ลงพื้นที่เพชรบุรีติดตามโครงการยกระดับมาตรฐานดันเกษตรกรสู่

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งมีสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้เข้าสู่ระบบการผลิตตามมาตรฐาน และเพื่อให้ผลผลิตสินค้าเกษตร (ข้าว พืช ปศุสัตว์ ประมง) มีคุณภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐาน

ในการนี้ สศก. ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการฯ พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ในช่วงเดือนธันวาคม 2561 พบว่า ปี 2561 มีเกษตรกรรายใหม่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามใบรับรองแหล่งผลิต GAP ของกรมประมง และกรมส่งเสริมการเกษตรรวม 146 ราย โดยในส่วนของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาแปลงใหญ่ มียื่นขอใบรับรอง จำนวน 21 กลุ่ม สมาชิกรวม 584 ราย ซึ่งขณะนี้กรมการข้าวอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบตาม ขั้นตอนเพื่อประเมินกลุ่มที่ผ่านและออกไปรับรอง GAP ให้ต่อไป

สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ เห็นว่าการส่งเสริมของภาครัฐให้ประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานสินค้า รวมทั้งมีตลาดรองรับ ซึ่งเกษตรกรทุกรายได้รับการอบรมให้ความรู้การทำฟาร์มมาตรฐาน GAP และเห็นว่าความรู้ที่ได้รับเพียงพอสำหรับการทำฟาร์มมาตรฐาน ทั้งนี้ เกษตรกรบางส่วนต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือในการแก้ปัญหาโรคในกุ้งและกล้วยหอมเพิ่มเติม

สำหรับจำนวนฟาร์มรายใหม่ ที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ ในปี 2561 มีจำนวน 31 ราย ซึ่งเกษตรกร ร้อยละ 82 ได้รับใบรับรองมาตรฐานตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ส่วนร้อยละ 18 ได้รับล่าช้า เนื่องจาก มีขั้นตอนในการตรวจหลายขั้นตอน โดยหลังจากได้ใบรับรองมาตรฐานมาแล้ว เกษตรกรมีการนำไปใช้ประโยชน์ทุกราย ซึ่งร้อยละ 90 นำไปประกอบการจำหน่ายผลผลิต และร้อยละ 10 พิมพ์ลงบรรจุภัณฑ์

นอกจากนี้ ทางกรมปศุสัตว์ ยังได้ดำเนินการตรวจสถานประกอบการและฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐานรายเดิม อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า ร้อยละ 91 ยังต้องการต่อใบรับรองมาตรฐานหากใบรับรองหมดอายุลง เนื่องจากต้องใช้ในการจำหน่ายผลผลิตให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพมาตรฐาน อีกทั้งยังทำให้จำหน่ายผลผลิตได้ในราคาสูงกว่าการผลิตแบบปกติ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรร้อยละ 9 ไม่ต้องการต่อใบรับรองมาตรฐาน เนื่องจากประสบปัญหาด้านแรงงานทำให้ต้องพักการเลี้ยงชั่วคราว

ทั้งนี้ เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของหน่วยตรวจรับรองมาตรฐานในระดับมาก และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานในระดับมากที่สุด อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความรู้ คำแนะนำ ติดตาม และแก้ไขปัญหาในการผลิต ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทั่วไปเห็นผลดีของการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อให้การดำเนินงานโครงการฯ บรรลุวัตถุประสงค์ และผู้บริโภคได้สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเปิดงานสัมมนา เรื่อง “โคนมไทย ก้าวไปพร้อมกับ เอฟทีเอ” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2562 ณ โรงแรมเซอร์เจมส์รีสอร์ทแอนด์คันทรีคลับ จังหวัดสระบุรี ร่วมกับอธิบดีกรมปศุสัตว์ว่า สองหน่วยงานได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโคนมไทย รับมือข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยทำกับประเทศคู่ค้า และใช้ประโยชน์จาก เอฟทีเอ บุกตลาดต่างประเทศ โดยได้จับมือร่วมกันทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา

ในโอกาสที่เกษตรกรและผู้ประกอบการโคนมจากทั่วประเทศเดินทางมาเข้าร่วมงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2562 ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2562 ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จึงได้ร่วมกันจัดสัมมนา เรื่อง “โคนมไทย ก้าวไปพร้อมกับ เอฟทีเอ” ในวันที่ 29 มกราคม 2562 โดยมีเกษตรกรและผู้ประกอบการโคนมไทยที่เกี่ยวข้องทั้งระบบห่วงโซ่การผลิต ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ กว่า 150 คน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

และเรียนรู้จากความสำเร็จของเกษตรกรและผู้ประกอบการโคนมที่เข้าร่วมโครงการ “จัดทัพโคนมไทยบุกตลาดต่างประเทศด้วย เอฟทีเอ” ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับกรมปศุสัตว์ เมืองนวัตกรรมอาหาร ชุมนุมสหกรณ์โคนมประเทศไทย และศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นใน ปี 2561

นางอรมน เสริมว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ใช้โอกาสการสัมมนาครั้งนี้ ถ่ายทอดความสำเร็จของโครงการที่จัดขึ้นในปี 2561 ที่ได้คัดเลือกเกษตรกร ผู้ประกอบการนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยที่มีความพร้อมในการทำตลาดต่างประเทศ เข้าฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตและการทำตลาด และได้พาไปเรียนรู้ตลาดจีน พฤติกรรมผู้บริโภคจีน ตลอดจนจัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการจีน จนประสบความสำเร็จได้ยอดสั่งซื้อ และขยายตลาดไปจีน

นับเป็นการใช้ประโยชน์จากการที่จีนลดภาษีนำเข้าสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมจากไทย เหลือร้อยละ 0 ภายใต้ เอฟทีเอ ขยายการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยไปจีนมากขึ้น โดยปัจจัยของความสำเร็จที่สำคัญ อาทิ การศึกษากฎระเบียบการนำเข้าของจีนให้เข้าใจ การศึกษาช่องทางการจัดจำหน่ายโดยเฉพาะปัจจุบันผู้บริโภคจีนนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ในแพลตฟอร์มมีชื่อของจีนกันมากขึ้น

รวมทั้งให้ความสำคัญกับรักษาคุณภาพมาตรฐาน พัฒนานวัตกรรม และสร้างความแตกต่างสร้างสรรค์ให้กับสินค้า เช่น การผลิตนมอัดเม็ดรสชาติต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวจีน การผลิตนมที่ไม่มีแลคโตส นมออร์แกนิค เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น เป็นต้น

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเล็งเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมโคนมไทย จึงได้แนะนำให้เกษตรกร และผู้ประกอบการโคนมของไทยแสวงโอกาสในการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์ของไทยไปตลาดอาเซียน และจีน ที่ปัจจุบันไม่เก็บภาษีนำเข้าจากไทยแล้ว สืบเนื่องจากการทำความตกลง เอฟทีเอ ระหว่างกัน ขณะเดียวกันก็จะต้องเตรียมความพร้อมรับมือการเปิดเสรีภายใต้ เอฟทีเอ ที่ไทยทำกับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยทั้งสองประเทศได้ลดภาษีศุลกากรให้กับสินค้าจากไทย ทุกรายการเหลือ ร้อยละ 0 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558

ขณะที่ไทยจะต้องทยอยลดภาษี ยกเลิกโควตา และเปิดเสรีเต็มรูปแบบให้กับสินค้านมผงที่มีไขมันเกิน 1.5% (ไม่ใช้เลี้ยงทารก) เวย์โปรตีน ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนม ไขมันเนย และเนยแข็ง จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในปี 2564 และให้กับน้ำนมดิบ นมผงขาดมันเนย และเครื่องดื่มประเภทนมปรุงแต่ง จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในปี 2568

จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมของไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคการค้าเสรี ผ่านการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบ ให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ รวมทั้ง อาจอาศัยความได้เปรียบในเชิงที่ตั้งความเป็นศูนย์กลางอาเซียนของไทย ส่งเสริมการลงทุนและการร่วมทุนจากสองประเทศเพื่อให้เกิดการพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทย

“กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะร่วมกับกรมปศุสัตว์ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย เมืองนวัตกรรมอาหาร และศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จับมือกันทำงานต่อไปในปี 2562 เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการนมของไทย ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ให้แข่งขันได้ใน เอฟทีเอ” นางอรมน กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2561 ไทยส่งออกนมและผลิตภัณฑ์เป็นมูลค่า 472.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 16.42 โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ขณะที่ไทยนำเข้านมและผลิตภัณฑ์เป็นมูลค่า 630.82 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 4.1 โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ เช่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้านมผงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Mr.Paul Ernest de Leon และผู้แทนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พร้อมด้วย Dr.Cecilia Acuin ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยจากสถาบันวิจัยข้าว ได้เดินทางเข้าพบเพื่อหารือกับ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ที่โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือฟู้ดอินโนโพลิส ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า การเดินทางมาของคณะ ในวันนี้สืบเนื่องจากเมื่อเดือนตุลาคม 2561 ตนเองได้เดินทางไปยังเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าประชุมรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งที่ 10 ซึ่งในการประชุมดังกล่าวมีการหารือในระดับทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย กับรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ จนนำไปสู่การลงนามความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยของทั้งสองประเทศได้ทำงานร่วมกัน โดยประเด็นที่ฟิลิปปินส์สนใจเป็นเรื่องหลักคือ อาหารฟังก์ชั่น จึงได้ส่งผู้แทนมาศึกษาดูงานเมืองนวัตกรรมอาหาร เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล และความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนา และนวัตกรรม ที่แต่ละฝ่ายสนใจร่วมมือระหว่างกัน ตลอดจนนำเสนอว่าฟิลิปปินส์มีอะไรที่พอจะทำความร่วมมือแลกเปลี่ยนกันได้

“วันนี้ได้หารือกันในเรื่องประเด็นการวิจัยที่สนใจดำเนินการร่วมกันในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องอาหารฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงการศึกษาวิจัยพัฒนาเพื่อหาสารออกฤทธิ์สำคัญในพืชท้องถิ่น รวมทั้งพืชสมุนไพร โดยฟิลิปปินส์มองว่าเครือข่ายของเมืองนวัตกรรมอาหารมีความพร้อมทั้งองค์ความรู้ นักวิจัย ตลอดจนเครื่องมือที่ทันสมัยที่พร้อมสำหรับการวิจัยและพัฒนาในด้านนี้

นอกจากนี้ ยังสนใจการวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าว มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง การสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์อาหาร และความมั่นคงทางด้านอาหารด้วย ซึ่งในขณะนี้ สถาบันวิจัยข้าวได้เข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จึงมีความสะดวกในการทำงานร่วมกันในอนาคต นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังสนใจเครือข่ายที่เข้มแข็งของเมืองนวัตกรรมอาหาร ได้แก่ มหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ตลอดจนภาคเอกชน ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ใกล้ออกสู่ตลาดเพื่อทำงานร่วมกันในอนาคต” เลขาฯ สวทน. กล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของฟู้ดอินโนโพลิสนั้น ยินดีให้ความร่วมมือช่วยในการประสานงาน เพื่อให้นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองประเทศได้มีโอกาสประชุมหารือ และหาแนวทางในการวิจัยพัฒนาร่วมกันต่อไป ภายใต้การลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย และสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ เมืองนวัตกรรมอาหารยังมีแพลตฟอร์มพร้อมที่จะพัฒนาผู้ประกอบการทั้งจากประเทศไทยและฟิลิปปินส์ และประเทศไทยก็พร้อมที่จะเป็น gate way เพื่อการจับคู่ธุรกิจของทั้งสองประเทศ ทั้งในรูปของ จีทูจีและจีทูบี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม เว็บไซต์ airvisual.com รายงานสภาพปริมาณมลพิษทางอากาศโดยใช้หน่วย AQI ประมวลผลในช่วงเวลา 16.17 พบว่า กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยอยู่ใน อันดับ 8 โดยมีคะแนนเท่ากับ Dhaka บังกลาเทศ ขณะที่มุมไบ อินเดียนั้นยังครองอันดับเมืองมลพิษทางอากาศเป็น อันดับที่ 1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในช่วงเวลา 15.40 น. พบว่า กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงประเทศไทย ขึ้นมาอยู่ใน อันดับที่ 5 สำหรับเมืองที่มีปริมาณฝุ่น PM 2.5 มากที่สุด จากช่วงเช้าที่อยู่ในอันดับ 9 ซึ่งมีค่า AQI อยู่ที่ 167 ขณะที่ เชียงใหม่ อีกหนึ่งเมืองใหญ่ของไทยเองก็ติด อันดับ 11 ของโลกเช่นกัน โดยมีค่า มีค่า AQI อยู่ที่ 151 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับน่าเป็นห่วงเช่นกัน

