ร้อนปนฝนให้ระวังโรคผลเน่าในทุเรียนสภาพอากาศแปรปรวน

มีฝนตกร้อยละ10-30 ของพื้นที่ ส่วนในตอนกลางวันมีอากาศร้อนช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของโรคผลเน่า สามารถพบได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อน และมักพบโรคในช่วง 1 เดือนก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน หรือในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน และหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนแล้วอาจพบโรคผลเน่าในระหว่างการบ่มผลทุเรียนให้สุก โดยอาการเริ่มแรกจะพบเปลือกผลทุเรียนเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำ ต่อมาจุดแผลจะลุกลามขยายใหญ่มากขึ้นตามการสุกของผลทุเรียน กรณีที่สภาพอากาศมีความชื้นสูง อาจพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราสาเหตุโรคบริเวณแผล ซึ่งสามารถพบอาการของโรคได้ตั้งแต่ผลทุเรียนที่ยังอยู่บนต้น ถ้าอาการรุนแรงมาก ผลทุเรียนจะเน่าและร่วงหล่นก่อนกำหนด

สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคผลเน่า เกษตรกรควรหมั่นตรวจผลทุเรียนในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ให้เกษตรกรตัดผลทุเรียนที่เป็นโรคและเก็บผลทุเรียนเน่าที่ร่วงหล่นใต้ต้นนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสมในแปลง หลีกเลี่ยงการนำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรเมื่อใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง อีกทั้งโรคผลเน่าจะมีเชื้อสาเหตุโรคชนิดเดียวกับโรครากเน่าและโคนเน่า เกษตรกรควรทำการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าไปพร้อมกัน เพื่อให้การป้องกันกำจัดโรคได้ผลดียิ่งขึ้น

ส่วนแปลงปลูกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผลเน่าสูง สืบเนื่องมาจากในแปลงมีต้นที่เป็นโรครากเน่าและโคนเน่ามาก รวมถึงมีฝนตกชุกหรือมีความชื้นในอากาศสูงในช่วงที่ทุเรียนใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต อาจส่งผลให้เชื้อสาเหตุโรคติดไปกับผลได้โดยยังไม่แสดงอาการของโรค ดังนั้น การเก็บเกี่ยวผลทุเรียนต้องระมัดระวังไม่ให้ผลสัมผัสกับพื้นดินโดยตรง ให้เกษตรกรปูพื้นดินด้วยวัสดุหรือกระสอบที่สะอาดเพื่อวางผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวแล้ว วิธีนี้จะช่วยลดโอกาสที่ผลจะสัมผัสกับพื้นดินที่มีเชื้อสาเหตุโรคได้ และให้ระมัดระวังการขนย้ายไม่ให้เกิดบาดแผลขึ้นกับผลทุเรียน

หากพบการระบาดของโรคผลเน่า ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 1-2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน และควรหยุดพ่นก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนอย่างน้อย 15 วัน

“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารตำบลสระพัฒนา” อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นแหล่งผลิตเห็ดคุณภาพดีที่มีผลงานไม่ธรรมดา เข้าข่าย “จิ๋วแต่แจ๋ว” ที่นี่สามารถ‎เพาะเห็ดนานาชนิด โดยวิธีการเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมี เริ่มตั้งแต่วัสดุเพาะ การเขี่ยเชื้อ การนึ่ง การปฏิบัติดูแลรักษาให้เจริญเติบโตไปกระทั่งเห็ดติดดอก และการเก็บเกี่ยว เห็ดที่ผลิตได้จึงปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค

ที่นี่ยังแปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำเห็ดหลินจือสกัด เห็ดปรุงรสสมุนไพร เห็ดนางฟ้าภูฏานสวรรค์ ฯลฯ ส่งขายภายใต้ตราสินค้า ชื่อ HAPPYLIFE FARM ป้อนให้กับลูกค้าประจำ ในกลุ่มร้านอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เลมอนฟาร์ม สันติอโศก ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์และเอ็มโพเรียม สวนจตุจักร ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสบายใจ และศูนย์รวมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ได้อย่างต่อเนื่อง

จุดเริ่มต้นของ “HAPPYLIFE FARM”

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ตำบลสระพัฒนา อยู่ภายใต้การบริหารงานของ คุณธณัส รัตนแสงศรี ตั้งอยู่ที่ 107 หมู่ที่ 9 ตำบลสระพัฒนา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73180 โทรศัพท์ 081-923-8997, 089-699-4624

