ลักษณะพิเศษของเมล็ดทุเรียนนกมีลักษณะกลมๆ มีอาหารสำรอง

หุ้มอยู่ภายนอก ส่วนภายในเป็น Hypocotyl ทอดยาวไปตามหัวท้ายของเมล็ด มีลักษณะตรงกลางป่องออกเล็กน้อย ที่สำคัญที่สุดเมล็ดนี้จะมีล่างมีบน หมายความว่า ทางด้านบนจะงอกขึ้นเป็นต้นและด้านล่างจะงอกเป็นรากเสมอไป ฉะนั้น ถ้าตัดเมล็ดทุเรียนนกออกด้านขวางแล้วนำเมล็ดไปเพาะ ท่อนที่อยู่ด้านล่างจะเจริญเป็นรากลงไปในดิน ส่วนด้านบนที่เป็นรอยตัดครึ่งนั้นจะสร้างตาขึ้นมาตรงรอยต่อระหว่าง Endosperm และ Hypocotyl ทำให้เกิดเป็นต้นได้หลายๆ ต้น เราอาจผ่าออกเป็นชิ้นๆ อีกชิ้นละ 1 ต้น ถ้าการดูแลดี แต่ต้นที่เกิดขึ้นก็เจริญแข็งแรงดี ส่วนท่อนบนที่จะงอกเป็นต้นเมื่อนำไปเพาะก็จะเจริญเป็นต้นจากจุดกำเนิดตามปกติ ส่วนด้านล่างของเมล็ดที่ถูกตัดออกไปก็จะสร้างรากขึ้นมาใหม่ อาจมีหลายรากก็ได้

ในการเพาะเมล็ดทุเรียนนกจำนวนมากๆ จะพบเสมอว่า เมล็ดทุเรียนนกเมล็ดหนึ่งอาจงอกได้ตั้งแต่ 1-5 ต้น ถ้านำเมล็ดมาแบ่งออกเป็นซีกๆ ตามความยาวของเมล็ดแล้ว ให้มีต้นติดมาซีกละต้น ก็จะได้ทุเรียนนก 2-5 ต้น ในการแบ่งเมล็ดทุเรียนนกทุกครั้ง รอยที่ถูกมีดเฉือนจะต้องทาด้วยปูนขาว เนื่องด้วยเหตุนี้ในการเพาะเมล็ดทุเรียนนก ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมหมายความว่าความชื้นในดินและความชื้นในอากาศพอดีแล้ว ไม่ว่าส่วนที่งอกออกมาเป็นต้นหรือส่วนที่รากถูกทำลายไป เมล็ดทุเรียนนกจะสร้างส่วนที่ถูกทำลายไปขึ้นมาทดแทน เช่น รากหรือตาขึ้นมาใหม่ได้เจริญเติบโตต่อไป

นับจากวันเพาะเมล็ดจนเมล็ดทุเรียนนกงอกเป็นต้นให้เห็น จะใช้เวลา 3-4 เดือน รอจนต้นกล้ายาว 6-12 นิ้ว ถอนจากแปลงเพาะโดยไม่ต้องให้ติดดิน แต่งรากที่ยาวเกินไปออก ชำลงถุงหรือกระถาง รดน้ำให้ชุ่ม ตั้งไว้ในร่ม หมั่นรดน้ำอย่าให้ใบเหี่ยวเฉา อาจใช้เป็นละอองพ่นในเวลากลางวันได้ยิ่งดี ประมาณ 10 วัน ต้นกล้าจะแข็งแรง จึงรดน้ำให้น้อยลง โดยมากมักจะเลี้ยงต้นตอไว้ในถุง 1-2 ปี รอให้ต้นตอแข็งแรงดีแล้วจึงจะนำลงปลูก ถ้าเปรียบเทียบการเจริญเติบโตในระยะ 1 ปีแรกแล้ว จะเห็นว่าทุเรียนนกเจริญเติบโตช้ากว่าทุเรียนบ้านมาก แต่เมื่อเริ่มเข้าปีที่ 2 ทุเรียนนกจะเจริญอย่างรวดเร็ว การดูแลรักษาก็น้อยกว่าทุเรียนบ้าน คืออาจปลูกแบบทิ้งขว้างได้ แต่การเจริญเติบโตจะเป็นไปตามปกติ

