ลักษณะพันธุ์นี้จะดก สวย การปลูกฝรั่งต้องห่อผลอยู่แล้ว

แต่ถึงแม้จะห่อผลเป็นอย่างดี แต่ขาดน้ำและปุ๋ยคอกบำรุง ก็จะทำให้มีขนาดของลูกเล็ก บิดเบี้ยว มีจุดดำขึ้นที่ผิว ถึงแม้รสชาติดี แต่ราคาก็จะตกไปมาก เพราะค่านิยมของผู้ซื้อก็ยังต้องการของสด ผิวสวยอยู่เสมอ ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของฝรั่งพันธุ์แดงกิมจูลูกผสมคือ หลังเก็บมาจากต้นแล้ว มีอายุการวางตลาดนานหลายวัน โดยที่ยังคงคุณภาพที่ดีไว้

ฝรั่งแดงกิมจูลูกผสม มีชื่อวิทยาศาสตร์และมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับต้นฝรั่งทั่วไปเกือบทุกอย่างคือ เป็นไม้ยืนต้น สูงเต็มที่ประมาณ 3-5 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรีแกมรูปขอบขนาน ใบมีขนาดใหญ่และหนากว่าใบของฝรั่งสายพันธุ์อื่น ลำต้นจะแข็งแรง ก้านเหนียวอย่างชัดเจน ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนหลายดอก ดอกเป็นสีขาวนวล ใจกลางดอกมีเกสรตัวผู้เป็นกระจุกจำนวนมาก ผลจะเหมือนสาลี่ไต้หวัน กิมจู ฝรั่งแดงพื้นเมืองรวมกัน น้ำหนักผลเมื่อโตเต็มที่เฉลี่ยระหว่าง 3-5 ขีดต่อผล ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อผลแก่จัดหรือสุกจะเป็นสีเขียวอ่อนหรือเขียวปนเหลืองเล็กน้อย ใจกลางผลเป็นสีแดง มีเมล็ดน้อย รสชาติหวาน กรอบ มีดอกและติดผลดกเป็นธรรมชาติเรื่อยๆ หรือเกือบทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ติดตา และเสียบยอด

ต้องการสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณวิเชียร บุญเกิด สวนสุวรรณีปรางทอง เลขที่ 161/2 หมู่ที่ 1 ตำบลอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร คุณทัฬห์ชญานี ลำพูนพงศ์ หรือ คุณแคน วัย 27 ปี เจ้าของอภินันท์ฟาร์ม บ้านเลขที่ 225/1 หมู่ ที่ 9 ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อดีตสาวนิเทศฯ หน้าใส ผันตัวเป็นเกษตรกร อาศัยความมีใจรักเกินร้อย จนประสบผลสำเร็จ สามารถคิดพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้ถึงหลักแสนต่อเดือน

คุณแคน เล่าให้ฟังว่า ตนเรียนจบคณะสื่อสารมวลชน สาขาโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานด้านการเกษตรเลย แต่จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางสายเกษตรของตนนั้นเริ่มขึ้นหลังจากที่เรียนจบแล้ว ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยพี่ที่รู้จักทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับงานด้านนี้ ได้เห็นขั้นตอนอะไรหลายๆ อย่าง ได้ลงมือทำแล้วรู้สึกว่าชอบทางด้านนี้ จึงได้เริ่มศึกษาทดลองทำมาเรื่อยๆ จนเกิดความแน่ใจแล้วว่าตนรักและอยากที่จะไปต่อกับทางสายนี้จริงๆ จากนั้นก็มุ่งมั่นตั้งใจทำและพยายามพัฒนาฟาร์มให้ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

