ลมหนาวเอื้อสวนยางบึงกาฬ ให้น้ำมาก ชาวสวนทำรายได้รับ

วันที่ 18 ธันวาคม 2559 ที่จังหวัดบึงกาฬสภาพอากาศที่เริ่มหนาวเย็นอุณหภูมิประมาณ 16 องศา ประกอบกับมีหมอกในตอนเช้าสภาพอากาศเช่นนี้ทำให้ต้นยางพาราผลิตน้ำยางได้มากเป็นผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นประกอบกับราคายางที่กำลังปรับตัวขึ้น โดยบึงกาฬขึ้นชื้อว่าเป็นอันดับหนึ่งของภาคอีสานที่มีพื้นที่กรีดยางทั้งที่กรีดได้และพื้นที่ปลูกใหม่เกือบล้านไร่ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวของทุกปีที่จังหวัดบึงกาฬอากาศหนาวเย็นประกอบกับในตอนเช้าจะมีหมอกลงสภาพอากาศเช่นนี้ต้นยางจะชอบและมีความสมบูรณ์ต้นยางให้น้ำยางมาก โดยเกษตรกรกรีด 3-4 มีดก็ได้น้ำยางเต็มถ้วยยางทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของต้นยางด้วย อย่างไรก็ตามกว่า 80 %ของเกษตรกรชาวสวนยางนิยมขายเป็นยางก้อนถ้วยหรือชาวบ้านเรียกว่าขี้ยางมากกว่าการขายยางแผ่น

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า ราคายางพาราได้เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา ล่าสุดการประมูลซื้อขายเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.59 จากกลุ่ม กยท.โพธิ์หมากแข้งยางพารา ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ราคา 32 – 35.00 บาท/กก.(ยางเปียกค้างคืน) คาดว่าปัจจัยหลักมาจากภาวะฝนตกหนักและน้ำท่วมในภาคใต้ ทำให้ชาวสวนไม่สามารถออกกรีดยางได้ประกอบกับผลผลิตลดน้อยลง ทั้งที่เป็นช่วงราคาดี เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง ซึ่งคาดการณ์ว่า ราคายางพาราจะพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัด และโฆษก กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยหลายพื้นที่มีอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ประชาชนเป็นไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 6 ธันวาคม 2559 พบผู้ป่วยแล้ว 160,505 ราย เสียชีวิต 43 ราย ภาคกลาง 25,352 ราย เสียชีวิต 14 ราย ภาคเหนือ 31,714 ราย เสียชีวิต 4 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 32,548 ราย เสียชีวิต 21 ราย และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจจะพบโรคปอดบวมร่วม

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนดูแลความอบอุ่นของร่างกาย เริ่มตั้งแต่การรับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ขอแนะนำพืชสมุนไพรรสเผ็ดร้อน เช่น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด กะเพรา โหระพา แมงลัก ผักชี กระเทียม หอมแดง ฯลฯ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้อาการหนาวชาบริเวณปลายมือและปลายเท้าลดลง นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำสมุนไพรรสร้อนคือ น้ำขิง โดยการนำขิงแก่มาต้มแล้วเติมน้ำตาล หรือน้ำผึ้ง หรือน้ำขิงในรูปแบบสำเร็จรูปชงดื่ม จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้ และรับประทานผัก ผลไม้ สมุนไพรรสเปรี้ยว เช่น มะนาว ใบชะมวง ยอดผักติ้ว สับปะรด มะขามป้อม มะแว้งต้น มะแว้งเครือ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ ทำให้ชุ่มคอ หรือนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น ไก่ผัดขิง ผัดกะเพรา ต้มยำปลา แกงไตปลา แกงส้มดอกแค แกงข่าไก่ หรือเมนูอาหารอื่นๆ ที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรรสเปรี้ยว รสเผ็ดร้อน และรสขมเล็กน้อย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานประเภท เนื้อพร่า ปลายำต่างๆ หรืออาหารที่ปรุงไม่สุก เพราะจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