วิธีใช้ต้นทุเรียนนกทำต้นตอ แบ่งออกเป็น 3 วิธี
1. ใช้ต้นตอทุเรียนนกที่ชำใส่ถุงไว้จนได้ขนาดพอทาบกิ่งได้ แล้วนำไปทาบ วิธีนี้จะได้ต้นตอของทุเรียนนกสั้นเกินไป ไม่ปลอดภัยจากโรคที่จะเกิดขึ้นบริเวณโคนต้น นอกจากนั้น หลังจากทาบกิ่งเป็นทุเรียนพันธุ์ดีแล้ว การเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร อย่างที่เจ้าของสวนเรียนว่า เลี้ยงยาก
2. การเสียบยอด วิธีนี้ได้ผลดีพอสมควร ก่อนจะเสียบยอดจะต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าคือ ต้องเลี้ยงต้นตอให้เจริญแข็งแรง โดยการเปลี่ยนภาชนะหรือถุงที่ใช้ปลูกให้ได้ขนาดอย่างน้อย 1 ฟุต หรือจะใช้ปี๊บได้ยิ่งดี เลี้ยงต้นตอไว้ในเรือนเพาะชำจนต้นตอเจริญเติบโต มีขนาดสูงประมาณ 75-100 เซนติเมตร จึงเสียบยอด การเลี้ยงต้นตอขนาดนี้อาจใช้เวลาถึง 2 ปี นับจากวันเพาะเมล็ด

3. การติดตาทุเรียนในสวน การปลูกต้นตอทุเรียนนกลงในสวนเพื่อติดตา หลังจากการกะระยะเรียบร้อยแล้ว ชาวสวนแถบระยองจะใช้ต้นตอทุเรียนนกปลูกลงระหว่างแถวของทุเรียนที่ปลูกไว้เดิมและเริ่มแสดงอาการเป็นโรค โดยขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร

4. ใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลวัว มูลเป็ด หรือปุ๋ยหมัก (ยกเว้นมูลไก่ เพราะทุเรียนนกไม่ชอบ อาจตายได้ แต่หลังจากปลูกแล้ว 1 ปี มูลไก่ก็นำมาใช้ได้เช่นเดียวกันกับปุ๋ยคอกอื่นๆ) ปุ๋ยคอกเราจะใส่ลงหลุมละครึ่งปี๊บถึง 1 ปี๊บ ใช้ดินหน้าถมกลบลงในหลุมคลุกเคล้าให้เข้ากันกับปุ๋ยคอกจนดินเต็มหลุม ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน พอให้ปุ๋ยคอกสลายตัว ใช้ต้นทุเรียนนกที่ชำไว้ในถุงจนต้นแข็งแรงดีแล้ว นำไปปลูกลงหลุม หลุมละ 1-3 ต้น แล้วแต่ความต้องการของเจ้าของสวน ต้นหนึ่งห่างกัน 50-100 เซนติเมตร เพื่อจะได้ทุเรียน 2 ขา 3 ขา ตามต้องการ โดยการทาบโคนรวมกันเข้ามา แล้วตัดยอดที่ไม่สมบูรณ์ออก เหลือที่สมบูรณ์ไว้เพียงยอดเดียว เมื่อปลูกต้นตอลงในสวนแล้ว ระหว่างนี้อาจต้องเพิ่มปุ๋ยคอกให้บ้างเพื่อต้นตอจะได้สมบูรณ์พอจะติดตาได้เมื่ออายุ 2 ปี

