ลุงจิตรเล่าต่อไปว่า ครั้งแรกนึกว่าในหลวงเสด็จฯประพาสคราว

นี้คงจะมาสำราญพระอิริยาบถเป็นการส่วนพระองค์ แต่มารู้ภายหลังว่าพระองค์ท่านเป็นพระราชาที่ทรงงานตลอดเวลาจริง ๆ เพราะจากที่ได้ถวายการรับใช้พระองค์ท่านในวันนั้น อีก 2 ปี ในปี 2504 โครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งกระจานก็เกิดขึ้น และเปิดใช้งานในปี 2509 หลังมีเขื่อนซึ่งบริเวณนั้นกลายสภาพเป็นแอ่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่กว่า 750 ล้านลูกบาศก์เมตร ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร์ชาวแก่งกระจาน และหลายอำเภอในจังหวัดเพชรบุรีที่มีพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ก็ดีขึ้นทันตาเห็น เช่นเดียวกับหลายๆโครงการที่พระองค์ท่านมีดำริให้สร้างในจังหวัดนี้

“เสียใจมากที่พระองค์ท่านสวรรคต” ประโยคสั้น ๆ หลุดออกจากปากลุงจิตร เพราะจากนั้นฝ่ามือก็ถูกยกขึ้นมาบดบังใบหน้าที่เหี่ยวย่น แต่ไม่สามารถปิดเสียงสะอื้นไห้ และได้เดินไปถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ที่ติดอยู่บริเวณฝาผนังบ้าน

‘ฉัตรชัย’ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตรทฤษฎีใหม่และงานพระราชดำริด้านการเกษตรและสหกรณ์ ขยายผล 7 หมื่นครัวเรือน ใน 100 วัน หวังลดหนี้สินเพิ่มรายได้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรอย่างแท้จริง

พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตรทฤษฎีใหม่และงานพระราชดำริด้านการเกษตรและสหกรณ์ ขยายผลไปสู่การปฏิบัติเพื่อเป้าหมายให้ครอบคลุมทั้งประเทศ 7 หมื่นครัวเรือน เพื่อสนองโครงการพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำไว้

โดยกำหนดระยะเวลาโครงการเสร็จสิ้นในวาระครบรอบ 100 วัน เสด็จสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยดำเนินโครงการผ่านศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และจะขยายรองรับการดำเนินการเพิ่มเป็น 9,999 จุด

“การขยายผลการดำเนินการเกี่ยวกับการเกษตรทฤษฎีใหม่และงานพระราชดำริ ให้เกษตรกรในพื้นที่เสนอความต้องการมาที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อทำงานร่วมกัน เพื่อลดหนี้สินเพิ่มรายได้ ให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี เช่นเดียวกับมาตรการที่ 4 การเสนอโครงการพัฒนาอาชีพตามความต้องการของชุมชน โดยยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเรื่องนี้จะตอบสนองโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงทำไว้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรอย่างแท้จริง” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

ด้าน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตรทฤษฎีใหม่ รมว. เกษตรฯ สั่งการมานานแล้วเพื่อเป้าหมายลดหนี้สินให้เกษตรกร จัดกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจเกษตรทฤษฎีใหม่ 3 กลุ่ม

แบ่งเป็น 1. กลุ่มที่เคยมีอยู่แล้วบ้าง และต้องการการสนับสนุน จำนวน 2.3 หมื่นราย 2. มีความคิดจะเข้าร่วมเกษตรทฤษฎีใหม่แต่ไม่ได้ดำเนินการ จำนวน 3.5 หมื่นราย 3. ไม่ได้มีแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ 1.7 หมื่นราย ทั้งหมด 7.5 หมื่นราย โดยใช้งบฯ ปกติของแต่ละหน่วยงานในรูปแบบประชารัฐ โดยโครงการนี้จะทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้น รายจ่ายลดลง และรายได้เพิ่มขึ้น

“โครงการนี้เราเตรียมการไว้ก่อน และจะเปิดตัววันที่ 5 ธันวาคม 2559 แต่เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตก่อน จึงต้องดำเนินโครงการให้เร็วขึ้น แต่การดำเนินการจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้” นายธีรภัทร กล่าว

วันที่ 21 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลินิกเด็กบ้านหมอแอ๊นท์ ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.อ่างทอง ให้การรักษาทุกโรค โดยคิดค่ารักษาเพียงครั้งละ 89 บาท ตั้งแต่วันที่ 19-27 ต.ค.2559 รวมเป็นเวลา 9 วัน

