ลวกกล่องพลาสติกที่ไม่เจาะฝากล่องขนาด 7x11x3 นิ้ว

และตะแกรงด้วยน้ำร้อน จากนั้นปิดฝากล่องทันทีเพื่อให้เกิดหยดน้ำขึ้นมาเป็นแหล่งความชื้นของไส้เดือนฝอย วางกล่องทิ้งไว้ให้เย็นและนำหนอนที่ตายด้วยไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงจากข้อ 3 มาวางเรียงบนตะแกรงให้เป็นระเบียบ เพื่อให้ไส้เดือนฝอยออกจากตัวหนอนลงในกล่องได้สะดวก อย่าวางหนอนทับกัน ปิดฝากล่องให้สนิทเพื่อป้องกันแมลงหวี่ นำไปเก็บบนชั้นหรือโต๊ะเพื่อป้องกันมด ที่อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิห้อง เพื่อช่วยให้ไส้เดือนฝอยสามารถขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณได้ดี

5. เมื่อครบ 10 วัน จะเริ่มสังเกตเห็นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงออกจากซากหนอนมาอยู่ในกล่อง (ดูจากความขุ่นของน้ำภายในกล่อง) ทิ้งไว้จนถึงวันที่ 16 จึงทำการเก็บไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง โดยยกตะแกรงที่เรียงหนอนออก และใช้ขวดซึ่งบรรจุน้ำสะอาดฉีดไล่ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงบริเวณด้านข้างภายในกล่องลงในภาชนะทรงสูง ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน และรินส่วนน้ำใสทิ้ง จากนั้นเติมน้ำสะอาดล้างซ้ำอีก 2 ครั้ง จะได้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงพร้อมนำไปใช้งาน

6. หากยังไม่ได้นำไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงไปใช้ ให้ลดน้ำโดยการตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วเทน้ำทิ้งให้เหลือสูงประมาณ 0.5 เซนติเมตร จากพื้นภาชนะจัดเก็บ พร้อมปิดฝาเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ และเก็บในตู้เย็น (สามารถเก็บได้นานสูงสุด 7 วัน) ส่วนหนอนกินรังผึ้งที่อยู่บนตะแกรงสามารถเก็บไส้เดือนฝอยซ้ำได้อีก 3 ครั้ง โดยเก็บทุกๆ 2 วัน แต่ปริมาณไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่ได้จะมีปริมาณที่ลดลง

คุณปาริชาติได้อธิบายเพิ่มเติมถึงคำแนะนำการใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศที่ได้จากการเพาะเลี้ยงอย่างง่ายไว้ว่า ใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่ได้จากกล่องความชื้น จำนวน 8 กล่อง ในกล่องมีหนอนที่ถูกไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศเข้าทำลาย 100 ตัว ผสมรวมกับน้ำ 20 ลิตร สามารถนำไปใช้ได้กับพื้นที่ 1 งาน (32 กล่องต่อน้ำ 80 ลิตรต่อไร่) ควรพ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงหลังการให้น้ำในแปลงปลูกและควรพ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศในช่วงเย็นในระหว่างการฉีดพ่น ควรเขย่าและคนถังที่ผสมไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศเป็นระยะๆ

เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำ คู่มือการผลิตการเลี้ยงขยายไส้เดือนฝอยและขอรับต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศได้ที่ กลุ่มงานการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 02-579-7580 ต่อ 138

นาข้าวที่เคยเป็นวิถีหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในตำบลนาตาล่วง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เมื่อครั้งสมัยก่อน ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับความเจริญเติบโตของเมืองใหญ่ จนปัจจุบันนาข้าวของตำบลนาตาล่วงได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นพื้นที่สวนยาง สวนปาล์ม ตลอดจนบ้านเรือนและที่อยู่อาศัยของชุมชนเมือง

ตำบลนาตาล่วง มีเรื่องเล่าขานตามชื่อของตำบลว่า ครั้งหนึ่ง มีชาวบ้านชื่อ นายล่วง ได้เดินทางผ่านมาในพื้นที่นี้เพื่อเอาเงินและทองมาทำบุญสร้างเจดีย์ วัดพระธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่แล้วต้องมาล้มป่วยลง ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงได้มาทำนาหาเลี้ยงชีพอยู่ในพื้นที่นี้ ต่อมา ชาวบ้านจึงได้เรียกขานว่า “นาตาล่วง” และกลายมาเป็นชื่อตำบลเรื่อยมา