ก่อนจะใส่ปุ๋ยคอกเพิ่ม ควรถากหญ้าโคนต้นให้เตียนห่างจากโคนต้นตอ ประมาณ 1 เมตร โดยรอบโคนต้นหว่านปุ๋ยคอกลงรอบๆ โคนต้น ประมาณหลุมละครึ่งปี๊บ แล้วใช้จอบหรือคราดสับดินเบาๆ พอปุ๋ยคลุกเคล้ากับดินทั่วกัน ในระหว่าง 2 ปีนี้ ต้นทุเรียนนกจะเจริญเติบโตเร็วมาก นอกจากบางต้นเท่านั้น อาจมีสัก 2-5 เปอร์เซ็นต์ ที่แสดงอาการแคระแกร็น ไม่ต้านทานโรคที่เกี่ยวกับใบได้ ต้องเอาต้นทุเรียนนกที่ชำสำรองไว้มาปลูกแอบข้างและทาบให้เป็นทุเรียน 2 ขา เมื่อทาบติดกันดีแล้วตัดต้นที่แสดงว่าใบไม่มีความต้านทานโรคทิ้งไป ต้นที่นำมาทาบใหม่จะเจริญอย่างรวดเร็ว ปัญหานี้มักไม่ค่อยพบกับสวนที่ทำทุเรียน 2 ขา หรือ 3 ขา

วิธีแก้ปัญหาโคนต้นทุเรียนนกเล็กกว่าต้นพันธุ์ดี
ในการเปลี่ยนยอดจากทุเรียนนกมาเป็นทุเรียนพันธุ์ดี มักพบปัญหาต้นตอเจริญไม่ทันลำต้นของทุเรียนพันธุ์ดีและพบมากในการใช้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองเป็นยอด เมื่อทุเรียนเจริญเติบโตต่อไปแล้วทำให้ดูไม่สมส่วน เท่าที่พบวิธีแก้ไข มี 3 วิธี คือ

1. เลี้ยงต้นตอให้เจริญเติบโตแข็งแรง โดยตัดแต่งกิ่งต้นตอที่ต่ำๆ ออก เมื่อต้นตอสูง 3 เมตร อาจใช้เวลา 2-3 ปี วัดจากพื้นดินขึ้นมาสูง 1.25-1.50 เมตร แล้วเปลี่ยนยอดด้วยวิธีติดตาหรือทาบกิ่งก็ได้ การเลี้ยงต้นตอนานถึง 3 ปี แล้วจึงทำการเปลี่ยนยอดมิได้ทำให้ทุเรียนติดผลช้าลง คืออาจตกผลพร้อมกันกับทุเรียนที่ปลูกด้วยต้นเสียบยอด หรืออาจเร็วกว่าด้วยซ้ำไป ทั้งนี้หมายถึงตั้งแต่เริ่มปลูกต้นตอในสวนและปลูกต้นทุเรียนเสียบยอดโดยใช้ต้นตอพื้นเมือง จะให้ผลพร้อมกัน
2. ปลูกต้นตอให้เจริญเติบโตจนสูง 1 เมตร แล้วเสียบยอดเลี้ยงกิ่งของทุเรียนนกเอาไว้ตามธรรมชาติ จนทุเรียนเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ อาจมีการตัดแต่งยอดกิ่งล่างออกบ้าง ถ้าส่วนล่างเจริญมากเกินไป

3. เลี้ยงต้นตอทุเรียนนก โดยไม่ตัดแต่งกิ่งของต้นตอเลย เมื่อต้นตอมีอายุ 2-3 ปี ต้นตอจะสูง 2-3 เมตร แล้วเปลี่ยนยอดตรงตำแหน่งที่สูงจากพื้นดิน 1.25-1.50 เมตร เมื่อเปลี่ยนยอดเสร็จแล้ว จะปล่อยให้ยอดทุเรียนพันธุ์ดีเจริญต่อไป ส่วนกิ่งของต้นตอทุเรียนนกที่อยู่ใต้กิ่งพันธุ์ดียังคงเลี้ยงไว้ต่อไปอีก 2-4 ปี หากกิ่งทุเรียนนกเจริญเติบโตออกทางด้านข้างมากเกินไป ก็ตัดปลายกิ่งออกเสียบ้าง การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลดีมาก
นอกจากนั้น ยังพบว่า การเปลี่ยนยอดโดยวิธีติดตาได้ผลดีกว่าวิธีทาบกิ่งอีกด้วย ฉะนั้น ถ้าติดตาทุเรียนเป็น สมควรจะเปลี่ยนยอดโดยวิธีติดตาดีกว่า จากการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ต้นตอทุเรียนนกให้เป็นประโยชน์ในการใช้ทำต้นตอทุเรียนพันธุ์ดี เพราะต้นตอมักจะเล็กเกินไปดังกล่าว จนทำให้นักวิชาการโดยมากคิดว่าการใช้ต้นตอทุเรียนนกไม่ได้ผล