แพทย์หญิงรัตน์เกล้า สุมานิก หรือหมอแอ๊นท์ ตำแหน่ง นายแพทย์ชำนาญการพิเศษคุมงานปฎิบัติงานกลุ่มงานกุมารเวชการ ประจำโรงพยาบาลอ่างทอง กล่าวว่า หลังจากทราบข่าว ในหลวงเสด็จสวรรคต รู้สึกเสียใจ และในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เป็นข้าราชการรับใช้เบื้องยุคลบาท เป็นหมอตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง อยากจะตอบแทนบุญคุณของในหลวง ตนจึงคิด เปิดรักษาคนไข้โดยมีค่ารักษาครั้งละ 89 บาท ตั้งแต่วันที่19-27 ต.ค. 2559 ซึ่งในตอนแรก คิดจะทำการรักษาฟรี แต่เกิดความคิดว่าอยากเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสตอบแทนคุณในหลวงด้วย จึงคิดค่ารักษาพยาบาล ครั้งละ 89 โดยจะนำเงินค่ารักษาที่ได้รับจากคนไข้ในช่วงดังวันเวลาดังกล่าว ทุกบาททุกสตางค์ ไปทำบุญสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนที่ยังขาดแคลนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือพ่อหลวงของพวกเรา โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

หมอแอ๊นท์ กล่าวต่ออีกว่า ตนเองจบแพทย์รับราชการมา 21 ปี ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นหมอที่ดีรับผิดชอบดูแลคนไข้ไม่ทอดทิ้งคนไข้ แต่ก็มีบางครั้งที่พบปัญหาก็รู้สึกท้อแท้และเหนื่อยล้า แต่หลังจากที่ได้ดูพระราชกรณียกิจของในหลวง เราได้เห็นว่าท่านเหนื่อยกว่าเรามากแต่ท่านไม่เคยย่อท้อ ตนจะน้อมนำคำสอนท่าน คิดดี ทำดี พูดดี และเป็นหมอที่ดีตลอดไป

เมื่อวันที่ 21ต.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการยกเลิกและกำหนดวันหยุดประจำปี 2560 ใหม่ เช่น ยกเลิกวันหยุดฉัตรมงคล วันที่ 5 พ.ค.พร้อมทั้งให้ดาวน์โหลดปฏิทินใหม่ ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดในเรื่องนี้ หากมีรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงใหม่ คณะรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้อนุมัติอย่างเป็นทางการก่อน

ส่วนการปล่อยข่าวหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงผ่านโซเชียลมีเดีย อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดและส่งผลเสียหายต่อกิจการต่างๆได้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบแหล่งที่มาว่ามาจากที่ใด ดังนั้นขอให้ประชาชนระมัดระวัง ไม่ส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จดังกล่าว หรือหากพบเบาะแสที่เป็นประโยชน์ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมโดยด่วน เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

อย่างไรก็ตามประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวหรือข้อมูลที่ไม่ระบุที่มา และให้ติดตามข่าวสารที่ถูกต้องจากทางราชการเท่านั้น รัฐบาลมีความเข้าใจและเห็นใจทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะต้องจัดทำปฏิทินล่วงหน้า แต่เชื่อว่าทุกคนทราบดีถึงเหตุผลและความจำเป็น และรัฐบาลจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และแจ้งข้อมูลให้พี่น้องประชาชนทราบโดยเร็วต่อไป

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนบ้านหนองพระพิทยา ตำบลหนองพระ อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดพิษณุโลก นำโดยนายนุกูล นาคคชฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถานี และเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมไถ่ชีวิตโค-กระบือ เพื่อแสดงความอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีนายฐานุพงศ์ เจริญสุรภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธี และมีนายภูมสิทธิ์ ขันตยานุกูลกิจ ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 4 นายปรีชา เรืองจันทร์ ที่ปรึกษาชมรมคนบ้านๆ ประชาชนชาวตำบลหนองพระและอีกหลายภาคส่วนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ซึ่งพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือเพื่อแสดงความอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในครั้งนี้เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งในโครงการ สวท.สัญจร ผูกมิตร ใกล้ชิดชุมชน ครั้งที่ 23 โดยได้มอบโคให้กับเกษตรกร จำนวน 4 ตัว เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสเป็นเจ้าของโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงานและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยได้รับเงินสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธาชาวจังหวัดพิษณุโลก

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พบกับคุณตาท่านหนึ่งซึ่งเป็นชาวพิษณุโลก วัย 74 ปี ชื่อคุณตาเพชร์ ตรุดเส็ง ทุกวันคุณตาจะปั่นจักรยานคู่ใจออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อมาถางหญ้าที่ขึ้นสูงตามริมทางบริเวณถนนเลียบทางรถไฟบึงพระ หลังกองบิน 46 จนทำให้เส้นทางดังกล่าวไม่รก ดูสะอาดตา และปลอดภัย เป็นที่ชื่นชมกับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

คุณตาเพชร์เล่าให้ฟังว่า ตนเองพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 30/14 หมู่ 8 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ภูมิลำเนาดั้งเดิมเป็นชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วมามายึดอาชีพขับสามล้อโดยสารที่จังหวัดพิษณุโลก จนกระทั่งต่อมาประสบอุบัติเหตุจึงไม่ได้ขับสามล้อต่อ แต่ด้วยว่าตนเองเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่ง ประกอบกับเห็นว่าบริเวณริมถนนที่ใช้สัญจรผ่านทุกวันมีหญ้าขึ้นรก ในช่วงกลางคืนก็เป็นเส้นทางเปลี่ยว อาจจะเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพมาก่อเหตุได้ ดังนั้น ในตอนเช้าประมาณ 6-7 โมงของทุกวัน ก็จะขี่จักรยานคู่ใจ พร้อมเครื่องมือ เคียว, มีดหวด, มีดพร้า ห่อข้าว และเตรียมน้ำดื่มออกมาถางหญ้าตัดหญ้าริมทางทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกเหนื่อยก็จะพักกินข้าวเช้า-ดื่มน้ำ แล้วก็ถางหญ้าต่อไปจนถึงเวลาประมาณ 10.00 น. จึงจะเก็บเครื่องมือ ขี่จักรยานกลับไปพักที่บ้าน

คุณตาเพชร์ยังเล่าต่อว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกว่าการมาถางหญ้าริมทางเป็นงานที่ต่ำต้อย หรือว่าจะต้องมีคนจ้าง แม้ว่าตนเองจะมีฐานะยากจน มีรายได้เพียงเบี้ยยังชีพคนชรา กับเงินที่ลูกๆ ให้บ้างเดือนละไม่กี่บาท แต่ตนเองก็ยึดหลักพอเพียงตามในหลวง ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็ทำให้พอมีกินมีใช้ มีคนที่ผ่านไปมาเมตตาซื้อกับข้าว ซื้อของให้กินบ้าง แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะยึดมั่นว่านี่คือการทำความดีอย่างหนึ่ง ตามที่ในหลวงทรงเคยกล่าวไว้ และก็ตั้งใจว่าจะทำอย่างนี้ต่อไปทุกวันจนกว่าจะหมดแรงทำไม่ไหว

อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ยามนี้ใครๆก็อยากไปเที่ยว

คนที่ไปต่างชื่นชอบอากาศ ทิวทัศน์สวยงาม อาหารอร่อย ลูกแกะน่ารัก มีน้อย ที่อยากทราบว่า ชื่อสวนผึ้งเป็นมาอย่างไร

เมื่อก่อน อำเภอสวนผึ้ง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ พืชพรรณและสัตว์ป่า

คนท้องถิ่นส่วนหนึ่ง เป็นคนไทยเชื้อสายกะหรี่ยง มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับป่ามายาวนาน ผลิตภัณฑ์จากป่า ที่พบมากในบริเวณนี้ในสมัยก่อนคือน้ำผึ้ง นั่นหมายถึงว่าต้องมีประชากรผึ้ง และถิ่นที่อยู่อาศัยของผึ้งที่เหมาะสม คนสมัยก่อนเล่าว่า ท้องถิ่นนี้ มีต้นผึ้งอยู่จำนวนมาก บนต้นผึ้งบางต้นพบว่า มีผึ้งทำรังอยู่มากถึง 300 รัง ด้วยเหตุนี้ สมัยก่อน จึงมีการส่งน้ำผึ้ง มาเป็นของบรรณาการในเมืองใหญ่