มีผลวิจัยในการปลูกพริก พบว่า พริกที่มีความเผ็ดมากที่สุดในโลก คือ พริกพิโรธ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ชอบอากาศค่อนข้างเย็นและมีความชื้นเหมาะสม

สถานีเกษตรหลวงปางดะ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ประสบผลสำเร็จในการศึกษาวิจัยการปลูกพริกพิโรธ ถืงเป็นพริกที่มีความเผ็ดมากที่สุดในโลก พริกโดยทั่วไปของไทย อย่าง พริกขี้หนู ที่ว่าเผ็ด ความเผ็ดอยู่ที่ 35,000-70,000 สโควิลส์ (สโควิลส์ คือ หน่วยวัดความเผ็ด) ส่วนพริกพุตโจโลเกียของอินเดียที่ว่าเผ็ดที่สุดในโลก มีความเผ็ด 800,000-1,000,000 สโควิลส์ และพริกพิโรธน่าจะเผ็ด 800,000 สโควิลส์ ขึ้นไป

ขั้นตอนการปลูกพริกพิโรธ เตรียมแปลงด้วยการไถพรวนแล้วตากแดดทิ้งไว้ ประมาณ 7-10 วัน ขึ้นแปลงปลูกและปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยหมัก 3,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คลุมแปลงด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันวัชพืชและควบคุมความชื้นในดิน

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ต้องแช่เมล็ดพริกพิโรธในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที จากนั้นผึ่งเมล็ดให้แห้งแล้วคลุกด้วยยาป้องกันเชื้อราที่อาจจะติดมากับเมล็ดพันธุ์ ห่อเมล็ดพันธุ์ด้วยผ้าขนหนูที่ชุบน้ำพอหมาด นำไปบ่มในกล่องพลาสติกที่ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 คืน เมล็ดพริกจะเกิดรากงอกออกมาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร นำไปเพาะในตะกร้าพลาสติกที่มีวัสดุเพาะ รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน

หลังจากเมล็ดงอกจนเป็นต้นกล้าที่มีอายุประมาณ 35 วัน หรือมีใบจริง 2 ใบ จึงย้ายไปอนุบาลในถุงชำต่ออีก 30 วัน ก่อนย้ายลงปลูกในแปลง หลังจากปลูกพริกพิโรธที่ปลูกในเรือนโรง จะเริ่มออกดอก ประมาณ 82 วัน หากปลูกกลางแจ้ง จะออกดอกประมาณ 64 วัน

การปลูกพริกพิโรธในแปลง ปลูกได้ทั้งแบบแถวเดี่ยวและแถวคู่ ปลูกในเรือนโรงหรือกลางแจ้งก็ได้ หลังจากย้ายต้นกล้าลงปลูก 7 วัน ควรให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-0-0 อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 500 ลิตร จากนั้นใส่ปุ๋ยสูตรอื่นตามระยะของการเจริญเติบโตและความต้องการของต้นพริกพิโรธ

