ลานสกาโมเดลดำเนินงานในปีแรก ศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ

สร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบนมุ่งวิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนใน 2 พื้นที่ ได้แก่ อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอเมือง จังหวัดพังงา ปัจจุบัน โครงการ ลานสกาโมเดล กลายเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จอย่างงดงามในด้านรายได้จากการท่องเที่ยว หลังจาก ดร. รุ่งรวี จิตภักดี และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้นำนวัตกรรมเชิงบริการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยเน้นอัตลักษณ์จุดขายด้านการท่องเที่ยวของลานสกา ยกระดับที่พักและร้านอาหาร พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การเตรียมความพร้อมของชาวบ้านในชุมชนเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ฯลฯ

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พัฒนาพื้นที่ลานสกาเป็นตลาดนัดชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว เรียกว่า “สวนสร้างบุญลานสกา” รวมทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเกิดใหม่ให้ชุมชนลานสกา ได้แก่ น้ำตกวังไทร สวนมังคุดโบราณลานสกา เป็นต้น ทำให้ลานสกาได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนจากการท่องเที่ยวหลายสิบล้านบาท ส่งผลให้นครศรีธรรมราชติดอันดับหนึ่งของการท่องเที่ยวเมืองรอง ในปี 2561

ท่องเที่ยวชุมชน @ หลาดน้ำคลองงา

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ขยายผลความสำเร็จของโครงการลานสกาโมเดล มาขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดพังงา โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ วิทยาลัยชุมชนจังหวัดพังงา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา เทศบาลเมืองพังงา หอการค้าจังหวัดพังงา ฯลฯ ร่วมกันพัฒนา “หลาดน้ำคลองงา” ตลาดริมน้ำท่ามกลางหุบเขา จังหวัดพังงา จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพังงา ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เมื่อมีการเปิดตลาดในทุกวันเสาร์ ทำให้ห้องพักในจังหวัดพังงาเต็มทุกครั้งที่มีการเปิดตลาด สร้างรายได้ผ่านธุรกิจการท่องเที่ยวหลากหลายมิติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม

“หลาดน้ำคลองงา” หรือตลาดน้ำคลองพังงา มีเสน่ห์โดดเด่น ไม่เหมือนใคร เพราะตั้งอยู่ในทำเลเด่น มองเห็นทิวทัศน์สวยงามทุกทิศทาง เมื่อมองจากทิศเหนือจะเห็นวิวสายน้ำ ลำคลองพังงาไปจนถึงสะพานบ้านฝ่ายท่า ที่มีภูเขาพิงงาเป็นวิวพื้นหลัง สมกับ คำว่า “พังงา เมืองสวยในหุบเขา” การเปิด หลาดน้ำคลองงา ในแต่ละครั้ง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการช็อป ชม และชิม สินค้าได้มากกว่า 20,000 คน ต่อสัปดาห์ สร้างยอดขายสินค้าได้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท กระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนท้องถิ่นได้มากกว่า 50 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 เดือน ที่มีการเปิดตลาด เนื่องจากจุดที่ตั้งหลาดน้ำคลองงานั้นเสี่ยงเจอปัญหาน้ำท่วมสูงในช่วงฤดูฝน จึงจำเป็นต้องปิดฤดูกาลท่องเที่ยวหลาดน้ำคลองงาลง เมื่อวันที่ 27เมษายน 2562 และวางแผนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวหลาดน้ำคลองงาอีกครั้งในช่วงปลายปี ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้