“นอกจากการรับประทานอาหารแล้ว ควรออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญคือการรักษาความอบอุ่นร่างกาย สวมเสื้อกันหนาว ห่มผ้าหนาๆ ใช้กระเป๋าน้ำร้อน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นร่างกาย ไม่ดื่มเหล้าแก้หนาว เพราะเสี่ยงหัวใจวาย เสียชีวิตได้” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

นับเป็นปีที่ 3 ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาชน จังหวัดสตูล ในการจัดกิจกรรม “วางซั้งกอ” สร้างบ้านให้ปลา อ่าวปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ รณรงค์ให้ชุมชน ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกันบริหารจัดการรักษาทรัพยากรชายฝั่งและรักษาความมั่นคงทางอาหารให้มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นมาตรการอนุรักษ์สัตว์น้ำทะเลที่ดำเนินการในช่วงมรสุม ซึ่งเป็นฤดูที่ฝูงสัตว์ทะเลอันดามันเข้ามาวางไข่บริเวณอ่าวปากบารา โดยปีนี้กิจกรรมวางซั้งกอ จัดขึ้นที่ท่าเรืออ่าวนุ่น เขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล

“การวางซั้งกอ” หรือบ้านปลา เป็นกิจกรรมที่ชุมชนให้การยอมรับ สามารถเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ป้องกันการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายที่รุกเข้ามาในพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งเป็นที่หลบภัยสัตว์น้ำวัยอ่อนได้ กิจกรรมครั้งนี้ใช้เวลาวางซั้งกอ 1 สัปดาห์ จากซังกอ 200 ต้น วางใน 3 จุด ในทะเลนับจากตะรุเตาเข้ามาฝั่งแผ่นดินใหญ่ ใช้วัสดุธรรมชาติคือไม้ไผ่และทางมะพร้าวโดยมีชาวชุมชน สมาคมประมงพื้นบ้าน ตำบลปากน้ำ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานราชการ เอกชน นักเรียน นักวิชาการ กลุ่มรีฟการ์เดียน และกรีนพีช เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวทีวิชาการ เสวนา “ซั้งกอ” แนวทางการจัดการทรัพยากรทะเลสตูลให้ยั่งยืน ตามรอยพ่อ ตลอดจนกำหนดมาตรการ กติกา การเฝ้าระวัง ศึกษา สำรวจการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร ทั้งก่อนและหลังการวางซั้งกอ

วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การวางซั้งกอ สร้างบ้านให้ปลาเป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำและเพื่ออนุรักษ์ เป็นเสมือนการทำปะการังเทียมให้ปลาวางไข่ ได้เพาะสัตว์น้ำวัยอ่อน

อัสรีย์ หมีนหวัง นายกสมาคมชาวประมงพื้นบ้านปากน้ำ อำเภอละงู กล่าวว่า การรวมตัวกันทำซั้งกอ สร้างบ้านให้ปลา เนื่องจากพี่น้องชาวประมงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรจะเดินหน้าร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่นับวันจะเหลือน้อยลง จึงร่วมมือกับหลายฝ่ายสร้างบ้านให้ปลาขึ้น โดยทำ 3 จุดใหญ่ คือ บริเวณเกาะเขาใหญ่ ซึ่งมีปลาชุกชุม และเป็นที่วางไข่ของปลาหลากชนิด โดยซั้งกอที่สร้างขึ้นมีส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้ 3 อย่าง คือ ไม้ไผ่ เชือก และถุงทราย หรือแท่งปูน และทางมะพร้าว โดยเฉพาะ “ทางมะพร้าว” เป็นองค์ประกอบสำคัญ เมื่อทิ้งลงทะเล ต้นไผ่และทางมะพร้าวจะดิ่งจมลงใต้ทะเล และตั้งขึ้นนเป็นต้นไม้ใต้น้ำ

“ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรม ส่วนหนึ่งมาจากมูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 4 แสนบาท สร้างความตื้นตันใจแก่เราชาวประมง ที่พระองค์ต้องการให้พวกเราช่วยกันปกป้องและสร้างแหล่งอาหารให้มีความอุดมสมบูรณ์ยั่งยืน”

