ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่ชอบความหนาวเย็น ปีไหนยิ่งหนาว ก็ยิ่งออก

ลูกเยอะพร้อมให้เก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเมษายน ชาวสวนใช้ ‘พะอง’ ซึ่งทำจากไม้ไผ่ลำยาวปีนขึ้นไปสอยด้วยไม้ง่าม นำมามัดรวมเป็นช่อ ช่อละประมาณ 100 ลูก ราคาตามตกลง ไม่ได้ขายเป็นกิโลกรัมเหมือนปัจจุบัน ส่วนผลที่ร่วงหล่นตามพื้น ถูกเก็บใส่กระทงใบตองขายถูกๆ นับเป็นภาพชีวิตที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมเสน่ห์

น่าเสียดายที่สภาพอากาศซึ่งเปลี่ยนแปลง ทำให้ลิ้นจี่ย่านบางขุนเทียนไม่ออกผลสะพรั่งเหมือนแต่ก่อน และนี่เองคือเหตุผลที่การปลูกลิ้นจี่ในย่านนี้ค่อยๆหมดไป จึงเป็นที่มาของความพยายามอนุรักษ์ลิ้นจี่โบราณและพลิกฟื้นภูมิปัญญาขึ้นมาอีกครั้ง โดยคุณพรทิพย์ เล่าว่า ที่สวนแห่งนี้ยังดูแลลิ้นจี่อายุกว่า 100 ปีไว้ได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น ล่าสุดยังขึ้นทะเบียนลิ้นจี่ตาม โครงการส่งเสริมหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ตามคำแนะนำของรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ และคณะที่เคยเดินทางมาเยี่ยมชมสวนอีกด้วย

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คือเครื่องหมายที่ใช้กับผลิตผลจากแหล่งเฉพาะเจาะจง เปรียบเสมือนแบรนด์ท้องถิ่นที่บ่งบอกคุณภาพและแหล่งที่มา การขึ้นทะเบียนช่วยคุ้มครองให้สินค้าเป็นสิทธิ์เฉพาะของชุมชน ช่วยเพิ่มมูลค่ารักษามาตรฐานภูมิปัญญา สร้างความเข้มแข็งสามัคคี อีกทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน

“อยากทานลิ้นจี่บางขุนเทียน ต้องมาช่วยกันลุ้นให้หนาว เพราะลิ้นจี่จะออกผล ต้องหนาวจัด ปีไหนหนาวๆ เคยเก็บได้ 2 ตัน ขายกิโลละ 200 บาท ที่นี่เก็บลิ้นจี่โบราณ 100 ปีไว้ และยังมีพันธุ์ขายต้นละ 300 บาท” คุณพรทิพย์เล่าด้วยรอยยิ้มแห่งความภูมิใจ สมกับชื่อภูมิใจ การ์เด้นซึ่งไม่ได้มีแค่ลิ้นจี่ แต่เขียวขจีด้วยพืชนานาพรรณ รวมแล้วถึงราว 300 ชนิด ในพื้นที่ 7 ไร่

ไม่ได้มีไว้โชว์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวสวนที่ชวนรื่นรมย์อย่างยิ่ง แม้เจ้าตัวทำธุรกิจเป็นงานหลัก แต่เมื่อถึงเวลาพัก จะนุ่งผ้าถุงลงสวน ดูแลต้นไม้ เก็บผัก สมุนไพรและผลไม้ตามฤดูกาล ปรุงอาหารในครัวกลางสวน โพสต์ภาพและคลิปลงเฟซบุ๊กส่วนตัว จนเพื่อนๆรบเร้าขอเดินทางมาเยี่ยมชมและชิมถึงที่ และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการจัดทริปท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ล่องเรือ กินก๋วยเตี๋ยว เที่ยวท้องร่อง เปิดมุมมอง ‘วิถีชาวสวน’
เสียงเรือเล็กเข้าจอดเทียบท่าที่สวนภูมิใจ การ์เด้น แต่เช้าพร้อมบรรทุกคนเต็มลำเรือ ฝ่ายหญิงพร้อมใจสวมใส่ชุดสวยงามตามแนวคิด ‘นุ่งซิ่นก็สวยได้’ เพื่อแปลงกายเป็นชาวสวน 1 วันเต็ม เรือที่ว่านี้ล่องมาจากท่าน้ำวัดบางขุนเทียนกลาง ผ่านบ้านเรือนสองฝั่งที่หันหน้าสู่ คลองตรง หรือที่ทางการเรียกขานในปัจจุบันว่าคลองบางขุนเทียน

