวนทั่วทั้งผล ผิวเป็นจุดรอยช้ำๆ

การป้องกันหมั่นตรวจแปลงปลูก ถ้าพบต้นที่เป็นโรคก็ให้รีบทำลาย โดยการถอนทำลายนำไปเผาไฟหรือฝังให้ลึกกำจัดแมลงที่เป็นพาหะของโรค เช่น เพลี้ยอ่อนและกำจัดพืชอาศัย เช่น วัชพืชที่อยู่รอบๆ แปลงปลูก ลักษณะอาการ ใบจะเหลืองซีดและร่วงหล่นเหลือแต่ส่วนยอด บริเวณรากเกิดอาการเน่าและบริเวณโคนต้นที่ติดกับผิวดินจะเน่า ต้นจะหักล้ม ต้นมีลักษณะฉ่ำน้ำ เน่าเป็นสีน้ำตาลถึงดำ

การป้องกันกำจัดสาเหตุเกิดจากเชื้อรา โรคนี้มักระบาดอย่างรุนแรงในช่วงที่อากาศร้อน อุณหภูมิสูงและความชื้นในบรรยากาศสูง เช่น ช่วงฤดูฝนหรือการให้น้ำในแปลงปลูกมากเกินไป มักจะระบาดในช่วงของต้นกล้าและหลังการย้ายปลูก

ลักษณะอาการ ใบจะเหลืองซีดและร่วงหล่นเหลือแต่ส่วนยอด บริเวณรากเกิดอาการเน่าและบริเวณโคนต้นที่ติดกับผิวดินจะเน่า ต้นจะหักล้ม ต้นมีลักษณะฉ่ำน้ำ เน่าเป็นสีน้ำตาลถึงดำ

ระวังอย่าให้น้ำมะละกอมากเกินไป ทั้งในระยะต้นกล้าและต้นโตไม่ควรให้ปุ๋ยประเภทไนโตรเจนมากเกินไป เพราะจะทำให้ลำต้นอวบ เปราะ และหักง่ายเตรียมดินให้ร่วนซุย ยกแปลงปลูกให้สูงทำทางระบายน้ำให้ดีอย่าให้น้ำท่วมขัง

จังหวัดฉะเชิงเทราหรือเมืองแปดริ้ว มีวัดหลวงพ่อโสธรที่โด่งดังเป็นที่นับถือสักการะของผู้คนทั่วประเทศแล้ว เมืองแปดริ้วยังมีชื่อเสียงด้านการผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพ ด้วยรสชาติที่หวานหอมและเนื้อนุ่ม ทั้งมะม่วงสุกหรือดิบ ทำให้ครองใจตลาดผู้บริโภคมาช้านาน แถมยังส่งไปขายต่างประเทศได้ในปริมาณที่สูงอีกด้วย หลายคนสงสัยว่า “ทำไม…มะม่วงแปดริ้ว จึงมีชื่อเสียงและขายได้” ก่อนอื่นควรรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับภาพรวมการผลิตมะม่วงของไทยเสียก่อน

ไทยมีมะม่วงพันธุ์ดีมากมาย
ประเทศไทยมีมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ทั้งเก่าและใหม่ ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษก็ปลูกมะม่วง พันธุ์อกร่อง พิมเสน ขายตึก ซึ่งสายพันธุ์เหล่านี้ในปัจจุบันได้รับความนิยมน้อยลง และบางพันธุ์หายไป หรือบางพันธุ์มีการนำมาปรับปรุงใหม่ เช่น พันธุ์ขายตึก หรืออย่างพันธุ์อกร่องที่พยายามนำกลับมาทำใหม่เพื่อให้ออกนอกฤดู แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมะม่วงในฤดูมีปริมาณมาก ทำให้ราคาตก อย่างไรก็ตาม หากสามารถทำได้ก็จะประสบความสำเร็จเรื่องราคา เพราะเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว

มะม่วงสายพันธุ์ยอดนิยมคือ น้ำดอกไม้ ยังคงครองแชมป์ทั้งขายภายในและส่งออกไปต่างประเทศในกลุ่มของมะม่วงสุก หากเป็นมะม่วงดิบก็มีหลายสายพันธุ์ เช่น เขียวเสวย ที่มียอดการส่งไปขายที่ประเทศเวียดนามในแต่ละปีสูงมาก

มะม่วง ไม้ผลเศรษฐกิจ
มะม่วง จัดเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมาก นอกจากใช้บริโภคภายในประเทศในรูปผลสด แล้วยังมีการแปรรูปส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก มีพื้นที่เพาะปลูก 1.97 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 3.12 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,583 กิโลกรัม ต่อไร่ ต้นทุนการผลิต 5.42 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 29.75 บาท ต่อกิโลกรัม

แหล่งผลิตมะม่วงที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย น่าน ลำพูน เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา เป็นต้น โดยสายพันธุ์มะม่วงที่ปลูกเชิงการค้าในปัจจุบัน ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ฟ้าลั่น โชคอนันต์ มหาชนก แก้วขมิ้น และอาร์ทูอีทู เป็นต้น

มะม่วงแปดริ้ว ทำเลเป็นต่อ
ข้อได้เปรียบของเกษตรกรชาวจังหวัดฉะเชิงเทราในการประกอบอาชีพปลูกมะม่วงคือ สภาพดินและน้ำ เพราะเป็นดินตะกอนที่มีความเค็มเล็กน้อย เป็นน้ำกร่อย ข้อได้เปรียบเช่นนี้ ทำให้ผลผลิตมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรามีรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก จังหวัดฉะเชิงเทรามีการปลูกมะม่วงอยู่ในอันดับต้นของประเทศไทย มีผลผลิตปีละ 2-3 หมื่นตัน เพราะเป็นมะม่วงที่มีคุณภาพและรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม ไม่มีโรคแมลงมารบกวน จึงทำให้ผิวสวย ขณะเดียวกัน ในแต่ละปีจะมีผลผลิตที่สูงมาก

การผลิตมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรานั้นได้รับการยอมรับทางด้านรสชาติ คุณภาพที่ได้มาตรฐาน ที่สำคัญ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค อำเภอบางคล้า เป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ เนื่องจากอำเภอบางคล้ามีคุณภาพดินที่มีความเหมาะสมเพราะเป็นดินเหนียวปนตะกอน มีธาตุอาหารสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกมะม่วง พันธุ์ที่นิยมรับประทานดิบ ได้แก่ เขียวเสวย ฟ้าลั่น แรด ทวายเดือนเก้า ขายตึก โชคอนันต์ มันขุนศรี และพันธุ์ที่นิยมรับประทานสุก ได้แก่ น้ำดอกไม้เบอร์ 4 น้ำดอกไม้สีทอง อกร่อง และมหาชนก

จังหวัดฉะเชิงเทรามีพื้นที่ปลูกมะม่วงกระจายไปทุกอำเภอ ได้แก่ บางคล้า ราชสาส์น แปลงยาว พนมสารคาม สนามชัยเขต ท่าตะเกียบ และคลองเขื่อน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สูง ที่ดอน และเกษตรกรมีระบบการจัดสวนที่ดี โดยได้รับรองการจัดสวนตามระบบ GAP แล้ว

ทั้งนี้ ผลผลิตมะม่วงของจังหวัดส่วนใหญ่จำหน่ายในตลาดภายในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการลงนามสัญญาซื้อขายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกระหว่างเกษตรกรชาวสวนกับบริษัทผู้ส่งออก ตั้งแต่ ปี 2544 เป็นต้นมา โดยกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการส่งออก ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตมะม่วงส่งออก จังหวัดฉะเชิงเทรา และกลุ่มสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด

สถานการณ์ทางการตลาดมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับตลาดภายในประเทศ ช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน อาจมีผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคามะม่วงตกต่ำ ราคาขายสูงหรือต่ำตามคุณภาพของผลผลิต และถือว่าเป็นไปตามกลไกตลาด ทางจังหวัดมีการช่วยเหลือเกษตรกรในการระบายผลผลิตมะม่วงด้วยการจัดงานมหกรรมมะม่วงในท้องถิ่น อันได้แก่ งานวันมะม่วงและของดีอำเภอพนมสารคาม ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ต่อด้วยงานเทศกาลมะม่วงและของดีเมืองบางคล้า ในช่วงเดือนมีนาคม และงานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ในช่วงเดือนเมษายน นอกจากนี้ ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้มีโครงการจัดตลาดนัดมะม่วงอยู่ตลอดเวลาบริเวณเส้นทางฉะเชิงเทรา-พนมสารคาม เป็นตลาดจำหน่ายมะม่วงขนาดใหญ่ของเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการจัดตลอดทั้งปี

จังหวัดฉะเชิงเทรามีประวัติการปลูกมะม่วงมาอย่างยาวนาน หากต้องการทำสวนมะม่วงคุณภาพดี เพื่อส่งออกแบบหลักเกณฑ์มาตรฐานแล้ว สวนเก่าแก่ทั้งหลายต้องรื้อปลูกใหม่ คือต้องให้อยู่ในช่วงเป็นวัยเจริญพันธุ์ มะม่วงต้นเก่าแก่และทางเดินอาหารไม่สะดวก ใบไม่โตแล้วจะทำให้ผลสวยได้อย่างไร จึงต้องรื้อสวนเพื่อปรับปรุงใหม่ เพราะมะม่วงถ้าต้องการให้ได้ผลผลิตที่ดี ควรจะอยู่ในช่วง 8-12 ปี

เกษตรกรแปดริ้วฝีมือดี+ปรุงดินบำรุงต้นเก่ง
ความจริงที่จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นกลุ่มแรกที่มีการพัฒนาวิธีการปลูกมะม่วง อย่างเช่น การห่อถุง ก็ถือว่าฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่นำร่อง โดยใช้ถุงดำคาร์บอนมาห่อผลมะม่วงเพื่อทำให้ผิวมีสีสวยนวลดูน่ารับประทาน โดยห่อตั้งแต่อายุ 50-60 วัน ทิ้งไว้ประมาณ 90-100 วัน จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ ผิวมะม่วงจึงสวยมาก ไม่ต้องนำไปบ่ม

เหตุผลที่ใช้ถุงดำ เพราะถุงดำมีลักษณะ 2 ชั้น ทึบแสง พอไม่มีแสงก็ไม่มีคลอโรฟิลล์ เลยเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง เดิมที วิธีนี้นิยมใช้ห่อสาลี่ในประเทศจีน แต่เกษตรกรฉะเชิงเทรานำวิธีนี้มาใช้กับมะม่วงที่ได้ผลดี

มะม่วงฉะเชิงเทรามีรสชาติที่ถูกใจผู้บริโภคเพราะผู้ปลูกมีประสบการณ์ที่ยาวนาน ดังนั้น คนปลูกมะม่วงก็เหมือนคนทำอาหารที่ต้องรู้ว่าต้องการให้มีรสชาติออกมาแบบใด ควรเติมหวาน เติมเผ็ดมากน้อยแค่ไหน เพราะความมีประสบการณ์จะบอกให้รู้เอง รวมไปถึงการได้รับความช่วยเหลือ คำแนะนำเป็นอย่างดีจากนักวิชาการเกษตรมาโดยตลอด

การผลิตมะม่วงให้มีรสชาติหวานอร่อย นอกจากใช้เทคนิคประสบการณ์ด้านการเพาะปลูกของเกษตรกรชาวสวนมะม่วงแล้ว ยังอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นตัวช่วยวิเคราะห์ธาตุดินของการให้อาหารมะม่วง ว่าดินขาดธาตุอาหารตัวไหน เช่น นำตัวอย่างดินจากอำเภอพนมสารคามที่มีลักษณะเป็นดินทรายมาก ไปตรวจวิเคราะห์พบว่าขาดธาตุอาหารตัวหน้าและตัวท้าย ส่วนตัวกลางสูง ต้องปรับปุ๋ยให้เหมาะสมตรงกับความต้องการของพืช

