“ร้านเจ้เล้ง ”เปิดให้ชาวนาขายข้าวฟรีถึงปีหน้าหนุนชาวนาไทย

และผู้บริโภคทั่วประเทศ ซื้อขายข้าวราคาประหยัด จัดพื้นที่ฟรีรองรับเกษตรกรกว่า 50 ร้านค้า นำข้าวมาขายได้ไม่อั้น ยาวข้ามปี 2560 ขณะที่ลูกค้าร้านเจ้เล้ง ช๊อปครบ 1,000 บาท รับคูปองเงินสด 10 บาท นำไปเป็นส่วนลดเพื่อซื้อข้าวสารจากเกษตรกร

คุณอารีย์ฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล (เจ้เล้ง) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ แอนด์ เจ บิวตี้โปรดักส์ จำกัด (A&J BEAUTY PRODUCTS CO.,LTD.) ผู้นำเข้าธุรกิจเครื่องสำอางและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ กล่าวถึง การน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ในการดำเนินธุรกิจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจว่า เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และ ปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำ ทางร้านเจ้เล้งจึงร่วมมือกับกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดพื้นที่โซนด้านหน้า ติดริมถนนวิภาวดีรังสิต และ ในโซนพลาซ่า ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้มาขายข้าวโดยไม่คิดค่าเช่าพื้นที่ (free) โดยจัดรองรับเกษตรกรไว้ไม่ต่ำกว่า 50 ร้านค้า เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมีโอกาสได้ซื้อข้าวสารในราคาประหยัด โดยทางร้านเจ้เล้งให้สิทธิ์กับผู้ซื้อสินค้าในร้านเจ้เล้ง ครบ 1,000 บาท รับคูปองเงินสด 10 บาท เพื่อนำไปเป็นส่วนลดในการซื้อข้าวสารจากเกษตรกรได้ทันที โดยไม่จำกัดจำนวน ในราคาประหยัดตั้งแต่วันที่ 15 พฤจิกายน ปี 2559 – 31 มกราคม ปี 2560

การจัดรายการดังกล่าว ทาง “เจ้เล้ง” ได้มีต้นแบบจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงเป็นต้นแบบในหลายๆด้าน โดยเฉพาะการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ และ ใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมกับรายได้ที่ได้รับ

เจ้เล้ง กล่าวว่า กระแสวิกฤตตอนนี้ ชาวนาขายข้าวได้ราคาน้อยมาก ประกอบกับทางร้านเจ้เล้งอยู่ในทำเลที่ดีต่อการคมนาคมขนส่งข้าวสารของเกษตรกรทั่วทุกภาค และ มีพื้นที่ว่างอยู่สามารถจัดสรรเพื่อเกื้อกูลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ จึงประสานงานกับกรมการข้าวจัดหาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมาร่วมกันจัดกิจกรรมขายข้าวในราคาประหยัด เช่น ข้าวหอมมะลิ 105 ข้าว กข. 15 ข้าวเหนียว ข้าวทับทิมชุมแพ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวลูกผสมตัวใหม่ ที่มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระฟีนอลิกและสารต้านอนุมูลอิสระฟลาโวนอยด์สูง ช่วยบำรุงสุขภาพและความงาม สำหรับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ จะอำนวยความสะดวกทั้งเรื่องพื้นที่ค้าขายและที่พักฟรี

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ “ร้านเจ้เล้ง” เตรียมจัดรายการส่งเสริมการขาย (promotion) เพื่อสนับสนุนให้คนไทยประหยัดค่าใช้จ่ายในการครองชีพ โดยเน้นให้ซื้อสินค้าในราคาไม่แพง อย่างเช่น การซื้อสินค้าเพื่อจัดเป็นกระเช้าของขวัญมอบให้ญาติ และ ผู้ใหญ่ ในราคาประหยัด จะมีกระเช้าของขวัญชุดละ 1,400 บาท โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าในร้านเจ้เล้งได้ตามใจชอบและตามกำลังซื้อ เพื่อจัดวางในกระเช้าของขวัญ

หลังผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ “เจ้เล้ง” เตรียมจัดโปรโมชั่นพิเศษในช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 28 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ ปี 2560 เพื่อสมนนาคุณลูกค้า และเดินหน้าดำเนินธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ “ร้านเจ้เล้ง” ดอนเมือง ดำเนินธุรกิจค้าขายนำเข้าสินค้าหลากหลายประเภท เข้าสู่ปีที่ 16 และ จะย่างเข้าสู่ปีที่ 17 ใน พ.ศ.2560 เพราะฉะนั้นการดำเนินธุรกิจของ “ร้านเจ้เล้ง” จึงเน้นหลักธรรมาภิบาลในการบริหารคน และ น้อมนำแนวทางพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ

กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับ สกว. และภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการประชุมเพื่อระดมความเห็นและจัดทำโรดแมป หรือแผนที่นำทางงานวิจัย ด้านการเพิ่มคุณภาพอากาศในไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้ชุดโครงการ “ความรู้เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการปฏิรูปประเทศ” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการระดมความคิดเห็นจัดทำโรดแมป เพื่อให้เกิดการจัดการด้านคุณภาพอากาศที่ยั่งยืน ตลอดจนวิเคราะห์ ช่องว่าง และความท้าทายในงานวิจัยด้านคุณภาพอากาศที่ผ่านมา

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ปัจจุบัน กรมควบคุมมลพิษทำการตรวจวัดสารมลพิษทางอากาศ 5 ชนิดคือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ โอโซน และฝุ่นละออง ขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน ตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่ายและฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในบางพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสียงอย่างในเมืองใหญ่ โดยปัจจุบัน 5 จังหวัด ของไทยที่พบปัญหาคุณภาพอากาศมากที่สุด คือ สระบุรี สมุทรปราการ ลำปาง กรุงเทพฯ และพระนครศรีอยุธยา ตามลำดับ หากดูสถานการณ์เรื่องคุณภาพอากาศของโลก จะพบว่าปัจจุบัน 113 ประเทศ มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศแล้วและไทยเป็น 1 ในนั้น ในขณะที่อีก 80 ประเทศยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ

นโยบายการจัดการคุณภาพอากาศของประเทศตอนนี้คือ 1.การควบคุมและลดการระบาย สารมลพิษจากแหล่งกำเนิดทั้งจากยานพาหนะ อุตสาหกรรม การก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง 2.บริหารจัดการมลพิษเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมกับศักยภาพรองรับมลพิษ 3.เสริมสร้างศักยภาพหน่วยงานท้องถิ่นในการติดตามตรวจสอบสารมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดและในบรรยากาศโดยทั่วไป 4.พัฒนาและปรับปรุงระบบฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ 5.ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสะอาดและเชื้อเพลิงสะอาด 6.เพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจสภาพรถประจำปี และ 7.เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน

ด้านแนวทางการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ จะมีการแก้ไขทั้งในเขตชุมชนเมืองและเขตอุตสาหกรรม โดยเขตชุมชนเมืองจะปรับปรุงมาตรฐานยานพาหนะ พัฒนาการตรวจสภาพรถให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเบนซินและดีเซล ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงจากพืช เชื้อเพลิงสะอาด มีการดูแลบำรุงรักษารถโดยสารเชิงป้องกันและระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพระบบจราจรและระบบขนส่งมวลชน ในส่วนของเขตอุตสาหกรรม จะใช้หลักการบริหารจัดการมลพิษ เชิงพื้นที่ ใช้เทคโนโลยีสะอาด กำหนดและปรับปรุงมาตรฐานการระบายอากาศเสียจากแหล่งกำเนิด สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบมลพิษ

สำหรับภาพอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมของไทยในระยะ 5 ปี (2560 – 2564) นี้ จะมีการจัดการมลพิษที่ต้นทาง โดยภาคการผลิตขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพที่มีมลพิษต่ำ โดยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบจัดการของเสียจากแหล่งกำเนิดมลพิษทุกประเภท ที่เพียงพอและมีการจัดการมลพิษเป็นไปตามมาตรฐาน โดยเป้าหมายในระยะนี้คือ ระบบการบริหารจัดการมลพิษมีการพัฒนาในระดับที่ดีขึ้น