คุณพรทิพย์ ที่ง่วนอยู่ในครัว ออกมาต้อนรับพร้อมเสริ์ฟมื้อแรกรองท้องแขกเหรื่อด้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือ แท้ๆ ทั้งลำ ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวเรือที่ถูกยกขึ้นบกตามห้างสรรพสินค้า ผิวกรำแดด และท่วงท่าที่คล่องแคล่วในการปรุงและหยิบจับวัตถุดิบของชายวัยกว่า 60 ปีบ่งบอกประสบการณ์ยาวนานในอาชีพ

ลิ้มรสชาติแสนอร่อยในอาคารไม้โปร่งสบายที่สร้างจากวัสดุพื้นถิ่น ตั้งชื่อ ‘ศาลาภูมิใจ’ แล้วเลือกงอบกับตระกร้าเตรียมลุย คุณพรทิพย์ เล่าถึงต้นไม้ชนิดต่างๆในสวน สอนการเก็บผลผลิตอย่างถูกวิธี แม้แต่พืชใกล้ตัวอย่างพริกขี้หนู ซึ่งต้องทะนุถนอม ค่อยๆประคองแล้วเด็ด อย่ากระชาก เพราะจะทำให้ต้นเสียหาย ดูเป็นเรื่องง่ายๆ ที่หลายคนไม่คุ้นเคย เพราะชินกับการซื้อหาจากตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เกตติดแอร์เย็นฉ่ำ

ถ่ายรูปอย่างสนุกสนานในท้องร่อง กองฟืน เก็บกระถินรวมเป็นกำใหญ่ ชี้ชมดอกไม้ริมทาง บ้างก็สีสันสะดุดตา บ้างก็งดงามอ่อนหวานตามอย่างดอกไม้ไทยๆ แล้วเดินเท้าต่อไปยังอีกหนึ่งไฮไลต์ คือสวน ‘หนวดฤาษี’ ที่กลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดฮิต ด้วยความสวยแปลกตา ยังมีชิงช้าห้อยโยงจากไม้ใหญ่ให้นั่งเล่นเพลินใจจนไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่บริเวณนี้เคยเต็มไปด้วยขยะมูลฝอยที่ถูกนำมาทิ้งกลาดเกลื่อน เป็นจุดเสื่อมโทรมจนน่าใจหาย กระทั่งคุณพรทิพย์ตัดสินใจซื้อที่ดินดังกล่าว พลิกฟื้นรวมกับสวนเดิมของครอบครัว

เขยิบเข้าไปจากโซนหนวดฤาษี เป็นที่เก็บรักษา และดูแลพันธุ์ไม้ที่กำลังเติบโต รวมถึงเพาะปลูกสมุนไพร อาทิ เปลาะหอม มีหน่อใต้ดินคล้ายข่า และกระชาย ใช้ปรุงอาหารรสชาติน่าลิ้มลอง

สุขล้ำ อร่อยล้วน เวิร์คชอบ ‘สำรับชาวสวน’ สุดเพลิน

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากการเยี่ยมชมสวนก็คือเวิร์คชอปปรุงอาหารสูตรโบร่ำโบราณตำรับ วัตถุดิบไม่ต้องหาจากแหล่งอื่นไกล ส่วนใหญ่ก็เก็บติดมือติดไม้มาจากในสวน รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นในพื้นที่ใกล้เคียง อย่างปลาทู ของทะเลที่ในอดีตเคยมีแม่ค้าพายเรือนำมาขายถึงย่านนี้ เพราะเคยมีตลาดนัดทางน้ำ ก่อนเขยิบโยกย้ายไปทางวัดจอมทองหรือวัดราชโอรส รวมถึงตลาดน้ำที่เคยเฟื่องฟูสุดขีดก่อนร่วงโรยอย่างตลาดน้ำวัดไทร

ตัวอย่างเมนูเก๋ไก๋ ได้แก่ ปลาทูต้มกะทิสายบัว น้ำพริกมะอึก ที่สามารถเด็ดมะอึกสดๆสีเหลืองอร่ามจากขั้วหมาดๆ รับประทานคู่กับผักหนามดองแบบโฮมเมดที่ภูมิใจ การ์เด้นปลูกเอง ดองเอง แกงส้มมะละกอ ปลิดผลจากต้นริมคลอง เติมปลาสลิดทอดเพิ่มความพิเศษ พริกกะเกลือ ทำจากมะพร้าวขูดคั่วหอม คลุกข้าวสวยร้อนๆ ข้าวมันส้มตำ ตำรับไม่ซ้ำใคร

“ข้าวมันส้มตำของชาวสวนแถบนี้ใส่กล้วยดิบกับลูกยอด้วย คุณทวดบอกว่า แก้ท้องอืด จุกเสียดท้อง” คุณพรทิพย์เล่า ดูทุกอย่างที่ดำเนินไปช่างราบรื่น ถามว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคบ้างหรือไม่ ?