ท่องเที่ยวชุมชน @ บ้านเคี่ยมใต้

เดิมที ชาวประมงเกาะเคี่ยมใต้ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เคยรวมตัวกันทำธุรกิจท่องเที่ยวและโฮมสเตย์ให้แก่นักท่องเที่ยว แต่ประสบปัญหาด้านกฎหมายและปัญหาการก่อสร้างบ้านพักโฮมสเตย์ รุกล้ำพื้นที่ชายฝั่ง จนต้องเลิกกิจการธุรกิจท่องเที่ยวไปเมื่อ 3 ปีก่อน ต่อมา คุณดาหนี่ หาผล ผู้ใหญ่บ้านชุมชนเกาะเคี่ยมใต้ และคุณสุริยน หมิแหม รองประธานท่องเที่ยวชุมชนเกาะเคี่ยมใต้ ได้ทำกิจกรรมส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวร่วมกับ ศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยอบรมชาวบ้านได้เรียนรู้และเข้าใจความต้องการของนักท่องเที่ยว การพัฒนาบ้านพักโฮมสเตย์ รวมทั้งการพัฒนาสินค้าอาหารทะเลสด และอาหารทะเลแปรรูปจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว

เนื่องจาก เกาะเคี่ยมใต้ มีทรัพยากรทางทะเลที่งดงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ยังไม่ค่อยเปิดตัว ทำให้มีความสดใหม่ มีปูมดแดงที่หาชมได้ยาก น่าจะสร้างความสนใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติได้ ที่นี่ยังเป็นหมู่บ้านชาวมุสลิมที่มีอาชีพประมง ทั้งการทำประมงชายฝั่ง เลี้ยงปลา หอยนางรมในกระชัง และเป็นแหล่งผลิตกุ้งเสียบ อาหารพื้นบ้านรสอร่อยที่ขึ้นชื่อของจังหวัดพังงาด้วย

คาดว่าชุมชนบ้านเคี่ยมใต้พร้อมเริ่มต้นทำธุรกิจการท่องเที่ยวได้ช่วงปลายปี 2562 และเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยเปิดประตูด้านการท่องเที่ยว ทำให้เกาะเคี่ยมใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่ของจังหวัดพังงาได้ไม่ยาก และเชื่อว่าเสน่ห์การท่องเที่ยวชุมชนแห่งนี้จะสร้างความประทับใจที่ดีให้ผู้มาเยือนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวทะเล และรักการบริโภคอาหารซีฟู้ดสดใหม่ รสอร่อยจากทะเลได้อย่างแน่นอน

ท่องเที่ยวชุมชน @ บ้านบางหมัก

ชุมชนบ้านบางหมัก ตำบลกะโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง มีสินค้าชุมชนที่โดดเด่นหลายชนิด เช่น ข้าวไร่ดอกข่า ทุเรียนสาลิกา จุดชมวิวภูตาถัน อาหารพื้นเมืองจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น ข้าวหลามใบอ้อย ที่ผู้บริโภคไม่ต้องผ่า ไม่ต้องทุบ สามารถดึงข้าวหลามจากกระบอกออกมารับประทานได้อย่างสะดวกสบาย ชุมชนแห่งนี้ยังไม่เคยทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวมาก่อน ทางมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จึงเป็นพี่เลี้ยงอบรมคนถึงหลักการให้บริการท่องเที่ยว กำหนดเส้นทางการท่องเที่ยว การพัฒนาสินค้าชุมชนให้มีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามสะดุดตานักท่องเที่ยว รวมทั้งการให้บริการที่พักโฮมสเตย์แก่นักท่องเที่ยว

ท่องเที่ยวชุมชน @ บ้านคลองแสน

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายนักวิจัยคือ วิทยาลัยชุมชนพังงา เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนบ้านคลองแสน โดยพัฒนาคนได้เรียนรู้ด้านบริการท่องเที่ยว การสร้างมูลค่าเพิ่ม “ลูกชก” พืชท้องถิ่น การแปรรูปน้ำตาลชก วางเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชน โดยใช้รถสามล้อเป็นพาหนะพานักท่องเที่ยวไปใช้บริการในแต่ละจุด เช่น น้ำตกเต่าทอง ลองแพในคลองบ้านแสน และนักท่องเที่ยวมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าของขวัญของฝากได้ที่ตลาดบ้านคลองแสน

