ฤดูหนาวอายุใบ 45 วัน ใบต้องแก่เต็มที่ สีเขียวเข้ม ฤดูฝนตั้ง

วิธีการให้สาร ทำความสะอาดภายใต้ทรงพุ่ม ให้ทางดินโดยผสมน้ำราดจากปลายทรงพุ่มเข้ามา 1 เมตร รอบทรงพุ่ม (ให้สารในตอนเช้า) หลังจากให้สาร 7 – 10 วัน ให้ฉีดพ่นทางใบ สาร 3 ขีด ผสมกับปุ๋ยสูตร 0 – 52 – 34 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร (ให้ฉีดพ่นตอนเย็น)

กุมภาพันธ์ ติดผล ขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟให้ปุ๋ยเคมีตามการคาดคะเนปริมาณผลผลิต ตามตารางที่5.2 แสดงปริมาณปุ๋ยที่ควรให้แก่ลำไยในระยะติดผลถึงเก็บเกี่ยว (ในคู่มือการผลิตลำไยคุณภาพ) หรือให้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูงเช่น 46 – 0 – 0 หรือ 25 – 7 – 7 แบ่งใส่เดือนละครั้ง (2 ครั้ง) ให้น้ำตามทุกครั้งและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน(น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา คาร์เบนดาซิม

มีนาคม สร้างเมล็ดและเปลือก ตัดช่อผล โดยตัดปลายช่อผลเหลือไว้ไม่เกิน 60 ผลต่อช่อ ระยะขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว ให้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเช่น 15 – 15 – 15 หรือ 16 – 16 – 16 แบ่งใส่เดือนละครั้ง แล้วให้น้ำตามทุกครั้งและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน (น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา

มกราคม ออกดอก ดูแลน้ำให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องมาก ดูแลโรคและแมลง ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน (น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส 50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หลังจากแทงช่อดอก (ดอกยังไม่บาน)

เมษายน-พฤษภาคม เมล็ดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ระยะสร้างเนื้อ ให้ปุ๋ยเคมีตามการคาดคะเนปริมาณผลผลิต หรือให้ปุ๋ยสูตรตัวท้ายสูง เช่น 13 – 13 – 21 หรือ 8 – 24 – 24 ให้น้ำตามและให้น้ำสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง

มิถุนายน สร้างเนื้อและขยายผลเร็วให้ปุ๋ยเคมีตามการคาดคะเนปริมาณผลผลิต ตามตารางที่5.2 แสดงปริมาณปุ๋ยที่ควรให้แก่ลำไยในระยะติดผลถึงเก็บเกี่ยว (ในคู่มือการผลิตลำไยคุณภาพ) หรือให้ปุ๋ยสูตรตัวท้ายสูงเช่น 13 – 13 – 21 หรือ 8 – 24 – 24 ให้น้ำสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง เช่น เพลี้ยหอยหลังเต่า มวลลำไย ผีเสื้อมวนหวาน โรคผลลาย ผลแตก ผลร่วงให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน (น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา ทีบูโคนาโซล 25% EW

กรกฎาคม เก็บเกี่ยวผลผลิต

การปฏิบัติดูแลลำไยนอกฤดู

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัดแต่งกิ่ง เอากิ่งไปทำฟืน เผาถ่าน เอาใบคลุมในทรงพุ่ม (ให้เสร็จไม่เกิน 30 วัน) แตกใบอ่อนครั้งที่ 1 เอาปุ๋ยคอกหว่านบนใบใต้ทรงพุ่ม ตามด้วยปุ๋ยเคมี หรือสูตรปุ๋ยตัวหน้าสูงเช่น 46 – 0 – 0 หรือ 25 –7–7 (อัตราตามปริมาณปุ๋ยด้านหลัง)ระวังหนอนและแมลงกัดกินใบอ่อน เช่น หนอนคืบกินใบ หนอนมังกร หนอนหนาม ด้วงกินใบ ด้วงกุหลาบ แมลงค่อมทอง การป้องกันกำจัด ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน (น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

