รายได้ของคุณคำสิ่งเกิดจากการนำผลผลิตไปขายที่ตลาดสด

แก่นตะวัน เป็นพืชสมุนไพรสายพันธุ์ต่างประเทศ ทั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อ “เยรูซาเล็ม อาร์ติโชค” แก่นตะวันอยู่ในวงศ์เดียวกับเบญจมาศและเก๊กฮวย ถูกจัดไว้ในสกุลเดียวกับทานตะวัน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาตอนเหนือ ในระยะแรกชาวอินเดียแดงรู้จักนำหัวของแก่นตะวันมาบริโภคเป็นอาหาร แม้ว่าพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตอากาศหนาวเย็นแต่สามารถปรับตัวได้ดีในเขตอบอุ่นและเขตร้อน

รู้ไหม ทำไมชื่อ “ แก่นตะวัน” แก่นตะวันนำเข้ามาปลูกครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2515 หรือเมื่อ 46 ปีก่อน คำว่า “ แก่นตะวัน ” มาจากคำว่า “แก่น” หมายถึง ความทรหดอดทน ส่วนคำว่า “ตะวัน” นำมาจาก ทานตะวัน เนื่องจากอยู่ในสกุลเดียวกัน แก่นตะวันเป็นพืชล้มลุก มีรากสะสมอาหารคล้ายหัวข่าหรือขิง ลักษณะตะปุ่มตะป่ำ ผิวไม่เรียบ ยาวประมาณ 7.50-10.00 เซนติเมตร เนื้อในของหัวมีทั้งสีขาวและเหลือง ลำต้นสูง 1.5-3.0 เมตร มีกิ่งก้านเรียวเล็ก มีขนที่ลำต้นและใบ ใบเรียวยาวรูปไข่ ขอบใบหยักแบบฟันปลา ผิวใบมีขนขึ้นปกคลุมเมื่อสัมผัส จะรู้สึกสากมือ

จุดเด่นของแก่นตะวัน

ข้อดีของแก่นตะวันอีกประการหนึ่งคือ เป็นพืชอายุสั้น สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 90-120 วัน ผลการทดสอบเบื้องต้นที่จังหวัดขอนแก่น ในหนึ่งไร่ให้น้ำหนักหัวสด 2,500-2,800 กิโลกรัม น้ำหนักหัวหนึ่งตันนำมาแปรรูปเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงในรูปเอทานอลได้ 80-100 ลิตร

องค์ประกอบในหัวหรือรากสะสมอาหาร มีน้ำ 80 เปอร์เซ็นต์ แป้ง-น้ำตาล 13-18 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนั้นมีไขมัน โปรตีนและเส้นใย แป้ง-น้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรต ส่วนใหญ่เป็นรูปของอินนูลินที่สามารถนำไปผลิตไขมันเทียม เนยแข็งและไอศครีม และที่สำคัญ อินนูลินเป็นสารที่ให้ความหวานใกล้เคียงกับน้ำตาล แต่ไม่ให้พลังงานจึงเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ทั้งนี้เนื้อหัวสดของแก่นตะวันใช้รับประทานได้ รสชาติคล้ายคลึงกับมันแกวแต่เนื้อกรอบ และหวานกว่า

แก่นตะวันผลิตเอทานอลได้นะ

ประเทศที่นำแก่นตะวันมาผลิตเอทานอลอย่างจริงจัง ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และสเปน จากการวิจัยในทางวิชาการได้เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตเอทานอลจากอ้อย มันสำปะหลัง และแก่นตะวัน 16.42 15.44 และ 14.40 บาท ต่อไร่ ตามลำดับ จะเห็นว่า ต้นทุนการผลิตเอทานอลจากแก่นตะวันมีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด

แก่นตะวันเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ดี

แก่นตะวัน หรือเยรูซาเล็ม อาร์ติโชค นอกจากมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นพืชพลังงานทดแทนแล้ว ยังสามารถพัฒนาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้อีกด้วย เพราะแก่นตะวัน เป็นผักหัวที่มีสารเส้นใยสูง มีสารกลุ่มที่เรียกว่าพรีไบโอติก และมีสาร อินนูลิน ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงซ้อน กินแล้วอิ่มท้อง กินได้น้อย ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ลดอาการท้องผูก ทำให้สุขภาพลำไส้ใหญ่ดีขึ้น ลดไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานและป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย

“ประทีป มายิ้ม” เกษตรกรเจ้าของ “สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม” อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ผู้ใช้ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ กลายเป็น “ปราชญ์เกษตรต้นแบบ” โดยอาศัยที่ดินเพียงแค่ 1 ไร่ เป็นที่ทำกินสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 600,000 บาท สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ได้ใช้เป็นต้นแบบสู้ชีวิต

เมื่อ คุณประทีป มายิ้ม อายุ 19 ปี เคยไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในโครงการแลกเปลี่ยนเกษตรกรไทยกับซาอุฯ เขาใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างยากลำบาก ต้องทำงานปลูกต้นไม้ ปลูกข้าว จัดสวนหย่อม ไม้ดอก ไม้ประดับกลางทะเลทราย แต่เขาใจสู้เกินร้อย ก็ตั้งใจทำงานทุกอย่างได้สำเร็จ เมื่อเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย เขาได้นำวิชาความรู้ที่ได้จากต่างแดนมาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตรที่จังหวัดชลบุรี

คุณประทีป ทำเกษตรแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อยากกินไข่ ก็เลี้ยงไก่ อยากกินกุ้ง กินปลา ก็ลงมือเลี้ยงด้วยตัวเอง พร้อมปลูกพืชแบบคอนโดฯ 7 ชั้น (ปลูกต้นไม้ 7 ระดับ) ซึ่งเป็นเกษตรเชิงนิเวศหรือเกษตรผสมผสาน ที่มีสภาพใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ

“ภาคเกษตรเมืองไทยอุดมสมบูรณ์มาก แถมมีต้นทุนต่ำสุด เพราะได้เปรียบในเรื่องดินดี น้ำดี และมีอุณหภูมิความชื้นที่เหมาะสม ทำให้ปลูกพืชผักนานาชนิดได้งอกงาม” คุณประทีป กล่าว

ปัจจุบัน คุณประทีป ได้รับการยกย่องว่า เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นแบบอย่างในการทำกิน โดยยึดหลักการดำรงชีวิตตามรอยพ่อหลวง “รัชกาลที่ 9” คือปลูกสิ่งที่กิน กินเหลือก็แจก เหลือแจกก็ขาย เพื่อสร้างรายได้

ทุกวันนี้ สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม มีเนื้อที่เพียง 1 ไร่ แต่สร้างรายได้กว่าปีละ 600,000 บาท รายได้หลักมาจากการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ปีละ 400,000 บาท ที่เหลือมาจากการขายพืชผักปลอดสารพิษและอื่นๆ คุณประทีปเริ่มต้นเลี้ยงกุ้งก้ามแดง 4 ตัว ที่ลูกสะใภ้ซื้อมาฝาก ปัจจุบัน เนื้อที่ 1 ไร่ รอบบ้านของคุณประทีปสามารถเลี้ยงกุ้งก้ามแดงได้มากกว่า 10,000 ตัว

เคล็ดลับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงให้ประสบความสำเร็จ เริ่มจากเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของกุ้งก้ามแดงเสียก่อน ว่า ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำสะอาด มีออกซิเจนสูง อุณหภูมิน้ำ 23-28 องศา มักออกหากินพืชและสัตว์ในเวลากลางคืน ไม่ชอบแสง ชอบนอนกลางวัน โดยซ่อนตัวตามจอก แหน ตะไคร่น้ำ

ในช่วงอายุ 1-4 เดือน กุ้งก้ามแดงจะมีอัตราการเจริญเติบโต เดือนละ 1 นิ้ว โดยประมาณ หลังจากนั้น จะเติบโตลดลง ขณะที่กุ้งลอกคราบเป็นช่วงที่กุ้งอ่อนแอที่สุด หากอาหารและแคลเซียมไม่เพียงพอ กุ้งจะกินกันเอง คุณประทีปใช้เวลาเลี้ยงกุ้ง ประมาณ 18 เดือน จึงจับกุ้งน้ำหนักประมาณ 2-3 ตัว/กิโลกรัม ออกขายได้ในราคา 1,200 บาท/กิโลกรัม ทุกวันนี้กุ้งก้ามแดงขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของร้านอาหาร ภัตตาคาร โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว ที่มีลูกค้าต่างชาติจำนวนมาก