ปัจจุบันที่ดินที่เคยเป็นผืนนาร้างแปลงหนึ่ง ไม่ไกลจากเขานาขา ได้มีการปลูกข้าว ทำนา แม้จะเป็นพื้นที่เล็กๆ เพียง 2 ไร่ 2 งาน แต่ก็เกิดจากความตั้งใจ มุ่งมั่น ของ ร.ต.ท. ธีรวุฒิ พานิช เจ้าของไร่คุ้มพานิช ในพื้นที่ 21 ไร่ ของหมู่ที่ 2 ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่มีการทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสม ปลูกพืชหลากหลายชนิดเพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนให้กับครอบครัวหลังจากการลาออกจากราชการ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 และต่อมาในปี 2564 ร.ต.ท. ธีรวุฒิได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาไร่นาสวนผสม ของสำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวรวมถึงสมาชิกในชุมชนที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นาข้าวผืนนี้

ร.ต.ท. ธีรวุฒิ เล่าว่า ตนเองมีความฝันที่อยากจะเห็นวิถีชีวิตเมื่อครั้งตนเองยังเป็นเด็กที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวชาวนา ทำนา หาปลา ปลูกผัก อยู่กับธรรมชาติ และอยู่ในสังคมที่เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน และมีมิตรไมตรีที่บ้านเกิด ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง แม้ปัจจุบันตนเองไม่ได้อยู่อาศัยในพื้นที่เดิมแล้ว แต่ก็ยังฝันที่จะมีนาข้าวเป็นของตนเอง จึงได้ซื้อที่ดินที่เป็นนาร้างแปลงนี้ ซึ่งอยู่บริเวณชานเมืองเพื่อทำนา และทำไร่นาสวนผสม ร่วมกับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ได้หลายช่องทางให้กับครอบครัว

โดยมี คุณศศิลักษณ์ พานิช ภรรยา ซึ่งเป็นข้าราชการพยาบาลเกษียณ เป็นกำลังสำคัญ ในการดูแล บริหารกิจการ ในส่วนของร้านอาหาร “ไร่คุ้มพานิชส้มตำลอยฟ้า กาแฟยอดไม้” และการทำโฮมสเตย์ ในพื้นที่เกษตรให้กับนักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ โดยมีทั้งโฮมสเตย์ที่อยู่ในนาข้าว และในพื้นที่บริเวณสวนผสม รวมจำนวน 18 หลังสามารถรองรับการประชุมสัมมนาและการจัดงานเลี้ยงให้กับผู้มาเยือน ได้ถึง 200 คน

ในส่วนของการปลูกพืชต่างๆ ในพื้นที่ มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม 400 ต้น ให้ผลผลิตประมาณ 15,000 ผลต่อปี จำหน่ายในรูปแบบของพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม ปีละประมาณ 6,825 ผล ผลละ 80 บาท ทำให้มีรายได้ประมาณ 546,000 บาทต่อปี, ส้มโอพันธุ์ทองดีและพันธุ์ทับทิมสยาม รวม 50 ต้น ปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2562 ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลผลิต, ฝรั่งพันธุ์กิมจู 200 ต้น ผลิตประมาณ 3,360 กิโลกรัมต่อปี มีรายได้ประมาณ 100,800 บาทต่อปี, หน่อข่า 200 ต้น จำหน่ายทั้งหน่อข่าและข่าอ่อน รวมผลผลิตประมาณ 650 กิโลกรัม จำหน่ายกิโลกรัมละ 45 บาท มีรายได้ประมาณ 29,250 บาทต่อปี, นาบัวหลวง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ตัดบัวจำหน่าย ในทุกวันพระเดือนละ 2 ครั้ง ตัดดอกบัวได้ประมาณ กอละ 3 ดอก ราคาดอกละ 5 บาท คิดเป็นรายได้ 15,000 บาทต่อปี

โรงเรือนปลูกเมล่อน ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 20 เมตร จำนวน 2 หลัง ซึ่งปัจจุบันได้พักการปลูกและได้ให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้มาปลูกผักปลอดสารพิษ เช่นเดียวกับการแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่ง ประมาณ 2 งาน ให้ชาวบ้านปลูกดาวเรืองเพื่อเป็นรายได้เสริม และมีการเลี้ยงปลา จำนวน 3 บ่อ มีพันธุ์ปลา ได้แก่ ปลากด ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาหมอ และปลาดุก รวมจำนวน 3,000 ตัว มีรายได้ประมาณ 90,800 บาทต่อปี