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ตำบลสระพัฒนา ได้รวมกลุ่มชาวบ้านทำการเพาะเห็ดหลากหลายชนิดแบบไร้สาร ในระยะแรกสนับสนุนให้สมาชิกทำเป็นอาชีพเสริมโดยใช้แรงงานในครัวเรือน ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับชาวบ้านในชุมชน และจดทะเบียนจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ตำบลสระพัฒนา เมื่อปี 2547 โดยคุณธณัสรับหน้าที่เป็นประธานกลุ่มฯ

สินค้าของวิสาหกิจชุมชนฯ แห่งนี้ ได้รับการรับรองเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่นจากพัฒนาการอำเภอกำแพงแสน ปี 2555 ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ แห่งนี้ได้รับสนับสนุนโรงเรือนอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก (พาราโบลาร์โดม) และหม้อนึ่งไอน้ำชีวมวล จากสำนักพลังงานจังหวัดนครปฐม สามารถประหยัดพลังงานได้มูลค่านับหมื่นๆ บาทต่อเดือน จากการใช้อุปกรณ์ที่กระทรวงพลังงานมอบให้

ทางฟาร์มฯ นำเห็ดต่างๆ เช่น เห็ดหลินจือ เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดนางรมฮังการี รวมทั้งพืชสมุนไพรต่างๆ เช่น ดอกอัญชัน ใบเตย มะตูม และเก๊กฮวย ฯลฯ เข้ามาตากในโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ปรากฏว่า คุณภาพสินค้าดีขึ้น ไร้ปัญหาสารเคมีเจือปน แถมช่วยลดภาวะโลกร้อนจากการใช้ก๊าซหุงต้ม

ระยะแรกทางกลุ่มฯ ยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเห็ดมากนัก จึงเริ่มต้นจากลงทุนซื้อเห็ดนางฟ้าภูฏานมาเปิดดอกเอง โดยนำมาเพาะเลี้ยงในโรงเรือน จำนวน 2 หลัง ซึ่งโรงเรือนแต่ละหลังสามารถบรรจุเห็ดได้ประมาณ 2,000 ก้อน ต่อมาทราบว่า องค์การเภสัชกรรมต้องการซื้อเห็ดหลินจือ จึงทดลองนำเข้าเห็ดหลินจือจากประเทศจีนเข้ามาทดสอบตลาด แต่ปรากฏว่า เห็ดหลินจือของจีนไม่ผ่านมาตรฐาน อย.

ทางกลุ่มฯ ตัดสินใจลงทุนปลูกเห็ดหลินจือ สายพันธุ์ G2 ปลูกและดูแลแบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มต้นจากเพาะเห็ดหลินจือ จำนวน 1 โรงเรือน หรือประมาณ 2,000 ก้อน ทุกขั้นตอนการปฏิบัติจะเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ มีการจดบันทึกกิจกรรม เลือกเก็บเห็ดในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่เห็ดมีความสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจะทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการและเภสัชกรรมสูงสุด

ทางกลุ่มฯ คัดเลือกเห็ดหลินจือที่เพาะเลี้ยงในฟาร์มไปตรวจสอบคุณภาพกับ อย. ปรากฏว่า สินค้าของกลุ่มฯ มีสารสำคัญอยู่ในปริมาณที่สูง ตรงกับความต้องการของตลาด ทำให้ฟาร์มแห่งนี้สามารถผลิตเห็ดหลินจือป้อนให้กับองค์การเภสัชกรรม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ ยังมีเห็ดหลินจือตากแห้งขายให้แก่ผู้สนใจทั่วไป ในราคา ก.ก. ละ 2,000 บาท

ผู้บริโภคให้การตอบรับผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดหลินจือดีมาก เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ตระหนักถึงสรรพคุณทางยาของเห็ดหลินจือ ซึ่งมีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยา ยืนยันว่า เห็ดหลินจือมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง ป้องกันเส้นประสาทเสื่อม ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ต้านออกซิเดชัน และต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า เห็ดหลินจือ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีนั่นเอง

แปรรูปเห็ดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

ยามใดที่ช่วงอากาศเป็นใจ เห็ดออกดอกดีมาก จนแทบล้นตลาด ดังนั้น ทางฟาร์มฯ จึงคิดแปรรูปเห็ดเพื่อต่อยอดรายได้อีกทางหนึ่ง โดยเริ่มต้นจากการแปรรูปเห็ดหลินจือในรูปผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ระยะแรกผลิตเครื่องดื่มน้ำหลินจือเพียง 2 รสชาติ คือ รสน้ำผึ้ง และเก๊กฮวย ซึ่งมีอายุการเก็บของเครื่องดื่มประมาณ 1 ปี