ปัจจุบัน คุณประทีป รับตำแหน่ง นายกสมาคมการค้ากุ้งก้ามแดงแห่งประเทศไทย ต้องเดินทางนับ 1,000 กิโลเมตร ในแต่ละวัน จากชลบุรีไปเชียงใหม่ จากชลบุรีไปนครพนม ฯลฯ เพื่อไปถ่ายทอดความรู้เรื่องการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงให้แก่ผู้สนใจ และนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามแดงติดรถไปด้วย เพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ

“หากช่วงไหนเจออากาศร้อนๆ กุ้งก้ามแดงก็เสี่ยงตายได้ง่าย ผมจะนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามแดงใส่ลังโฟม นำไปวางบนเบาะหน้ารถใกล้กับช่องแอร์ เพื่อให้กุ้งได้รับแอร์เย็นๆ ในรถ โดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง กุ้งก็อยู่รอดได้สบาย”

กว่าคุณประทีปจะประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพเกษตรกรรมในวันนี้ ต้องอาศัยการบ่มเพาะความแกร่งจากข้างในและไม่ล้มเลิกความเชื่อที่ตัวเองมี” เช่นเดียวกับ รถฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น XLT ดับเบิ้ลแค็บ ซึ่งเป็นพาหนะคู่ใจ ที่ คุณประทีป มายิ้ม ใช้วิ่งลุยทำงานไปทุกถิ่นทั่วไทย เพราะมั่นใจในระบบพวงมาลัยและช่วงล่างของรถฟอร์ดที่แข็งแกร่งทนทาน บรรทุกหนักแค่ไหนก็เดินทางได้สะดวกปลอดภัยทุกเส้นทาง

ฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาในศตวรรษที่ 21 : ตามรอยวิถีเกษตรชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ณ หมู่ที่ 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ลงชุมชนหมู่ที่ 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พัฒนาด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนด้วยการใช้เทคนิคทางชีวภาพในการแก้ปัญหาการเกษตร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี “มุ่งผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติมืออาชีพ” บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อนำองค์ความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ไปถ่ายทอดให้กับชุมชนสังคมของประเทศ โดยในการดำเนินการด้านพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม (Social Engagement) ทางมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้แต่ละคณะดำเนินการลงพื้นที่ในชุมชน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการมามากกว่า 10 ปี เข้าไปรับถ่ายทอดองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม การเข้าไปในแต่ละชุมชนไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของชุมชน แต่เข้าไปยกระดับชุมชน นำองค์ความรู้ที่เกิดจากการวิจัยของอาจารย์ไปต่อยอด โดยนักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมของนักศึกษา นำจิตวิญญาณเข้าไปช่วยเหลือ มีความเอื้ออาทรกับสังคม เป็นการพัฒนา Soft Skill ของนักศึกษาทุกคนภายในมหาวิทยาลัย เป็นการปลูกจิตสำนึกแบบถาวรให้กับนักศึกษา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกาญจน์ รัตนเลิศนุสรณ์ ผู้ดำเนินโครงการ เล่าว่า ทางคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงพื้นที่ชุมชน 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โดยการนำวัสดุเหลือใช้จากการทำนามาแปรรูปด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน สำหรับการปรับสภาพดินกรดให้เหมาะสมกับการปลูกข้าว ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตข้าวที่ปลอดภัยและอุดมด้วยสารอาหารเสริมเกลือแร่และวิตามินสูงกว่าข้าวที่ปลูกด้วยปุ๋ยเคมีต่อผู้บริโภค ในการนี้คณะวิชาชีพ 10 คณะ 1 วิทยาลัย ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในการพัฒนาการปลูกข้าวอินทรีย์ การแปรรูปและการบริหารจัดการดำเนินการด้านตลาดของวิสาหกิจชุมชน อาทิ การลงแขกหว่านสารอาหารเสริมจุลินทรีย์นาโน การแปรรูปผลผลิต ตลอดจนจัดกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมการลงแขก/วิถีไทยแบบมีส่วนร่วมชุมชน สถานประกอบการ มหาวิทยาลัย เครือข่ายภาครัฐและเอกชน ผู้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ประกอบไปด้วยอาจารย์ของคณะวิชาชีพต่างๆ 10 คณะ 1 วิทยาลัย นักศึกษา เจ้าหน้าที่ เครือข่ายชุมชนบึงกาสาม เครือข่ายชุมชนบึงบา องค์การบริหารส่วนตำบลบึงกาสาม องค์การบริหารส่วนตำบลบึงบาและเจ้าหน้าที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี

เกษตรชุมชนหมู่ที่ 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ นายเล็ก พวงต้น เล่าว่า บนเส้นทางเกษตรอินทรีย์ ตนเองคิดเสมอว่า “ทำอย่างไรก็ได้ให้มีรายได้พอกินพอใช้ ไม่สร้างหนี้ มีเงินใช้เหมือนตอนที่รับเงินเดือนของข้าราชการ” โดยแรงบันดาลใจของตนเองคือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อของคนไทยทั้งแผ่นดิน เมื่อครั้งได้เดินทางไปดูงานในโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ นำศาสตร์พระราชามาเป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารจัดการประยุกต์พื้นที่ 50 ไร่ เกษตรอินทรีย์เข้ามาใช้ “แรกๆ ที่ทำอาจจะเห็นผลช้า แต่ดีกับธรรมชาติ” เรียนรู้บนเส้นทางของเกษตรพอเพียง ค้นสูตรปุ๋ยชีวภาพเอง ผสมโน้นผสมนั้น ศึกษาหาข้อมูล พยายามหาข้อมูลตามหน่วยงานต่างๆ

เพื่อหาข้อมูลมาปรับใช้ในชุมชน โดยจากการหาข้อมูลทางคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการนำชีวภาพมาใช้ ตนเองจึงได้ทำเรื่องไปที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี อาจารย์และทีมงานลงพื้นที่สำรวจ และเข้ามาทำการวิจัยและทำการทดลองนวัตกรรมชีวภาพจากความหลากหลายทางชีวภาพ มาใช้นาข้าว ปาล์ม และได้เข้ามาบริการองค์ความรู้ให้กับศูนย์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลบึงกาสาม “ต้องขอขอบคุณทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่ได้สร้างองค์ความรู้รวมไปถึงอาจารย์ นักศึกษา เจ้าหน้าที่ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ” ในการหว่านปุ๋ยในวันนี้เป็นการปลูกฝังนักศึกษา ได้เห็นถึงวิถีชีวิตชาวนา เกิดจิตสำนึกในอาชีพเกษตรกร

“ชะเอม” นางสาวประภาภรณ์ จงเจริญชัยสกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ เล่าว่า ในส่วนของผู้นำนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ตนเองมีหน้าที่ในการจัดเตรียมอุปกรณ์และดูแลนักศึกษาในการลงพื้นที่ตำบลบึงกาสาม เรียนรู้วิถีชาวนา “อาจารย์สาขาวิชาชีววิทยาทำปุ๋ยจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรามาใช้แทน ตามศาสตร์พระราชา” หลังจากที่ได้ทำกิจกรรมหว่านปุ๋ยทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม คือการถอดบทเรียนมีการระดมความคิดร่วมกัน ได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ 10 คน 10 ความคิด แตกต่างกันออกไป แต่มาทำกิจกรรมในวันนี้เป็นกิจกรรมที่ดีมาก ถ้าไม่ใช่ลูกชาวนาจะไม่ได้สัมผัสชีวิตวิถีชาวนา