ประวัติ ลิ้นจี่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาใต้ของประเทศจีน ลิ้นจี่เป็นพืชยืนต้นขนาดกลาง ออกเป็นพวง เติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศค่อนข้างหนาวและแห้งในฤดูหนาว ลิ้นจี่มีหลายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันในภาคกลางได้แก่ พันธุ์ค่อม พันธุ์ลำเจียก
ภาคเหนือ ได้แก่ พันธุ์โอวเฮียะ พันธุ์ฮงฮวย พันธุ์จุยเอียจี้
การเก็บรักษาลิ้นจี่ไว้ให้คงความสดนานๆ ใช้วิธีรมควันซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และเก็บในอุณหภูมิต่ำประมาณ 4 องศาเซลเซียส นอกจากกินผลไม้สดๆแล้วยังนิยมนำไปทำน้ำลิ้นจี่ ลิ้นจี่ลอยแก้ว ลิ้นจี่กระป๋อง ลิ้นจี่ดอง ลิ้นจี่ที่มีแคลเซียม ฟอสฟอรัสช่วยบำรุงกระดูกและฟัน
สรรพคุณ
-วิตามินซีช่วยป้องกันโรคหวัดและโรคเลือดออกตามไรฟัน

คุณค่าทางโภชนาการของลิ้นจี่หนัก 100 กรัม
พลังงาน 65 แคลอรี่
ไขมัน 0.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 16.3 กรัม
เส้นใย 0.2 กรัม
โปรตีน 0.8 กรัม
แคลเซียม 10.0 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 29.0 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.3 มิลลิกรัม
วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.06 มิลลิกรัม
ไนอะซีน 0.6 มิลลิกรัม
วิตามินซี 50 มิลลิกรัม

กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 เต็มรูปแบบ มั่นใจ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ดันสู่เป้าหมาย การเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี สร้างกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อย่างน้อย 760 กลุ่มทั่วประเทศ พร้อมเตรียมเสนอยุทธศาสตร์ เข้า ครม.ให้ความเห็นชอบต่อไป

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) เป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนภาคเอกชน โดยฝ่ายเลขานุการ ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธนิตย์ เอนกวิทย์) ผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ในการนี้ ได้พิจารณา (ร่าง) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 และแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทั้งในระดับชาติ และระดับพื้นที่ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ที่ประกอบด้วยประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ประเด็นคือ

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างและจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพื้นบ้าน ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเสริมสร้างศักยภาพการเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์สู่สากล และยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย โดยมีเป้าหมาย เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ปริมาณและมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ผลักดันให้เกิดการเทียบเคียงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยกับมาตรฐานประเทศคู่ค้า และให้เกิดกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อย่างน้อย 760 กลุ่มทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีข้อเสนอที่สำคัญ อาทิ การสนับสนุนเกษตรอินทรีย์รุ่นใหม่ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาค รวมถึงเสนอให้มีกองทุนในรูปแบบ Green Credit เพื่อสนับสนุนผู้ที่ทำเกษตรอินทรีย์ การนำงานวิจัยไปประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่ การบูรณาการขับเคลื่อนทั้งแผนงาน/โครงการ และงบประมาณ ในระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด โดยให้มีคณะทำงานระดับจังหวัดที่มีผู้แทนทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงในการขับเคลื่อนเห็นผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่ จึงเห็นชอบให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยเพิ่มผู้แทนกรมวิชาการเกษตร เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ทั้งนี้ สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ จะได้นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุง (ร่าง) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ให้มีความสมบูรณ์ และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

ทุเรียนฟรีซดรายฮิตติดตลาดจีน แบรนด์ “คุณหนูไทยแลนด์” บุกเจาะตลาด CLMV เนปาล พร้อมแตกไลน์ผลไม้อบกรอบ-ผงโรยข้าวสไตล์ไทย เล็งเปิดแอปพลิเคชั่นศูนย์รวมสินค้าไทย