ที่ผ่านมา ทางฟาร์มฯ ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อ Small SMEs วงเงิน 1 ล้านบาท จาก เอสเอ็มอี แบงก์ มาใช้เป็นทุนหมุนเวียนและจัดซื้อเครื่องจักร นอกจากนี้ ทาง เอสเอ็มอี แบงก์ ยังแนะนำ องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งช่องทางการขยายตลาดทำให้มีการพัฒนาสินค้ารสชาติใหม่ๆ ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

เช่น น้ำเห็ดหลินจือรสน้ำผึ้ง (ไม่ผสมน้ำตาล) ซึ่งเหมาะกับคนเป็นเบาหวาน น้ำเห็ดหลินจือผสมกระเจี๊ยบและพุทราจีน รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำมะขาม เป็นต้น สำหรับเครื่องดื่มน้ำเห็ดหลินจือขายส่งในราคา ขวดละ 25 บาท ลูกค้าจะนำไปขายปลีกในราคาเฉลี่ย ขวดละ 38-45 บาท

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ทางฟาร์ม ได้นำเห็ดสดที่เพาะได้ในฟาร์มไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพรูปแบบต่างๆ เช่น เห็ดนางฟ้าภูฏานแปรรูป ปรุงรสสมุนไพร เห็ดนางรมฮังการีสามรส สินค้ากลุ่มนี้จะขายดีมากในช่วงเทศกาลกินเจ เรียกว่า ช่วงดังกล่าว ผลิตเท่าไรก็ไม่พอขายกันเลยทีเดียว

ศูนย์เรียนรู้เห็ดครบวงจร

ทางกลุ่มฯ สามารถก้าวเข้าสู่ระบบการผลิตแบบครบวงจร ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลิตภัณฑ์ OTOP ดีเด่น จังหวัดนครปฐม ประจำปี 2556 ประกาศนียบัตรแสดงผลการคัดสรรผลิตภัณฑ์ระดับสามดาว และยังได้รับเครื่องหมายรับรองมากมาย เช่น มาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์และมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) ขณะเดียวกันทางฟาร์มฯ ดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดีจนได้ชื่อว่าเป็น วิสาหกิจชุมชนสีเขียวอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดหลินจือมีคุณภาพมาตรฐานจนได้รับเครื่องหมาย อย. เพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้า ทางฟาร์มฯ จึงลงทุนสร้างห้องแล็บตรวจสอบคุณภาพสินค้า ที่นี่ยังสามารถผลิตก้อนเชื้อเห็ด ที่มีคุณภาพดีและได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีเกษตรกรและประชาชนทั่วไปสนใจขอซื้อก้อนเชื้อเห็ดไปเปิดดอกเอง โดยจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฏานและเห็ดนางรมฮังการี ให้ผู้สนใจในราคา ก้อนละ 7 บาท ส่วนเห็ดหลินจือ จำหน่ายในก้อนละ 10 บาท เมื่อสั่งซื้อตั้งแต่ 1,000 ก้อน ขึ้นไป

หากลูกค้ารายใดสนใจสั่งซื้อก้อนเห็ดไปเปิดดอก ทางฟาร์มจะแนะนำวิธีการปลูกและการให้น้ำ เพื่อให้เห็ดดอกมากและขายได้ราคาดี หากก้อนเห็ดเกิดความเสียหาย ทางฟาร์มฯ จะดูแลรับผิดชอบโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

กว่า 10 ปี ในวงการเห็ด ทางกลุ่มฯ ได้สะสมองค์ความรู้เรื่องการปลูกเห็ดหลากหลายชนิด จึงเปิดพื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องเห็ดอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์เห็ด หลายคนที่มาเรียนรู้เรื่องเห็ดในฟาร์มแห่งนี้ จะได้องค์ความรู้นำไปพัฒนาต่อยอดสร้างธุรกิจฟาร์มเห็ดเป็นของตัวเองได้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ข้างต้น รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