ฝันให้ไกลไปให้ถึง โกยรายได้จาก “ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน”

คุณปัณฑริดา ไชยจิตร ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า กว่าจะผลักดันท่องเที่ยวชุมชนให้เกิดได้แต่ละที่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่มี คำว่า ฟลุกหรอก การพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนมีหลายปัจจัยที่ต้องทำ บางชุมชนอาจมองไม่เห็นปลายทาง บางชุมชนมองแค่ผลประโยชน์เล็กน้อยรายทางจากกิจกรรมในโครงการ ขณะที่บางชุมชนมองไม่เห็นอะไรเลยว่าจะไปถึงจุดหมายได้อย่างไร เพราะชาวบ้านยังไม่คุ้นเคยวิธีการทำงาน ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำแบบนี้

ทางศูนย์นวัตกรรมฯ ดำเนินโครงการท่องเที่ยวชุมชนโดยไม่ได้เอาเงินลงไปหว่านเป็นยาหอมให้ชุมชนมาเดินตาม พวกเราทำงานจากล่างขึ้นบน ไม่ได้ทำจากบนลงล่าง พยายามให้ชุมชนดึงทรัพยากร วิถีชุมชน วิถีอาหาร ออกมานำเสนออย่างสร้างสรรค์ อยากบอกหลายชุมชนว่า โครงการนี้ไม่ใช่การทำตามนโยบาย โครงการถูกคิดขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนในพื้นที่ ทุกๆ ขั้นตอนถูกคิด ถูกทดลอง จนได้ผลดีมาแล้วในหลายพื้นที่ ทีมนักวิจัยคำนึงถึงรายได้ที่จะเกิดขึ้นในชุมชน คำนึงถึงผลกระทบทางสังคม สร้างคน ออกแบบระบบการจัดการภายในให้ทั้งหมด แก้ปัญหาให้ทั้งหมด บูรณาการกับทุกๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คิดแผนสำหรับก้าวเดินอย่างเป็นระบบ สำคัญสุดคือ สร้างความยั่งยืน เมื่อทีมนักวิจัยออกมาแล้วชุมชนต้องเดินต่อได้

“ทีมนักวิจัยอาจจะดุ พูดจาแบบตรงไปตรงมา เพราะไม่อยากโปรยยาหอมตลอดทาง อยากให้ชาวบ้านกินยาขมไปก่อน ขอให้เข้าใจและเชื่อมั่นทีมนักวิจัย หากชาวบ้านไม่ปล่อยมือ พวกเราจะพาชาวบ้านไปให้ถึงฝั่งฝัน ดันไปให้สุดทาง จะปล่อยมือก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าพวกคุณเดินไปได้แล้ว สุดท้าย ถ้าวันนั้นมาถึงมีเซอร์ไพรส์แน่นอน!!! ขอให้ก้าวต่อไป อดทนสักนิด ขึ้นชื่อว่าการเริ่มต้นไม่มีอะไรง่ายดายหรอกค่ะ” คุณปัณฑริดา กล่าวในที่สุด

ทั้งนี้ ผู้สนใจโครงการท่องเที่ยวชุมชนของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณปัณฑริดา ไชยจิตร ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบน โทร. 075-672-914

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2562 นางสำเนียง ขันพิมล เกษตรจังหวัดนนทบุรี ร่วมเป็นสักขีพยานในการตัดทุเรียนประมูลก้านยาว ลูกที่ 9 ราคา 1,500,000 บาท ณ สวนทุเรียนนนท์ป้าต้อย-ลุงหมู หมู่ 3 ตำบลบางรักน้อย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เพื่อนำรายได้ดังกล่าว มอบแก่การกุศลโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วย