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทมีนโยบายที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสังคมชุมชนและสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะด้านสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคน โดยตระหนักถึงอันตรายจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีปริมาณมากในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในขณะนี้ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง

บริษัทจึงจัดหาและแจกหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละออง N95 ให้กับบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทั้งตำรวจจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีการจราจรติดขัด ในสน.ทุ่งมหาเมฆ และ สน.ยานนาวา รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้างในย่านนี้ และประชาชนชาวตรอกจันทร์ ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ได้เตรียมการส่งมอบหน้ากากให้แก่เขตบางรักและเขตสาทร เป็นลำดับต่อไป โดยก่อนหน้านี้ได้มอบหน้ากากให้กลุ่มพนักงานของบริษัทไปแล้ว

“ในวันนี้ เรามอบหน้ากากให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง สำหรับลูกจ้างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเราจะจัดมอบหน้ากากในครั้งต่อไปนั้น ล้วนเป็นบุคคลที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่โล่งแจ้ง ตลอดจนประชาชนในชุมชน ที่มีโอกาสสูงในการสูดดมฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าไปสู่ร่างกาย การสวมใส่หน้ากาก N95 น่าจะช่วยลดผลกระทบแก่พวกเขาได้ และบริษัทขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความปลอดภัยต่อร่างกายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่เสียสละปฏิบัติงานเพื่อประชาชนในช่วงสถานการณ์เช่นนี้” นายสุขสันต์ กล่าว

ที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการปลูกพืชไร่ทางเลือกหลักเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนมันสำปะหลัง นำไปผลิตเป็นแป้งมัน เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และส่งออกเป็นบางส่วน สำหรับอ้อย นำไปผลิตเป็นน้ำตาลสูงได้ถึง 11.3 ล้านตัน และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 2.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ

ปัจจุบัน เมืองไทยมีพืชไร่ตัวเลือกใหม่ คือ “หญ้าเนเปียร์” ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่า หญ้าเนเปียร์ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างความร่ำรวยให้แก่เกษตรกไทยได้ในอนาคต เพราะ เกษตรกรสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ถึง 2 ช่องทาง คือ เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำได้แล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลังงานได้อีก โดยใช้หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับมูลสัตว์ทำให้เกิด “พลังงานชีวภาพ” นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม และผลิตกระแสไฟฟ้า

อาจารย์สันติ เหลืองทวีผล เจ้าของกิจการ “สันติฟาร์ม” ฟาร์มบราห์มันมาตรฐานของเมืองโคราช ตั้งอยู่เลขที่ 197/1 หมู่ 3 ต.ลาดบัวขาว อ. สีคิ้ว จ. นครราชสีมา 30340 ( โทร. 081-955-3549 ) การันตีว่า หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ปลูกดูแลง่าย เพราะเป็นหญ้าลูกผสมที่เกิดจากการคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์จากสถาบันวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนได้สายพันธุ์หญ้าลูกผสม ที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อตัดสดเลี้ยงโค กระบือ

คุณอนันต์ พานิชสมัย เกษตรกรที่ร่ำรวยจากการปลูก “หญ้าเนเปียร์ ปากช่อง 1” ในพื้นที่อำเภอปากช่อง โดยได้สายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มาจาก ดร.ไกลาส เขียวทอง คุณอนันต์ เชื่อว่า หญ้าเนเปียร์ มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะหญ้าชนิดนี้ ไม่ได้เป็นแค่อาหารเลี้ยงวัวเท่านั้น สามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้หลายชนิด เช่น โคนม โคเนื้อ ประมง ไก่ สุกร ฯลฯ ที่ผ่านมา ซีพี เลี้ยงห่านในอำเภอโชคชัย 4,000 ตัว ก็ใช้หญ้าเนเปียร์เป็นอาหารเลี้ยงห่าน โดยนำหญ้าเนเปียร์บดผสมกับรำข้าว เมนูนี้ห่านชอบมาก แถมเติบโตเร็วอีกต่างหาก เพราะหญ้าเนเปียร์มีวิตามินที่เป็นประโยชน์หลายชนิด