แตกใบอ่อนครั้งที่ 2 ให้ปุ๋ยเคมี สูตร 46 – 0 – 0 หรือ 25 –7–7 (อัตราตามปริมาณปุ๋ยด้านหลัง) ให้น้ำตาม ระวังหนอนและแมลงกัดกินใบอ่อน เช่น หนอนคืบกินใบ หนอนมังกร หนอนหนาม ด้วงกินใบ ด้วงกุหลาบ แมลงค่อมทอง การป้องกันกำจัด ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน(น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส 50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

แตกใบอ่อนครั้งที่ 3 ให้ปุ๋ยเคมี สูตร 46 – 0 – 0 หรือ 25 –7–7 (อัตราตามปริมาณปุ๋ยด้านหลัง) ให้น้ำตาม ระวังหนอนและแมลงกัดกินใบอ่อน เช่น หนอนคืบกินใบ หนอนมังกร หนอนหนาม ด้วงกินใบ ด้วงกุหลาบ แมลงค่อมทอง การป้องกันกำจัด ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน(น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

ชักนำการออกดอก กระตุ้นการออกดอกโดยใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการออกดอกของลำไย คือ

1.การแตกใบอ่อน 3 ครั้งดีกว่าการแตกใบอ่อน 2 ครั้ง

2.อายุของใบ ฤดูหนาวอายุใบ 45 วัน ใบต้องแก่เต็มที่ สีเขียวเข้ม ฤดูฝนตั้งแต่อายุใบ 25 วันใบโตเต็มที่ มีสีเขียวอ่อน

3.วิธีการให้สาร ทำความสะอาดภายใต้ทรงพุ่ม ให้ทางดินโดยผสมน้ำราดจากปลายทรงพุ่มเข้ามา 1 เมตร รอบทรงพุ่ม (ให้สารในตอนเช้า) หลังจากให้สาร 7- 10 วัน ให้ฉีดพ่นทางใบ สาร 3 ขีด ผสมกับปุ๋ยสูตร 0 – 52 – 34 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร (ให้ฉีดพ่นตอนเย็น)

4.แสง วันที่ให้สารควรมีแสงแดดจัด

5.ความบริสุทธิ์ของสาร 99.7เปอร์เซ็นต์

อัตราการให้สาร
ออกดอก ดูแลน้ำให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องมาก ดูแลโรคและแมลง ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน (น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หลังจากแทงช่อดอก (ดอกยังไม่บาน)

ติดผล ขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟให้ปุ๋ยเคมีตามการคาดคะเนปริมาณผลผลิต ตามตารางที่5.2 แสดงปริมาณปุ๋ยที่ควรให้แก่ลำไยในระยะติดผลถึงเก็บเกี่ยว (ในคู่มือการผลิตลำไยคุณภาพ) หรือให้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูงเช่น 46 – 0 – 0 หรือ 25 – 7 – 7 แบ่งใส่เดือนละครั้ง (2 ครั้ง)ให้น้ำตามทุกครั้งและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน(น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา คาร์เบนดาซิม

สร้างเมล็ดและเปลือก ตัดช่อผล โดยตัดปลายช่อผลเหลือไว้ไม่เกิน 60 ผลต่อช่อ ระยะขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว ให้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเช่น 15 – 15 – 15 หรือ 16 – 16 – 16 แบ่งใส่เดือนละครั้ง แล้วให้น้ำตามทุกครั้งและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน(น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา

สร้างเนื้อผลเท่ามะเขือพวง เมล็ดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ระยะสร้างเนื้อ ให้ปุ๋ยเคมีตามการคาดคะเนปริมาณผลผลิต หรือให้ปุ๋ยสูตรตัวท้ายสูง เช่น 13 – 13 – 21 หรือ 8 – 24 – 24 ให้น้ำตามและให้น้ำสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง

วงขยายผล สร้างเนื้อและขยายผลเร็วให้ปุ๋ยเคมีตามการคาดคะเนปริมาณผลผลิต ตามตารางที่5.2 แสดงปริมาณปุ๋ยที่ควรให้แก่ลำไยในระยะติดผลถึงเก็บเกี่ยว หรือให้ปุ๋ยสูตรตัวท้ายสูงเช่น 13 – 13 – 21 หรือ 8 – 24 – 24 ให้น้ำสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง เช่น เพลี้ยหอยหลังเต่า มวลลำไย ผีเสื้อมวนหวาน โรคผลลาย ผลแตก ผลร่วงให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150 ส่วน (น้ำส้มควันไม้ 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) หรือ ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20 – 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา ทีบูโคนาโซล 25% EW เก็บเกี่ยวผลผลิต