เจ้าตัวบอกว่า เพิ่งโดนขโมยตัดสายไฟหลายจุด และยังมีปัญหาการช็อตปลาในคลอง ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางในย่านชุมชน ซึ่งต้องพยายามปลูกจิตสำนึกความรักในท้องถิ่นรวมถึงมรดกที่บรรพบุรุษสั่งสมและส่งต่อ
ที่น่าห่วงคือ กลุ่มคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ อาจยังไม่เข้าใจความรู้สึกร่วมเหล่านี้

กรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงมหานครที่ไม่เคยหลับ แต่ยังเป็นเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยพร้อมก้าวสู่อนาคต และรากเหง้าจากบรรพชนที่สะท้อนผ่านวิถีชีวิตดั้งเดิม หล่อหลอมเป็นจิตวิญาณของผู้คนจนถึงทุกวันนี้

ภูมิใจ การ์เด้น แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพฯ
ทางเรือ ล่องตามคลองบางขุนเทียน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า คลองตรง
ทางรถยนต์ เข้าซอยพระราม 28 แยก 18 เกือบสุดซอย ทางเข้าสวนอยู่ขวามือ สังเกตป้ายมีสัญลักษณ์รูปชาวสวนสวมงอบ
ติดต่อชมสวนล่วงหน้า-สอบถามรายละเอียด

ที่ชุมชนลำขนุน ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง นายชัชวาล ฉายะบุตร รองผวจ.ตรัง เป็นประธานเปิด “หลาดต้นน้ำ @ ลำขนุน” ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐ และตัวแทนชุมชนบ้านลำขนุนจัดขึ้น เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งด้านวิถีชีวิต ผลิตภัณฑ์ชุมชน ศิลปวัฒนธรรม เหมาะสำหรับผู้ที่อยากหาสถานที่พักผ่อน อิงแอบธรรมชาติ มีธารน้ำ ไหล ชุ่มชื่น ท่ามกลางขุนเขาที่สวยงาม

นายหนูอิ่ม ปานนิล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.นาชุมเห็ด กล่าวว่าบ้านลำขนุนโดดเด่นด้านวิถีเกษตร ความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นที่ตั้งของภูผาหมอก เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อาทิ กิจกรรมเดินป่า พายเรือคยักล่องไปตามลำคลองลำพิกุล เที่ยวน้ำตกสายรุ้ง ชื่นชมธรรมชาติสวนยางพารา สลับกับสวนผลไม้สวยงามตลอดสองฝั่งคลอง อีกทั้งยังเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าชุมชน ทั้งค้าปลีกและค้าส่งรวมถึงสร้างรายได้ให้กับชุมชนระดับฐานราก จึงเปิดหลาดต้นน้ำลำขนุน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

บิ๊กศรแดง “ปลื้มยอดขายเมล็ดพันธุ์ผักปีนี้พุ่ง 12-14% ยังครองมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งเหนียวแน่น ตั้งเป้าปีหน้าโตไม่ต่ำกว่า 10% เข็นเมล็ดพันธุ์พริก แตงกวา เมลอน แตงโมสายพันธุ์ใหม่ออกสู่ตลาด พร้อมจัดกิจกรรมครบรอบ 35 ปีจัดงาน “อีสท์ เวสท์ ซีด ฟิลด์เดย์ 2017” ใกล้กรุง ตอกย้ำความเป็นผู้นำ

นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักตรา “ศรแดง” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ว่า คาดว่าจะมียอดขายเติบโต 12-14% เมื่อเทียบกับปี 2559 หรือมียอดขายประมาณ 1,200 ล้านบาท จากยอดขายรวมเมล็ดพันธุ์ผักทุกบริษัทในประเทศไทยประมาณ 2,200-2,300 ล้านบาท ขณะที่ตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2561 เพิ่มไม่ต่ำกว่า 10% โดยจะมีการออกเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ประมาณ 5-6 ชนิดเหมือนเช่นทุกปี โดยจุดเด่นที่จะนำออกมาสู้กับคู่แข่ง จะเน้นผลผลิตเพิ่ม คุณภาพดีขึ้น ต้านทานโรคได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ เมล็ดพันธุ์ผักสายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ 1.พริกขี้หนูสวน จากปกติที่ขายในตลาด ขณะนี้จะมีความยาว 5-6 ซม. พันธุ์ใหม่จะมีความยาวมากขึ้นเป็น 6-8 ซม. ขนาดของผลพริกใหญ่ขึ้นเพื่อจูงใจ

ผู้บริโภคซื้อและน้ำหนักเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตขายได้ในราคาสูงขึ้น 2.แตงกวาผลผลิตจะออกผลเร็วขึ้นจากเดิม 35 วัน เหลือ 30 วัน ทำให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน ปุ๋ยสารเคมี

กำจัดศัตรูพืชลงไปได้พอสมควร 3.เมลอน จะนำออกสู่ตลาด 2 สายพันธุ์ จุดเด่นคือ เนื้อสีขาวเหมือนไข่ไดโนเสาร์ ส่วนสายพันธุ์ใหม่อื่น ๆ ที่จะนำออกสู่ตลาดอาจจะมีแตงโมพันธุ์ใหม่เพิ่มด้วย

ส่วนกรณีที่ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรจะเสนอปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่นั้น นายวิชัยกล่าวว่าเห็นด้วย เพราะเป็นการสนับสนุนเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน นักวิชาการและบริษัทเอกชน มาเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืชออกสู่ตลาดมากขึ้น และได้รับการคุ้มครองยาวนานขึ้นกว่าเดิม เพราะพืชหลายชนิดต้องใช้เวลาและทุนทรัพย์ในการวิจัยค่อนข้างนาน อย่างเช่น มะระของ บริษัทลายหยดน้ำ ต้องใช้เวลาวิจัยนานถึง 8 ปี และการนำออกมาจำหน่าย ต้องใช้เวลาและการโฆษณาอีกหลายปีกว่าจะติดตลาด ที่มีการกล่าวว่า จะขายแพงขึ้นนั้น กลไกตลาดจะปรับตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทใหญ่ผลิตเมล็ดพันธุ์กว่า 10 บริษัท และบริษัทขนาดเล็กอีกกว่า 300 บริษัท การขายแพงเกินไปจึงเป็นไปได้ยาก

นายวิชัยกล่าวต่อว่า ในปีนี้บริษัทดำเนินกิจการในไทยครบรอบ 35 ปี เพื่อเป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดเมล็ดพันธุ์ผักเขตร้อนในกลุ่มประเทศอาเซียน บริษัทจะมีการจัดกิจกรรมฉลอง โดยจัดงาน “อีสท์ เวสท์ ซีด ฟิลด์เดย์ 2017 35 ปี เพาะด้วยใจให้ยั่งยืน” ขึ้น บนพื้นที่ 20 ไร่ ด้านหลังบริษัทติดถนนไทรน้อย กม.20 มีการโชว์พันธุ์พืชผัก

ดอกไม้กว่า 200 สายพันธุ์ แบ่งออกเป็น 5 โซน คือ 1.โซนผักพื้นบ้านของไทย 2.โซนสวยงามกับดาวเรืองหลากสี 3.โซนนวัตกรรม ชมการปรับปรุงพันธุ์ผัก การตัดแต่งกิ่ง พริก ฟักทอง แตงโม เมลอน ต่างกันอย่างไร 4.โซนสวนเพื่อการค้า เช่น ข้าวโพด คะน้า ผักใบ และ 5.โซนแสดงนิทรรศการเกษตรกรปลูกผัก ขายผักอย่างไร และกว่าจะมาเป็นเมล็ดพันธุ์ผักต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง

โดยสิ่งที่น่าสนใจในนิทรรศการครั้งนี้ ได้แก่ “อุโมงค์ผักที่ยาวที่สุดในประเทศไทย” มีการรวบรวมพันธุ์ผักประเภทไม้เลื้อยต่าง ๆ เช่น ฟักทองรูปน้ำเต้าหรือบัตเตอร์นัต แฟงชนิดต่าง ๆ บวบหลากหลายสายพันธุ์ และชม