เริ่มต้นเส้นทางสายเกษตรด้วยใจเกินร้อย
ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างรายได้ บนพื้นที่ 7 ไร่
คุณแคน บอกว่า อาชีพเป็นเกษตรกรหลายคนอาจจะมองว่าเป็นงานที่ยากและลำบาก ซึ่งเป็นเรื่องจริงตามที่หลายคนเข้าใจ แต่ในส่วนของตนนั้นนับว่าโชคดี ที่เริ่มต้นบนเส้นทางสายนี้พร้อมกับผู้มีประสบการณ์ที่คอยให้คำปรึกษา จึงทำให้หนทางไม่โหดร้ายเกินไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอาศัยความมีใจรักด้วย เพราะไม่อย่างนั้นต่อให้จะมีที่ปรึกษาดีแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ งานเกษตรเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและความมุ่งมั่น เพราะเป็นอาชีพที่ต้องประสบพบเจอกับปัญหาเกือบทุกวัน ทั้งในด้านโรคพืช โรคสัตว์ รวมไปถึงสภาพฝน ฟ้า อากาศ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถือเป็นอาชีพที่ท้าทายและต้องมีการวางจัดการที่ดี

ในด้านการวางจัดสรรพื้นที่ของที่ฟาร์มประมาณ 7 ไร่ เริ่มต้นจากการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นงานสร้างรายได้หลักในช่วงแรก หลังจากนั้นค่อยๆ ต่อยอดธุรกิจอื่นๆ ขึ้นมาเพิ่ม อย่างการเลี้ยงไก่ชน และเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งธุรกิจตรงนี้เกิดขึ้นมาจากการต่อยอดในตอนที่หาวิธีแก้ปัญหาเวลาผักล้นตลาด หรือผักที่เหลือจากการตัดแต่งคัดทิ้งแล้วเกิดเป็นความเสียดาย จึงกลับมาคิดต่อยอดว่าจะเลี้ยงสัตว์ที่สามารถนำเอาเศษผักที่เหลือทิ้งมาสร้างประโยชน์หมุนเวียนภายในฟาร์มได้ จึงเป็นที่มาของการต่อยอดธุรกิจเลี้ยงไก่ชนและเลี้ยงโคเนื้อเพิ่ม ซึ่งการต่อยอดธุรกิจครั้งนี้เป็นการต่อยอดนำเงินจากการขายผักมาลงทุน จนทุกวันนี้ธุรกิจปลูกผัก และธุรกิจไก่ชนอยู่ตัวแล้ว เหลือก็เพียงการเลี้ยงโคเนื้อที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาวางแผนเพื่อผลิต โคเนื้อคุณภาพ

มีการแบ่งโซนปลูกอย่างชัดเจน รวมๆ แล้วที่ฟาร์มปลูกผักอยู่ประมาณ 50 โต๊ะ แบ่งปลูกเป็นผักสลัด และผักขึ้นฉ่าย

ลงทุนปลูกครั้งแรกด้วยงบประมาณ 100,000 บาท เริ่มต้นทำจาก 11 โต๊ะ และได้มีการขยายเพิ่มขึ้นมาจนถึง 50 โต๊ะ แต่สำหรับมือใหม่ยังไม่แนะนำให้ทำเยอะ อยากให้เริ่มต้นทำจากน้อยๆ สัก 2 โต๊ะ หรือให้ทดลองซื้อชุดทดลองมาลองทำดูก่อน เพราะที่ฟาร์มเริ่มทำจากมากได้ เนื่องจากมีผู้ที่มีประสบการณ์คอยให้คำปรึกษา และตนเองก็เคยได้คลุกคลีอยู่กับการปลูกผักมาก่อนหน้าที่จะมาลงทุนปลูกอย่างจริงจัง

ส่วนข้อดีของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์นั้น คือสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี เป็นพืชผักอายุสั้น ใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 45 วัน โดยวิธีการปลูกเริ่มต้นจาก

ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนการหยอดเมล็ด นำเมล็ดพันธุ์มาใส่ในฟองน้ำที่กรีดและนวดกับน้ำมาแล้ว จากนั้นใช้ไม้เสียบลูกชิ้นแตะเมล็ดพันธุ์มาวางในฟองน้ำ 1 ช่อง ต่อ 1 เมล็ด

ขั้นตอนที่ 2 หลังจากเพาะเมล็ดเสร็จ ให้รดน้ำ เช้า-เย็น ประมาณ 1 คืน รากจะเริ่มงอกออกมาก่อน โดยถาดเพาะเมล็ดต้องวางอยู่ใต้ซาแรน 50 เปอร์เซ็นต์

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อผักมีอายุได้ 14 วัน ไม่เกิน 18 วัน ให้ย้ายลงแปลงอนุบาล เพื่อทำรุ่น และใส่ธาตุอาหารที่มีปริมาณต่ำเพื่อปรับสภาพก่อนย้ายลงแปลงผลิต