ปัจจุบันพื้นที่ปลูกมะพร้าว มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตมะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว เช่น กะทิ มีราคาสูงขึ้น สาเหตุหลักมาจากการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นทดแทนมะพร้าว เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน นอกจากนั้นแหล่งปลูกมะพร้าวในประเทศไทยยังประสบกับปัญหาแมลงศัตรูมะพร้าวระบาด ประกอบกับภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่การระบาดของศัตรูมะพร้าว ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว แมลงศัตรูมะพร้าวที่กำลังระบาดเป็นปัญหาหนักและเร่งด่วนอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ หนอนหัวดำมะพร้าว หากการเข้าทำลายของหนอนหัวดำมะพร้าวระบาดรุนแรงและติดต่อกันเป็นเวลานาน สามารถทำให้มะพร้าวตายได้

หนอนหัวดำมะพร้าวมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียใต้ แถบประเทศอินเดียและศรีลังกา เคยทำความเสียหายต่อมะพร้าวให้แก่ประเทศทั้งสองมาแล้ว ระยะตัวอ่อนหรือระยะหนอนของแมลงหนอนหัวดำเท่านั้นที่จะลงทำลายโดยการแทะกินผิวใบบริเวณใต้ใบมะพร้าว จากนั้นจะถักใยแล้วนำมูลที่ถ่ายออกมาผสมกับเส้นใยที่สร้างขึ้นเป็นอุโมงค์ยาวเป็นทางครอบคลุมตัวตลอดทางใบมะพร้าว ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ในอุโมงค์ที่สร้างขึ้นและแทะกินผิวใบตามทางยาวของอุโมงค์ โดยทั่วไปแล้วหนอนหัวดำมะพร้าวชอบทำลายใบแก่ หากการทำลายรุนแรงจะพบว่าหนอนหัวดำ จะทำลายก้านใบ จั่น และผลมะพร้าว โดยแทะกินผิวใบในส่วนที่เป็นสีเขียวก่อน

หนอนหัวดำมะพร้าวตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ขนาดลำตัวจากหัวถึงปลายท้องยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร ปีกสีเทาอ่อน มีจุดสีเทาเข้มประปรายที่ปลายปีก ลำตัวแบน ชอบเกาะนิ่ง แนบตัวติดผิวพื้นที่เกาะ เวลากลางวันจะเกาะนิ่งหลบอยู่ใต้ใบมะพร้าวหรือในที่ร่ม ผีเสื้อขนาดใหญ่ เพศเมียใหญ่กว่าเพศผู้เล็กน้อย การเจริญเติบโตของหนอนหัวดำมะพร้าว พบว่าระยะหนอน 32-48 วัน มีการลอกคราบ 6-10 ครั้ง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 200 ฟอง

เนื่องจากหนอนหัวดำได้ชักใบสร้างอุโมงค์หุ้มลำตัวดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงเป็นการยากที่จะกำจัดโดยการพ่นสารเคมี เพราะถึงอย่างไร สารเคมีก็ไม่มีโอกาสจะไปถูกตัวหนอน ถ้าจะใช้สารเคมีจะต้องใช้สารเคมีชนิดดูดซึม โดยฉีดเข้าไปในต้นมะพร้าว

อย่างไรก็ตาม สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้แนะนำการใช้เทคโนโลยีการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวขั้นพื้นฐาน ที่กรมวิชาการเกษตรและหลายหน่วยงานได้ทำการศึกษาวิธีป้องกันกำจัด ให้ดำเนินการในเบื้องต้น ได้แก่

1.ตัดทางใบมะพร้าวที่เป็นสีน้ำตาลเนื่องจากหนอนหัวดำทำลายลงมาจากต้นแล้วเผาทันที เพื่อตัดวงจรการระบาดของหนอนหัวดำในระยะไข่ ระยะตัวหนอน และดักแด้ที่ยังหลงเหลืออยู่