เช่นเดียวกับ “บี” นายเบญจพล ประมวลทรัพย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เล่าว่า อยากนำความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยชาวนา ความรู้ทางด้าน สมาร์ทฟาร์มเมอร์ องค์ความรู้ในการทำนา เกษตรอินทรีย์เป็นองค์ความรู้ส่วนหนึ่งในบทเรียนไม่มี มาวันนี้ได้เห็นต้นข้าวในทุ่งนา ได้เห็นปุ๋ยที่ใช้ในการทำนา ได้ช่วยนาหว่านปุ๋ย ทำให้รู้เลยว่าชาวนาลำบาก ต้องทนร้อนในการทำนา ให้พวกเรามีข้าวกินทุกวันนี้

สาวน้อยจากสาขาวิชาคณิตศาสตร์ “ปิ่นโต” นางสาวพรรณพร เฉลยจิตร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เล่าว่า การเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ได้เรียนรู้ “ศาสตร์ของพระราชา” อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ลงพื้นที่ในการวิจัยจากดินในพื้นที่ที่เป็นกรด นำปุ๋ยที่ได้คิดค้นมาช่วยเหลือชาวบ้าน อาจารย์บอกว่าสัดส่วนของปุ๋ยใช้วิชาคณิตศาสตร์ในการคิดคำนวณสูตรของปุ๋ย ตลอดจน “การใช้พืชช่วยพืช” การเดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 ความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่พอเพียง นำความรู้ที่ได้มาใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง

“เซ้นซ์” นายก้องปภณ สังข์รุ่ง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาสถิติประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าว่า “กว่าที่จะได้ข้าวมากิน ต้องเหนื่อยมาก ชีวิตชาวนา” ในการมาทำกิจกรรมในวันนี้ เป็นสิ่งที่ดีมาก ได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ซึ่งตอนเด็กๆ ตนเองไปวิ่งที่ทุ่งนาของคุณตา ที่จังหวัดปราจีนบุรี แต่ไม่เคยทำนา พื้นที่บึงกาสามเป็นชุมชนต้นแบบที่มีการทำนาเกษตรอินทรีย์อีกด้วย

เช่นเดียวกับ “ไออ้อน” นางสาวสิริรักษ์ บุญมา นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าว่า เป็นลูกชาวสวนที่จังหวัดขอนแก่น เคยช่วยยายใส่ปุ๋ยผักหลังบ้าน วันนี้มาช่วยหว่านปุ๋ยให้กับชาวบ้าน เป็นจิตอาสาที่ดี เข้าใจชีวิตชาวนาต้องทำนาตากแดด ถ้ามีกิจกรรมอีกจะเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้จากวิทยากรอีกด้วย

โครงการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาในศตวรรษที่ 21 : ตามรอยวิถีเกษตรชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ณ หมู่ที่ 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เพื่อพัฒนาด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนด้วยการใช้เทคนิคทางชีวภาพในการแก้ปัญหาการเกษตร สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่จะสร้างความเข้มแข็งแบบยั่งยืน

การทำนาแปลงใหญ่ หรือเกษตรแปลงใหญ่ เป็นยโยบายที่ดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการระบบไร่นา แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ผมขออนุญาตเล่าเรื่องในอดีต มีโครงการจัดรูปที่ดินให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันกับเกษตรแปลงใหญ่ วิธีการนำแปลงนามารวมกันแล้วจับเหลี่ยมมุม และทำถนนเข้าสู่แปลงนาเพิ่มความสะดวกในการนำอุปกรณ์เข้าไปใช้งาน หรือนำผลผลิตออกจากแปลงหลังการจัดรูปเรียบร้อย ปรากฏว่าที่ดินของเกษตรกรบางรายหายไปหลายตารางเมตร แต่กลับไปเพิ่มให้เกษตรกรที่มีพื้นที่ติดกัน ปัญหาความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ในกรณีเมื่อรวมตัวกันได้สำเร็จ แต่แนวคิดของเกษตรกรบางรายต้องการปรับเปลี่ยนสภาพนามาเป็นร่องสวน แต่เกษตรกรรายอื่นยังต้องการทำนาเหมือนเดิม ทำให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น เพราะการบริหารจัดการน้ำ และการเคลื่อนย้ายเครื่องไม้เครื่องมือยุ่งยากมากขึ้น