รวมรายได้ทั้งหมดจากการทำไร่นาสวนผสมเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว คิดเป็นรายได้รวม 781,850 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่น ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ ได้แก่ หว้า กระโดน กก ชุมเห็ด และพืชต่างๆ ให้คงอยู่

ร.ต.ท. ธีรวุฒิ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมคือ ตนเองได้บอกเล่ากับเพื่อนบ้านและคนในชุมชนถึงความตั้งใจที่จะทำนา เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์วิถีชาวนาเอาไว้ ภายหลังสมาชิกในชุมชนก็ให้การสนับสนุน เมื่อมีกิจกรรมสำคัญที่เกี่ยวกับนาข้าวก็จะเดินไปบอกเพื่อนบ้าน ชาวบ้าน รวมทั้งผู้นำชุมชน ให้ช่วยบอกกล่าวคนในชุมชนที่สนใจให้มาร่วมด้วยช่วยกันในกิจรรมต่างๆ เช่น การทำแปลงเพาะกล้า ถอนกล้า ดำนา ไปจนถึงการเกี่ยวข้าว ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชนเป็นอย่างดี

ร.ต.ท. ธีรวุฒิ เล่าว่า การทำนานั้นเริ่มต้นด้วยการคัดเมล็ดข้าวพันธุ์เล็บนก ที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้ปลูกข้าวจังหวัดพัทลุง โดยใช้เมล็ดข้าว 13 กิโลกรัม แช่น้ำทิ้งไว้ 2 คืน และพัก 1 คืน แล้วนำหว่านลงในแปลงกล้าที่เตรียมไว้ เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตเต็มที่ ระยะเวลา 30 วัน จึงถอนมาปักดำ ในส่วนของการเตรียมพื้นที่นา มีการเตรียมดินโดยใช้รถไถ 7 จาน เนื่องจากดินไม่แข็งมาก แล้วทิ้งดินที่ไถไว้ประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้น นำปุ๋ยมูลไก่ จำนวน 15 กระสอบ ร่วมกับมูลเป็ด 15 กระสอบ ใส่ลงในดินที่ไถทิ้งไว้ เมื่อฝนเริ่มตกก็ทดน้ำเข้านา แล้วทำการสับเทือกโดยใช้จอบ ใช้แรงงานประมาณ 4 คน โดยมีสมาชิกในชุมชนสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยทำเทือก เป็นเวลา 2 วัน ก็เริ่มดำนา

โดยมีสมาชิกในชุมชนมาช่วยกันดำนาจนเสร็จ แต่ละคนก็หิ้วปิ่นโตหรือพาข้าวหม้อแกงหม้อกันมา ร่วมด้วยช่วยกัน แม้จะเหนื่อยและต้องสละเวลากันมา แต่ก็มีความอิ่มเอมใจ เมื่อข้าวแตกกอ แตกใบเต็มที่ยามที่ลมพัดผ่านนาข้าว จะได้กลิ่นหอมใบข้าวลอยมาตามลม สร้างความรื่นรมย์ให้แก่ผู้มาเยือน

ร.ต.ท. ธีรวุฒิ เล่าต่อว่า แต่แล้วเมื่อย่างเข้าถึงเดือนตุลาคม เกิดฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอเมืองตรัง ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลนาตาล่วง รวมถึงนาข้าวที่กำลังเริ่มแตกกอ มองไปรอบพื้นที่ เหมือนมีนาข้าวอยู่ในทะเลสาบแต่ต้นข้าวยังยืนต้นมาได้จนวันที่ระดับน้ำลดลง เมื่อครบ 120 วัน ผืนดินทั้งผืนจึงกลายเป็นทุ่งรวงทอง ให้เราได้เห็นถึงความงามและความอุดมสมบูรณ์ และบ่งบอกถึงความสามัคคีที่เกิดเป็นผลเช่นเดียวกับรวงข้าวสีทอง