นางสาวธันยวลัย อุดมโชคธนบูรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท คุณหนูไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายทุเรียนฟรีซดราย (Freeze-dried) หรือทุเรียนอบแห้งแบรนด์ “คุณหนูไทยแลนด์” ซึ่งโรงงานอยู่ที่จ.นครนายกเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทุเรียนฟรีซดรายกำลังได้รับความนิยมสูงมากในตลาดประเทศจีน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถคงความสดเหมือนผลไม้สด ๆ แต่สามารถเก็บไว้ได้นาน และมีน้ำหนักเบา ซึ่งที่ผ่านมาจะขายส่งเป็นกิโลกรัมเพียงอย่างเดียว โดยมีการทำสัญญาทั้งรายปีและรายเดือนกับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะจีน มีออร์เดอร์ปีละประมาณ 2,000-3,000 กิโลกรัม อีกทั้งจำหน่ายให้กับทัวร์จีนด้วย

“ทุเรียนสด 1,000 กิโลกรัม เมื่อนำมาผ่านกระบวนการฟรีซดราย จะได้ทุเรียนอบกรอบเพียง 200 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของการผลิตได้ทำสัญญากับโรงงานผลิต ในลักษณะการจ้างผลิตให้แบรนด์คุณหนูไทยแลนด์ และทางบริษัทก็รับจ้างผลิตของแบรนด์อื่นด้วย และเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือ เยลลี่มะขาม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”

นางสาวธันยวลัยกล่าวว่า ปัจจุบันได้เริ่มทำการตลาดและสร้างแบรนด์ในโซเชียลแล้ว ส่วนการจ้างพนักงานจะใช้วิธีจ้างเอาต์ซอร์ซทั้งหมด เนื่องจากสามารถเลือกคนที่ต้องการทำงานที่ตรงกับตำแหน่ง หรืองานที่ชอบได้ดีกว่าจ้างพนักงานประจำที่อาจจะไม่ได้อยากทำงานในตำแหน่งนั้นจริง ๆ ผลงานที่ได้ก็จะไม่ได้เต็มศักยภาพเท่าที่ควร

ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการรีแพ็กเกจเน้นทั้งการจำหน่ายส่งและปลีก เพื่อให้ลูกค้าชาวต่างชาติและคนไทยสามารถหาซื้อสินค้าคุณภาพมาบริโภคได้ คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ภายในเดือนมกราคม 2560 นอกจากนี้ยังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำเอาผลไม้ไทยหลากหลายชนิดมาอบแห้ง หรือผ่านกระบวนการฟรีซดราย ได้แก่ ลำไยสอดไส้ทุเรียน เงาะ ขนุน มะม่วงน้ำดอกไม้ และมังคุด เป็นต้น คาดว่าจะวางจำหน่ายภายในปี 2560 ต่อจากทุเรียนฟรีซดราย

ปัจจุบันมีช่องทางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ได้แก่ เดอะมอลล์ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน และกำลังจะนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในร้านโครงการหลวง รวมถึงส่งออกไปประเทศจีน นอกจากนั้นในปี 2560 ได้เตรียมบุกตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) และเนปาล เนื่องจากมีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่าย

นอกจากนี้ บริษัทยังแตกไลน์ทำผงโรยข้าวสไตล์ไทยออกจำหน่าย โดยจะเน้นอาหารแบบไทย ๆ เพื่อสื่อถึงความเป็นไทย เช่น ผงโรยข้าวรสชาติกะปิหวาน ปลากะพงทอดน้ำปลา เป็นต้น ซึ่งสามารถรับประทานได้ทั้งกับผักสลัดและข้าว ลูกค้าหลักจะเป็นชาวต่างชาติ และคนไทยที่ไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ คาดว่าผลิตภัณฑ์ใหม่จะออกสู่ตลาดภายในปี 2560

ขณะเดียวกัน ตั้งเป้าว่าในอนาคตต้องการให้บริษัทคุณหนูไทยแลนด์ เป็นศูนย์รวมสินค้าของไทย และจะทำแอปพลิเคชั่นเพื่อให้สามารถค้นหาสินค้าไทยได้ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งสามารถสั่งซื้อในแอปพลิเคชั่นได้เลย

“จริง ๆ แล้ว ไม่ได้ซีเรียสเรื่องรายได้เท่าใดนัก เพียงต้องการแค่ให้แบรนด์คุณหนูไทยแลนด์ติดหู เป็นที่รู้จัก เมื่อเดินไปที่ไหนก็มีแต่คนรู้จัก นั่นแหละคือการประสบความสำเร็จจริง ๆ และจำนวนเงินที่ตั้งเป้าไว้ก็จะได้ตามนั้นเอง” นางสาวธันยวลัยกล่าว