ด้าน รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล หัวหน้าโครงการ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสถานะและภาพรวมงานวิจัยด้านการจัดการคุณภาพอากาศว่า ยังคงมีช่องว่างและปัญหาที่ท้าทาย อาทิ บ้านเรายังมีนโยบายไม่ทันกับสถานการณ์ของมลพิษทางอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ยังขาดองค์ความรู้เชิงลึกต่อประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจัง ทั้งข้อมูลเรื่องความเป็นพิษ ดัชนีที่ต้องเฝ้าระวัง และเครื่องมือสำหรับชุมชนตรวจสอบสถานการณ์ได้ด้วยตนเอง ตลอดจนยังขาดศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ หรือศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการคุณภาพอากาศอย่างบูรณาการในทุกมิติ

ในขณะที่ รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพและสาธารณะ สกว. กล่าวว่าเวทีวันนี้นับป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศได้โรดแมปด้านการเพิ่มคุณภาพอากาศ ทำให้นักวิจัยสามารถผลิตผลงาน ได้ตรงกับความต้องการในการแก้ไขปัญหาของประเทศและกลุ่มผู้ใช้งานทั้งส่วนของภาคนโยบาย ภาครัฐ ภาคประชาชน หลังจากที่เคยมีโรดแมปเรื่องน้ำ และยุทธศาสตร์ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลมาแล้ว

วันที่ 12 พ.ย.59 เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ เกษตรกรในพื้นที่ ต.หนองนางนวล อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี เร่งทำการเกี่ยวข้าวกันอย่างคึกคัก หลังจากที่ฟ้าเปิดไม่มีฝนตกลงมา เพื่อเลี่ยงความชื้นให้ได้มากที่สุด แม้จะมีบางส่วนที่ยังคงต้องทำการสูบน้ำออกไปด้วยก็ตาม เนื่องจากข้าวนั้นเลยระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่กำหนดมาหลายวัน ซึ่งหากปล่อยไว้นานกว่านี้เมล็ดข้าวนั้นจะกรอบและหล่นออกจากรวง ทั้งยังหวั่นว่าจะมีฝนมาอีกระรอก พร้อมทั้งคิวรถเกี่ยวนั้นหากปล่อยให้หลุดคิวของตนเองไปจะต้องรอคิวใหม่อีกยาว

จากการสอบถาม นายสำราญ ทศกัณฑ์ อายุ 66 ปี เกษตรกร หมู่ที่ 1 ต.หนองนางนวล อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี เล่าว่า ตนนั้นได้ปลูกข้าวหอมปทุมไว้ประมาณ 20 ไร่ ซึ่งจริงๆแล้วนั้นจะต้องเกี่ยวข้าวตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนรถเกี่ยวข้าวออกไปเนื่องจากช่วงนั้นมีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้น้ำนั้นท่วมข้าวของตนทั้งหมด จึงต้องทำการสูบน้ำออกให้หมดก่อนจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ ซึ่งกว่าจะสูบน้ำได้นั้นลำบากมาก เพราะช่วง3-4วันที่ผ่านมานี้ ฝนตกลงมาทุกวัน จำใจสูบน้ำไปทั้งๆที่ฝนยังตกลงมาเพราะถ้าไม่สูบน้ำออกไปข้าวที่ออกรวงจนเก็บเกี่ยวได้นั้นจะล้มจมไปกับน้ำจนหมด ซึ่งหากข้าวล้มจมน้ำไปแล้วนั้นผลผลิตที่หวังว่าจะได้ราคาขึ้นมาบ้างนั้นก็จะถูกกดราคาให้ต่ำลงอย่างแน่นอน

“วันนี้ก็ยังคงต้องเกี่ยวข้าวไปพร้อมๆกับสูบน้ำออกไปด้วย เพราะถ้าหากปล่อยคิวรถเกี่ยวที่ได้ให้หลุดไปอีกรอบจะต้องรอคิวอีกถึง7วันซึ่งหากเป็นเช่นนั้นข้าวที่เห็นอยู่คงจะแห้งกรอบเมล็ดล่วงไปจนหมดเป็นแน่ หรือหากหวังจากวันนี้ไปแล้วมีฝนตกลงมาอีกคงจะท่วมข้าวตายจนหมดแน่ เพราะตนนั้นแทบจะไม่เหลือเงินไปซื้อน้ำมันมาใส่เครื่องสูบน้ำแล้ว เพราะทุกวันนี้มีแค่เงินผู้สูงอายุของตนกับภรรยา และข้าวในนา เป็นรายได้ยังชีพเลี้ยงปากท้องเท่านั้น” นายสำราญ กล่าว