โดยมี นายอำพล อังคภากรณ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และผู้ร่วมประมูลทุเรียนก้านยาว ลูกที่ 9 จากงานมหกรรมทุเรียนนนท์ จังหวัดนนทบุรี ปี 2562 ได้แก่ นายทวีศักดิ์ สุทิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท ศักดิ์สยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, ดร.ชัยวัฒน์ จำนงค์การ ประธานบริหาร บริษัท TSG Intergard, KPN Intergard และ ร้าน River wine, นายภูมิ สุธัญญา กรรมการบริหาร บจ.วราภรณ์ สมพงษ์ ฟู๊ดส์, นายสุรสีห์ ศรีอินทร์สุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีนนทบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด พร้อมด้วย ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ หอการค้าจังหวัดนนทบุรี คณะผู้จัดงานประมูลจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หัวหน้าส่วนราชการ เกษตรจังหวัดนนทบุรี และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานดังกล่าว

ขอบคุณภาพจาก นายประยงค์ วิลัย สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนนทบุรีธนาคารแห่งประเทศไทยออกโครงการ “เข้าถึง เข้าใจ ชนบทไทย” มีบุคลากรคึกคักออกศึกษาปัญหาชนบทถึงครัวเรือน หวังสร้างความเข้าใจเชิงลึกเพื่อกำหนดนโยบายได้ตรงความต้องการของประเทศ

นายจิตเกษม พรประพันธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมนักเศรษฐศาสตร์ 37 ราย เป็นกลุ่มแรกตามโครงการ “เข้าถึง เข้าใจ ชนบทไทย” ที่ได้เข้าเยี่ยมพื้นที่ปิดทองหลังพระฯ แก่นมะกรูด อุทัยธานี เรียนรู้การประยุกต์แนวพระราชดำริเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

โครงการดังกล่าวเกิดจากการประเมินตนเองของธนาคารแห่งประเทศไทยที่พบว่า แม้ ธปท.จะได้รับความเชื่อถืออย่างมาก แต่ยังมีอีกหลายด้านซึ่งหากมีการพัฒนาจะทำให้การทำงานของ ธปท.เพิ่มประโยชน์แก่ประชาชนอย่างมาก

“เราเห็นว่าเรายังไม่ติดดินพอ หมายถึงยังไม่เข้าใจวิธีคิดและเงื่อนไขชีวิตทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของคนส่วนใหญ่ของประเทศดีพอ ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจมากขึ้น ก็จะสามารถพัฒนานโยบายที่ตรงกับโจทย์และสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ดีขึ้น”

เมื่อเกิดโครงการดังกล่าวขึ้นมา ธปท.พบว่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มีความสนใจเข้าร่วมอย่างมาก โดยในครั้งแรกนี้ได้เลือกศึกษาพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด เพื่อเรียนรู้จากประชาชน องค์การบริหารส่วนจังหวัด เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ

“เราเข้าใจมากขึ้นถึงข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างในพื้นที่ซึ่งเป็นเงื่อนไขนำมาสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าไม่ถึงบริการด้านการเงิน และการไม่มีความรู้ทางการเงินเพียงพอแก่การประกอบอาชีพและครองชีพ ได้เรียนรู้ตัวอย่างการพัฒนาแบบองค์รวมที่มูลนิธิฯ ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการช่วยให้ชาวบ้านแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยตนเอง เลยไปถึงเรื่องการขาดแคลนน้ำ และการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ส่งผลกระทบกับป่า และปัญหาหนี้ครัวเรือน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานในสายงานต่างๆ นำไปใช้ในการกำหนดนโยบายในอนาคต”

นายกันตภณ ศรีชาติ ผู้ตรวจสอบอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า งานของ ธปท. เป็นการมองภาพกว้าง มองด้านมหภาคเป็นหลัก แต่การได้มามองปัญหาที่อยู่ในชนบทจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ช่วยเพิ่มความเข้าใจและจะนำไปสู่การคิดและวางแผนได้ดีขึ้น