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับแจ้งรายงานจากสำนักงานเกษตรจังหวัด พบการระบาดหนอนหัวดำมะพร้าวเข้าทำลายสวนปาล์มน้ำมัน เนื่องจากสภาพอากาศมีความเหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของหนอนหัวดำ โดยเฉพาะสวนปาล์มน้ำมันในภาคใต้และภาคตะวันออก พบการระบาดแล้ว ในพื้นที่ตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฏร์ธานี พื้นที่เสียหายประมาณ ๑๘๐ ไร่ เกษตรกรได้รับความเสียหายแล้ว ๑๘ ราย และเกรงว่าจะขยายการแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง ซึ่งสาเหตุการระบาดเกิดจากหนอนหัวดำเข้าทำลายสวนมะพร้าวในบริเวณใกล้จนหมดแล้วจึงลุกลามเข้าไปทำลายต้นปาล์มน้ำมัน

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรป้องกันกำจัดหนอนหัวดำในปาล์มน้ำมัน โดยประยุกต์จากวิธีการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว ดังนี้ 1.ตัดทางใบที่ถูกทำลายแล้วนำไปเผาทันที 2.ใช้เชื้อจุลินทรีย์ (บีที) ที่ได้มาตรฐานฉีดพ่น 3.ใช้แตนเบียนหนอนและแตนเบียนดักแด้ 4.ใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้นและฉีดพ่นทางใบ เพื่อทำการควบคุมการระบาดเบื้องต้นจนกว่าจะได้ผลงานวิจัยอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ได้กำหนดมาตรการในการดำเนินการควบคุมหนอนหัวดำ ดังนี้

มาตรการที่ ๑ เฝ้าระวังสถานการณ์การระบาด โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งที่ปลูกเป็นแปลงเดี่ยวหรือปลูกร่วมกับมะพร้าว หรือมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวใกล้เคียง กำหนดเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ให้สำรวจติดตามสถานการณ์และรายงานกรมส่งเสริมการเกษตรทุกสัปดาห์ หากพบการเข้าทำลายต้องให้คำแนะนำเบื้องต้นแก่เกษตรกรทันที และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ทุกราย สำรวจติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ตนเอง หากพบการเข้าทำลายให้ตัดใบปาล์มน้ำมันเผาทำลายทันที ไม่ควรตัดแล้วทิ้งไว้ในพื้นแปลง เนื่องจากแมลงยังคงมีชีวิตและสามารถเคลื่อนย้ายไปทำลายใบอื่นได้ ในกรณีที่เกษตรกรต้องการป้องกันการเข้าทำลายไว้ก่อนสามารถใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น การปล่อยแตนเบียนควบคุมปริมาณ หรือการใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้นหรือฉีดพ่นบริเวณทรงพุ่มโดยขอคำแนะนำและการสนับสนุนแตนเบียนได้จากสำนักงานเกษตรจังหวัดที่ตั้งแปลง

มาตรการที่ ๒ จำกัดวงพื้นที่ระบาดในพื้นที่วิกฤตและพื้นที่เสี่ยง โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการจำกัดวงการระบาดของหนอนหัวดำในพื้นที่ตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฏร์ธานี ที่เป็นพื้นที่วิกฤต (พบการระบาดรุนแรง) และพื้นที่เสี่ยง (พื้นที่บริเวณใกล้เคียง) ไม่ให้หนอนหัวดำระบาดขยายวงออกไป ด้วยการตัดวงจรการเจริญเติบโตของแมลงทุกระยะ โดยจัดทำเป็นพื้นที่ต้นแบบการควบคุมหนอนหัวดำในปาล์มน้ำมัน เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันได้ศึกษาและนำไปดำเนินการในพื้นที่ของตน