2.ถ้าต้นมะพร้าวไม่สูงเกินไป ใช้เชื้อ BT (Bacillus thuringiensis) พ่นในอัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน เพื่อจัดการกับแมลงที่ยังหลงเหลืออยู่ จะสามารถลดความรุนแรงลงได้อีกระดับหนึ่ง วิธีการทั้งสองดังกล่าวสามารถลดความรุนแรงลงได้ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์

3.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษาค้นคว้าการใช้แตนเบียน โดยผลิตแตนเบียนหนอน Bracon hebetor ปล่อยอัตราไร่ละ 200 ตัว ปล่อย 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7-10 วัน

4.กรมส่งเสริมการเกษตร ผลิตแตนเบียนไข่ ไตรโคแกรมมา เอสพี. (Trichogramma sp.) ปล่อยไร่ละ 20,000 ตัว 2-3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 15 วัน

การป้องกันกำจัดอาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือหลายๆ วิธี ผสมผสานกัน เพื่อให้ได้ผลสูงสุด แต่การป้องกันกำจัดจะได้ผลระดับใด ต้องพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ คือ

พิจารณาจากระดับความรุนแรงในการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวว่า มีการระบาดรุนแรงปานกลางหรือเพียงเล็กน้อย ถ้าระบาดเพียงเล็กน้อย อาจใช้วิธีการป้องกันกำจัดเดี่ยวๆ ได้ แต่ถ้าระบาดรุนแรงอาจต้องใช้วิธีผสมผสาน นอกจากนั้นต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการผลิตมะพร้าว ถ้ามะพร้าวสูงมาก การพ่นสารต่างๆ ก็ไม่สะดวก และต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการผลิตมะพร้าว ถ้าเป็นการผลิตมะพร้าวอ่อน เช่น มะพร้าวน้ำหอม หรือผลิตมะพร้าวแก่ หรือมะพร้าวแกง ถ้าผลิตมะพร้าวอ่อน ก็ไม่ควรใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัด เพราะจะมีปัญหาเกี่ยวกับสารพิษตกค้าง เนื่องจากมีการเก็บผลผลิตบ่อย

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้เร่งดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อหาเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน ได้แก่

1.นำเข้าแตนเบียนกอนิโอซัส เนฟานติดิส (Goniozus nephantidis) จากประเทศอินเดียและศรีลังกา นำมาเพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณแตนเบียนในห้องปฏิบัติการที่สามารถควบคุมได้ และทดสอบให้มั่นใจว่าแตนเบียนชนิดนี้จะไม่ทำลายแมลงชนิดอื่น ๆ โดนเฉพาะแมลงที่มีประโยชน์ในบ้านเรา และไม่กลายเป็นแมลงศัตรูพืชด้วย ซึ่งจะต้องมีการทดสอบหลายขั้นตอนจนถึงขั้นตอนที่สามารถปล่อยได้ เพื่อใช้ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าวได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะใช้เวลาอย่างน้อย 6-8 เดือน

2.วิธีฉีดสารเคมีเข้าต้น (Trunk injection) เนื่องจากมะพร้าวมีลำต้นสูง การใช้สารเคมีพ่นเพื่อป้องกันกำจัดหนอนหัวดำทำได้ยากและไม่ปลอดภัย ทางสำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช จึงนำสารฆ่าแมลงชนิดดูกซึมมาทดสอบโดยฉีดเข้าลำต้น เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ สารที่ใช้ทดสอบได้แก่ คลอแรนทรานิลิโพร์ล 5.17 % เอสซี (Chlorantraniliprole 5.17 % SC) ฟลูเบนไดอะไมด์ 20 % ดับเบิ้ลยู จี (Fluben diamide 20 % WG) อิมาเม็กติน เบนโซเอท 1.92 % อีซี (Emamectin benzoate 1.92 % EC) และอะซีเฟต 75 % เอสพี (Acephate 75 % SC) ซึ่งต้องใช้เวลาในการทดลองอย่างน้อย 6 เดือน และจะต้องดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุมหนอนหัวดำ และทดสอบพิษตกค้างในผลผลิตมะพร้าว ทั้งมะพร้าวอ่อนและแก่ในส่วนของน้ำและเนื้อหลังการฉีดสารเข้าต้น 1,2,3 เดือนตามลำดับ