ต้นผึ้ง เป็นชื่อที่ใช้เรียกไม้ยืนต้นที่มีผึ้งชอบมาทำรัง จริงๆแล้วไม้ชนิดนี้คือต้นยวน ต้นยวนผึ้งหรือต้นชวนผึ้ง ภาษากะเหรี่ยงเรียกว่าไหมซ่าเลียง เพราะบริเวณนั้นเมื่อก่อนมีต้นยวน ต้นยวนผึ้งหรือชวนผึ้งอยู่มาก เขาจึงตั้งชื่อชุมชนว่ายวนผึ้งหรือชวนผึ้ง ต่อมาได้เพี้ยนเป็นสวนผึ้ง ต้นยวน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า koompassia excelsa Taub. อยู่ในวงศ์ Caesalpiniaceae

เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลำต้นชลูด เปลาตรง สูงถึง 50 เมตร โคนต้นเป็นพูพอน สูง เปลือกเรียบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว หูใบเล็กมาก ยาว 2-4 มิลลิเมตร ใบย่อยมี 7-11 ใบ เรียงสลับเล็กน้อย ใบมนกว้าง 1-2 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร หลังใบเกลี้ยง ท้องใบมีขนนุ่มๆ ปกคลุมบางๆ ตลอด

ดอกมีขนาดเล็กจำนวนมาก กลิ่นหอม มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก อย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกสีขาว มีขนาดยาวกว่ากลีบเลี้ยงเล็กน้อย มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ค่อนข้างสั้น ฝักแบนรูปบรรทัด กว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 2-3 เซนติเมตร ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ผลแก่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ตามสภาพนิเวศวิทยา ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ตามป่าดิบชื้น บนพื้นที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก ชอบพื้นที่ค่อนข้างชุ่มชื้นตามหุบเขา

ประโยชน์โดยทั่วไป ใช้เป็นไม้ก่อสร้างภายใน เนื่องจากเนื้อไม้ ไม่แข็งแกร่งมากนัก จึงเหมาะที่จะอยู่ในร่มหรือใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจะมีระยะเวลาใช้งานได้ทนทานกว่าที่จะนำไปใช้เป็นไม้ก่อสร้างภายนอกอาคาร

ต้นยวนเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่สูงมาก ดอกมีกลิ่นหอมตรงกับความต้องการของผึ้ง จะพบว่ามีผึ้งหลวงรังขนาดใหญ่เกาะอยู่บนต้นยวนเป็นประจำ บางต้นมีเกาะอยู่หลายรังจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ยวนผึ้ง ซึ่งผู้หาน้ำผึ้งขายมักจะหาน้ำผึ้งจากต้นยวนผึ้งเสมอ โดยจะพบว่าตามป่าดิบชื้น ในที่ราบมีผู้ไปตอกทอยไว้บนต้นยวนแทบทุกต้น เพื่อปีนเอาน้ำผึ้ง

จากลักษณะเด่นดังกล่าว จึงควรจะได้มีการปลูกต้นยวนเอาไว้เป็นไม้ใช้สอยเอนกประสงค์ หรือเป็นไม้สำหรับปลูกป่า เพราะเจริญเติบโตเร็ว มีลำต้นเปลาตรงและมีขนาดใหญ่ รวมทั้งใช้เป็นแหล่งอาศัยของผึ้งหลวงอีกด้วย…ต้นยวนขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

สาเหตุที่ผึ้งมาอาศัยทำรังอยู่บนต้นยวนมากนั้น ประการแรกอาจจะเป็นเพราะผึ้งได้อาศัยน้ำหวานจากดอกต้นยวน ประการต่อมา ต้นยวนมีทรงสูง คือชะลูดขึ้นขึ้นไปแตกกิ่งก้านบนเรือนยอด ด้วยสัญชาติญาณของผึ้ง ที่ถูกหมีขโมยกินน้ำผึ้งอยู่บ่อยๆ ผึ้งจึงหาที่ทำรังให้ปลอดภัยไว้ก่อน

ที่ผ่านมา พบผึ้งชอบทำรับบนต้นยวน ชาวบ้านจึงเรียกต้นยวนว่าต้นผึ้ง หากพบว่า ผึ้งทำรังมากๆบนต้นมะขาม อาจจะเรียกต้นมะขามว่าต้นผึ้งก็ได้

เพราะความเจริญทางด้านวัตถุ การพัฒนาทางด้านการเกษตร รวมทั้งความต้องการน้ำผึ้งเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นยวน และประชากรของผึ้ง ที่สวนผึ้งลดลงอย่างมาก