“น้ำ” นับเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการเกษตร ปัจจุบัน ภาคการเกษตรทั่วโลกต่างกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุฝน และอากาศหนาวที่มาผิดฤดู ทำให้ปริมาณน้ำลดลง อากาศขาดความชุ่มชื้น ส่งผลกระทบทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิตลดลง และมีคุณภาพต่ำ เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ และพืช เพื่อปรับปรุงแผนการใช้ทรัพยากรน้ำให้ สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของพืชแต่ละชนิด เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต

52 ปท. เข้าร่วมงาน ชลประทานโลก ครั้งที่ 2

ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในฐานะเจ้าภาพการจัดประชุมชลประทานโลก ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 1,200 คน จาก 52 ประเทศ

ทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุมได้ให้ความสำคัญในเรื่องการชลประทานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและสามารถขจัดความยากจนได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในการประชุมระดับรัฐมนตรีนั้น ได้ทำให้เกิดเป็นปฏิญญาเชียงใหม่ที่แต่ละประเทศจะช่วยกันในการเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องชลประทานควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงในด้านอาหาร ตลอดจนการยกระดับเครือข่ายเชื่อมโยงการพัฒนาชนบท กับการพัฒนาเมือง สนับสนุนการมีส่วนร่วมการรวมกลุ่มของประชาชนและเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้เกษตรกรมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยได้นำเสนองานวิจัยการทำนาแบบใช้น้ำน้อยหรือการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในการทำนาปรังในเขตชลประทานช่วงฤดูแล้ง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำลง 20-35% และยังช่วยลดต้นทุนการผลิต ในขณะที่ได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากประเทศที่เข้าร่วมประชุม จนได้รับรางวัล WatSave Awards 2016

ยกย่องพระอัจริยภาพด้านการจัดการน้ำ

การประชุมในครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในรูปแบบการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่

นิทรรศการฝนหลวงแก้ปัญหาแล้ง เป็นการแสดงถึงพระอัจฉริยภาพที่สามารถกำหนดบังคับฝนให้ตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายได้สำเร็จ ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรและพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยกว่า 173 ล้านไร่ ได้มีน้ำใช้ในการเพาะปลูกมาเป็นเวลากว่า 30 ปี
นิทรรศการป่าต้นน้ำ/ระบบป่าเปียก เป็นการแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในการพัฒนาป่าไม้โดยใช้การชลประทานเข้ามาช่วยในการสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าไม้ เพื่อเป็นแนวป้องกันไฟไหม้ป่าในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เป็นป่าธรรมชาติ

นิทรรศการฝายต้นน้ำลำธาร หรือ Check dam คือ สิ่งก่อสร้างขวาง หรือกั้นทางเดินของน้ำ ซึ่งปกติมักจะกั้นลำห้วย ลำธารขนาดเล็กในบริเวณที่เป็นต้นน้ำหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ให้สามารถกักตะกอนอยู่ได้ และหากช่วงที่น้ำไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลง และกักเก็บตะกอนไม่ให้ไหลลงไปทับถมลำน้ำตอนล่าง ซึ่งเป็นพระอัจฉริยภาพในการอนุรักษ์ดินและน้ำของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นิทรรศการหญ้าแฝก เป็นการแสดงพระอัจฉริยภาพในการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ทำให้แหล่งน้ำไม่ตื้นเขิน จะช่วยรักษาหน้าดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นอันจะเป็นการช่วยให้ป่าไม้ในบริเวณพื้นที่รับน้ำสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว

อ่างเก็บน้ำ/เขื่อน เป็นนิทรรศการที่แสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ให้ความสำคัญกับการสร้างเขื่อน นอกจากนี้ พระองค์ยังใช้อ่างเก็บน้ำสร้างปิดกั้นระหว่างหุบเขาหรือเนินสูง เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ จะเห็นได้จากโครงการอ่างเก็บน้ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคอีกด้วย