แม้ผลผลิตข้าวที่ได้จะมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยของข้าวพันธุ์เล็บนก คือได้ข้าวเปลือกประมาณ 500 กิโลกรัม จากผลกระทบน้ำท่วม และมีนกกระจาบ นกกระติ๊ด หรือภาษาถิ่นคือนกลา และนกอื่นๆ มากินเมล็ดข้าว และกินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดข้าวในระยะน้ำนม ทำให้ข้าวเมล็ดลีบ แต่ก็เป็นมีนิมิตหมายอันดีได้เริ่มต้นเพาะปลูก และคิดว่าจะปลูกข้าวในแปลงนี้อีกทุกๆ ปี ข้าวเปลือกที่ได้มานี้ ส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เป็นพันธุ์ข้าว เพื่อปลูกในปีต่อไป จำนวน 20 กิโลกรัม อีกส่วนหนึ่งจะนำมาสีเป็นข้าวสารนำส่งมอบให้กับผู้ที่มาร่วมทำนา ข้าวที่เหลือจะนำมาจำหน่ายกิโลกรัมละ 35 บาท และจะมีการเก็บข้าวในยุ้งฉางเพื่อให้มีกิจกรรม

การตากข้าว นวดข้าว สีข้าวด้วยครกสีข้าว ครกตำข้าวแบบโบราณ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มาหัดสีข้าว ด้วยตัวเอง แม้เป็นเพียงกิจกรรมเพียงเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับข้าว แต่อย่างน้อยก็เป็นการอนุรักษ์วิถีชีวิตชาวนา และทำให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสเสี้ยวหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวนา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าของอาชีพทำนา ซึ่งเป็นอาชีพที่เป็นเสมือนต้นน้ำ ผลิตข้าวที่เป็นอาหารหลัก หล่อเลี้ยงคนทุกชนชั้นต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ร.ต.ท. ธีรวุฒิ พานิช หรือสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง โทร. 075-218-681 เทคนิคนี้เป็นความรู้ที่ได้มาจาก คุณชูศักดิ์ ศรีพ่วงเล็ก เกษตรกรที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

ก่อนปี 2538 คุณชูศักดิ์ ปลูกมะม่วงไว้จํานวนมากมายหลายสายพันธุ์ แต่หลังจากปี 2538 น้ำท่วมใหญ่ จากนั้นเขาได้เน้นผลิตมะม่วงโชคอนันต์จําหน่ายนอกฤดู แต่ก็ยังมีมะม่วงเขียวเสวยหลงเหลืออยู่

เจ้าเขียวเสวยมีชื่อในด้านการออกดอกติดผลยาก แต่คุณชูศักดิ์ก็มีวิธีการ เขาบอกว่าให้หมักปลาหมักหอยแล้วราดไปที่โคนต้น พวกนี้มีโปรตีนมีธาตุอาหาร ช่วยให้มะม่วงออกดอกติดผลดี

วิธีการ ทําได้โดยนําปลามา 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน และจุลินทรีย์ 1 ส่วน หมักนาน 3 เดือน จากนั้นนําไปฝังกลบที่โคนต้น หรือนําไปราดที่โคนแล้ว รดน้ำตาม โดยเริ่มทําหลังเก็บผลผลิตแล้ว โดยปลานั้นใช้ปลาที่ราคาไม่แพง เช่น ปลาทะเลที่นํามาเลี้ยงเป็ด นําปลากะพง มาทําคงไม่ดี ส่วนนี้อาจจะใช้หอยเชอร์รี่แทนก็ได้

กากน้ำตาล ช่วยให้การหมักไม่มีกลิ่นเหม็น จุลินทรีย์ หาได้ง่ายๆ โดยขุดหน่อกล้วยทั้งโคนต้นมานั่นหมักใส่ลงไป เรียกว่า “จุลินทรีย์หน่อกล้วย” หรืออาจใช้อีเอ็ม รวมทั้งเชื้อ พด.ของกรมพัฒนาที่ดิน
เมื่อใช้ปลาหมักหรือหอยหมักราดให้ คุณชูศักดิ์บอกว่า มะม่วงเขียวเสวยที่คนชอบ กินกันและเป็นพันธุ์หนัก ออกดอกยาก จะออกดอกติดผลทยอย

แนวทางการทําให้มะม่วงออกดอกติดผลดี นอกจากการตัดแต่งกิ่งและการให้น้ำที่เหมาะสมแล้ว เรื่องปุ๋ยก็สําคัญเช่นกัน การหมักปุ๋ยจากปลาและหอยเชอร์รี่ช่วยได้! สาเหตุที่ทําให้มะม่วงไม่ติดผล
มะม่วงไม่ติดผลนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน ดังนี้ 1. ปลูกชิดกันเกินไป ทรงพุ่มมะม่วงชนกัน แสงไม่พอ มะม่วงออกดอก ติดผลที่ปลายกิ่ง ทางแก้ก็กะระยะปลูกให้ห่างขึ้น