ดังนั้น ถ้าต้องการให้โครงการประสบความสำเร็จ ต้องมีการเตรียมการแก้ปัญหาสารพิษที่จะตามมาในอนาคตไว้เป็นอย่างดี คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มกันมากที่สุดในโลก

Sanjiv Chopra ศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า “กาแฟอุดมไปด้วยกรดคลอโรจินิก ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดตัวหนึ่งก็ว่าได้” ขณะที่มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 400 มิลลิกรัม ต่อวัน และหลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือน้ำตาล

ที่หยิบยกคำดังกล่าวมาเพื่อจะสื่อว่า กาแฟ มีประโยชน์หากรู้จักดื่มอย่างพอดี

กาแฟ มิใช่พืชท้องถิ่นหรือพืชดั้งเดิมของประเทศไทย ตามประวัติว่าไว้ว่ามีถิ่นดั้งเดิมบนพื้นที่สูงในประเทศเอธิโอเปีย เจริญงอกงามอยู่ตามใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 1,370-1,830 เมตร อุณหภูมิระหว่าง 15-24 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,900 มิลลิเมตร ชอบดินร่วนสีแดงที่มีหน้าดินลึก

กาแฟที่ปลูกกันอยู่ในโลกใบนี้มีหลายพันธุ์ แต่ที่นำมาปลูกในประเทศไทยมี 2 พันธุ์หลักๆ ก็คือ พันธุ์โรบัสต้า (Robusta Coffee) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ปลูกกันมาก ถึงร้อยละ 80 และพันธุ์อาราบิก้า (Arabica Coffee) ปลูกกันอยู่ประมาณร้อยละ 20 แต่ละพันธุ์ยังแยกย่อยเป็นสายพันธุ์ต่างๆ อีกมากมาย แล้วกาแฟอาราบะซอลต์ เป็นพันธุ์ใหม่หรือ ขอให้รอคำตอบอีกสักครู่ครับ

ในประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการปลูกกาแฟตามที่มีการรับรู้กันคือ จากโครงการหลวงได้นำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าลูกผสมมาปลูกไว้ที่โครงการหลวงจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกทดแทนการปลูกฝิ่น และต่อมาก็ได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่มีอากาศหนาวเย็น

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงเฉพาะกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งมีการปลูกกันในพื้นที่ต่างๆ ส่งผลให้รสชาติและกลิ่นของกาแฟมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ที่ปลูก อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายด้านเป็นตัวแปร ได้แก่ สายพันธุ์ที่ปลูก ชนิดของดิน สภาพแวดล้อม ความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ การดูแลรักษาเอาใจใส่ การเก็บเกี่ยว และกรรมวิธีในการปรุงรสดังกล่าวแต่ตอนต้นว่านิสัยของกาแฟอาราบิก้าจะเติบโตในป่า ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่อากาศร้อนชื้นและกึ่งเย็น มีร่มเงา การนำมาปลูกจึงต้องมีการดัดแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ เช่น การปลูกไม้ร่มเงา การคลุมรอบทรงพุ่มด้วยเศษหญ้าแห้งหรือฟางข้าว เพื่อรักษาความชื้นในดิน เป็นต้น

นอกจากสภาพแวดล้อมแล้ว กาแฟอาราบิก้าชอบดินร่วน หรือร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีการถ่ายเทอากาศและระบายน้ำได้ดี ดินที่เหมาะสมคือดินร่วนแดง เพราะมีธาตุโพแทสเซียมสูง หรือถ้าเป็นดินภูเขาไฟจะเป็นดินที่เหมาะสม ดินมีค่า pH อยู่ที่ 5.5-6.5 ปลูกบนพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง 800-1,000 เมตร หรือให้ดีต้อง 1,000 เมตรขึ้นไป อุณหภูมิระหว่าง 15-26 องศาเซลเซียส ความชื้นไม่เกิน 80% และมีปริมาณฝน 1,500-2,300 มิลลิเมตร