3.ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวโดยใช้สารฆ่าแมลงพ่นทางใบมะพร้าว (Foliar spray) วิธีนี้ใช้สำหรับมะพร้าวต้นสูงไม่เกิน 5 เมตร สารทดสอบได้แก่ คลอแรนทรานิลิโพร์ล 5.17 % เอสซี (Chlorantraniliprole 5.17 % SC) ฟลูเบนไดเอไมด์ 20 % ดับเบิ้ลยูจี (Flubendiamide 20 % WG) ลูเฟนยูรอน 5 % อีซี, สปินโนแซด 12 % เอสซี, สารสกัดสะเดา 0.1 % ,อะซาดิแรคติน และบีที. ซึ่งต้องมีการทดสอบสองขั้นตอนเช่นกัน ซึ่งได้แก่ทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุมหนอนหัวดำ และทดสอบพิษตกค้างในผลผลิตมะพร้าวทั้งน้ำและเนื้อ

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้พยายามเร่งดำเนินการเพื่อหาเทคโนโลยีในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวที่เหมาะสม สามารถแนะนำให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติได้อย่างปลอดภัยทั้งผู้ใช้และผู้บริโภค แต่เนื่องจากหนอนหัวดำมะพร้าวเป็นแมลงศัตรูชนิดใหม่ในบ้านเราและเป็นแมลงศัตรูต่างถิ่น อีกทั้งมะพร้าวเป็นพืชที่มีลำต้นสูงยากที่จะใช้วิธีป้องกันกำจัดด้วยวิธีปกติ นอกจากนี้ มะพร้าวยังเป็นพืชที่ใช้บริโภคทั้งผลอ่อนผลแก่รวมทั้งน้ำมะพร้าว ดังนั้น การใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดต้องคำนึงถึงสารตกค้างด้วย กรมวิชาการเกษตรต้องขอเวลาในการทดสอบพิสูจน์วิเคราะห์ผล คาดว่าจะลดความรุนแรงและผลกระทบต่อผลผลิตจากการทำลายของหนอนหัวดำมะพร้าว และควบคุมไม่ให้แพร่กระจายไปยังพื้นที่ที่ไม่มีการระบาด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-7542 ต่อ 158 เกษตรกร ยุค 4.0 เน้นศึกษาข้อมูลก่อนลงมือปลูกจริง และไม่ตามกระแสตลาดมากจนเกินไป ทำให้ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูก ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสชิมมะเขือเทศสดๆ และเห็นหน้าตาแอปเปิ้ลเมล่อน ซึ่งเป็นพันธุ์นำเข้าจากประเทศไต้หวัน ในงานเกษตรมหัศจรรย์ 2561 เกษตรสร้างสุข ยุคดิจิตอล ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 24-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ที่ชั้น 3 เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ที่ผ่านมา นับว่าเป็นงานที่สร้างความสุขให้กับผู้เข้าชมงานสมกับชื่อที่ตั้ง โดยนอกจากจะมีบรรยากาศการเที่ยวชมงานที่คึกคักแล้ว ยังได้เห็นเกษตรกรรุ่นใหม่ อายุเฉลี่ย 40-55 ปี เป็นเจ้าของสวน อย่างที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปชมงานก็ได้พูดคุยกับ “คุณพีระ จิตประไพ” เจ้าของสวน ชื่อ “แพน’ส ฟาร์ม” (Pann’s Farm) บนเนื้อที่ 3 ไร่เศษ ในจังหวัดปทุมธานี เมืองดอกบัว ใกล้ๆ กรุงเทพมหานครนี่เอง