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 เมื่อเวลา 09.00 น. พระครูสุญาณโสภิต เจ้าอาวาสวัดพระธาตุราษฎร์บำรุง เจ้าคณะตำบลหนองกอมเกาะ อ.เมืองหนองคาย นำพระ สามเณร ของวัด และนักเรียนชายหญิงโรงเรียนหลวงพ่อดำวิทยา รวม 89 คน ไปช่วยนางทองอยู่ ดอนประจง อายุ 69 ปี บ้านสร้างพอก ต.โพนสว่าง อ.เมืองหนองคาย เกี่ยวข้าวในที่นา 12 ไร่ แต่การเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะต้นข้าวโดนลมพัดทำข้าวล้ม แถมยังมีฝนตกก่อนหน้านี้หลายวันทำให้มีน้ำขังในที่นา

พระครูสุญาณโสภิต เจ้าอาวาสวัดพระธาตุราษฎร์บำรุง กล่าวว่า การนำพระเณรและนักเรียนของโรงเรียนมาช่วยในครั้งนี้ เนื่องจากต้องการทำกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นการช่วยเหลือชาวนาลดต้นทุนการจ้างแรงงานในพื้นที่ เนื่องจากการลงแขกเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้วิถีชีวิตด้วย

ขณะที่นางทองอยู่ ดอนประจง กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่พระเณรมาช่วยเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ เพราะตนกับลูกสาวต้องทำนากันเพียงสองคน ทุกอย่างต้องจ้างแรงงาน ตั้งแต่การไถที่นาไปจนถึงเก็บเกี่ยว ครั้งนี้จึงช่วยประหยัดต้นทุนไปได้หลายพันบาท

เพจChina Xinhua News รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย. งานประมูลหมูดำครั้งแรกจัดขึ้นที่เมืองเติงเฟิง มณฑลเหอหนาน ท่ามกลางผู้ร่วมงานนับพันคน ซึ่งการประมูลหมูตัวแรกจบลงที่ราคา 125,000 หยวน (ราว 650,000 บาท) เหตุผลที่มีราคาแพงเช่นนี้ เนื่องจากหมูดำตัวนี้ถูกเลี้ยงแบบปล่อยในป่าโอ๊คใต้เขาซงซาน โดยกินลูกโอ๊ค ดื่มน้ำบ่อ และป้องกันโรคด้วยยาสมุนไพร

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรม “หมูใครหมูมัน” คือให้ผู้ซื้อเลือกหมูดำมาหนึ่งตัว ติดเครื่องหมายแล้วปล่อยเลี้ยงในป่าโอ๊คต่อไป หลังจากโตแล้ว ผู้ดูแลก็จะฆ่าและนำเนื้อของหมูตัวนี้ไปส่งให้ที่บ้านของผู้ซื้อนั่นเอง

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ และอำเภอศรีณรงค์ จ.สุรินทร์ อาศัยช่วงเวลาหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ออกหาขุดปูนา จับกบ กุ้งฝอย และจับปลาชนิดต่างๆ อาทิ ปลาช่อน ปลากระทิง ปลาหลด ปลาขาว ปลาซิว ปลาสร้อย และปลาแก้ว ฯลฯ ตามท้องทุ่งนา รวมทั้งพืชผักธรรมชาติที่ขึ้นตามท้องไร่ ทุ่งนา เพื่อมาทำอาหาร บางคนอาจจะหามาขายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย แล้วพากันนำออกมาวางขายแบกะดิน ที่บริเวณตลาดน้อย ซึ่งเป็นตลาดชาวบ้านข้างทางรถไฟอำเภอศีขรภูมิเป็นจำนวนมาก

สำหรับอาหารที่เป็นที่นิยมในช่วงนี้คงจะหนีไม่พ้น อาหารที่ชาวบ้านในพื้นที่อีสานฮิตและเป็นเมนูที่หาทานยาก หนึ่งปีมีครั้งเดียว คือปูนา ซึ่งพบว่าขายดีมาก ราคาพุ่งถึง กิโลกรัมละ 100 บาทเลยทีเดียว หรือแบ่งจำหน่ายในราคาถุงละ 20 บาท หรือ 3 ถุง 50 บาท เพื่อให้ลูกค้าซื้อง่ายขายคล่องอีกด้วย