วิธีนี้ ช่วยบำรุงพืชให้ตรงกับสภาพความเป็นจริงแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเงินได้ดี โดยทั่วไปเกษตรกรชาวสวนมะม่วงฉะเชิงเทรานิยมใช้เทคนิคการให้ปุ๋ย โดยรอบแรกใช้ปุ๋ยสูตรเสมอก่อน คือ 15-15-15 หลังราดสารแล้วนิยมใช้ปุ๋ยตัวท้ายสูงคือ สูตร 15-5-20 เพื่อบำรุงต้นให้มีความหวานนั่นเอง

โดยทั่วไป ดินส่วนใหญ่ในพื้นที่อำเภอบางคล้าหรือคลองเขื่อน เป็นดินเหนียว เมื่อนำไปวิเคราะห์ปรากฏว่าตัวท้ายสูง จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมมะม่วงในเขตนั้นจึงมีรสชาติหวาน แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติเป็นตัวกำหนด ถือเป็นความได้เปรียบเชิงธรรมชาติ ประกอบกับสภาพพื้นที่ดินในจังหวัดนี้มีลักษณะพิเศษคือเป็นดิน 3 น้ำ ซึ่งเคยนำรถขุดดินลงไปลึกสัก 3 เมตร พบแต่เปลือกหอย จึงเรียกได้ว่า แผ่นดินจังหวัดฉะเชิงเทรา…ทำเลเป็นต่อ ทำให้มีผลผลิตมะม่วงมีรสชาติอร่อยเด็ด ครองใจผู้ซื้อทั้งในประเทศและตลาดส่งออกมาโดยตลอด

แม้ไทยจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารา อันดับ 1 ของโลก แต่ไม่สามารถกำหนดราคายางพาราเองได้ ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญความผันผวนของราคายางพาราตลอดเวลา เกษตรกรหลายรายตัดสินใจปรับลดพื้นที่ปลูกยางพาราบางส่วนเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นแซมในสวนยาง โดยเริ่มจากทดลองปลูกพืชในแปลงขนาดเล็กก่อน ทำสำเร็จจึงค่อยขยายผลไปสู่แปลงขนาดใหญ่ การปรับตัวเช่นนี้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยวแล้ว ยังเพิ่มโอกาสสร้างรายได้เสริมหมุนเวียนเข้ากระเป๋าได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

คุณนิวัฒน์ เนตรทองคำ เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบ Smart Farmer ภาคใต้ ที่ประสบความสำเร็จในการปรับตัวปลูกพืชผสมผสานยาง ในระบบเกษตรอินทรีย์ เน้นปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น ผักกูด กล้วยหอม กล้วยหิน กล้วยเล็บมือนาง ลองกอง ทุเรียน หมาก พริก พริกไทย ฯลฯ ทำให้มีลูกค้าเข้ามาติดต่อซื้อสินค้าโดยตรงถึงสวน คุณนิวัฒน์เก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน แต่ละวันจะมีรายได้เข้ากระเป๋ากว่า 1,000 บาท

คุณนิวัฒน์ ได้น้อมนำเอาหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการดำรงชีวิต และใช้แก้ปัญหาทางการเกษตรจนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เกษตรกรทั่วไป ทำให้คุณนิวัฒน์ได้รับรางวัลหมอดินอาสาดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2562 จากกรมพัฒนาที่ดิน และได้รางวัลปราชญ์เกษตรดีเด่น ในระดับเขต ประจำปี 2562 จากกรมส่งเสริมการเกษตร

เปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตร
ปัจจุบัน คุณนิวัฒน์ เปิดบ้านเลขที่ 89/2 หมู่ที่ 7 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ 087-390-7426 และ 099-080-2555 เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอหาดใหญ่ มีเกษตรกรและผู้สนใจแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้วิถีเกษตรผสมผสานยางในพื้นที่แห่งนี้ตลอดทั้งปี