“สวนผักพื้นบ้านไทยที่บางชนิดอาจจะใกล้สูญหายไปจากสังคมแล้ว เช่น ถั่วฝักยาวไร้ค้าง ถั่วแปบสีม่วง ตามด้วยแปลงดาวเรืองหลากสี ทั้งพันธุ์ตัดดอกเพื่อการค้าและพันธุ์ปลูกประดับ”

นอกจากนี้ยังมี “พืชโรงเรือน” โดยเฉพาะเมลอนและมะเขือเทศเชอรี่ สามารถชมและศึกษาการทำพืชโรงเรือนแบบมืออาชีพได้เลย ทั้งยังมี “แปลงผักเพื่อการค้าหลากหลายชนิด” อาทิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพด ข้าวโพดข้าวเหนียวหลากหลายสีสันที่บริษัทมีมาร์เก็ตแชร์สูงถึง 80% และผักสายพันธุ์การค้าต่าง ๆ ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจทั่วไปได้ศึกษานำความรู้ไปใช้ในการทำไร่ สวนของตนเองได้ ทั้งนี้ บริษัทจะเริ่มเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมงานนี้วันที่ 18-19 พ.ย.ศกนี้

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีตส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวว่า ตนได้รับทราบข่าวว่าขณะนี้แกนนำเกษตรกรชาวสวนยางหลายคนได้ถูกควบควบคุมตัวไว้ในค่ายทหารที่ จ.พัทลุง และ จ.ตรัง ซึ่งตนไม่สบายใจ แม้รู้ดีว่าวันนี้เราอยู่ในการปกครองระบอบใด แต่ไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ปัญหาราคายางพาราตกต่ำติดต่อกันมา 3 ปี แรกๆชาวสวนยางพารายังพอรับได้ แต่พอสะสมยาวนานเขารับไม่ไหวแล้ว เดือดร้อนมาก ไม่พอกิน ส.ส. หรือ ส.ว. ที่เคยเป็นที่พึ่งก็ไม่มี

เขาจึงต้องจัดตัวแทนกันเองออกมาเรียกร้อง และเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นการเมือง แต่เป็นความเดือดร้อนชาวบ้าน ไม่ว่ารัฐบาลระบอบไหนก็ต้องรับฟัง ไม่ใช่ไปทำโทษเขา เหล่าแกนนำออกมาพูดหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง เขาจึงคิดอยากไปพบนายกรัฐมนตรีและผู้รับผิดชอบระดับสูงโดยตรงน่าจะดีกว่า แต่ขณะนี้นายกฯ ไปประชุมร่วมกับผู้นำนานาชาติที่เป็นประชาธิปไตย แสดงให้เห็นว่า เหล่าผู้นำเหล่านั้น ได้ยอมรับในความมีจิตวิญญาณด้านประชาธิปไตยของนายกฯแล้ว นายกฯจึงไม่ควรทำให้เขาผิดหวังในเรื่องแบบนี้ การให้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ในการเรียกร้องเรื่องความเดือดร้อน ในการทำมาหากิน นายกฯควรปล่อยให้ทำได้ ซึ่งตนหวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้วในอนาคต

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)มีภารกิจในการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา โดยเฉพาะการจัดโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ (แข่งขันทักษะวิชาชีพ 4 ระดับ) ประจำปีการศึกษา 2560 – 2561 ซึ่งวิทยาลัยเทคนิค(วท.)นครนายกจัดให้มีการแข่งขันขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 5 ประเภทวิชา 1 หลักสูตร 33 ทักษะวิชาชีพ

เพื่อรองรับการผลิตกำลังคนในสาขาที่ตลาดแรงงานมีความต้องการมาก เช่น ประเภทวิชาอุตสาหกรรม ได้แก่ สาขาวิชาช่างยนต์ แข่งขันทักษะงานจักรยานยนต์ สาขาวิชาช่างกลโรงงาน แข่งขันทักษะงานกลึง กัด ตัด ไส ชิ้นงาน สาขาวิชาเทคนิคการผลิต สาขาวิชาเทคนิคอุตสาหกรรม สาขาวิชาเขียนแบบเครื่องกล แข่งขันทักษะมาตรวิทยามิติ และทักษะออกแบบและเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาช่างเชื่อมโลหะ แข่งขันทักษะการเชื่อม GTAW & SMAW สาขาวิชาเทคนิคโลหะ แข่งขันทักษะการเชื่อม GTAW & SMAW & GMAW และทักษะงานตรวจสอบ และทดสอบวัสดุงานเชื่อม สาขาช่างไฟฟ้ากำลัง แข่งขันทักษะการติดตั้งไฟฟ้าด้วยท่อร้อยสาย เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ชนะการแข่งขันในแต่ละทักษะ จะเป็นตัวแทนสถานศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศต่อไป