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ต้นตอทุเรียนนก
1. ไม่ต้องเสียเวลาทำทุเรียน 2-3 ขา ให้ยุ่งยาก
2. ได้ต้นตอที่มีเนื้อไม้เหนียวกว่าธรรมดา (อาศัยจากการใช้ประโยชน์ เพราะทุเรียนนกใช้ในการทำบ้านเรือนได้ และมีความทนทานกว่าไม้ทุเรียนบ้าน ฉะนั้น เนื้อไม้น่าจะมีความเหนียวและทนกว่า เราต้องอาศัยการสังเกตและยังไม่มีการทดลองเปรียบเทียบวิชาการ)
3. ทุเรียนนก มีเนื้อไม้เหนียวกว่า จะลดการหักโค่นของทุเรียนได้มาก
4. ความสามารถในการหาอาหารของทุเรียนนกน่าจะดีกว่าทุเรียนบ้าน โดยสังเกตความเจริญเติบโตของทุเรียน 2 ชนิดนี้ แล้วลองเปรียบเทียบกันดู
5. ทุเรียนนก ทนแล้งได้ดี เพราะรากของมันหยั่งลงในดินลึกและมีความเคยชินกับความแห้งแล้ง เพราะมันสามารถขึ้นได้ในที่ดอนโดยไม่มีใครรดน้ำมันเลย
6. รากมั่นคงแข็งแรง เพราะเป็นไม้ป่าขนาดใหญ่
7. ในที่ลมแรงทุเรียนจะไม่ล้ม โคนต้นจะไม่หลวม เมื่อถูกลมโยกต้น
8. เชื่อว่ามีความทนโรคและแมลงได้ดีกว่าทุเรียนบ้านทั่วไป
หากใครสนใจอยากจะเรียนรู้เรื่องของทุเรียนนก สอบถามได้ที่ ศูนย์เรียนรู้ ครูขวัญศิษย์ เศรษฐกิจพอเพียง โดย เครือข่ายครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี…ผู้ช่วยศาสตร์ตราจารย์พิเศษแสวง ภูศิริ เลขที่ 12 หมู่ที่ 1 ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง 92170 หรือ โทร. (089) 472-9391

เวลานี้หากจะเอ่ยถึงชื่อไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก เชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะนึกถึง ไม้พะยูง รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจาก ไม้พะยูง เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีสันและลวดลายที่สวยงาม เป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน นำไปสู่ปัญหาการลักลอบตัดไม้ภายในประเทศ

ประกอบกับไม้พะยูงหายาก และเป็นไม้หวงห้าม “ปลูกได้แต่ตัดยาก” มีการประเมินกันว่า การลักลอบซื้อขายไม้พะยูงขณะนี้ ลูกบาศก์เมตรละ 200,000-600,000 บาท เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การตัดใช้สอยหรือตัดจำหน่ายจะยุ่งยากก็ตาม แต่มีเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ได้ปลูกต้นพะยูงเพื่อเป็นการปลูกป่า สร้างความสมดุลทางธรรมชาติและเป็นเงินออมแก่ตนเองหรือลูกหลาน อย่างเช่น

คุณทรงเดช บุญอุ้ม อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 7 บ้านศิลามงคล ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. 087-061-6891 ซึ่งเป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้วย

คุณทรงเดช เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่การเกษตรหลายแปลง รวมกันประมาณ 89 ไร่ มีอาชีพหลักคือ ทำการเกษตร โดยทำในรูปแบบไร่นาสวนผสม ได้แก่ ทำนา 30 ไร่ ปลูกพืชผสมผสานหลายอย่าง ได้แก่ กล้วยหอมทอง 400 กอ กล้วยน้ำว้า 600 กอ เพกา 130 ต้น มะพร้าวน้ำหอมกว่า 100 ต้น