โดยทั่วไป หญ้าเนเปียร์ ขายในราคา ก.ก.ละ 1.60 บาท ที่ผ่านมา รัฐบาลห้ามปลูกข้าวนาปรังในช่วงฤดูแล้ง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนฟางก้อนสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์ เกษตรกรขายหญ้าเนเปียร์ได้ราคาสูงกว่า 2 บาท/ก.ก. ส่วนช่วงฤดูฝน ฟาร์มปศุสัตว์ส่วนใหญ่นิยมใช้หญ้าสดตามธรรมชาติ เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์แทน ทำให้ตลาดมีความต้องการใช้หญ้าเนเปียร์น้อยลง ก็หันมาผลิตหญ้าเนเปียร์ส่งขายโรงไฟฟ้าชีวมวล ในเครือกิจการดับเบิ้ลเอ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอโชคชัย ในราคาตันละ 700 บาท

หากใครมีที่ดินอยู่ใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนม โคเนื้อ แนะนำให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ต้นอ่อน ส่งขายให้กับฟาร์มปศุสัตว์ในท้องถิ่น ขณะเดียวกันยังปลูกหญ้าเนเปียร์ส่งขายโรงไฟฟ้าชีวภาพ โรงไฟฟ้าชีวมวล ได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ควรเน้นตัดหญ้าต้นแก่ เพื่อป้อนขายโรงงาน ในราคาเฉลี่ยขั้นต้น ไม่ต่ำกว่าตันละ 700 บาท

“หญ้าเนเปียร์” ปลูกดูแลง่าย

ที่ผ่านมา บริษัท คอร์นโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนคราชสีมา ได้ร่วมกันศึกษาวิจัย และพัฒนาการผลิตและใช้ประโยชน์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 พบว่า การใช้น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลัง มาผลิตหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ในการผลิตพืชอาหารสัตว์ และการลดมลภาวะ

ลักษณะทั่วไปของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์หญ้าอาหารสัตว์ที่มีอายุหลายปี ทรงต้นเป็นกอตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร แตกกอดี มีระบบรากแข็งแรง ชอบดินที่มีการน้ำระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตสูง สัตว์ชอบกิน มีคุณค่าทางอาหารสูง โปรตีนหยาบประมาณ 10-12 % ที่อายุการตัด 60 วัน และทำหญ้าหมักได้ดี ขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ เป็นหญ้าที่ไม่ติดเมล็ด จึงไม่เสี่ยงต่อการเป็นวัชพืช

ดร.ไกลาส เขียวทอง นักวิชาการกรมปศุสัตว์ ในฐานะผู้วิจัยสายพันธุ์หญ้าสายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ ปากช่อง 1 กล่าวว่า หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สามารถปลูกในเขตชลประทานได้ตลอดปี ส่วนพื้นที่ที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ก่อนปลูกให้เตรียมดินโดยการไถกำจัดวัชพืช 2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ หรือใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่รองพื้น จากนั้นไถกลบอีก 1 ครั้ง

การเตรียมท่อนพันธุ์จากต้นพันธุ์หญ้าที่มีอายุประมาณ 90 วัน นำต้นพันธุ์มาตัดเป็นท่อนๆ ให้มีข้อติดอยู่ไม่น้อยกว่า ท่อนละ 2 ข้อ ต้นพันธุ์ 1 ต้น ตัดเป็นท่อนพันธุ์ได้ประมาณ 3 ท่อน นำไปขยายพันธุ์ โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ใช้ท่อนพันธุ์ประมาณ 400 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังการปลูก 2-3 สัปดาห์ ให้กำจัดวัชพืชครั้งแรก จากนั้นควรกำจัดวัชพืชหลังการตัดทุกครั้ง พร้อมกับการใส่ปุ๋ยปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ตอบสนองต่อการให้น้ำได้ดี หากให้น้ำแบบระบบพ่นฝอยทุก 3-5 วัน หรือปล่อยน้ำเข้าแปลง ทุกๆ 7-10 วัน จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดทั้งปี