เอกชนตื่น!!! เตือนรัฐเร่งคุมเข้มนำเข้ามันสำปะหลังเพื่อนบ้าน สกัดการแพร่เชื้อไวรัสใบด่าง “คาซาวา โมซาอิก” จากเวียดนามสู่กัมพูชาลามถึงไทย หวั่นสร้างความเสียหายผลผลิต 80-100% กระทบวัตถุดิบส่งออก ด้านกรมวิชาการเผยยังไม่พบระบาดในไทย แนะอย่าวิตก พร้อมเพิ่มมาตรการป้องกันเข้มงวด

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้รับรายงานว่ามีการแพร่เชื้อไวรัส คาซาวา โมซาอิก ในมันสำปะหลังที่ประเทศเวียดนาม เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2560 สร้างความเสียหายให้กับผู้ปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมาก แม้ว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวจะยังไม่แพร่เชื้อกระจายมาสู่มันสำปะหลังไทย แต่เป็นเรื่องที่น่าห่วง

เพราะหากเชื้อไวรัสดังกล่าวแพร่ในมันสำปะหลัง จะส่งผลให้มันสำปะหลังเสียหาย และไม่สามารถนำมาปรับปรุง หรือนำมาผลิตเพื่อการส่งออกได้ โดยนักวิชาการแนะนำว่า จะต้องเผาทำลายทิ้งโดยทันที

โดยขณะนี้สมาคมได้มีการประชาสัมพันธ์ปัญหาดังกล่าวให้กับสมาชิกในสมาคม ทั้งผู้ปลูกและผู้ส่งออกให้ระมัดระวังเชื้อไวรัสดังกล่าวให้มาก โดยเฉพาะผู้นำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจจะนำเชื้อไวรัสดังกล่าวเข้ามาแพร่สู่มันสำปะหลังภายในประเทศได้

“ส่วนใหญ่ไทยมีการนำเข้ามันสำปะหลังจาก 2 ประเทศหลัก คือ สปป.ลาว และกัมพูชา ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี ไม่มีการนำเข้ามันสำปะหลังจากเวียดนาม และล่าสุดเชื้อไวรัสนี้ได้กระจายมาสู่มันสำปะหลังของกัมพูชาแล้ว จึงน่าเป็นห่วง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับรายงานที่ชัดเจนว่า ได้แพร่เชื้อกระจายมากน้อยแค่ไหนในกัมพูชา ยังอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้าจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าจากบริเวณชายแดน ต้องตรวจใบอนุญาตนำเข้า การตรวจสอบโรคพืช เป็นต้น เพื่อป้องกันปัญหาการแพร่เชื้อไวรัส และที่สำคัญ ควรต้องเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบนำเข้า ซึ่งอาจจะทำให้เชื้อนี้แพร่กระจายได้

นายบุญชัยกล่าวว่า เบื้องต้นได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการค้าต่างประเทศ ในการเข้มงวดเรื่องของการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา และจะได้ตรวจสอบได้อย่างถูกต้อง ก่อนมีการนำมันสำปะหลังเข้ามาภายในประเทศไทย

จากการคาดการณ์ผลผลิตมันสำปะหลังในฤดูการผลิต 2560/2561 คาดจะมีผลผลิตออกในช่วงเดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ซึ่งผลผลิตออกล่าช้ากว่าทุกปี เนื่องจากปัญหาฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ปลูกชะลอการขุดออกไป เพื่อจะได้ผลผลิตในราคาที่ดี โดยประเมินผลผลิตจะลดลง 10% จากที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 28 ล้านตัน ส่วนตลาดส่งออกหลัก โดยเฉพาะมันเส้นและแป้งมัน ยังเป็นตลาดจีน และคาดว่าจะมีการนำเข้ามากขึ้น ตามความต้องการภายในประเทศในการผลิตเอทานอล