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อผักอายุครบ 30 วัน ให้ย้ายจากแปลงอนุบาลมาลงที่แปลงผลิตต่ออีก 15 วัน สรุปได้ว่า ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ใช้เวลา 40-45 วัน ในขั้นตอนนี้ที่ฟาร์มจะไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อที่จะเพิ่มคุณภาพให้กับผู้บริโภค จะใช้น้ำหมักผลไม้ น้ำส้มควันไม้ หรือใช้เป็นเชื้อราไตรโคเดอร์มา น้ำหมักหัวปลา เป็นการดูแลให้ใบโตและสมบูรณ์แทนการใช้ยาฆ่าแมลง

การดูแลรักษา การปลูกผักสลัดต้องระวังเรื่องของแสงแดด ถ้าเข้าหน้าร้อนจะต้องมีการคลุมซาแรนปรับแสงให้ผักได้รับแสงในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากผักได้รับแดดมากก็จะเกิดขอบใบไหม้ ต้นแคระแกร็น ส่วนในช่วงฤดูฝน ฟ้าจะปิด ช่วงนี้จะเอาซาแรนที่คลุมอยู่บนพลาสติกเหนือโรงเรือนออก ไม่เช่นนั้นผักจะยืดตัวหาแสง ทำให้ผักไม่สวย ต้องแก้ไขปัญหาไปตามฤดูกาล

จุดเด่นผักของฟาร์ม ผักที่ฟาร์มของเราจะแข็งแรง ลูกค้าซื้อไปแล้วแช่ตู้เย็นสามารถเก็บไว้ได้นาน 2-3 สัปดาห์ เพราะในขั้นตอนก่อนที่จะแพ็กส่งขาย ทางฟาร์มมีการคัดตัดแต่งผลผลิตเป็นอย่างดีทุกต้น เน้นคุณภาพที่ได้มาตรฐานมาตลอด

ผลผลิต 1 โต๊ะ ความยาวประมาณ 12 เมตร ความกว้าง 8 ราง จะได้ผลผลิตประมาณ 70-80 กิโลกรัม ในช่วงหน้าร้อน แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวที่เป็นช่วงที่เหมาะกับการปลูกผักสลัด ผลผลิตก็จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100-110 กิโลกรัม ถือว่าเป็นน้ำหนักที่พอใจ โดยที่สวนกำหนดราคาขายผักสลัดอยู่ที่ กิโลกรัมละ 80 บาท ทุกฤดู ส่วนผักขึ้นฉ่าย ราคาขายจะขึ้นลงตามตลาด มีตั้งแต่ กิโลกรัมละ 30-180 บาท เฉลี่ยแล้วที่ฟาร์มสามารถกระจายผักทั้ง 2 ชนิด ได้วันละไม่ต่ำกว่า 30 กิโลกรัม เฉลี่ยรายได้ต่อเดือนจากการขายผัก อยู่ที่ประมาณ 50,000-60,000 บาท

กำหนดราคาขายเองได้

สำหรับการเลี้ยงไก่ชน มีการแยกเป็น 2 โซน คือโซนสำหรับเพาะพันธุ์ และโซนสำหรับปล่อยเลี้ยง การเริ่มต้นเลี้ยงไก่ชนในช่วงแรกสำหรับตนถือเป็นงานที่ยากและท้าทายมากๆ และถือเป็นความลำบากมากในช่วงแรกๆ เพราะว่าการเลี้ยงไก่ชนค่อนข้างเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับตน ซึ่งการเลี้ยงสัตว์จะต้องคอยระวังในเรื่องโรค คนเลี้ยงจำเป็นต้องมีความอดทนและขยันหมั่นศึกษาหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