ปลูกพืชล้มลุก เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว รุ่นละ 1-2 ไร่ ถั่วลิสง 10 ไร่ มีสระน้ำ ประมาณ 5 ไร่ ได้ปล่อยปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก และปลานวลจันทร์ รวมประมาณ 5,000 ตัว เลี้ยงวัว 10 ตัว และไก่ สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย แต่กิจกรรมที่ผมภูมิใจและเป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ธรรมชาติและเป็นเงินออมด้วยคือ การปลูกไม้พะยูง พื้นที่ 49 ไร่ หรือประมาณ 19,600 ต้น

ได้เริ่มปลูกไม้พะยูง ตั้งแต่ ปี 2537 (14 พฤษภาคม) พื้นที่ 2 ไร่ ใช้ระยะปลูก 2×4 เมตร (200 ต้น/ไร่) ปลูกไม้สัก 5 ไร่ ใช้ระยะปลูก 2×4 เมตร โดยกรมป่าไม้ได้สนับสนุนต้นกล้าไม้และเงิน 3,000 บาท ต่อไร่ แบ่งจ่าย 5 ปี

ต่อมาเห็นว่า ไม้พะยูง โตเร็วและมีมูลค่าสูง ตลาดต้องการสูง น่าจะเป็นการออมเงินที่มีมูลค่าสูงไว้ให้ลูกหลาน จึงได้ปลูกมากขึ้น ในปี 2557-2558 โดยการสนับสนุนของกรมป่าไม้ 3,000 บาท/ไร่ แต่คราวนี้แบ่งจ่าย 3 ปี โดยใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร (400 ต้น/ไร่) เต็มพื้นที่ 49 ไร่

เริ่มจากไถเตรียมดิน จากนั้นเกลี่ยหน้าดินให้เรียบ แล้วปลูกเหมือนกับการปลูกป่าทั่วไป ขุดหลุมเท่าขนาดถุงกล้าไม้ ไม่ได้ขุดหลุมใหญ่เหมือนกับการปลูกไม้ผลแต่อย่างใด โดยใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ปลูกฤดูฝน ถ้าฝนตกก็ไม่ต้องให้น้ำ หลังปลูก 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา ต้นละ 1 ช้อนแกง และใส่อีกครั้งปลายฤดูฝนในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน

เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งหากมีการปลูกพืชแซมในช่องว่างระหว่างแถว จะทำให้มีรายได้เพิ่ม เป็นการให้น้ำแก่ไม้พะยูงไปในตัวด้วย พืชที่ปลูก ได้แก่ ถั่วลิสง 10 ไร่ ปอเทือง 22 ไร่ ปลูกหญ้าเนเปียร์ 2 ไร่ และข้าวโพดข้าวเหนียว

จากนั้นก็ย้ายไปปลูกแปลงอื่นๆ ต่อไป คือให้ไม้พะยูงได้รับน้ำด้วยเช่นกัน จะทำให้เรามีรายได้หมุนเวียนตลอดปี และจากการสังเกตพบว่า หากพะยูงได้รับน้ำในช่วงฤดูแล้งภายใน 2-3 ปี จะมีการเจริญเติบโตดีมาก แต่ก็ทำได้เพียงไม่กี่ไร่ และจากการสังเกตหากให้น้ำฤดูแล้งด้วยสัก 2-3 ปีแรก เมื่ออายุ 20 ปี จะได้ขนาดโตพอๆ กับปลูกแบบอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว 25 ปี

“ต้นพะยูงที่ปลูก ปี 2537 ขณะนี้ประมาณ 23 ปี จำนวน 400 ต้น แต่ละต้นน่าจะได้ไม่ต่ำกว่าครึ่งลูกบาศก์เมตร หากประเมินลูกบาศก์เมตรละ 200,000 บาท (ขั้นต่ำ) พะยูงจะมีมูลค่า ต้นละ 100,000 บาท เลยทีเดียว จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรมาปลูกกันให้เยอะๆ เพราะขณะนี้กรมป่าไม้กำลังหาแนวทางแก้ไขระเบียบเพื่อให้ตัดขายได้ง่ายขึ้น” คุณทรงเดช กล่าว