2. ต้นมีอายุมาก ทางที่ดีควรทําสาว โดยตัดแต่งกิ่ง

3. ก่อนที่จะออกดอก เจ้าของให้น้ำมะม่วง โดยเฉพาะต้นฤดูหนาว ทําให้อาหารของต้นไม่สมดุล มะม่วงแตกใบอ่อนแทน ทางที่ดีช่วงต้นหนาวควร งดให้น้ำมะม่วง

4. ความสมบูรณ์ของต้น ทางแก้คือ หากทําเป็นการค้า อาจจะใช้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 หากปลูกไว้ดูเล่น การใส่ปุ๋ยก็เกินจําเป็น

พิจารณาจากข้อ 1-4 แล้วไม่ได้ผล ให้ใช้เลื่อย หรือขวาน หรือพร้าตัดโค่น ทิ้ง เปลี่ยนพันธุ์ใหม่ “ฮอลแลนด์” เป็นพันธุ์มะละกอสุกที่มีลักษณะเด่นคือไม่มีกลิ่นยาง รูปลักษณ์ทรงกระบอกคล้ายผลฟักอ่อน เนื้อหนา มีสีแดงอมส้ม ไม่เละ เปลือกหนา ทนทานต่อโรค มีรสหวาน ทั้งยังสามารถปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่น้ำขัง ใช้ได้ทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 7-8 เดือน น้ำหนักผลประมาณ 800-2,000 กรัม คุณสมบัติเช่นนี้จึงทำให้มะละกอฮอลแลนด์ได้รับความนิยมทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค และที่สำคัญมีตลาดรองรับแน่นอน

คุณพิพัฒน์ วิริวรรณ์ หรือ คุณโหน่ง อยู่บ้านเลขที่ 32/1 บ้านยางใหญ่ ตำบลยางใหญ่ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพปลูก-ขายมะละกอฮอลแลนด์ส่งตลาดใหญ่เมืองกรุง รวมทั้งพ่อค้าแผงทั้งในพื้นที่และอีกหลายแห่ง

ปัจจุบันคุณโหน่งอายุ 27 ปี แม้จะเข้าสู่วงการอาชีพปลูกมะละกอมาได้เพียงไม่กี่ปี แต่หนุ่มอุบลราชธานีคนนี้มีต้นทุนวิชาเกษตรมาจากพ่อ-แม่ ที่มีอาชีพเกษตรกรรมผสมผสานทั้งพืชไร่ พืชสวนสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ทำให้คุณโหน่งมีโอกาสคลุกคลีกับกิจกรรมเกษตรมาตั้งแต่วัยเด็ก

ช่วงเวลาหนึ่งคุณโหน่งได้ออกไปผจญกับชีวิตการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือน จนเมื่อความคิดที่ต้องการกลับมาปักหลักชีวิตที่บ้านเกิดกับงานเกษตรกรรมที่คุ้นเคยแต่ยังไม่ลงตัวเพราะเล็งผลต้องทำเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตลาด

กระทั่งได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์เรื่องความสำเร็จจากการปลูกมะละกอสุกขายส่งตลาดใหญ่จนสร้างฐานะได้ดีจึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้คุณโหน่งในวัยตอนนั้นอายุเพียง 23 ปีเริ่มลงมือปลูกมะละกอในที่ดินของครอบครัวจำนวน 12 ไร่ตามกำลังทรัพย์ที่มี ซึ่งตอนนั้นในพื้นที่ยางใหญ่ยังไม่มีใครปลูกมะละกอสุกขายเลย

คุณโหน่งปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ เหตุผลที่เลือกพันธุ์นี้เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นเรื่องขนาดผล คุณภาพเนื้อ มีรสหวาน หอม เหมาะกับการปลูกเป็นมะละกอสุก และจากคุณลักษณะเด่นดังกล่าวเป็นที่สนใจของตลาดผู้บริโภคทั่วประเทศรับซื้ออย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ใช้ปลูกมะละกอมีจำนวนทั้งหมด 40 ไร่ แบ่งออกเป็นโซนปลูกหมุนเวียนสลับกันแต่ละรอบ อีกทั้งในหมู่ญาติพี่น้องยังปลูกมะละกอในพื้นที่รวม 80 ไร่ มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมผลผลิตทั้งหมดส่งขาย เพราะมะละกอสุกจากสวนคุณโหน่งและญาติมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดรับซื้อ นับว่าเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้เป็นอย่างดีกว่าพืชอื่นหลายชนิด