โดยชาวบ้านสวนใหญ่ที่มาซื้อปูนา ส่วนใหญ่บอกว่าปูนา นำไปทำเมนูอร่อย ที่คนพื้นถิ่นเขมรสุรินทร์ จะเรียกว่า ละแวกะดาม ภาษาอีสานเรียกว่า ละแวกะปู หรืออ่อมกะปู นอกจากนี้ ยังสามารถ นำปูนา ไปปิ้ง ต้มทอด ย่าง ตำน้ำพริก หรือ ลาบปูนา ก็อร่อยไม่แพ้กัน

นางกรนันท์ บุญตาม เเม่ค้าขายปู กล่าวว่า ช่วงนี้มีปลาดุกนา ปลาช่อนนา กุ้งฝอย และปูนา ช่วงนี้ขายดีมาก ใส่ถ้วยก็มี ขายเป็นกิโลกรัมก็มี ปูนาใส่ถุงละ 20 บาท ถ้าเป็นกิโลกรัมละ 100 บาท เฉลี่ยเป็นตัวตกตัวละ 2 บาท ถ้าตัวใหญ่ ช่วงนี้หาปูนาไม่ค่อยได้ ฝนตกมาน้ำเยอะ ปลาหลด พวงละ 50 บาท กิโลกรัมละ 250 บาท ปลาซิวอ้าว กิโลกรัมละ 130 บาท ปลาขาวนา กิโลกรัมละ 100 บาท รายได้แล้วแต่วัน ถ้าวันไหนคนซื้อเยอะก็ได้เยอะ เหลือกำไรวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท มีรายได้เสริมจากการทำนาช่วงนี้ เดือนละกว่า 30,000 บาท ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

หลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ทำให้เหล่าปวงพสกนิกรได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของพระองค์ท่าน และได้มีโอกาสย้อนกลับไปชมพระราชกรณียกิจ ได้ย้อนไปอ่านพระราชดำรัส พระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้ในวาระต่าง ๆ

หลายสิ่งที่พระองค์ท่านดำรัสไว้ ล้วนเป็นคำสอน เป็นแนวทาง เป็นทฤษฎีในการดำเนินชีวิต อันทรงคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปราะบางของภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

หรือแม้กระทั่งเรื่องทางออกของข้าวหอมมะลิที่กำลังตกต่ำสุดในรอบ 10 ปีดังพระราชดำรัสเรื่อง “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ทรงพระราชทานไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2540 และ2541 ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตต้มยำกุ้ง”

นั่นคือเรื่อง “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสถึงวิกฤตเศรษฐกิจ พอสรุปใจความสำคัญได้ว่า ประเทศไทยจะรอดเพราะมีภูมิประเทศที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ แต่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องประหยัด และถึงเวลาจำเป็นต้องถอย เพื่อที่จะก้าวต่อไป ทรงให้แนวคิดอย่าเห่อนำไทยเป็น “เสือเศรษฐกิจ” แค่ทำเศรษฐกิจแบบพอเพียงก็อยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน (พาดหัวมติชน 5 ธ.ค. 40)

หรือตัวอย่างพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธ.ค. 40 ตอนหนึ่งเรื่องข้าว “เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ การผลิตให้เพียงพอ ทำได้ อย่างข้าวที่ปลูก เคยสนับสนุนให้ปลูกข้าวให้เพียงพอกับตัวเองเก็บเอาไว้ในยุ้งเล็ก ถ้ามีพอก็ขาย แต่คนอื่นเขากลับบอกว่า ไม่สมควร โดยเฉพาะภาคอีสาน เขาบอกว่า ต้องปลูกข้าวหอมมะลิเพื่อที่จะขาย มันไม่ถูกต้อง ข้าวหอมมะลิขายได้ดี แต่เมื่อขายแล้วเมื่อตัวเองจะบริโภคเองต้องซื้อ ไปซื้อจากใคร ทุกคนปลูกข้าวหอมมะลิ