นางณัฏฐิมา โฆสิตเจริญกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยโรคพืช neswsports.com สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการระบาดเชื้อไวรัส ศรีลังกา คาซาวา โมซาอิก ไวรัส หรือโรคใบด่างในมันสำปะหลัง ในประเทศกัมพูชา และเวียดนาม แต่ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการแพร่ระบาดในประเทศไทย จึงไม่ต้องการให้ผู้ส่งออกหรือเกษตรกรเป็นกังวลในปัญหาของโรคนี้

แต่กรมได้ประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกร และผู้ส่งออก ให้ระมัดระวังการแพร่เชื้อไวรัสดังกล่าวในมันสำปะหลัง หากพบให้รายงานและแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันการระบาดในมันสำปะหลัง เพราะหากได้รับเชื้อไวรัสจะทำให้เกิดความเสียหายถึง 80-100% ของผลผลิต

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสในประเทศไทย เช่น การเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้ามันสำปะหลังตามแนวชายแดน พร้อมเฝ้าระวังสำหรับพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังตามแนวชายแดน และหากพบว่ามีการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์ มีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากมีพระราชบัญญัติกักพืช ห้ามนำเข้า ยกเว้นหัวมันสดและมันเส้น

นางณัฏฐิมากล่าวต่อไปว่า กรมอยู่ระหว่างดำเนินการตามโครงการวิจัย “การศึกษาสถานภาพโรคใบด่างของมันสำปะหลังศัตรูพืชกักกันในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย” ของกรมวิชาการเกษตร ปีงบประมาณ 2561-2563 ด้วย และจัดทำแผนปฏิบัติงานฉุกเฉินกรณีตรวจพบโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้กำหนดให้โรคใบด่างเป็นศัตรูพืชกักกันตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดศัตรูพืชเป็นสิ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2550

สำหรับเชื้อไวรัส คาซาวา โมซาอิก มักจะเกิดการแพร่ระบาดในทวีปเอเชีย กลุ่มประเทศศรีลังกา อินเดีย และแอฟริกา สำหรับการแพร่เชื้อนั้นมาจากแมลงหวี่ขาว มาจากพืชต่าง ๆ เป็นพาหะของการแพร่เชื้อสู่ใบมันสำปะหลัง และติดมากับการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังโดยไม่ถูกตรวจสอบโรคพืช

วันนี้ (12 พ.ย. 60) พบซากกระทิงตัวใหญ่ 2 ตัว ตายอยู่ในป่า บริเวณริมเขาแผงม้า หมู่ 4 บ้านเขาแผงม้า ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

จุดเกิดเหตุพบซากกระทิง 2 ตัว คาดว่าถูกฆ่าตาย โดยซากกระทิงตัวแรกพบถูกแร่เหลือแต่หนัง ส่วนหัว และเครื่องในตัวกระทิงถูกชำแหละออกไปหมด ส่วนซากกระทิงตัวที่สองสภาพยังสมบูรณ์ คาดว่าเป็นตัวผู้ โดยกระทิงทั้งสองตัวมีขนาดใหญ่มาก น้ำหนักตัวมากกว่า 1,000 กิโลกรัม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์เขาแผงม้า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 นครราชสีมา ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่พบซากกระทิงแล้ว

ผู้บริโภคเตรียมแบกรับราคาน้ำตาล 5 บาทต่อ หลัง “สูตรลอยตัวน้ำตาล” จบไม่ลง สอน.เล็งให้ยึดกฎหมายเดิมฤดูกาลนี้ไปก่อน เผยชาวไร่ชงบวกเพิ่มราคาขาย 3 บาทให้ผู้บริโภคแบกเหมือนเดิม แต่โรงงานหวั่นผิดกฎหมาย

หลังจากที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมประกาศลอยตัวน้ำตาลที่ขายภายในประเทศในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และแจ้งว่าจะมีการยกเลิกระบบโควตา ก. (น้ำตาลบริโภคภายในประเทศ) โควตา ข. (ส่งออกโดยผ่านบริษัทอ้อยและนํ้าตาลไทย จำกัด (อนท.) จำนวน 8 แสนตัน) โควตา ค. (น้ำตาลส่งออกไปต่างประเทศ ส่วนที่เหลือโดยหักโควตา ก. และโควตา ข. ออกจากปริมาณน้ำตาลที่ผลิตได้ทั้งหมด) แต่ล่าสุดมีแนวโน้มว่าไม่สามารถประกาศลอยตัวได้ทันภายในวันที่ 1 ธันวาคมนั้น