คุณโหน่งเริ่มเตรียมต้นกล้าด้วยการนำเมล็ดพันธุ์คุณภาพซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้นำมาแช่น้ำอุ่น 1 คืน แล้วนำห่อผ้าใส่กระติกนำไปตากแดดหรืออีกวิธีนำห่อผ้าฝังในดินที่มีความชื้นเล็กน้อย จากนั้นอีก 6 วันจะมีรากอ่อนงอกออกจากเมล็ดพันธุ์

ระหว่างที่รอเพื่อให้รากอ่อนงอกให้กรอกดินใส่ถุงดำขนาด 2 คูณ 6 นิ้ว ใส่ดินปริมาณ 3 ใน 4 ส่วนของถุง นำเมล็ดพันธุ์ที่มีรากอ่อนฝังลงถุงละ 3-4 เมล็ด กลบดินแล้วพรมน้ำเล็กน้อย ถุงดำที่เพาะต้นกล้าทั้งหมดไปตั้งกลางแจ้ง (ในกรณีที่ไม่ใช่ฤดูฝน) ปล่อยให้ต้นกล้าโตใช้เวลา 45 วันแล้วย้ายไปปลูกในหลุมจำนวนหลุมละ 3-4 ต้นเพื่อคัดเพศมะละกออีกครั้งหลังจากมีดอกในช่วง 2-3 เดือน

“ดอกมะละกอมีอยู่ 3 เพศหลัก คือดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกระเทย ทั้งนี้ ดอกที่ได้รูปทรงตามที่ตลาดต้องการคือดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกระเทย แต่เนื่องจากยังไม่ทราบว่าต้นไหนจะออกดอกชนิดใดจนกว่าเมื่ออายุ 2-3 เดือน ดังนั้น จึงต้องปลูกหลุมละ 3-4 ต้นก่อนเพื่อรอคัดเพศมะละกอ”

อยากให้มะละกอมีคุณภาพ

ต้องดูแลดิน ปุ๋ย น้ำ และฮอร์โมน สม่ำเสมอ

คุณโหน่ง บอกว่า การเริ่มต้นปลูกมะละกอควรเลือกพื้นที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ อาทิ แหล่งน้ำ น้ำท่วมขังหรือไม่ แล้งมากเกินไปหรือเปล่า สำหรับคุณภาพดินต้องปรับปรุงด้วย สำหรับแนวทางการเลือกทำเลพื้นที่ปลูกมะละกอของคุณโหน่งจะเลือกพื้นที่น้ำไม่ท่วม ไม่ขัง ไม่แล้ง และอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

การปรับปรุงคุณภาพดินต้องไถพรวน 3 รอบ njcarpet-cleaning.com โดยรอบแรกใส่ปุ๋ยคอกปริมาณไร่ละ 1-1.5 ตัน พร้อมหว่านโดโลไมท์ไร่ละ 100-150 กิโลกรัม แล้วไถพรวนรอบ 2 เพื่อให้ดินฟู แล้วให้ไถอีกรอบ จากนั้นจึงเริ่มตั้งคันปลูก แล้วกำหนดระยะต้น 2.50 เมตร กับระยะแถว 3 เมตร โดยพื้นที่ 1 ไร่ปลูกได้ 200 ต้น คุณโหน่ง ชี้ว่า ระยะปลูกและจำนวนต้นเหมาะสมกันดี ช่วยเกื้อกูลเวลาทำงานในสวน แล้วยังช่วยทำให้ผลผลิตมีคุณภาพด้วย

เมื่อกำหนดระยะปลูกเรียบร้อยให้วางระบบน้ำเป็นมินิสปริงเกลอร์ ขึงเชือกตามแนวปลูก ขุดหลุมปลูกขนาดหน้าจอบ รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตรเสมอสักกำมือคลุกกับดินแล้วค่อยนำต้นลงปลูก กดดินให้แน่น คลุมฟางแห้ง เมื่อทำเสร็จทั้งแปลงจึงเริ่มปล่อยน้ำ