“ตอนแรกก่อนที่แคนจะเลี้ยงและอยู่กับไก่ได้ แคนใช้วิธีเดินเข้าไปขอความรู้จากฟาร์มของผู้เชี่ยวชาญที่เชียงใหม่ หรือดูจากคลิปตอนที่เขาลงขาย แล้วชอบไก่ของฟาร์มนี้ ก็เข้าไปถามเลยว่าขายเท่าไร แล้วพอตกลงคุยกันได้ราคาที่พอใจก็เริ่มต้นซื้อพ่อพันธุ์มาเลี้ยง 35,000 บาท เลี้ยงได้ปีหนึ่งกำลังจะขายได้ก็ต้องมาประสบปัญหาไก่ตายหมดทั้งฟาร์ม ก็ต้องมาเริ่มต้นลงทุนใหม่ เลี้ยงใหม่ และใช้ข้อผิดพลาดในอดีตมาปรับแก้จนสามารถเลี้ยงและเพาะพันธุ์ไก่ชนขายสร้างได้” คุณแคน กล่าว

ข้อดีของการเลี้ยงไก่ชน เป็นสัตว์ที่เจ้าของฟาร์มสามารถกำหนดราคาเองได้ เช่น ถ้าเลี้ยงไก่เนื้อ ราคาต้องขึ้นลงตามตลาด ราคาจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 80 บาท แต่ถ้าเป็นไก่ชน จะสามารถกำหนดราคาได้เองตามความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย โดยราคาพื้นฐานที่ทางฟาร์มขายพ่อพันธุ์ อยู่ที่ตัวละประมาณ 2,000-5,000 บาท แม่พันธุ์ จะอยู่ที่ตัวละประมาณ 1,000-2,000 บาท ใน 1 เดือน จะมีรายได้จากการขายไก่ชนเดือนละ 30,000-50,000 บาท ถือว่าราคาดีกว่าไก่บ้าน ไก่เนื้อ ไก่ไข่ทั่วไป ถ้าเทียบกับต้นทุนถือว่าคุ้มค่ามาก และพอใจมากกับตรงนี้ เพราะเราเน้นหารายได้จากหลายๆ ทาง รวมถึงเป็นการกระจายรายได้ให้คนงาน ซึ่งตอนนี้ที่ฟาร์มเลี้ยงอยู่ประมาณเกือบ 1,000 ตัว รวมลูกพันธุ์ตัวเล็กตัวน้อยด้วย

ที่ฟาร์มจะเลือกเลี้ยงเป็นโคเนื้อพันธุ์ชาโรเล่ส์ และโคพันธุ์บราห์มัน ซึ่งในส่วนของการเลี้ยงโคยังเริ่มต้นเลี้ยงได้ไม่นาน มีประมาณ 10 กว่าตัว ยังไม่มีการสร้างรายได้ อยู่ในขั้นตอนที่กำลังขยายและพัฒนาสายพันธุ์ เนื่องจากในอนาคตวางแผนไว้ว่าอยากที่จะพัฒนาทำสายพันธุ์วัวให้ดีๆ อย่างเช่น ที่ฟาร์มตอนนี้มีการนำพ่อพันธุ์ผสมหลอดแก้วจากต่างประเทศเพื่อมาพัฒนาต่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

ฝากถึงเกษตรรุ่นใหม่อยากทำเกษตร
“งานเกษตรสำหรับแคนถือเป็นงานที่ท้าทายและฝึกความอดทนได้เป็นอย่างดี เพราะการทำเกษตรคือการทดลอง ลองผิดลองถูกจนกว่าจะเจอวิธีที่เวิร์กและเหมาะกับเส้นทางของเรา ลองหาทำในสิ่งที่ชอบ แล้วก็ทำในสิ่งนั้นให้เต็มที่ และไม่ใช่ว่าพอประสบความสำเร็จแล้วจะไม่มีปัญหา แต่ต้องเรียกว่าต้องแก้ปัญหาไปในทุกวัน ทำปัญหาที่เกิดขึ้นให้เป็นเรื่องปกติ วันไหนฝน ฟ้า อากาศ ไม่เป็นใจ ก็หาวิธีป้องกัน ประสบการณ์จะช่วยสอนให้เราแข็งแกร่งขึ้นเอง” คุณแคนกล่าวทิ้งท้าย

มะพร้าวน้ำหอม ถือเป็นมะพร้าวที่นิยมที่สุด เนื่องจากมีรสชาติที่หวานของน้ำมะพร้าวและเนื้อด้านใน และมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์