คุณจรัส เต็มเมธาวิทยาเลิศ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้หนองบัวลำภู สำนักงานตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู โทรศัพท์ 081-708-0687 โทรศัพท์ 042-311-554 ให้ข้อมูลว่า ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกป่าตามโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้เพื่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์
1. เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจ สำหรับการใช้สอยให้เพียงพอภายในประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร
2. เพื่อสร้างอาชีพด้านป่าไม้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น
3. เพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้ที่จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยสร้างสมดุลธรรมชาติ

โดยมีหลักเกณฑ์ในการสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่
1. สนับสนุนกล้าไม้คุณภาพตามความต้องการชนิดต่างๆ จำนวน ไร่ละ 200 ต้น
2. สนับสนุนเงินทุนแก่เกษตรกร ไร่ละ 3,000 บาท โดยแบ่งจ่าย 3 ปี ตามหลักเกณฑ์ดังนี้

ปีที่ 1 จ่ายไร่ละ 1,500 บาท โดยปลูก 200 ต้น ต่อไร่ เมื่อสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ตรวจสอบผลการปลูกต้นไม้ตามโครงการถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ต้องมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 90 ขึ้นไป ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

ปีที่ 2 จ่ายไร่ละ 800 บาท เมื่อตรวจสอบผลการปลูกซ่อมบำรุงรักษาต้นไม้และมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 80 ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

ปีที่ 3 จ่ายไร่ละ 700 บาท เมื่อตรวจสอบผลการปลูกซ่อมบำรุงรักษาต้นไม้และมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 70 ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

สำหรับต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นไม้สัก ไม้ยางนา ไม้พะยูง หรือไม้หวงห้ามอื่นๆ สามารถนำไปขึ้นทะเบียนสวนป่าตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 หรือแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อความสะดวกในการแจ้งตัดฟัน ทำไม้เพื่อใช้สอยส่วนตัว หรือเพื่อการค้าได้

ซึ่งในปัจจุบัน ทางกรมป่าไม้ กำลังปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าของพื้นที่ที่ปลูกต้นไม้หวงห้ามในที่ดินของตนเองสามารถตัดฟันแปรรูปได้ โดยไม่ยุ่งยากในขั้นตอนการขออนุญาต ซึ่งจะทำให้ประชาชนให้ความสนใจในการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อการค้า ประชาชนจะสามารถออมเงินออมทรัพย์ในรูปของต้นไม้ได้มากขึ้น ซึ่งกรมป่าไม้มีโครงการส่งเสริมหลายรูปแบบ ทั้งการสนับสนุนกล้าไม้ ความรู้ทางวิชาการ และเงินอุดหนุนต่างๆ

จะเห็นว่า การปลูกไม้พะยูง เป็นไม้เศรษฐกิจและเพื่อการค้า คงจะเป็นจริงในไม่ช้านี้ ประกอบกับไม้พะยูงเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดหนองบัวลำภูด้วย ดังนั้น จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายใช้โอกาสนี้ปลูกไม้พะยูง เพื่อเป็นการออมเงินไว้ในไร่นา ทำเร็วราคาดีกว่า ทำช้าราคาอาจตก ไม่แน่เหมือนกันนะครับ ผ่านไป 20 ปี อาจเป็นเศรษฐีโดยไม่รู้ตัว

ระยะนี้จะมีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตรเตือนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน เฝ้าระวังหนอนหน้าแมวระบาด สามารถพบหนอนหน้าแมวเข้าทำลายได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นปาล์มน้ำมัน ตัวหนอนหน้าแมวจะกัดทำลายใบปาล์มน้ำมัน หนอนตัวเล็กจะกัดกินผิวใบ เมื่อตัวหนอนโตขึ้นจะกัดกินจนใบขาด หากระบาดรุนแรง ใบจะถูกกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ผลผลิตลดลง ต้นปาล์มน้ำมันชะงักการเจริญเติบโต และต้นปาล์มน้ำมันจะใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน การระบาดของหนอนหน้าแมวในแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาการกำจัดนาน เนื่องจากหนอนหน้าแมวมีหลายระยะในเวลาเดียวกัน เช่น ระยะหนอนและระยะดักแด้ ทำให้ไม่สามารถกำจัดให้หมดในเวลาเดียวกันได้