เกษตรกรที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่แห่งนี้จะได้เรียนรู้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ประยุกต์การใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างคุ้มค่า ในสัดส่วน 30:30:30:10 จากใน 100 ส่วน ที่นี่มีพื้นที่ปลูกยางพารา ขุดสระน้ำ เลี้ยงปลา สร้างที่อยู่อาศัย เรียนรู้เทคนิคการทำปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อนำไปใช้ทาหน้ายางเพื่อยืดอายุการกรีดยางพารา และช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตได้อีกทางหนึ่ง

จุดเริ่มต้นปลูกพืชผสมยาง
เดิมที คุณนิวัฒน์ ปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ ต่อมาเจอปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และต้นยางไม่สามารถผลิตน้ำยางได้ตามที่ต้องการ เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพดินที่ไม่เหมาะสม คุณนิวัฒน์จึงสมัครเข้าอบรมเป็นหมอดินอาสา กับสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 ก็ได้รับคำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางพารา เป็นปลูกพืชผสมผสานยาง จะสร้างรายได้เพิ่มได้ดีกว่าปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยว

คุณนิวัฒน์ ตัดสินใจ โค่นต้นยางเล็กอายุ 4 ปี จำนวนหนึ่ง เพื่อนำพื้นที่ดังกล่าวมาปลูกพืชผสมยาง สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน ปัจจุบัน คุณนิวัฒน์มีพื้นที่ทำกินทั้งหมด 13 ไร่ มีการปลูกพืชผักไม้ผลประเภท กล้วย ผักกูด หมาก มะละกอ แตงกวา บวบ ลองกอง ทุเรียน มะนาว ฯลฯ ปลูกไม้ใช้สอย พืชสมุนไพร เลี้ยงสัตว์ปีก (เป็ด ไก่บ้าน ไก่ป่า) และสัตว์น้ำ (ปลาดุก ปลาหมอ กุ้ง) การเลี้ยงผึ้ง การเลี้ยงหมู ทำปุ๋ยใช้เอง ปรากฏว่า คุณนิวัฒน์ลดพื้นที่ปลูกยางพาราทำเกษตรผสมผสาน ทำรายได้มากกว่าสวนยาง 7 เท่า

การปลูกผักกูด
คุณนิวัฒน์ มีรายได้หลักจากผักกูด ทั้งการขายยอดผักกูดและต้นพันธุ์ผักกูด ผักกูดปลูกดูแลง่าย ลงทุนปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอด คุณนิวัฒน์มีพื้นที่ปลูกผักกูดประมาณ 5 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตขายส่ง ราคากิโลกรัมละ 40 บาท ขายปลีก กิโลกรัมละ 50 บาท สร้างรายได้มากกว่าเดือนละ 30,000 บาท

หากใครสนใจปลูกผักกูด คุณนิวัฒน์ให้คำแนะนำว่า การเตรียมดิน ให้ขุดหลุมลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม ปลูกผักกูดในระยะห่าง 30×30 เซนติเมตร ปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์ที่แตกหน่อจากต้นแม่ ประมาณ 3-4 ใบ ลงปลูก ควรให้น้ำระบบสปริงเกลอร์ในแปลงปลูกผักกูดให้ชุ่มอย่างสม่ำเสมอ

โดยธรรมชาติแล้ว ต้นผักกูด ไม่ชอบแสงแดดจัด สมัคร Genting Club เงาพรางแสง ตั้งแต่ 60-80% ของต้นกล้วยและไม้ผลยืนต้น เช่น ทุเรียน ลองกอง ฯลฯ ผักกูด ไม่ค่อยมีปัญหาโรคและแมลง ไม่มีการใช้สารเคมี จึงเหมาะสำหรับปลูกเป็นพืชผักปลอดสารพิษ ด้านการดูแลรักษา คุณนิวัฒน์ บอกว่า ต้องคอยถอนวัชพืชที่มีอยู่ในแปลงเป็นระยะ เมื่อต้นผักกูดเจริญเติบโตได้เต็มพื้นที่แล้ว จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินให้กับกล้วยเช่นกัน