นอกจากนี้แล้วมะพร้าวน้ำหอมยังให้ความสดชื่นอีกด้วย คุณประโยชน์จากมะพร้าวน้ำหอมนั้นมีมากมาย มะพร้าวน้ำหอมถือเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์เย็น รสชาติหวานหอม ช่วยในการดับกระหายได้ดี อย่างในกรณีที่ร่างกายขาดน้ำก็สามารถดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอมแทนเกลือแร่ได้ มะพร้าวน้ำหอมอุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิด ได้แก่ วิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ทันที เป็นต้น

มะพร้าวน้ำหอม ยังมีไขมันอิ่มตัวสูง แต่ไม่เพิ่มไขมันในเส้นเลือด ระดับน้ำตาลกลูโคสในมะพร้าวน้ำหอม มีค่าต่ำกว่าระดับน้ำตาลในเลือดของมนุษย์เล็กน้อย ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ก็สามารถดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอมได้ด้วย นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคุณประโยชน์ที่ได้รับจากมะพร้าวน้ำหอม

คุณกำพล นามพูน อายุ 48 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 173 หมู่ที่ 6 ตำบลนางตะเคียน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ปัจจุบัน คุณกำพล ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร เจ้าของฟาร์มสุขนิยมมะพร้าวน้ำหอม เป็นการเพาะต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมเพื่อจำหน่าย คุณกำพล เล่าถึงความเป็นมาของจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดฟาร์มสุขนิยมนี้ว่า ตนเองเคยเป็นพนักงานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีตำแหน่งและหน้าที่การงานที่ดี มีเงินเดือนที่สูง

ในตอนนั้นอาชีพการงานดูมั่นคงมาก แต่ด้วยรูปแบบงานทำให้คุณกำพลต้องเดินทางบ่อย และรูปแบบงานค่อนข้างมีแรงกดดัน ทำให้ต้องใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา เลยส่งผลให้คุณกำพลมีอาการนอนไม่หลับเป็นเวลาติดต่อกันนาน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่ได้พักผ่อนสะสมกันเป็นระยะเวลานานหลายปี และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อคุณกำพลเกิดอาการป่วยหนักต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ด้วยความโชคดีของคุณกำพล ทำให้การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี แต่คุณกำพลต้องนอนพักฟื้นอยู่ภายในโรงพยาบาลโดยที่ไม่มีการตอบรับของร่างกายเลยเป็นระยะเวลา 3 เดือน แต่ก็เกิดปฏิหาริย์ขึ้นอีกครั้งที่ทำให้ร่างกายของคุณกำพลกลับมาตอบสนอง

คุณกำพล กล่าวว่า ตอนนั้นกว่าจะผ่านมาได้ลำบากมากๆ ทั้งตัวเองและคนในครอบครัวที่คอยดูแลช่วยเหลือ หลังจากที่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาล 3 เดือน พอเริ่มดีขึ้นกลับมาอยู่บ้านได้ก็ต้องปรับตัวกันเยอะมาก เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้คุณกำพลต้องออกจากงานประจำ และการใช้ชีวิตภายในกรุงเทพฯ มากว่า 18 ปี ต้องจบลง

คุณกำพล ตัดสินใจย้ายมาอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 173 หมู่ที่ 6 ตำบลนางตะเคียน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากต้องการรักษาอาการป่วยของตนเองด้วยธรรมชาติบำบัด มีอากาศที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี

คุณกำพล กล่าวว่า ในตอนแรกที่มาอยู่ที่นี่ก็เริ่มจากการปลูกพืชผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษไว้ทานเอง หากเหลือก็นำไปแบ่งปันแก่เพื่อนบ้าน เมื่อระยะเวลาผ่านไป คุณกำพลเริ่มอาการดีขึ้นมากทำให้คุณกำพลมีกำลังกลับมายืนหยัดด้วยขาที่แข็งแรงของตนเองอย่างมั่นคงอีกครั้ง ในตอนนั้น คุณกำพลมองหาช่องทางสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว เมื่อมองไปรอบๆ บริเวณที่อยู่อาศัยทำให้คุณกำพลเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้ชาวบ้านปลูกมะพร้าวน้ำหอมจำหน่ายกันในส่วนมาก คุณกำพลจึงได้ทดลองปลูกมะพร้าวน้ำหอม และเพาะต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมเพื่อจำหน่าย