เป็นที่รู้กันว่า “ญี่ปุ่น” นั้นมี “ตลาดซึกิจิ” ที่โด่งดังด้านการประมูลปลา แต่นอกจากตลาดประมูลปลาแล้ว ที่ญี่ปุ่นนั้นยังมีตลาดสำหรับ “ประมูลสินค้าการเกษตร” ด้วยเช่นกัน ซึ่งตลาดประมูลผลไม้ของญี่ปุ่นนั้นมีการกำหนดการรับซื้อที่เป็นธรรม หากเป็น “สินค้าพรีเมียม” จะมีผู้ประกอบการค้าส่งทำหน้ารับซื้อสินค้าจากเกษตรกร และมาเปิดประมูลให้พ่อค้าคนกลางที่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐ จากนั้นจะพ่อค้าคนกลางจะกระจายสินค้าสู่ตลาด ซึ่งระบบนี้จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระบบที่ดี

โดยแต่ละจังหวัดนั้นจะมีผลไม้ขึ้นชื่อแตกต่างกันไป เช่น แตงโมเดนสุกะ (Densuke Watermelon) ซึ่งเป็นแตงโมเปลือกดำขึ้นชื่อของเกาะฮอกไกโด นั้นเคยทำราคาอยู่ที่ลูกละ 650,000 เยน หรือเป็นเงินไทยราว 184,000 บาท หรือองุ่นรูบี้ โรมันส์ (Ruby Romans) ที่มีปลูกเฉพาะในจังหวัดอิชิกะวะ แต่ละผลนั้นลูกใหญ่เกือบเท่าลูกปิงปอง ในปี 2559 นั้นเคยทำราคาได้สูงถึง 1,100,000 เยน หรือเกือบ 4 แสนบาทต่อพวง เฉลี่ยแล้วลูกละเป็นหมื่นเลยทีเดียว

และล่าสุด ที่ทำสถิติสูงสุดในบรรดามะม่วงคือ “ไทโยโนะทามาโกะ” ( 太陽のたまご) เป็นมะม่วงที่ปลูกในจังหวัดมิยาซากิ ตั้งอยู่บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยสร้างสถิติใหม่จบราคาที่ 500,000 เยน หรือ 142,962 บาท จากเดิมที่ทำสถิติสูงสุดอยู่ที่ 400,000 เยน ถือเป็นการเปิดฤดูกาลแรกของการประมูลอย่างสวยงาม

มะม่วง “ไทโยโนะทามาโกะ” นั้นมาจากคำว่า “ไทโย” ที่แปลว่า “พระอาทิตย์” และ “ทามาโกะ” ที่แปลว่า “ไข่” รวมกันแล้วแปลตรงตัวว่า “ไข่ของพระอาทิตย์” ซึ่งคุณสมบัติที่เข้าเกณฑ์การประมูลนั้นแต่ละลูกต้องน้ำหนักต่อผลไม่ต่ำกว่า 350 กรัม มีน้ำตาลในปริมาณสูง และมีผิวต้องมีพื้นที่มากกว่า 50% เป็นสีแดงสด

โดยมะม่วงที่ประมูลนั้นจะถูกบรรจุในกล่อง 2 ผล หนักราวๆ 1 กิโลกรัม หลังการประมูลจะนำไปวางขายในห้างสรรพสินค้าจังหวัดมิยาซากิต่อไป

เห็นราคาแล้วคุ้มค่าเหนื่อยจริงๆ ถ้าวงการเกษตรไทยมีแบบนี้บ้างก็คงจะดี “โอกินาวา” เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะริวกิว ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น เป็นเกาะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งภาษา วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ต่างกับดินแดนส่วนอื่นของญี่ปุ่น เกาะโอกินาวา ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ที่อยู่กระจัดกระจายในบริเวณกว้าง มีหาดทรายขาวสวย น้ำทะเลสีคราม และปะการังที่ยังสมบูรณ์ ทำให้โอกินาวาเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักร้อนในฝันของชาวญี่ปุ่น

คนประเทศญี่ปุ่นบนเกาะโอกินาวาได้ชื่อว่ามีอายุยืนที่สุดในโลก ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปีมากที่สุดในโลก จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่า สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม นิสัยคนโอกินาวาเป็นคนชอบผ่อนคลาย ไม่เครียด และอาหารการกินของคนโอกินาวามักจะรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่ง 3 อันดับ อาหารโอกินาวาที่รับประทานแล้วอายุยืน คือ