หลังจากปลูก 7 วันจึงใส่ปุ๋ยสูตรเสมอสักกำมือเช่นเดิม ใส่ทุก 10 วันในช่วง 1-2 เดือน รดน้ำทุก 1-2 วัน เมื่อครบ 2 เดือนจึงเพิ่มปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อเร่งให้มีดอก อย่างไรก็ตาม ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอเป็นตัวหลัก แล้วให้สลับเป็นสูตรอื่น อย่างแมกนีเซียม แคลเซียมตามระยะเวลาการเจริญเติบโต โดยมะละกอเริ่มออกดอกเมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไป แล้วจะมีดอกเต็มที่เมื่ออายุ 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องคัดเพศ

ภายหลังคัดต้นที่มีดอกกระเทยแล้วจึงเริ่มดูแลเรื่องปุ๋ยและน้ำอย่างเต็มที่ เป็นปุ๋ยเสมอสลับกับปุ๋ยสูตร 8-24-24 โดยเพิ่มปริมาณปุ๋ยมากขึ้นตามอายุต้น อย่างถ้าอายุมากกว่า 3 เดือน ใส่ปุ๋ยในปริมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วทยอยเพิ่มตามอายุต้นจนถึงปริมาณ 1 กระสอบต่อไร่ นอกจากนั้น ให้ใส่ขี้ไก่แกลบในช่วง 3 เดือน และ 5 เดือน ขณะเดียวกัน ต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองกับการให้ปุ๋ยแต่ละครั้งด้วยเพื่อจะได้ปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมและถูกต้อง เมื่ออายุ 4 เดือน มะละกอเริ่มมีผลผลิตมากขึ้น ขนาดเท่ากับข้อแขน ในช่วงนี้ต้องคัดคุณภาพผลที่ไม่สมบูรณ์ออก เก็บผลที่มีขนาดสมบูรณ์ตามมาตรฐานไว้

สำหรับการใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความหวานสวนคุณโหน่งไม่ได้ใส่ และให้เหตุผลว่าถ้าดูแลเอาใจใส่เรื่องดิน ปุ๋ย น้ำ และฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอครบถ้วนก็เพียงพอแล้ว เพราะธาตุอาหารหลายชนิดจะสะสมอย่างต่อเนื่องและควรปล่อยให้ต้นมะละกอดูดซึมธาตุอาหารเหล่านั้นไปตามธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิตจะได้มะละกอสุกที่มีรสหวาน ผิวเนียน ขนาดใหญ่ และเนื้อแน่นตามธรรมชาติด้วยเช่นกัน

เริ่มทยอยเก็บผลผลิตประมาณ 7-8 เดือน น้ำหนักผลรวมต่อต้นประมาณ 100 กิโลกรัม ส่วนน้ำหนักผลประมาณ 1.2-1.5 กิโลกรัม หลังจากเก็บผลผลิตแล้วจะแยกเป็นเกรดตามน้ำหนัก คุณภาพความสมบูรณ์ ออกเป็นจำนวน 5 เกรด ได้แก่ A, B, C, จิ๋ว และส่งโรงงาน โดยแต่ละเกรดมีขนาด ลักษณะผล และราคา ดังนี้

เกรด A ขนาดน้ำหนักผล 1.2-1.8 กิโลกรัม ราคาขายเฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม มีรูปทรงกระบอก ผิวเนียน เนื้อแดง รสหวาน บางคราวถ้าพบว่าผลมีคุณภาพรสชาติมากกว่าเกรด A อาจเป็นเกรดพรีเมี่ยมที่มีราคาแพงขึ้น

เกรด B ขนาดน้ำหนักผล 0.9-1.2 กิโลกรัม ลักษณะผลโค้งเล็กน้อย ผิวเนียน รสหวาน เนื้อแดง ราคาขายเฉลี่ย 22 บาท

เกรด C ขนาดน้ำหนักผล 7-9 ขีด ลักษณะผลคล้ายเกรด B แต่มีขนาดเล็กกว่า ราคาขายเฉลี่ย 19 บาท

เกรดจิ๋ว ขนาดน้ำหนักผล 5-7 ขีด ทรงหัวแหลม ก้นแหลม ลักษณะผลไม่เป็นทรง แต่ผิวเนียน ราคาขายเฉลี่ย 13-15 บาท