ดร.เมธินี เหมริด รองผู้อำนวยการกลุ่มงานด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในการดูแลด้านนโยบายสถาบันการเงินจะพบว่าธนาคารต่างๆ มีนโยบายกระตุ้นการกู้ ดังนั้น การที่ ธปท.มาเรียนรู้ความจริงในชนบทจะทำให้มีมิติการมองภาพที่ชัดขึ้น มองบทบาทของตัวเองในการผลักดันนโยบาย มีแนวคิดให้สถาบันการเงินมองให้ยาวขึ้นมากกว่าผลตอบแทน มองในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น

ในการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว นอกจากจะรับฟังปัญหาและแนวทางการพัฒนาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว คณะ ธปท.ยังแยกย้ายไปหาประชาชนตามบ้านต่างๆ อย่างทั่วถึงเพื่อรับฟังเรื่องราวจากชาวบ้านในทุกมุม

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศเตือน เรื่อง พายุ “มูน” (Mun) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ซึ่งคาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งระหว่างประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศจีน ในช่วงวันที่ 3-4 ก.ค. 2562 ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก บางแห่งกับมีลมแรง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จึงอยากให้พี่น้องชาวนาบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก และอาจเกิดความเสียหายกับนาข้าวได้ กรมการข้าวจึงได้มอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่ ดูแลเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเข้าช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวนาได้อย่างทันท่วงที

นายประสงค์ กล่าวต่อไปว่า การฟื้นฟูนาข้าวที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มีวิธีดูแล ดังนี้ กรณีที่ 1 สำหรับแปลงนาที่น้ำท่วมขังไม่นาน น้ำสูงไม่ถึงยอดข้าวและต้นข้าวยังไม่ตาย ให้รีบระบายน้ำออกจากแปลงนา ให้เหลือ 5-10 เซนติเมตร และให้เกษตรกรพิจารณาฟื้นฟูนาข้าวหลังจากน้ำลด หากต้นข้าวยังเขียวอยู่เกิน 3 วัน มีสีเขียวมาก มีการฟื้นตัวงอกงามขึ้น ไม่แสดงอาการขาดปุ๋ย เกษตรกรไม่ต้องใส่ปุ๋ย ให้ดูแลโรคและแมลงไม่ให้รบกวนเท่านั้น แต่ถ้าต้นข้าวเริ่มมีสีเหลืองที่ใบ ไม่งอกงาม ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 3-5 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือแอมโมเนียมซัลเฟต ไร่ละ 5-10 กิโลกรัม หลังจากนั้นอีก 15-20 วัน ต้นข้าวยังไม่งอกงามเท่าที่ควร ให้หว่านปุ๋ยสูตรเดิมอีกในปริมาณที่ลดลง

แต่ถ้าใส่ปุ๋ยไปครั้งเดียวต้นข้าวงอกงามดีแล้ว ก็ไม่ต้องใส่ปุ๋ยอีก เพราะปุ๋ยที่มากเกินไป จะทำให้เกิดโรคแมลงรบกวนหรือต้นล้ม กรณีที่ 2 สำหรับแปลงนาที่ข้าวออกรวงแล้วใกล้สุกแก่ ให้เร่งระบายน้ำจนแห้งและไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพราะต้นข้าวไม่ต้องการปุ๋ยสำหรับการเจริญเติบโตและสร้างรวงแล้ว เกษตรกรควรเฝ้าระวังโรคแมลงรบกวนเท่านั้น กรณีที่ 3 สำหรับเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวข้าวระยะสุกเต็มที่เพื่อหนีน้ำ ให้นำข้าวที่เก็บเกี่ยวไปตากเพื่อลดความชื้นโดยเร็ว กรณีที่ 4 เพื่อป้องกันหนอนกระทู้คอรวง หนอนกระทู้กล้า โรคไหม้ และโรคขอบใบแห้งระบาดหลังน้ำลด เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชบริเวณพื้นที่นาและคันนาโดยรอบให้สะอาด กรณีที่ 5 ในพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมฉับพลันอยู่เป็นประจำ ให้ชาวนาพิจารณาใช้พันธุ์ข้าวทนน้ำท่วมฉับพลันปลูก เช่น พันธุ์ กข 59, กข 55, ปทุมธานี 1 และ กข 49 เป็นต้น