ผัดมะระโอกินาวา หรือ เรียก “โกยะ จัมปุรุ” (Goya Champuru)
ผัดสาหร่ายคอนบุ (คูบุอิริจิ)
น้ำส้มโอกินาวา (ชีกัวชา) โดยเฉพาะ โกยะ จัมปุรุ หรือ ผัดมะระ จัดเป็นอาหารพื้นเมืองยอดนิยมของจังหวัดโอกินาวา ที่ไปเกาะแห่งนี้แล้วต้องรับประทานให้ได้ มะระนั้นถือว่าเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงในลำดับต้นๆ ส่วนรสขมในมะระเกิดจากสารที่เรียกว่า “โมโมดิซิน” ซึ่งให้รสขม มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ และสาร “ชาแลนทิน” ที่อยู่ในเปลือก มีสรรพคุณทางยาในการลดน้ำตาลในเลือด และรักษาโรคเบาหวาน ที่โอกินาวาเชื่อกันมาแต่สมัยโบราณว่าความขมของมะระจะช่วยทำให้เลือดสะอาดและช่วยเรื่องความดันเลือดให้คงที่ ด้วยความที่มะระมีวิตามินซีมาก สูงกว่ามะนาว 2-3 เท่าตัว มากกว่าผักกะหล่ำปลี ถึง 4 เท่า ทำให้มะระเป็นตัวแทนอาหารของโอกินาวามาอย่างยาวนาน
นอกจากวิตามินซีแล้วยังมีวิตามินอี และยังมีแร่ธาตุต่างๆ มีใยอาหารอยู่มาก เหมาะสำหรับการป้องกันความอ่อนเพลียที่เกิดในหน้าร้อน มะระ หรือ โกยะ (goya) มักจัดอยู่ในเมนูอาหารของโอกินาวา ซึ่งให้พลังงาน 1 แคลอรี ต่อกรัม และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

มะระโกยะ นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหารชนิดต่างๆ แล้ว ยังนำมาทำเป็นน้ำปั่นหรือคั้นสดไว้ดื่มก็ได้ หรือฝานบางๆ ใส่ในแซนด์วิช หรือใช้เป็นผักเคียงในเมนูซูชิ จากข้อมูลพบว่า คนบนเกาะโอกินาวา เป็นที่แรกในญี่ปุ่นที่เริ่มรับประทานมะระ ก็จะเป็นที่รู้จักและนิยมรับประทาน ด้วยเป็นพื้นที่แรกๆ ที่รับประทานมะระ พื้นที่ปลูกมะระจึงอยู่ที่เกาะโอกินาวาถือว่าเป็นแหล่งเดียวในญี่ปุ่นที่ปลูก โดยเฉพาะเมืองยาอิเสะ จังหวัดโอกินาวา เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนเกาะโอกินาวา เมนูที่พลาดไม่ได้เลยนั้นคือ ผัดมะระโอกินาวา (โกยะ จัมปุรุ) ที่นำมะระมาซอยเป็นชิ้นบางๆ ผัดใส่ไข่ ใส่หมู ใส่เต้าหู้ โรยด้วยปลาป่น

ซึ่ง “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 ได้นำพันธุ์ “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา มาปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร มานานประมาณ 2 ปีกว่า พบว่ามีการเจริญเติบโตดีมาก สามารถออกดอก ติดผลดกมาก และมะระมีรสชาติดีเหมือนที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาทีเดียว อายุการเก็บเกี่ยวเร็ว คือ ประมาณ 2 เดือน หลังย้ายกล้าปลูกลงแปลง และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 1-2 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับการบำรุงดูแลรักษา โดยจุดเด่นของมะระโอกินาวา คือรสชาติไม่ขมมาก นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเช่นเดียวกับมะระทั่วไป

เนื่องจากสายพันธุ์แรกที่สวนคุณลีนำเข้ามาปลูกและเผยแพร่ออกไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นสายพันธุ์มะระขี้นกดั้งเดิมของเกาะโอกินาวา มีชื่อว่า “Okinawa Abashi Gouya” (โอกินาวา “อะบาชิ” โกยะ) ซึ่งมีลักษณะผลสีเขียว เนื้อหนา ผลใหญ่ รสขมไม่มาก และต่อมาก็นำเข้าสายพันธุ์มะระขี้นกจากโอกินาวามาปลูกอีกหลายสายพันธุ์ เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ในการปลูกและการจำหน่ายให้ผู้บริโภค ซึ่งตอนนี้ก็มีอีก 2 สายพันธุ์ใหม่ คือ มะระขี้นกยักษ์พันธุ์ “Okinawa Shimayutaka Gouya” (โอกินาวา “ชิมะยูทากะ” โกยะ) มะระพันธุ์ให้ผลใหญ่สีเขียวเข้ม ผิวเป็นมันสวยงาม เนื้อหนา มีรสขมไม่มาก ผลยาว (ทรงผลนุ่น) และ มะระขี้นกยักษ์พันธุ์ “Okinawa Chuunaga Gouya”(โอกินาวา “จูนางะ” โกยะ) ซึ่งมีลักษณะผลสีเขียว เนื้อหนา ผลใหญ่ รสขมไม่มาก ผลยาว (ทรงกระบอก)