นิทรรศการฝายทดน้ำ/อาคารบังคับน้ำ/ประตูระบายน้ำ njcarpet-cleaning.com เป็นการจัดแสดงพระอัจฉริยภาพในการใช้อาคารชลประทานบริหารจัดการน้ำ โดยในพื้นที่ทำกินที่อยู่ระดับสูงกว่าลำห้วย ทรงเลือกใช้วิธีการก่อสร้างฝายหรือเขื่อนทดน้ำปิดขวางทางน้ำไหล เพื่อทดน้ำที่ไหลมาให้มีระดับสูงขึ้นจนสามารถผันเข้าไปตามคลองหรือคูส่งน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูก ส่วนน้ำที่เหลือจะไหลข้ามสันฝายไปเอง
นิทรรศการเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง) เป็นรูปแบบการจัดการน้ำโดยใช้อ่างเก็บน้ำหลายอ่างเชื่อมเข้าหากัน โดยนำน้ำส่วนเกินจากอ่างหนึ่ง ผันไปเติมให้กับอ่างเก็บน้ำที่ขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพระอัจฉริยภาพในการบริหารจัดการน้ำ

นิทรรศการทฤษฎีใหม่ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการทำการเกษตรที่ยั่งยืนตามพระราชดำรัส “ทฤษฎีใหม่” คือ การดำเนินการในพื้นที่ทำกินที่มีขนาดเล็ก ด้วยวิธีการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาอย่างเหมาะสม โดยการจัดสรรการใช้ประโยชน์ในที่ดิน มีการจัดสร้างแหล่งน้ำในที่ดินสำหรับทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ให้มีรายได้ไว้ใช้จ่ายและมีอาหารไว้บริโภคตลอดปี

นิทรรศการแก้มลิง เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในการบริหารจัดการน้ำโดยใช้แก้มลิง ในการชะลอน้ำหรือพื้นที่เก็บกักน้ำ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและชะลออัตราการไหลของน้ำผิวดินที่เกิดจากการไหลที่เพิ่มขึ้น โดยการใช้พื้นที่ระบายน้ำก่อนปล่อยให้ไหลลงสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะ ซึ่งจะนำตัวอย่างแก้มลิงที่ดำเนินการประสบความสำเร็จมาแล้วจัดนิทรรศการ เช่น แก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย จังหวัดสมุทรสาคร แก้มลิงหนองใหญ่ จังหวัดชุมพร แก้มลิงหนองสมอใส เป็นต้น

นิทรรศการระบบระบายน้ำ เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ด้วยการการก่อสร้างทางผันน้ำ หรือขุดคลองลัด เชื่อมต่อกับแม่น้ำที่มีปัญหาน้ำท่วม โดยมีหลักการอยู่ว่า จะผันน้ำในส่วนที่ไหลล้นตลิ่งออกไปจากลำน้ำโดยตรง ปล่อยน้ำส่วนใหญ่ที่มีระดับไม่ล้นตลิ่งให้ไหลอยู่ลำน้ำเดิมตามปกติ เช่น การดำเนินโครงการคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น
นิทรรศการระบบป้องกันน้ำเค็ม เป็นนิทรรศการแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อการป้องกันน้ำเค็ม โดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็ม ทำให้สามารถใช้น้ำจืดบริเวณด้านเหนือประตูระบายน้ำทำการเกษตรได้ เช่น การดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น

นิทรรศการเครื่องกลเติมอากาศ เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ โดยเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ซึ่งมีใบพัดเคลื่อนน้ำและซองรับน้ำไปสาดกระจายเป็นฝอยเพื่อให้สัมผัสกับอากาศได้อย่างทั่วถึง เป็นผลให้ออกซิเจนในอากาศสามารถละลายเข้าไปในน้ำได้อย่างรวดเร็ว และในช่วงที่น้ำเสียถูกยกขึ้นมากระจายสัมผัสกับอากาศตกลงไปยังผิวน้ำ จะทำให้เกิดฟองอากาศจมตามลงไป ก่อให้เกิดการถ่ายเทออกซิเจนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งกังหันน้ำชัยพัฒนาแบบนี้จะใช้ประโยชน์ได้ทั้งการเติมอากาศ การกวนแบบผสมผสาน และการทำให้เกิดการไหลตามทิศทางที่กำหนด
นิทรรศการการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางธรรมชาติ เป็นนิทรรศการที่แสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย ขยะ ของพระองค์ท่านโดยใช้วิธีธรรมชาติ จากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่ายมี 4 ระบบ คือ ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม และระบบแปลงพืชป่าชายเลน