หลังปลูกประมาณ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยคอก ไร่ละ 30 กระสอบ ใส่ปุ๋ยคอก เดือนละ 1 ครั้ง หลังปลูกประมาณ 6 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยการเด็ดยอดด้วยมือ เก็บผลผลิตออกขายได้ วันละ 60-70 กิโลกรัม จะมีรายได้จากการขายผักกูดไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ต่อวัน เลยทีเดียว ต้นผักกูดยิ่งถอนออก ยิ่งแพร่พันธุ์ ต้นพันธุ์ผักกูดปลูกง่าย จำหน่ายได้ตลอดทั้งปีทุกฤดูกาล

“ต้นพันธุ์ผักกูดจากสวนของผมมีคุณภาพดี ลูกค้าเชื่อถือ ท้องตลาดทั่วไปขายต้นพันธุ์ในราคา ต้นละ 2 บาท ลูกค้า​ก็ไม่เอา​ อยากซื้อสินค้าจากสวนผม ที่ขาย ต้นละ 3 บาท​ เพราะผักกูดสวนของผมคัดแต่พันธุ์ผักกูดต้นใหญ่​ให้ลูกค้า เมื่อนำไปปลูกจะมีอัตราการรอด 100% เต็ม แถมใช้เวลาปลูกสั้นๆ ก็เก็บยอดผักกูดออกขายได้แล้ว ขณะที่ท้องตลาดทั่วไปนิยมขายพันธุ์ผักกูดต้นเล็ก เมื่อนำไปปลูก ต้องใช้เวลา 6-8 เดือน จึงจะสามารถเก็บยอดผักกูดออกขายได้ ซึ่งเป็นการเสียเวลามากไป ลูกค้าไม่ชอบ​” คุณนิวัฒน์ กล่าว

ในสวนแห่งนี้ คุณนิวัฒน์ ปลูกกล้วยนานาสายพันธุ์ เช่น กล้วยหอมทอง กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหิน และกล้วยน้ำว้า เก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน ข้อดีของการปลูกกล้วยคือ ตลาดต้องการตลอดทั้งปี สามารถแปรรูปได้หลากหลายรูปแบบ แทบไม่มีศัตรูรบกวนและไม่ต้องดูแลอะไรมาก ขายได้ราคาดี ตลาดต้องการสูง สามารถปลูกแซมร่วมกับพืชอื่น หรือปลูกรวมกันเป็นแปลงเดียวก็ได้

กล้วยหอมทองของที่นี่ รสชาติอร่อยมาก เป็นที่นิยมของตลาด ผลสุกมีสีเหลืองทองแบบทองแดงเข้มๆ หวีใหญ่ ผลสุกงอมยิ่งอร่อยมาก หากแขวนไว้ผลสุกจะร่วงทีละลูก แม้เปลือกเปลี่ยนเป็นสีดำ แต่เนื้อกล้วยไม่ช้ำไม่เละ กล้วยหอมสงขลากินอร่อยกว่ากล้วยหอมทองทั่วไป คุณนิวัฒน์ตั้งราคาขายปลีกกล้วยหอมทองในราคากิโลกรัมละ 40 บาท ก็มีคนซื้อ กล้วยอีกชนิดที่ขายดีคือ กล้วยหิน นิยมใช้เป็นอาหารเลี้ยงนกกรงหัวจุก ขายได้ราคาดี ตกหวีละ 35-50 บาท หยวกกล้วยหิน เป็นหยวกกล้วยที่อร่อยที่สุดในบรรดาหยวกกล้วยทุกชนิด แถมขายได้ราคาดี ถึงกิโลกรัมละ 30 บาท หยวกกล้วยหินต้นเดียวขายได้หลายร้อยบาท