ผศ.ดร.อรวรรณ ดวงภักดี อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) เป็นผู้ศึกษาเรื่องผึ้งในประเทศไทยมานาน บอกว่า ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพื่อดำเนิน “โครงการอนุรักษ์ต้นผึ้งและผึ้งหลวง”

ผศ.ดร.อรวรรณ บอกว่า ปัจจุบันในเขตรอบนอกป่าอนุรักษ์ พบต้นยวน หรือต้นผึ้งเหลืออยู่เพียง 27 ต้นเท่านั้น ในขณะที่ผึ้งหลวง เข้ามาทำรังในพื้นที่ดังกล่าวมีจำนวนลดลงปีละ 35-40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งผึ้งและต้นผึ้งมีแนวโน้มลดลงทุกปี ที่เป็นเช่นนี้ มีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า การขยายตัวของสิ่งปลูกสร้าง การทำไร่เลื่อนลอย และการตีผึ้งแบบผิดวิธี เป็นต้น

“เราสนใจเรื่องผึ้งอยู่แล้ว เรามีงานวิจัยด้านพฤติกรรมการปรับตัวของผึ้ง การอพยพย้ายรัง การเข้าออกและปัจจัยคุกคามทั้งของผึ้งหลวงและต้นผึ้ง และยิ่งมจธ.มาเปิดศูนย์ที่ราชบุรี ก็ยิ่งมีความสนใจและสังเกตว่า ผึ้งที่นี่ไม่ค่อยมี จึงรู้สึกกังวลเพราะความสำคัญของผึ้งและต้นผึ้ง ไม่ใช่แค่น้ำหวานและทรัพยากรป่าไม้เท่านั้น แต่หมายความรวมถึงระบบนิเวศค่อยๆสูญเสียความสมดุลไป หลังจากที่จำนวนประชากรผึ้งลดลง ยิ่งคนไทยชอบมีพฤติกรรมตัดไม้ทำลายป่าเป็นหย่อมๆ มีการสร้างบ้านเรือนรีสอร์ท รุกล้ำพื้นที่ป่าเข้าไป ลักษณะเช่นนี้เอง ทำให้ป่าถูกแบ่งออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อย ถ่ายทอดพันธุ์กันเอง ในพื้นที่เล็กๆ เกิดการผสมเลือดชิด ซึ่งตามมาด้วยการอ่อนแอของพืชและตายลงในที่สุด”ผศ.ดร.อรวรรณกล่าว

โครงการอนุรักษ์ต้นผึ้งและผึ้งหลวง เริ่มจากการสำรวจพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผึ้งและต้นผึ้ง จนทราบว่า ในพื้นที่สวนผึ้งเอง มีชาวบ้านกลุ่มเล็กๆที่พยายามอนุรักษ์ต้นผึ้งไว้เช่นกัน จากนั้นผู้ทำโครงการเข้าไปร่วมสนับสนุนเรื่องความรู้ทางวิชาการ เช่นชีววิทยาของต้นผึ้งและผึ้งท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บน้ำผึ้งอย่างถูกวิธี เนื่องจากที่ผ่านมากระทั่งปัจจุบัน พบว่ามีคนตีผึ้งเสียหายทั้งรัง โดยเฉพาะที่ผึ้งกำลังสร้างตัวอ่อน ก่อนที่จะแยกขยายรัง

“การอนุรักษ์ต้นผึ้ง ไม่ใช่เพียงการปลูกต้นผึ้งขึ้นมาทดแทนเท่านั้น เพราะหากมีต้นผึ้ง แต่ไม่มีตัวผึ้งก็ไม่มีประโยชน์ เพราะยังไม่สามารถตัดวงจรของปัจจัยคุกคามได้ทั้งหมด ดังนั้น…ความรู้…จึงเป็นเรื่องสำคัญในการอนุรักษ์ ชาวบ้านต้องรู้ถึงความสำคัญของผึ้งว่า เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตและห่วงโซ่อาหารอย่างไร เพื่อลดการทำลายสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัยของผึ้ง รวมถึงการเก็บน้ำผึ้งจะต้องมีความรู้ไม่ตัดวงจรการเติบโตของผึ้ง ต้องเปิดโอกาสให้ผึ้งได้ขยายรังก่อนเก็บหรือทำลายรัง” ผศ.ดร.อรวรรณกล่าว