คุณกำพล มีความรู้และความเข้าใจในตลาดออนไลน์จึงทำให้คุณกำพลมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มลูกค้าในตลาดออนไลน์ การตลาดของคุณกำพลประสบความสำร็จอย่างน่าพอใจ มีลูกค้าในสื่อออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะลูกค้าที่ซื้อราคาปลีกหรือราคาส่ง และยังมีกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาติดต่อซื้อเองที่หน้าสวน ทำให้ในหลายๆ ครั้ง จำนวนการผลิตต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมของคุณกำพลไม่เพียงพอต่อการส่งสินค้า จึงได้ขอรับซื้อต้นพันธุ์จากคนในชุมชน เพราะในบางครั้งชาวบ้านในชุมชนที่เพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม ก็ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากนัก

ทั้งหมดนี้ก็คือ จุดเริ่มต้นของ ฟาร์มสุขนิยมมะพร้าวน้ำหอม นอกจากจะเป็นธุรกิจในครอบครัวแล้วยังเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านในชุมชนให้มีรายได้อีกด้วย

คุณกำพล อธิบายถึงขั้นตอนการเพาะต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม คือ

ต้องเลือกมะพร้าวน้ำหอมต้นที่แก่
ต้องเลือกลูกที่สมบูรณ์นำมาเพาะพันธุ์
ปาดที่ด้านบนหัวมะพร้าวน้ำหอมที่จะนำมาทำพันธุ์
นำเข้าแปลงเพาะ และรดน้ำให้ชุ่ม
จากนั้นใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้โดยจะคัดเลือกจากต้นที่มีความสมบูรณ์ที่สุด จะมีลักษณะต้นพันธุ์ที่สูง 20-30 เซนติเมตร จึงจะสามารถจัดส่งให้กับลูกค้าได้

คุณกำพล กล่าวว่า การเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมต้นทุนไม่สูงหากมีพื้นที่ก็สามารถเพาะพันธุ์ได้เลย กลุ่มลูกค้าของฟาร์มสุขนิยมมะพร้าวน้ำหอม ส่วนมากจะเป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป ชาวสวน ร้านต้นไม้ ทั้งตลาดออนไลน์และหน้าสวน ปัจจุบัน มียอดขายสัปดาห์ละหลักพันลูก ทำให้ตอนนี้ฟาร์มสุขนิยมมะพร้าวน้ำหอมเป็นธุรกิจหลักที่รายได้ดีเลยทีเดียว

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณกำพล นามพูน อายุ 48 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 173 หมู่ที่ 6 ตำบลนางตะเคียน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์ 091-009-1579 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟชบุ๊ก ฟาร์มสุขนิยมมะพร้าวน้ำหอม

หากใครสนใจอยากทำเกษตรอินทรีย์หรืออยากทำเกษตรหลังเกษียณ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร อยากแนะนำให้ลองไปเยี่ยมชมศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ จังหวัดยโสธร ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ครบวงจร อย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ แหล่งเรียนรู้แห่งนี้ เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรหัวใจอินทรีย์ ภายใต้การนำของ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ผลจันทร์ ประธานกลุ่มศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์

ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ มีสมาชิกประมาณ 50 คน เนื้อที่เพาะปลูกรวม 125 ไร่ เน้นปลูกแปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พวกเขานำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ามาพัฒนาท้องถิ่น เพื่อให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ เกษตรกรที่ไม่มีงานทำ มีความหวงแหน รักษ์ ในถิ่นฐานบ้านเกิดตน สามารถกลับมาพัฒนาชุมชนโดยอาศัยแนวคิดเรื่องการทำการเกษตรไร้สารเคมี (กสิกรรมธรรมชาติ) ของ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (อาจารย์ยักษ์) และ อาจารย์อำนาจ ยอดหมายกลาง ผู้อำนวยการโครงการกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วังน้ำเขียว มาเป็นแนวทางในการทำการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดยโสธร ที่สนับสนุนให้เกษตรกรทำเกษตรแบบอินทรีย์ ในสโลแกนที่ว่า “ยโสธรเมืองเกษตรอินทรีย์ เมืองแห่งวิถีอีสาน”

ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ใส่ใจเรื่องการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำผิวดินและใต้ดินมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน ในปี 2561 ผู้ใหญ่สมศักดิ์เริ่มจาก ขุดบ่อธนาคารน้ำแห่งที่ 1 แต่เจอปัญหาหินดินดาน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขุดอย่างมาก ทำให้การขุดบ่อน้ำมีต้นทุนสูง แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนเพราะมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ทำเกษตร

ปีต่อมา ได้ขุดบ่อธนาคารน้ำแห่งที่ 2 เพื่อเป็นแหล่งเก็บน้ำสำรอง สำหรับการเพาะปลูกพืชหลังฤดูกาลทำนา มีการขุดบ่อน้ำบาดาลเก็บน้ำผิวดินเหมือนกับธนาคารน้ำแหล่งที่ 1 แต่ลักษณะการขุดบ่อจะไม่ลึกถึงชั้นหินดินดานเหมือนกับธนาคารน้ำใต้ดินบ่อแรก หลังจากนั้น มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำแห่งที่ 3 เพื่อใช้ทำสวนสมรมวนเกษตรครอบคลุมพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งมีความเพียงพอต่อการทำปลูกพืชแบบผสมผสาน

ต่อมา มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำผิวดินแห่งที่ 4 และแหล่งที่ 5 ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ซับน้ำจากบ่อ ธนาคารน้ำแห่งที่ 1 โดยมีการพัฒนาสถานที่ริมบ่อเป็นที่พักอาศัยสำหรับนักศึกษาที่จะเข้ามาเรียนรู้ยังศูนย์เกษตรในอนาคต พื้นที่บ่อน้ำที่ 4 ใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเลี้ยงปลานิล และบ่อน้ำแหล่งที่ 5 ใช้เลี้ยงปลาดุก เพื่อสร้างแหล่งอาหารรองรับผู้ที่จะเข้ามาศึกษาเรียนรู้ ณ ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์

ใช้พื้นที่ทำเกษตรอย่างคุ้มค่า

ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรอย่างคุ้มค่า โดยจัดสรรพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ได้แก่ 1. พื้นที่นาข้าว 2. คันนาทองคำ 3. พื้นที่ปลูกผัก 4. พื้นที่ปลูกพืชผสมผสาน 5. กิจกรรมทางด้านการประมง

พื้นที่นาของศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์มีการใช้ประโยชน์ตลอดทั้งปี โดยปลูกข้าวในช่วงฤดูการทำนา หลังเสร็จสิ้นจากฤดูการทำนา ใช้พื้นที่ในการปลูกผัก พืชไร่ ปลูกหมุนเวียนกัน เพื่อการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ดินให้มากที่สุด

ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวเจ้าหอมมะลิ ข้าวเหนียวหอมมะลิ ข้าวเหนียวดำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวญี่ปุ่น โดยเน้นการปลูกด้วยวิธีการปักดำเนื่องจากมีแหล่งน้ำที่เพียงพอและสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างดี ลดปริมาณวัชพืชในระหว่างทำการเพาะปลูกได้มาก มีการหมักฟางก่อนทำการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดิน เพิ่มความหลากหลายทางระบบนิเวศให้กับพื้นที่นา มีการใช้สารสกัดสมุนไพรที่ได้จากการหมัก มาใช้ในการจัดการศัตรูข้าว ทำให้ต้นข้าวของศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์เติบโตแข็งแรง

ผลผลิตข้าวที่ได้ในแต่ละปีถูกนำมาขัดสีในโรงสีข้าวขนาดเล็ก ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ได้ซื้อมาไว้ใช้งานภายในศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ เมื่อทำการขัดสีเสร็จจริงนำเมล็ดข้าวมาคัดบรรจุในถุงซีลสุญญากาศเพื่อนำไปจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร โดยวางขายที่ร้านค้าสันติอโศกและร้านเพื่อสุขภาพทั่วไป

“คันนาทองคำ” มากคุณค่า

ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ส่งเสริมให้เกษตรกรในท้องถิ่นจัดทำ “คันนาทองคำ” บริเวณแปลงนาของตัวเอง เพราะการจัดการแปลงนาลักษณะนี้ช่วยให้กลุ่มเกษตรกรสามารถเก็บน้ำในนาได้ในหน้าฝน เนื่องจากมีคันนาที่สูง คันนาที่ใหญ่สามารถปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล หรือพืชชนิดต่างๆ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