ดังที่ได้ตั้งคำถามไว้ตอนต้นว่า กาแฟอาราบะซอลต์ เป็นกาแฟพันธุ์ใหม่หรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ มีเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ตั้งชื่อเรียกกาแฟอาราบะซอลต์ขึ้นมาเอง โดยการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า บริเวณที่ปลูกมีสภาพดินผุกร่อนที่เกิดจากซากหินบะซอลต์ (Basalt)

หินบะซอลต์ ประกอบด้วยแร่แมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) และแคลเซียมออกไซด์ (CaO) สูง โดยมีแร่ซิลิก้าไดออกไซด์ (Si O2) โซเดียมออกไซด์ (Na2O) รวมถึงโพแทสเซียมออกไซด์ (K2O) ประกอบอยู่ด้วย มีเนื้อเป็นสีเทาถึงดำ เนื้อละเอียด เนื่องจากเกิดจากการเย็นตัวของลาวาภูเขาไฟอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวโลก มีเนื้อเป็นตะกรันภูเขาไฟ ที่พบในประเทศไทยมีอายุราว 2-10 ล้านปี อยู่ในยุค Quaternary-Late Tertiary บริเวณที่พบว่ามีปริมาณมากที่จังหวัดจันทบุรี ตราด กาญจนบุรี แพร่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ เชียงราย และจังหวัดลำปาง

หินบะซอลต์ เป็นกลุ่มแร่เพื่อการอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ในทางการเกษตรกรรมถ้าหินบะซอลต์ผุจะกลายเป็นดินที่ใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืช ผุพังด้วยกรรมวิธีต่างๆ จากลมฟ้าอากาศ สารละลาย รวมทั้งการกระทำของต้นไม้ แบคทีเรียมีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารเสริมสำหรับพืชมากกว่าหินทั่วๆ ไป เช่น นิกเกิล (Ni) โคบอลต์ (Co) แมกนีเซียม (Mg) ทองแดง (Cu) เป็นต้น แต่มีข้อด้อยคือ ไม่อุ้มน้ำ

หมายเหตุ ข้อมูลจากสำนักธรณีวิทยาแพร่ กรมทรัพยากรธรณี

ที่อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ มีเกษตรกรได้นำกิ่งพันธุ์กาแฟอาราบิก้ามาทดลองปลูกบนพื้นที่ที่มีหินบะซอลต์เป็นบริเวณกว้าง แต่ก่อนหน้านั้น มีนักวิชาการทักท้วงว่า พื้นดินบริเวณนั้นไม่เหมาะกับการปลูกกาแฟ ความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ ความร้อน แห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝน เป็นปัจจัยที่ไม่เหมาะสม แต่เกษตรกรที่ผู้เขียนได้ไปศึกษาร่วมสนทนาด้วย อยากทดลองและมีวัตถุประสงค์อื่นๆ มากกว่าเพียงการปลูกกาแฟเพื่อขายผลสดเพียงอย่างเดียว

ผู้เขียนขอแนะนำเกษตรกรท่านนี้ คือ คุณสุชาติ สมบูรณ์เถกิง หรือ ผู้ใหญ่สุชาติ เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 6 บ้านน้ำพร้าว ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ (081) 472-4739 ภรรยาคือ คุณแสงดาว สมบูรณ์เถกิง

ผู้ใหญ่สุชาติ จบการศึกษาระดับปริญญาโท บ้านน้ำพร้าว แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดแพร่

ก่อนนำเข้าสู่เรื่องกาแฟ ผู้ใหญ่สุชาติได้แนะนำและให้ข้อมูลว่า หมู่บ้านน้ำพร้าวได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ม่อนพลอยล้านปี แหล่งเรียนรู้ธรณีวิทยา อันมีเบื้องหลังมาจากการเป็นข่าวทางสื่อต่างๆ ว่า เมื่อปี 2557 ได้เกิดฝนถล่มม่อนหินล้านปี เจออัญมณีเกือบทุกตารางนิ้วของพื้นที่ที่ถูกฝนถล่ม เป็นพลอยบริสุทธิ์ของจริง สภาพพื้นดินเต็มไปด้วยหินบะซอลต์อยู่ลึกลงไปใต้ดิน 1-2 เมตร