สำหรับการเก็บน้ำผึ้งอย่างถูกวิธีนั้น ดร.อรวรรณแนะนำว่า ต้องเก็บเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำผึ้ง 70 เปอร์เซ็นต์ เหลือไว้ให้ตัวอ่อน 30 เปอร์เซนต์ หากทำอย่างนี้ จะเวียนมาเก็บได้ทุกๆเดือน

“จากการสำรวจล่าสุด ต้นผึ้งที่เคยมีรังผึ้ง 45 รัง ปีถัดมาเหลือเพียง 15 รัง และโอกาสที่จะกลับมาอีกน้อยมาก นี่คือสิ่งที่เราในฐานะนักวิจัยและชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนรู้สึกกังวล สิ่งที่เราร่วมกับชาวบ้านทำในตอนนี้คือการนำต้นผึ้งที่ชาวบ้านเขาเพาะได้เองนั้น กลับมาปลูกอนุรักษ์ในพื้นที่มจธ.ราชบุรีเอง ตอนนี้มีเกือบ 100 ต้น เพื่อมาต่อยอดงานวิจัยดูอัตราการเจริญเติบโตและปัจจัยรอดอื่นๆ จากนั้นจะนำความรู้นี้ไปช่วยให้ชาวบ้านอนุรักษ์ต้นผึ้งได้มีประสิทธิภาพขึ้น นอกจากนี้เรายังร่วมกับชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มรักษ์เขากระโจม กองกำลังหน่วย ฉก.ทัพพระยาเสือ กองกำลังสุรสีห์ และโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีด้วย”ผศ.ดร.อรวรรณบอก

เลยตัวอำเภอจอมบึงไปพอสมควร ซ้ายมือเป็นที่ตั้งของมจธ.ศูนย์ราชบุรี ที่นี่มีBee Park และต้นผึ้งอายุ 3-4 ปี ที่ผู้ดำเนินโครงการปลูกไว้ ย้อนไปเมื่อ 26 พฤษภาคม 2540 “โคฟี อันนัน” เลขาธิการสหประชาชาติน้อมเกล้าฯ ถวายรางวัลพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นแด่ในหลวงของเราที่พระองค์ทรงช่วยพัฒนาคนไทยให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประกาศบนเวทีโลก และได้น้อมนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบกับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ทั่วโลกให้พ้นความยากจน

ขณะเดียวกันเมื่อหลายปีก่อน “สถาบันไทยพัฒน์” เคยสัมภาษณ์บุคคลสำคัญของต่างประเทศถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างน่าสนใจ ขอหยิบยกมาบางท่านเท่านั้น “วูล์ฟกัง ซักส์” จากเยอรมนี

“หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกประเทศในขณะนี้ และมีแนวคิดผลักดันปรัชญาให้เป็นที่รู้จักในเยอรมนี เพราะเศรษฐกิจพอเพียงกับความยั่งยืนเป็นเรื่องเดียวกันและยังเป็นแนวทางที่ยุโรปคุ้นกันอยู่แล้ว หลักปรัชญาไม่ได้บอกให้ทิ้งเทคโนโลยี แต่ให้เลือกที่ความเหมาะสมและเทคโนโลยีให้เหมาะกับงาน อย่าตกอยู่ในกับดักของความสะดวกสบายจนเกินไป เพราะเป็นเช่นนั้น ทุกคนก็ต้องใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย

“อมาตยา เซน” แห่งอินเดีย ระบุว่า “แนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีเรื่องของมุมมองการตัดสินใจเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเมื่อหลายคนผิดหวังจากเศรษฐกิจกระแสหลัก ก็มักมองหาหลักการด้านอื่น แต่เศรษฐกิจพอเพียงกลับเป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี ความพอเพียงในทัศนคตินี้จึงไม่ได้หมายถึงความไม่ต้องการ แต่ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ดีพอ อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องรายได้ และความร่ำรวย ให้มองที่คุณค่าชีวิตมนุษย์ ไม่ได้หมายถึงไม่ต้องการอีกแล้ว แต่หมายถึงต้องมีพอเพียงที่จะอยู่ได้”