สวนแพน’ส ฟาร์ม ของ คุณพีระ จิตประไพ มีพระเอก คือ มะเขือเทศสีเหลืองลูกโต มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 5-7 เซนติเมตร รสชาติหวานกลมกล่อมและกรอบ สด ส่วนพระรองที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานก็คือ แอปเปิ้ลเมล่อน นำเข้าสายพันธุ์จากประเทศไต้หวัน โดยผู้เข้าชมงานชิมผลไม้จากสวนคุณพีระได้อย่างสบายใจ เพราะว่าคุณพีระใช้วิธีการปลูกแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ใช้สารเคมีแม้แต่นิดเดียว โดยคุณพีระเล่าว่า มีการทำโรงเรือนเพาะปลูกอย่างดี โดยเน้นดีไซน์ที่เหมาะกับการปลูกมะเขือเทศและแอปเปิ้ลเมล่อน ซึ่งชอบพื้นที่ที่มีสภาพอากาศร้อน ไม่ชอบอากาศหนาว

“เราไม่ได้ลงทุนเต็มที่ แต่เน้นที่การสร้างโรงเรือน และการดีไซน์ ในช่วงแรก รวมทั้งการวางระบบการจัดการน้ำ อย่างเกษตรกรบางพื้นที่ หรือบางคนเขาปลูกบนดิน ผมไม่เอา ก็มีคนบอกว่า ถ้าเทปูนอย่างนี้ต้นไม้ก็ตายหมด เพราะความร้อนมันขึ้นมา แต่จริงๆ ทั้งแอปเปิ้ลเมล่อน และมะเขือเทศ เหมือนกันเป๊ะเลย ชอบอากาศร้อน และไม่ได้ชอบอากาศหนาว แค่ปลูกในโรงปิด และทำลานขึ้นจากพื้น แล้วก็ใช้เป็นระบบน้ำผ่าน ซึ่งโรงเรือนแบบนี้ก็ป้องกันแมลงได้ด้วย แต่คำว่า แมลง มันเข้าได้ไหม มันก็ยังเข้าได้ เราก็ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน อย่างกลางคืน แมลงหวี่ ชอบสีเหลือง เราก็ไปหาพลาสติกสีเหลืองทากาว แล้วก็เอาไปไว้ตามระยะต้นไม้ ไม่ต้องพ่นสารเคมี แมลงก็มาติดกาว” คุณพีระ เล่าให้ฟังอย่างอิ่มใจหลังจากได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า และผู้เข้าร่วมชมงาน ซึ่งงานเกษตรมหัศจรรย์ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่คุณพีระนำผลงานมาเปิดตัว ก็เรียกว่า ทำให้ผู้เข้าชมงานกลายเป็นลูกค้าใหม่ของคุณพีระ

ระหว่างที่ผู้เขียนกำลังสัมภาษณ์คุณพีระอยู่นั้น ผู้เข้าชมงานบางท่านเป็นชาวต่างประเทศ บินมาไกลจากประเทศออสเตรเลีย ก็จะนำไอเดียและแนวคิดการปลูกมะเขือเทศและแอปเปิ้ลเมล่อนของคุณพีระไปใช้กับไร่ที่ออสเตรเลียด้วย เพราะเป็นช่วงที่กำลังมองหาพันธุ์ผลไม้ไปเพาะปลูกที่นั่น

ภาพของลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทำให้คุณพีระปลื้มใจกับการออกงานเกษตรมหัศจรรย์อย่างมาก และ เล่าให้ฟังต่อถึงเทคโนโลยีในการปลูกมะเขือเทศและเมล่อนว่า จะเน้นที่ระบบการให้น้ำ ซึ่งได้รับจากการศึกษาข้อมูลอย่างหนัก ก่อนลงมือเพาะปลูกอย่างจริงจัง โดยเริ่มสร้างโรงเรือนเพาะปลูกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2560 และ จัดระบบการให้น้ำแบบ 2 ชั่วโมง ให้ครั้งหนึ่ง แต่ละครั้งที่ให้ใช้เวลาไม่นาน