ทั้งนี้ ชาวนาที่นาข้าวของตนได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม สามารถขอรับคำแนะนำการฟื้นฟูนาข้าวได้จากศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน

การยางแห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้นำชาวสวนยาง และเกษตรกรชาวสวนยาง ผลิตและขายยางตามภาวะปกติ หากพบเจอผู้จงใจสร้างปัญหาทำลายกลไกตลาดให้รีบแจ้ง กยท.ในพื้นที่โดยด่วน

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวขอความร่วมมือสถาบันเกษตรกรและผู้นำเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงเจ้าหน้าที่ของการยางแห่งประเทศไทย ชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ถึงปริมาณผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดและความต้องการใช้ยาง ซึ่งขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในระดับที่สมดุล จึงขอให้เกษตรกรชาวสวนยางผลิตและขายยางตามภาวะปกติ อย่าขายยางออกสู่ตลาด
มากเกินไป ซึ่งจะเป็นผลเสียกับราคายางในปัจจุบันที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีให้ข้อมูลที่บิดเบือนและสร้างปัญหาให้กับกลไกราคายางภายในประเทศ ขอให้แจ้งมาที่ กยท.ในพื้นที่โดยตรง ทาง กยท.จะดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป สุดท้ายนี้ ขอให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้นำเกษตรกรชาวสวนยาง และเกษตรกรชาวสวนยางทุกคน ร่วมมือสามัคคีกันที่จะทำการผลิตและขายยางออกไปสู่ตลาดตามภาวะปกติ เพื่อให้ราคายางมีเสถียรภาพเช่นเดียวกับในช่วงที่ผ่านมา ผวก.กยท. กล่าวทิ้งท้าย

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าหนุนสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด สร้างโรงสีข้าวเหนียวของสหกรณ์แห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมรับซื้อข้าวเปลือกเหนียวพันธุ์ กข 6 จากสมาชิกนาแปลงใหญ่ในฤดูกาลผลิตปีนี้ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ไม่น้อยกว่า 3,000 ตัน ป้อนสู่โรงสีเพื่อแปรรูป พร้อมเปิดตัวข้าวเหนียวแบรนด์ SMART RICE บุกตลาดทั่วประเทศ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปข้าวเหนียว กข 6 จำหน่ายในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบกลางปี 2561 ไทยนิยมยั่งยืนให้สหกรณ์จำนวน 24.8 ล้านบาท และสหกรณ์สมทบเพิ่มเติมอีกจำนวน 4.6 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงสี กำลังการผลิต 24 ตัน ต่อวัน โกดังเก็บข้าวเปลือก 2,000 ตัน อาคารจัดเก็บข้าวสารและลานตาก สร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งโรงสีข้าวของสหกรณ์จะเน้นแปรรูปข้าวเหนียวเป็นหลัก เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ส่วนมากปลูกข้าวหอมมะลิ 105 เพื่อจำหน่าย และต้องซื้อข้าวเหนียวจากที่อื่นมาสำหรับบริโภค สหกรณ์ได้เล็งเห็นโอกาส จึงส่งเสริมให้สมาชิกขยายพื้นที่ปลูกข้าวเหนียว กข 6 และเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว สหกรณ์จะรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกป้อนสู่โรงสีและแปรรูปเพื่อจำหน่ายคนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง

ทั้งนี้ สหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์อุปกรณ์การตลาดที่ได้รับจากงบไทยนิยมยั่งยืน รวบรวมข้าวเปลือกเหนียวและแปรรูปเป็นข้าวสารแล้วในรอบแรก ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 และในปี 2562-2563 สหกรณ์ตั้งเป้าการรับซื้อและรวบรวมข้าวเปลือกเหนียวอีกประมาณ 3,000 ตัน จากปัจจุบันที่รวบรวมได้ประมาณ 2,000 ตัน ซึ่งเป็นผลผลิตของเกษตรกรที่สมาชิกส่วนหนึ่งและรับซื้อข้าวเปลือกข้าวเหนียวจากเครือข่ายสหกรณ์อื่นอีกส่วนหนึ่งเพื่อมาป้อนธุรกิจ และในอนาคตสหกรณ์ จะพัฒนาธุรกิจแปรรูปและจำหน่ายข้าวเหนียวให้ครบวงจรทั้งส่งเสริมการผลิต แปรรูปและการตลาด

“ได้แนะนำให้สหกรณ์วางแผนธุรกิจการแปรรูปและจำหน่ายข้าวเหนียว เบื้องต้นต้องหาตลาดให้ชัดเจน ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน พร้อมทั้งสำรวจดูความต้องการของตลาดว่าต้องการซื้อข้าวเหนียวแบบไหนปริมาณความต้องการมีจำนวนเท่าไร เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนส่งเสริมให้สมาชิกปลูก และต้องสร้างแรงจูงใจให้สมาชิก โดยกำหนดราคารับซื้อข้าวเหนียวต้นฤดูนี้ให้นำราคาตลาด เพราะที่ผ่านมาราคาข้าวเหนียวไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก อาจจะมีการขยับขึ้นลงเล็กน้อย สิ่งสำคัญคือต้องผลิตข้าวที่มีคุณภาพ สหกรณ์ต้องดูแลสมาชิกตั้งแต่การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี การดูแลระหว่างการปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิตและหาตลาดมารับซื้อ ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นที่จะขยายพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังได้แนะนำให้สหกรณ์ลองหาช่องทางเปิดตลาดส่งข้าวเหนียวไปจำหน่ายกับเครือข่ายสหกรณ์ในภาคใต้ด้วย เพราะผู้บริโภคยังต้องการข้าวเหนียวคุณภาพมากเช่นกัน” นายพิเชษฐ์ กล่าว

ด้าน นายบัญชา พลทิพย์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด กล่าวว่า ได้รับงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนปี 2561 จำนวน 24 ล้านบาท มาพัฒนาศักยภาพการผลิตของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์มีศักยภาพในการผลิตและแปรรูปข้าวเหนียว กข 6 ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิก 1,240 ราย ในพื้นที่ 10 ตำบลของอำเภออาจสามารถ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ซึ่งสหกรณ์มีแผนขยายธุรกิจแปรรูปข้าวเหนียว กข 6 และยกระดับเป็นสหกรณ์ที่มีโรงสีข้าวเหนียวขนาดใหญ่เป็นแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังการผลิตรองรับได้ถึง 6,000 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นเรื่องต่อกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อรับรองมาตรฐาน GMP ให้กับโรงสีข้าวของสหกรณ์

การปลูกข้าวเหนียวจะปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 500 กิโลกรัม เมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจะเหลือน้ำหนัก 250 กิโลกรัม ปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกเหนียวอยู่ที่ตันละ 14,000 บาท และเมื่อสีเป็นข้าวสารจะเพิ่มมูลค่าเป็นราคาตันละ 30,000 บาท สำหรับฤดูกาลผลิตปีนี้ สหกรณ์จะรับซื้อข้าวเปลือกเหนียวจากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ จำนวน 200 ราย พื้นที่ 2,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 1,000 ตัน และรับซื้อจากสหกรณ์เครือข่ายในจังหวัดใกล้เคียงอีก 1,000 ตัน โดยสหกรณ์กำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกเหนียวจากเกษตรกรในราคาที่จูงใจและนำตลาด ซึ่งในฤดูการเก็บเกี่ยวที่จะถึงปลายปี สหกรณ์จะพิจารณาตั้งราคารับซื้อใหม่ เป็นราคาที่นำตลาดและจูงใจเกษตรกรเพิ่มขึ้นกว่าปกติ เพื่อเดินหน้าทำตลาดอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะขยายตลาดข้าวเหนียวเพิ่มขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าตลาดข้าวเหนียวยังไม่มีคู่แข่ง เนื่องจากในพื้นที่ภาคอีสานส่วนใหญ่มีแต่ข้าวหอมมะลิ105