นอกจากนี้ ผลจากการทำคันนาทองคำ สมัครเว็บแทงบอล ยังทำให้เกิดวัชพืชในนาข้าวลดน้อยลง เนื่องจากมีปริมาณน้ำที่ขังในนาข้าว วัชพืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เป็นการลดการสูญเสียแรงงานในการถอนหญ้าวัชพืชที่ปลูกในนา เหมือนกับการมีคันนาแบบทั่วไปที่เก็บน้ำได้น้อย นอกจากนี้ การทำคันนาทองคำยังเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการทำเกษตรได้อีกทางหนึ่งด้วย

ใครอยากกินต้องสั่งจอง

ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ได้จัดสรรพื้นที่เพื่อการปลูกพืชผักโดยเฉพาะ จำนวน 1 ไร่เศษ เพื่อผลิตผัก โดยเน้นการผลิตพืชผักเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแปลกใหม่และมีราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภค โดยตลาดที่จำหน่ายที่สำคัญคือ บริษัท กรีนซันครอป ซึ่งสนับสนุนให้เกษตรกรศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ทำเกษตรแบบอินทรีย์

ทุกวันนี้ การทำผักอินทรีย์ของศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ มีการจัดการพืชผักแบบครบวงจร ตั้งแต่การเริ่มต้นการผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง การเตรียมแปลงผักโดยใช้รถไถขนาดเล็ก การจัดการโรคและแมลงโดยชีววิธี เป็นต้น เมื่อผลิตได้แล้วจึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ขายทั้งในตลาดในชุมชน ตลาดในพื้นที่จังหวัด และตลาดพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ปัจจุบันศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์มีผลิตภัณฑ์แปรรูปมากถึง 40 กว่าชนิด ในปีนี้รุกขยายตลาดสินค้างาดำ งาขาว และเมิสลี่ อาหารเพื่อสุขภาพที่จำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ซองละ 20-25 บาทเท่านั้น ผู้สนใจสั่งซื้อได้จากร้านบ้านไทยทิพย์ ซอยนวมินทร์ 44 หรือทางเฟซบุ๊ก ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ หรือติดต่อกับ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ผลจันทร์ ประธานกลุ่มศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ เบอร์โทร. 064-436-6978

ผู้ใหญ่สมศักดิ์มุ่งมั่นทำงานอย่างบูรณาการระหว่าง “บ้าน วัด โรงเรียน” และเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน “รัฐ ราษฎร ปราชญ์ สื่อ” ทำให้ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ พัฒนาอย่างรวดเร็วอย่างมีพลัง ภายใต้การสนับสนุนด้านวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ มากมาย เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอเลิงนกทา สำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยโสธร สำนักงานพาณิชย์จังหวัดยโสธร สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดยโสธร ฯลฯ ทำให้สินค้าพืชผักและผลิตภัณฑ์แปรรูปมีการพัฒนาคุณภาพ ลดปัญหาเรื่องการตลาด สร้างความมั่นคง ยั่งยืน ให้กับเกษตรกร

นอกจากนี้ ศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์จัดงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีชาวนาไทยอีสาน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมการเกี่ยวข้าว รวมทั้งจัดค่ายยุวชนคนสร้างวัฒนธรรมยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพึ่งตน จนเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ เด็กเยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานทางด้านกสิกรรม สอดแทรกวัฒนธรรม ความรู้ทางคุณธรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนเกิดความรักภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิด หวนคืนมาพัฒนาสังคม ด้วยอาชีพเกษตรกรรม

หากใครสนใจอยากทำเกษตรอินทรีย์หรืออยากทำเกษตรหลังเกษียณ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร อยากแนะนำให้ลองไปเยี่ยมชมศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ จังหวัดยโสธร ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ครบวงจร อย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ แหล่งเรียนรู้แห่งนี้ เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรหัวใจอินทรีย์ ภายใต้การนำของ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ผลจันทร์ ประธานกลุ่มศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์