“วิมาลา วีระรัคควาน” อินเดีย

“เมื่อครั้งยังเป็นเด็กในครอบครัวสอนว่า career-evolution.net จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ การมีสิ่งที่มากกว่าความจำเป็น ทำให้เราอยากได้ไม่สิ้นสุด ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงน่าจะเป็นหนทางนำไปสู่ความพอดีได้ และเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เราคิดว่าจะทำอะไรให้กับสังคมและผู้อื่น โดยที่ไม่เก็บสะสมทุกอย่างเข้าตัวเองคนเดียว และเห็นว่าทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะเป็นทางออกในยุคนี้ด้วย”

นี่คือมุมมองของนักคิดสำคัญของโลกที่มีต่อเศรษฐกิจพอเพียง คือทางออกจากวิกฤต ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันเสาร์ที่ 22 ตุลามคม พ.ศ.2559

นครพนม – นายวสันต์ เจริญวงศ์ และ นางยอ เจริญวงศ์ สองสามีภรรยา หนึ่งเกษตรกรผู้ปลูกพริก บ้านดอนนางหงส์ หมู่ที่ 7 ตำบลดอนนางหงส์ อำเภอธาตุพนม เผยว่า เดิมทีมีอาชีพปลูกยาสูบ นาน 30 ปี สุขภาพไม่ไหวเสี่ยงต่อสารเคมีที่ฉีดพ่น มีพื้นที่ของตนเอง 1.2 ไร่ ขอเช่าญาติเพิ่ม 3 ไร่ ตกปีละ 6,000 บาท รวมพื้นที่ 3.3 ไร่ แบ่งปลูกข้าวโพด มะเขือเปราะ มะเขือเทศ โดยแบ่งปลูกพริก แค่ 1.2 งาน ในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ปลูกช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา จำนวน 2,000 ต้น ซื้อเมล็ดพันธุ์พริกพื้นบ้าน 1 กิโลกรัม ในราคา 200 บาท มาเพาะต้นกล้าในแปลง หรือถาดพลาสติก 1 เดือน

ก่อนปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ใส่ปุ๋ยดูแลง่าย ฝนตกใส่ผลผลิตยิ่งแตกเร็ว พริกพันธุ์นี้ทนทานต่อโรคทนแล้ง ทนฝน หลังปลูก 3 เดือน จึงให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ตลอด 5-6 เดือน โดยใน 3-4 วัน จะเก็บ 1 ครั้ง เก็บตั้งแต่เช้าจรดเย็น ได้วันละ 20 กิโลกรัม ขายส่งให้พ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงบ้าน ตกกิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 4,000-5,000 บาท

นายวสันต์ กล่าวอีกว่า สองคนสามีภรรยา ช่วยกันเก็บเกี่ยวสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่จ้างแรงงาน เพราะปลูกน้อยไม่มากเท่าไหร่ เก็บเองได้ ถ้าเกษตรกรคนไหนที่ปลูก 2-3 ไร่ ต้องจ้างแรงงานเก็บตก กิโลกรัมละ 15 บาท พริกพันธุ์ที่ปลูกมีความเผ็ด ให้ผลดก เด็ดก้านออกห่อกระดาษหนังสือพิมพ์เก็บในตู้เย็นได้นานถึง 1 เดือน ปลูกพริกส่งลูกชายวัย 22 ปี เรียนมหาวิทยาลัย เหลือแค่อีก 1 ปี ก็จะจบ ก่อนนี้เมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ฤดูแล้งราคาพริกขายส่งพุ่งสูง กิโลกรัมละ 100 บาท

ด้าน นางประนอม ถนอมศรี ชาวบ้านบ้านแสนพันเหนือ ตำบลแสนพัน กล่าวว่า มีอาชีพรับจ้างเก็บพริกร่วมกับเพื่อนบ้านที่ไม่มีพื้นที่ปลูก เก็บตั้งแต่เช้ายันบ่ายได้ค่าจ้าง กิโลกรัมละ 15 บาท แต่ละวันจะเก็บแค่ววันละ 20 กิโลกรัม ทำให้มีรายได้วันละ 300 บาท เลี้ยงครอบครัวได้สบายโดยไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน เพราะนายจ้างปลูกมากถึง 3 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตได้มาก วันละ 1 ตัน

รศ.ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงก่อตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดและพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นักศึกษาปัจจุบันในแต่ละปีเข้าเฝ้าฯ และมีกระแสพระราชดำรัสให้ประกอบแต่ความดี แม้ต่อมาเมื่อพระชนมพรรษามากขึ้นก็ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ในการดังกล่าวมาจวบจนปัจจุบัน