ปัจจุบัน “สวนคุณลี” เว็บบอลออนไลน์ สามารถผลิตและจำหน่ายผลมะระขี้นกยักษ์โอกินาวา ส่งขายร้านอาหารในกรุงเทพฯ และขายปลีกที่สวน ได้กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งได้การตอบรับจากคนรับประทานเป็นอย่างดี ซึ่งตอนมีการวางแผนการปลูกมีผลผลิตขายตลอดทั้งปี และยังคัดเลือกพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวาเพื่อผลิตเมล็ดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจนำไปปลูก

การปลูก “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา เริ่มต้นจากเพาะกล้ามะระโอกินาวา โดยการเพาะเมล็ดมะระนั้นทำได้ 3 วิธีดังนี้

วิธีเพาะในแปลง การเพาะด้วยวิธีนี้ต้องพรวนดินให้ร่วนซุยผสมปุ๋ยมูลสัตว์ เพื่อให้ดินร่วนซุยยิ่งขึ้น นำเมล็ดมะระมาเรียงห่างกัน ประมาณ 3 เซนติเมตร กลบด้วยดินหนา 2-3 เซนติเมตร เอาฟางคลุมรดน้ำ 3-4 วัน รอจนต้นกล้ามีใบจริง 2 ใบ หรืออายุประมาณ 8-10 วัน ก็ย้ายแปลงปลูก โดยก่อนการถอนกล้าควรรดน้ำให้ชุ่มเสียก่อน เพื่อต้นกล้าไม่บอบช้ำมากนัก
วิธีการเพาะกล้าในถุงดำเล็ก นำดินผสมปุ๋ยคอกและวัสดุปลูกที่หาได้ใส่ถุงดำ ขนาด 7×8 เซนติเมตร แช่เมล็ดมะระในน้ำ ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำเมล็ดเพาะใส่ถุง ถุงละ 1 เมล็ดรดน้ำให้พอชุ่ม เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ จึงย้ายลงแปลงปลูก

วิธีการเพาะกล้างอกวิธีเพาะกล้ามะระโอกินาวา นำเมล็ดพันธุ์มะระโอกินาวา มาแช่น้ำอุ่นไว้ ประมาณ 1 คืน หรือราว 5-8 ชั่วโมง เช้าอีกวันก็นำเมล็ดมาห่อกับผ้าเปียกน้ำหมาดๆ นำไปบ่มไว้ในกระติกน้ำหรือกล่องโฟม หรือใช้ถุงร้อนคลุมอบก็ได้ เพื่อให้เมล็ดมะระออกรากเร็วและงอกดีขึ้น ประมาณ 2 วัน เมื่อเปิดดูจะเห็นรากสีขาวๆ โผล่ออกมา เลือกเมล็ดที่รากงอกนั้น แล้วนำไปปลูกในถาดเพาะกล้าหรือถุงดำขนาดเล็ก เพื่อให้ง่ายในการดูแลรักษาต้นกล้า ดังนั้น แนะนำให้เพาะกล้าเสียก่อน การย้ายเมล็ดต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้รากอ่อนที่งอกจากเมล็ดหัก ควรใช้ไม้กดจิ้มวัสดุปลูกให้เป็นหลุมเสียก่อน แล้วนำเมล็ดหยอดลงไป ใช้ปลายนิ้วชี้กับนิ้วโป้งบีบดิน หรือวัสดุปลูกกลบเมล็ดเบาๆ

จากนั้นรดน้ำอย่างสม่ำเสมออย่าให้แฉะ จนต้นมะระโอกินาวามีใบจริง 2-3 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกในแปลงหรือถุงดำขนาดใหญ่ได้ ในช่วงที่เลี้ยงกล้าต้องหมั่นระวังแมลงที่จะมากัดกินยอด เช่น ตั๊กแตน และแมลงปีกแข็ง เป็นต้น