“เราให้ความสำคัญกับระบบน้ำมากที่สุด สมัครแทงบอลออนไลน์ แต่จากการศึกษามา ต้นไม้ต้นหนึ่งต้องการน้ำเพียง 1.5 ลิตร ต่อวัน ตอนนี้ถ้าเราไปลงให้น้ำทุกวัน น้ำก็ซึมหายไปหมด แต่ถ้าสามารถคุมน้ำให้หยดทีละหยดๆ จะดีกว่าไหม ซึ่งก็ทำได้ 2 ชั่วโมง ก็หยดน้ำสักพักหนึ่งแล้วก็หยุดไป เราไม่ต้องหยดตลอดทั้งวัน แต่ให้หยด ครั้งละ 2 ชั่วโมงหยดที โดยจะให้เฉพาะช่วงเช้ากับช่วงกลางวัน เพราะน้ำถ้าเราให้มากเกินไป ต้นไม้ก็ดูดซึมไม่ได้ มันก็จะไหลทิ้งไป ซึ่งโดยทั่วไปๆ ของชาวสวน บางครั้งจะให้น้ำมากเกินไป ได้ผลผลิต แต่ไม่ได้คุณภาพ เพราะต้นไม้ก็เหมือนคน ถ้าทานน้ำมากๆ ก็รับไม่ไหว” คุณพีระ เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการทำดินให้สมบูรณ์ พร้อมให้อาหารกับผลไม้ที่ปลูกในโรงเรือน

“ผมปลูกเหมือนกับระบบไฮโดรโปนิก เป็นโรงเรือนปิด แต่หลักการของเรา เราไม่ผสมปุ๋ย เราไม่ได้ทำอย่างนั้น หลักการของเราคือ เราใช้ทราย มีขุยมะพร้าว แล้วก็ใส่เหมือนสูตรดินเล็กๆ เป็นสารอาหารไว้ตรงกลาง แล้วก็ใช้น้ำหยด คือเราไม่ต้องมาต่อสายไฟให้มันมากเกินไป ผมใช้หลักการเดียวกันทั้งไร่” คุณพีระ เล่าอย่างมั่นใจในระบบที่ได้จากการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังก่อนลงมือทำ

เพราะวิธีการของคุณพีระคือ ก่อนจะลงมือปลูกอะไรนั้น จะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งจากอินเตอร์เน็ต และ การลงพื้นที่ดูไร่และสวนตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย รวมทั้งการศึกษาจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรโดยตรง ทำให้คุณพีระยอมรับว่า ประสบความสำเร็จจากการเริ่มต้นทำการเกษตร ซึ่งใช้ระยะเวลาการปลูกและทำตลาดยังไม่ถึง 1 ปี

“ถือว่าประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องทำตลาดอีกเยอะ ผมเริ่มทำไม่ถึงปี เริ่มปูพื้นเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เมื่อก่อนสวนที่บ้านผม เป็นสวนมะม่วงก็โดนน้ำท่วมไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่มีที่อยู่ปทุมธานี เพราะคุณพ่อกับคุณแม่ไปซื้อไว้ ก็คิดทำการเกษตรต่อ จึงเริ่มจากการศึกษาไปเรื่อย มีอะไรใหม่ๆ เราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ และลองทำไปเรื่อยๆ

อย่างตอนนี้ผมกำลังมองเรื่อง มันญี่ปุ่น เป็นมันหวาน ก็ทดลองอยู่ อะไรที่มันสนุก มันแปลก ก็ลองทำดู ต้องศึกษาข้อมูลก่อน แล้วค่อยทำ ทั้งศึกษาจากทางเว็บไซต์ และดูงานด้วยตนเอง อย่างที่พิษณุโลก ภาคตะวันออก ชลบุรีก็ไปมาแล้ว ภาคอีสานก็ไป ผมรู้สึกสนุก ท้าทาย ในช่วงที่ศึกษาหาข้อมูลก็ไปเจอ อาจารย์ชัยณรงค์ เจ้าของชัยณรงค์ฟาร์ม แล้วก็ไปเจออาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และไปดูฟาร์มที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็ได้ความรู้จากอาจารย์ต่างๆ หลายท่านมาเป็นแนวทาง จากนั้นก็มาปลูกจริง แล้วมาเป็นไอเดียต่างๆ ในการเลือกผลไม้ที่จะมาปลูก อย่าง แอปเปิ้ลเมล่อน ก็ลองศึกษาดูว่าเทคโนโลยีตัวไหนเป็นอย่างไร เราเริ่มจากตรงนั้น” คุณพีระ เล่าให้ฟังอย่างภูมิใจ