หากพบการเข้าทำลายของหนอนหน้าแมว เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสานคือ การใช้วิธีกล การใช้ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับการใช้วิธีกล ให้เกษตรกรตัดทางใบปาล์มน้ำมันที่มีหนอน หรือจับผีเสื้อที่เกาะนิ่งในเวลากลางวันตามใต้ทางใบ หรือเก็บดักแด้ตามซอกโคนทางใบรอบต้นมาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก จากนั้นให้ใช้กับดักแสงไฟ black light หรือหลอดนีออนธรรมดาวางบนกะละมังพลาสติกที่บรรจุน้ำผสมผงซักฟอก โดยให้หลอดไฟอยู่เหนือน้ำ ประมาณ 5-10 เซนติเมตร นำมาวางล่อผีเสื้อช่วงเวลา 18.00-19.00 น. ซึ่งสามารถช่วยกำจัดการขยายพันธุ์ในรุ่นต่อไปได้

การใช้ชีววิธีในการกำจัด ให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bacillus thuringiensis) เช่น แบคโทสปิน ดับบลิวพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นเมื่อพบหนอนหน้าแมวเข้าทำลายบริเวณผิวใบ (หนอนวัยที่ 1-4) จะได้ผลดียิ่งขึ้น ซึ่งเชื้อแบคทีเรียนี้สามารถทำลายกลุ่มหนอนผีเสื้อที่เข้าทำลายต้นปาล์มน้ำมัน และไม่เป็นอันตรายต่อแมลงที่มีประโยชน์ ส่วนการใช้สารเคมี หากพบหนอนหน้าแมวเข้าทำลายเฉลี่ย 20 ตัวต่อทางใบ ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำผึ้ง คือของดีมีประโยชน์ จะนำมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นยาคุณค่าก็สูงทั้งนั้น แต่น้ำผึ้งแท้ๆ ไม่มีส่วนผสมอื่นเจือปนในปัจจุบันหากินยากขึ้นทุกที สาเหตุหลักคือ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติลดน้อยลง ประกอบกับมีผู้รู้วิธีการเลี้ยงและดูแลผึ้งโพรงป่าที่ถูกต้องมีจำนวนน้อย

ดังนั้น ตอนนี้หากใครกำลังมองหาอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก การเลี้ยงผึ้งโพรงป่า ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อย วิธีการเลี้ยงดูแลไม่ยาก ลงทุนน้อยเปรียบเสมือนคนเลี้ยงเป็นเจ้าของบริษัท ตื่นเช้ามาลูกน้องตื่นออกไปทำงาน ไม่ต้องมีโบนัส สวัสดิการ เพียงดูแลเอาใจใส่เรื่องความสะอาด ผลตอบแทนที่ได้คุ้ม

คุณสยาม สกุณนา หรือ อาจารย์สยาม ผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงผึ้งโพรงป่า เล่าว่า กว่าจะเป็นมืออาชีพอย่างทุกวันนี้ได้ ตนลองผิดลองถูกมานานกว่า 4 ปี เมื่อก่อนเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเกษตรกรรมอยู่ที่ กศน. จังหวัดพะเยา ต่อมาได้ลาออกไปทำงานบริษัทปุ๋ย หลังจากนั้นลาออกจากบริษัทปุ๋ยอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าเบื่องานประจำ เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร จึงกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา เช่าที่ทำนาจำนวนกว่าร้อยไร่ แรกๆ ก็ดี เพราะมีพื้นฐานเรื่องปุ๋ยเยอะ ประกอบกับช่วงนั้นราคาข้าวยังดีอยู่ แต่ช่วงหลังๆ ราคาข้าวเริ่มตก จากตันละหมื่นกว่าบาทเหลือเพียงตันละสี่ถึงห้าพันบาท ช่วงนั้นก็เจ๊งเลย เป็นหนี้ล้านกว่าบาท