ในภาคอีสานส่วนมากชอบบริโภคข้าวเหนียว ก็ประกาศว่า คนปลูกข้าวเหนียวเป็นคนโง่ นี่เป็นสิ่งสำคัญ ควรสนับสนุนให้เขาปลูกข้าวบริโภค เขาชอบข้าวเหนียวให้เขาปลูกข้าวเหนียว เขาจะปลูกข้าวอะไรก็ตามให้เขาเก็บไว้บริโภคตลอดปี ถ้ามีที่จะให้ทำนาปรัง หรือมีที่มากพอก็ปลูกหอมมะลิ เพื่อที่จะขาย ที่พูดอย่างนี้ เพราะว่าข้าวที่ปลูกสำหรับบริโภคไม่ต้องเที่ยวรอบโลก ถ้าข้าวที่ซื้อมาต้องเที่ยวอาจจะไม่ถึงรอบโลก แต่ต้องเป็นข้าวจังหวัด หรืออาจจะข้ามประเทศมา ค่าขนส่งก็บวกเข้ามาในราคาข้าว ตกลงเขาต้องขายข้าวในราคาถูก เพราะว่าข้าวมันต้องขนส่งไปสู่ต่างประเทศที่จะขายได้กำไร ก็ต้องบวกค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็บวกเข้ามาในราคาข้าวก็หมายความว่า ราคาข้าวชาวนา ชาวสวนเกษตรกรจะถูกตัด ก็เขาบอกว่า ขายข้าวหอมมะลิได้ราคาแพง แต่คนขายถึงต่างประเทศ ต้นทางก็ไม่ได้ค่าตอบแทนมากนัก แล้วยังต้องไปซื้อข้าวบริโภค ซึ่งจะแพงกว่าเพราะว่าจะต้องขนส่งมาก สิ่งเหล่านี้คือเรื่องเศรษฐกิจแบบค้าขาย ภาษาฝรั่งเรียกว่า Trade Economy ไม่ใช่แบบพอเพียง ซึ่งฝรั่งเรียก Self-Sufficient Economy ที่ไหนทำแบบ Self-Sufficient Economy คือ เศรษฐกิจแบบพอเพียงกับตัวเอง เราก็อยู่ได้โดยไม่ต้องเดือดร้อน อย่างทุกวันนี้ เราเดือดร้อน สำหรับข้าวก็เห็นชัด”

รัฐบาลผลักดันระบบสหกรณ์เข้มแข็ง แก้ปัญหาเกษตรยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงอีคอมเมิร์ซขายสินค้าสหกรณ์ทั่วโลก ควบคู่เปิดหน้าร้านกระจายสินค้าทั่วประเทศ หวังเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายชาวนาชาวไร่วิสาหกิจชุมชน

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด taniavaughan.com โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ และวิสาหกิจชุมชน รวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน จากที่แต่ละคนไม่สามารถแก้ปัญหาตามลำพังได้ไปสู่การดำเนินวิสาหกิจที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน มีเงินทุนหมุนเวียน มีอำนาจต่อรองในการซื้อขายสินค้า และยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

“ที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ หรือ CDC ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 107 แห่งทั่วประเทศ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ที่ส่งสินค้าไปขายยังศูนย์ดังกล่าว โดยตั้งแต่เริ่มจัดตั้งเดือน ต.ค.58 – พ.ค.59 เพียง 6 เดือน มียอดจำหน่ายรวมกว่า 6,300 ล้านบาท”

พลโท สรรเสริญ กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังได้ต่อยอดการซื้อขายสินค้าของสหกรณ์ด้วยการเชื่อมโยงกับระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตามนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและไทยแลนด์ 4.0 เพิ่มช่องทางการตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก โดยนำข้อมูลผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ที่มีคุณภาพดี ไปบรรจุไว้ในตลาดสินค้าสหกรณ์ออนไลน์ www.co-opclick.com ประกอบด้วยสินค้า 9 หมวด คือ ข้าวสาร น้ำดื่ม นม สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าแปรรูป ผลไม้ กาแฟ สินค้าประมง และสินค้าโอท็อป

“ท่านนายกฯ ชื่นชมการดำเนินงานของ กษ. ที่พยายามช่วยเหลือเกษตรกรอย่างครบวงจร เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว ไม่ใช่อุดหนุนเงินแต่เพียงอย่างเดียว โดยย้ำว่าจุดเด่นของตลาดออนไลน์ที่รัฐบาลส่งเสริม ช่วยทำให้เกษตรกรและสหกรณ์ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนการจัดทำห้องแสดงสินค้าหรืออาคารจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และขยายตลาดสินค้าไปได้ในทุกพื้นที่”

นอกจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังได้ปรารภด้วยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างมาก โดยในปี 2558 มูลค่าการซื้อขายเติบโตถึง 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการที่พักและอาหาร การผลิต ค้าปลีกและส่ง จึงต้องยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าการซื้อขายสูงขึ้นด้วยการใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้รัฐบาลจะส่งเสริมความเข้มแข็งของอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านอีคอมเมิร์ซของภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน ให้ดีขึ้น โดยล่าสุด Alibaba.com ได้ร่วมมือกับม.หอการค้าไทย เปิดศูนย์ฝึกอบรมด้านอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสร้างผู้ประกอบการใหม่ได้ 5,000 คนต่อปี และช่วยให้เอสเอ็มอีไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติได้มากยิ่งขึ้น”

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 นายถวิล บุญครอง ผู้ใหญ่บ้านร่มทอง หมู่ 17 ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว พร้อมด้วย เกษตรกรชาวนา กว่า 50 ราย ได้ร้องทุกข์กับผู้สื่อข่าวว่า เกษตรกรชาวนา 4 หมู่บ้าน กว่า 100 ราย ได้รับผลกระทบ ข้าวในนาเป็นโรคไหม้คอรวง ทำให้เมล็ดข้าวเปลือกลีบ บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ วอนขอให้หน่วยงานเข้ามาดูแลด้วย

ด้านนาย ณรงค์ ทวีศักดิ์ เกษตรอำเภอตาพระยา กล่าวว่า ทางเกษตรอำเภอได้รับรายงานจากผู้ใหญ่บ้าน และมาดูตั้งเดือน ตุลาคม 2559 พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ปลูกข้าว มะลิ 105 เยอะ เมื่อก่อนนี้ฝนทิ้งช่วงไปนาน พอฝนมาเกษตรกรก็เลยเร่งปุ๋ยไปนิดหนึ่ง เพราะข้าวมะลิไม่ต้านทางกับโรคไหม้อยู่แล้วพอเร่งปุ๋ยต้นงามใบเขียวขึ้นมา ต้นข้าวจะอ่อนแอ อากาศชื้นโรคจะระบาดได้เร็ว

จุดนี้ทางจังหวัดได้ออกมาดู 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกเจ้าหน้าที่จากสำนักงานจังหวัด และเมื่อวาน เป็นของกลุ่มอารักขา และบอกว่าในวันจันทร์นี้จะทำหนังสือมาทางอำเภอว่า จะให้ดำเนินการอย่างไร แต่ว่าการทำให้เป็นพื้นที่เขตภัยพิบัติ ต้องมาดูอีกทีว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ต้องรอหนังสือจากจังหวัดก่อน จึงอยากคุยให้เกษตรกรให้เข้าใจด้วยว่า ในปีต่อไป จะใช้พันธุ์เดิมอีกไม่ได้ เพราะโรคชนิดนี้ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ ต้องเปลี่ยนพันธุ์ใหม่ ข้าวที่เป็นโรคนี้แล้วแก้ไม่ได้ เพราะออกรวงแล้ว เพราะโรคไหม้เกิดทุกระยะข้องข้าว ตั้งแต่ตกกล้าก็เป็นถ้าไปเร่งปุ๋ยยูเรียเยอะๆ เขียวขึ้นจะยุบเลย แต่เสียมากที่สุดเฉพาะที่ออกรวงแล้วด้านนางมณี อินทร์แก้ว อายุ 60 ปี ชาวนาบ้านร่มทอง กล่าวว่า หลังจากข้าวออกรวงและเริ่มมีน้ำนม ที่คอรวงข้าวจะไหม้จากนั้นเมล็ดไม่มีเลยเมล็ดลีบหมด ปีนี้เป็นปีแรกที่เจอข้าวเป็นโรคแบบนี้ ข้าวเสียหายเกือบทั้งหมด รวงหนึ่งจะเหลืออยู่ไม่เกิน 5 เมล็ด นอกนั้นลีบหมด จะจ้างคนมาเกี่ยวก็ไม่คุ้ม ปีนี้ไม่ได้ข้าวเลยเงินที่กู้มาจาก ธกส.ก็ยังไม่ได้จ่าย ปีนี้หมดเนื้อหมดตัวเลย เห็นแล้วแทบจะร้องไห้