“ที่ผ่านมา คนอีสานต้องไปซื้อข้าวเหนียวที่อื่นกิน เช่น ข้าวเหนียวเขี้ยวงูของเชียงราย หรือข้าวเหนียวเขาวงของกาฬสินธุ์ สหกรณ์การเกษตรอาจสามารถอยากทำข้าวเหนียวอีสานให้คนอีสานได้กิน จึงเป็นที่มาของการของบประมาณสนับสนุนเพื่อนำมาพัฒนาโรงสีข้าวเหนียว ขณะนี้สหกรณ์ได้ทำตลาดข้าวเหนียวของสหกรณ์ภายใต้ชื่อยี่ห้อ ข้าวสามารถ SMART RICE ขนาดบรรจุถุง 1 กิโลกรัม และขนาด 2, 5, 20 และ 50 กิโลกรัม และเพื่อให้ได้คุณภาพ สหกรณ์จะส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวเหนียวปลอดภัยปลอดสารเคมี โดยดูแลสมาชิกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว สำหรับเป้าหมายสหกรณ์ในอนาคตคาดว่าภายในปี 2563 สหกรณ์จะผลิตข้าวเหนียวให้ได้ปีละ 6,000 ตัน“ ผู้จัดการสหกรณ์ กล่าว

นางสะอาด กาญจนภี ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรปทุมรัตน์ จำกัด กล่าวว่า ทางสหกรณ์ได้เชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับซื้อข้าวเหนียวจากสหกรณ์การเกษตรร้อยเอ็ด ในปีที่ผ่านมาจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด และต้องการรับซื้อข้าวเหนียวเพิ่มอีกประมาณ 340 ตัน ต่อปี มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ซึ่งทางสหกรณ์พร้อมรับซื้อข้าวเหนียวจากสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด ไม่อั้น โดยสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถทำหน้าที่ด้านการผลิต ทางสหกรณ์การเกษตรปทุมรัตน์ จะช่วยทำตลาดและสอบถามความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้การปรับปรุงและพัฒนาข้าวเหนียวตรงใจผู้ซื้อมากที่สุด ซึ่งคำแนะนำที่ได้มาคือ ผู้ซื้อต้องการข้าวเหนียวที่เมล็ดขาวและนุ่ม ซึ่งอาจจะต้องปรับปรุงโรงสีและระบบการสีให้ได้ข้าวตามที่ผู้บริโภคต้องการ คาดว่าข้าวเหนียวในปลายปี 62 จะเป็นข้าวเหนียวคุณภาพที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดร้อยเอ็ดภายใต้ตราสินค้า ข้าวสามารถ SMART RICE ของสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด

กลุ่ม Seafood Task Force ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของบริษัทอาหารทะเลระดับโลก ภาครัฐ รวมถึงภาคประชาสังคม และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุนการทำประมงโดยใช้เครื่องมือประมงที่ถูกกฎหมาย ซึ่งจะสามารถลดผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการกวาดจับสัตว์น้ำ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบติดตามเรือประมง VMS (Vessel Monitoring System) เพื่อป้องกันทำประมงที่ผิดกฎหมาย การประมงที่ขาดการรายงาน และการประมงที่ขาดการควบคุม หรือ (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU Fishing)