แนวคิด และเป้าหมายในการปลูกกาแฟ

ผู้ใหญ่สุชาติ เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นผู้นำชุมชน คิดว่าจะมีวิธีการใดที่จะไม่ให้ชาวบ้านถางป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวต้องการให้ป่าอยู่อย่างยั่งยืนในสภาพของป่าไม้และคนก็อยู่ร่วมกับป่าได้ มีรายได้ด้วย ก็คิดถึงการปลูกกาแฟ ซึ่งสามารถปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาต้นไม้ได้ ประการต่อมา ทุกๆ ปีในพื้นที่จะมีปัญหาเรื่องไฟป่าหมอกควัน หากส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟ เขาจะเกิดความรู้สึกผูกพัน หวงแหน ไม่อยากให้พื้นที่ปลูกกาแฟต้องถูกไฟไหม้ เขาคงต้องดูแลสร้างแนวกันไฟกันเอง

ประการสุดท้าย ผู้ใหญ่สุชาติ บอกว่า เว็บบอลออนไลน์ จากทั้ง 2 ประการ ที่กล่าวไป รู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะปรับเปลี่ยนความคิดของชาวบ้าน ดังนั้น ผู้ใหญ่สุชาติ จึงคิดหาทางออกด้วยการทำให้ดู ลงมือปลูกกาแฟ ทำเป็นแปลงสาธิตด้วยตนเอง เพื่อจะศึกษาเรื่องกาแฟที่ปลูกในดินหินบะซอลต์ พื้นที่ที่แห้งแล้งปลูกกาแฟใต้ร่มเงาต้นไม้ให้รู้แจ้งเห็นจริง เวลาผ่านไปเกือบ 5 ปีแล้ว

จากนั้นจึงศึกษาเรื่องกาแฟอย่างจริงจัง หากิ่งพันธุ์มาปลูก ได้พันธุ์อาราบิก้า จากจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 200 ต้น โดยมี 1 ต้น เป็นกิ่งพันธุ์ที่โครงการหลวงได้นำไปส่งเสริมให้ชาวเขาปลูก มีลักษณะแตกต่างกับกาแฟอาราบิก้าต้นอื่นๆ

เริ่มทดลองปลูก เมื่อ ปี 2555 จากพื้นที่เริ่มแรก 2 ไร่ เพิ่มปีละ 2 ไร่ การปลูก

ขุดหลุม กว้าง x ยาว x ลึก (ด้านละ 20 เซนติเมตร) ระยะห่างระหว่างต้น 2 x 2.5 เมตร นำดินชั้นหน้าดินมากองแยกไว้ ขุดดินชั้นล่างแยกไว้ต่างหาก นำปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับปุ๋ยเคมี สูตร 0-0-60 จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ กับแกลบดิบคลุกเคล้ากับดินชั้นล่างที่นำขึ้นมากองไว้ แล้วนำดินชั้นบนลงก้นหลุมก่อน นำต้นกาแฟลงปลูกเอาดินที่ผสมแล้วกลบลงในหลุม รดน้ำให้ชุ่ม เป็นอันเสร็จสิ้น การดูแล

การให้น้ำ ใช้น้ำจากบ่อบาดาลด้วยเทคโนโลยีระบบน้ำหยด เปิดวันเว้นวัน ช่วงเวลาเย็นให้น้ำตลอดทั้งคืน โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกจากมูลไก่ 1 กะลามะพร้าว ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 1 อุ้งมือ ใส่ปุ๋ยเดือนพฤษภาคมเท่านั้น

เคยพบหนอนกาแฟสีแดง ใช้วิธีการป้องกันมากกว่าการกำจัด ด้วยการทำให้โคนต้นกาแฟโล่งเตียน ตรวจดูแปลงบ่อยๆ มีการปลูกไม้ผลแซมร่วมกับกาแฟ ได้แก่ กล้วย มะม่วง ท้อสวรรค์ มะคาเดเมีย ทุเรียนเป้าหมาย จะปลูกกาแฟเพิ่มปีละ 2 ไร่ จนพอเพียงที่ 10 ไร่ และให้ได้ 3,000 ต้น