เริ่มเลี้ยงผึ้งโพรง เพราะเป็น “หนี้”
หลังจากที่เลิกทำนา อาจารย์สยาม เป็นหนี้ธนาคารล้านกว่าบาท สล็อตออนไลน์ ถ้าจะดันทุรังทำเกษตรต่อไปคงไม่ไหว ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ครั้นจะกลับไปทำงานเดิมอายุก็มากแล้ว ช่วงนั้นคือเครียดมาก ไม่รู้จะหันไปทางไหน ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดีเห็นชาวบ้านที่หาผึ้งป่าเป็นอาชีพ วันหนึ่งเขาได้น้ำผึ้ง 20-40 ขวด ต่อวัน เป็นน้ำผึ้งเดือน 5 ขายราคาบ้านๆ ก็ได้ขวดละ 200 บาท ลองคำนวณดูเล่นๆ วันหนึ่งขายได้ 40 ขวด ตกวันละ 8,000 บาท และประกอบกับที่ตัวเองชอบกินน้ำผึ้งอยู่แล้ว จึงลองเดินเข้าป่าไปหาน้ำผึ้งโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ถือว่าเป็นการแก้เครียดไปด้วย ช่วงแรกหาไม่ได้เลย เพราะคิดว่าผึ้งต้องอยู่ตามพุ่มไม้สูงๆ ถามชาวบ้านเขาก็ไม่บอก

เกือบถอดใจ และวันหนึ่งไปนั่งพักเหนื่อยแถวริมห้วย ได้ยินเสียงคล้ายแมลงบินออกมาจากพื้นดิน หลังจากนั้นจึงเข้าใจ ผึ้งรังแรกที่เจอคือเจอในหลุมเป็นผึ้งโพรง จากประสบการณ์ครั้งนั้นจึงต่อยอดมา จากที่หาผึ้งไม่ได้เลยกลายเป็นว่าหาได้มากกว่าชาวบ้านซะอีก หาได้วันละเป็น 10 รัง จึงมีความคิดจะเอาผึ้งป่ามาเลี้ยง เพราะตั้งประเด็นตรงที่ว่าความต้องการของตลาดต้องการสูงมาก หาเท่าไรก็ไม่พอขาย ตรงนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเลี้ยงผึ้งป่า

วิธีการเลี้ยง และการดูแล
วิธีการเลี้ยงผึ้งโพรงป่าไม่ยุ่งยากอะไร เพราะผึ้งที่เราดูแลเป็นผึ้งที่ถูกคัดสายพันธุ์โดยธรรมชาติ มีความแข็งแกร่ง ให้ใช้วิธีคิดง่ายๆ เหมือนกับว่าเราเอาไก่ป่ามาเลี้ยง ตามใจเขา แทนที่เราจะบังคับให้เขาตามใจเรา ลองเอาตัวเองไปเป็นผึ้งป่าดูว่าเขาชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน เราก็จัดเอื้อสิ่งแวดล้อมในรังให้เขาอยู่สบาย หมั่นดูแลความสะอาด กำจัดมด แมลง ด้วยน้ำมันเครื่องเก่าหยอดไปที่ขาตั้งรังผึ้ง ถ้ารังสกปรกยากที่ผึ้งจะอยู่ ไม่ควรใช้ขี้ผึ้งทาในรัง ถือว่าเป็นตัวล่อหนอนแว็ก

หนอนแว็ก ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของผึ้ง เวลาระบาดผึ้งจะไม่ยอมกลับรังแล้วก็หนีรังไปเลย องค์ประกอบหลักที่จะทำให้ผึ้งป่ามาอยู่กับเรา รังต้องดี สบาย ไม่ร้อน ถ้าจะให้ดีความกว้างของรังควรมีความกว้าง 38 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร และยาว 50 เซนติเมตร เจาะโพรงผึ้งให้ถูกตำแหน่ง ผึ้งจะอพยพไปตามแหล่งอาหาร ต้องดูว่าช่วงนี้มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ไหม มีดอกไม้บานทั้งปี อยู่ใกล้แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ แบบนี้เข้าตามคุณสมบัติเราก็ทำแหล่งล่อได้