ล้มมาแล้วหลายครั้ง ตั้งตัวใหม่ได้ เพราะสารชีวภาพ

เมื่อเจอสถานการณ์บังคับแบบนี้จะทำยังไงดี ลูกก็ยังเรียนไม่จบ ต้องกัดฟันเพื่อลูก หาวิธีพาครอบครัวให้รอด ในใจก็ยังคิดจะทำเกษตรต่อไป และคิดว่าทางรอดคือต้องทำแบบลดต้นทุนให้ได้ โชคดีที่เปิดทีวีไปเจอรายการเกี่ยวกับเกษตรพอดี เขาสอนทำเกษตรแบบลดต้นทุน มีการทำสารชีวภาพ เขามาช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยก็เริ่มสนใจ เริ่มศึกษาข้อมูลเพิ่ม ตอนนั้นที่ดูก็ไม่เข้าใจทั้งหมด เขาบอกให้เตรียมโอ่ง 1 ใบ กับน้ำตาลโมลาส เราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ที่จริงมันคือกากน้ำตาล แต่เขาไม่บอก เมื่อไม่เข้าใจไปหาข้อมูลเพิ่มอีก ออกไปหาหนังสือมาอ่าน ซื้อมาอ่านเป็น 10 เล่ม เพื่อทำความเข้าใจ แล้วลงมือปฏิบัติ เริ่มทดลอง ในแปลงเกษตร 3 ไร่ ที่มีอยู่

การทดลองครั้งที่ 1 ใช้วิธีการหมัก นำผลไม้ในสวนหลากหลายชนิดมาผสมหมักลงถัง ขนาด 60 ลิตร ลองผิดลองถูกอยู่ 1 เดือน คิดว่าได้สูตรที่ดีแล้ว จึงนำสารที่ทำไปใช้ที่แปลงทดลอง แรกๆ ต้นก็งามแตกยอดดี ชาวบ้านเข้ามาเห็นต้นไม้ที่สวนแล้วแตกยอดดี เขาก็ถามว่าใช้อะไร เราบอกไปว่าใช้น้ำหมักที่ทำเอง เราก็บอกสูตรไปอย่างไม่หวง พอเขาใช้ไปสักพักเริ่มได้ผล ต้นงามดี เขาก็แถมสูตรใส่เพิ่มเอง ทีนี้ใส่มากไป ใบเริ่มไหม้ เราจึงบอกว่าอย่าใส่เกินสูตร ให้ตัดลงเท่าเดิม แล้วฉีดสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ใช้แล้วได้ผลดี แต่พอเริ่มเข้าปีที่ 4 ปัญหาเริ่มเกิดทั้งของเราและของชาวบ้าน ต้นไม้ไม่ยอมแตกใบอ่อน เพราะใช้สารในอัตราที่มากไป ทั้งฉีดทางใบและรดที่ต้น ทำให้ต้นไม่ยอมแตกใบอ่อน ในที่สุดต้นก็เริ่มตายไปทีละต้น ครั้งแรกถือว่าล้มเหลว

การทดลองครั้งที่ 2 เปลี่ยนจากการหมักเป็นการกลั่น กลั่นเอาแต่น้ำ เอากากไปทำปุ๋ยหมัก แล้วเอาน้ำหมักไปทำฮอร์โมน ได้ผลดี แต่กว่าจะลงตัวก็ต้องทำทิ้งไปเยอะ พอใช้แล้วดี ชาวบ้านเข้ามาขอสูตรกันเยอะ และด้วยความที่เป็นหมอดินออกงานกับทางราชการบ่อย มีคนรู้จักหลายกลุ่ม ทั้งเกษตรกร หน่วยงานราชการ รวมถึงภาคเอกชนที่ติดต่อให้เราทำฮอร์โมนส่ง เดือนละ 2,000 ลิตร ทุกอย่างต้องนิ่ง เริ่มจากทำฮอร์โมนสมุนไพร 2 อย่าง ทำจนตอนนี้มีมากกว่า 20 สูตร แจกเกษตรกรให้ลองใช้ เพราะเราลองใช้คนเดียว เราจะไม่รู้ถึงปัญหา นอกเหนือจากของสวนเรา ถ้าดีเขาต้องกลับมา พอทำแจกเยอะมากๆ เริ่มไม่ไหว เกษตรกรบอกให้ขายสิ เราก็เริ่มทำขาย ลิตรละ 120 บาท พร้อมทั้งตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้อบรมความรู้เผยแพร่สูตรแบบไม่หวง หรือเกษตรกรอยากมากินนอนอาศัยครูพักลักจำก็มาได้

ปลูกทุเรียนให้รอด บนพื้นที่นาดอน
การปลูกทุเรียน ถือเป็นงานเกษตรที่ท้าทาย ค่อยๆ ขยายปลูกมาเรื่อยๆ จาก 30 ต้น ขยายเป็น 20 ไร่ เน้นปลูกหมอนทอง ชะนี พวงมณี และพันธุ์ดั้งเดิมของปราจีนฯ

คุณวันเพ็ญ บอกว่า ดั้งเดิมพ่อปลูกทุเรียนอยู่แล้ว แต่มีปัญหาตรงพื้นที่เป็นนาดอน ดินเป็นกรด ปลูกอะไรก็ไม่งามลงแต่เงิน เราเลยเปลี่ยนจากการปลูกทุเรียนมาทำกิ่งพันธุ์ขาย พอขยายพันธุ์ไม้แต่ก็ยังไม่โค่นต้นทุเรียนทิ้งทั้งหมด ต้นไหนตายก็ปล่อยให้ตาย ต้นไหนรอดก็เลี้ยงตามสภาพ ตอนนั้นจำได้ว่าทุเรียนเหลืออยู่ประมาณ 30 ต้น

แต่สังเกตว่าทุเรียนมีแค่นี้ก็จริง แต่สามารถสร้างรายได้ให้เราได้ต้นละ 20,000-30,000 บาท สร้างรายได้ดีกว่ากิ่งพันธุ์ที่ทำขายเสียอีก นี่จึงเป็นการจุดประกายครั้งใหม่ที่ทำให้เราหันมาปลูกทุเรียนอีกครั้ง แต่ด้วยสภาพดินเป็นกรด เป็นที่นาดอนมาก่อน เราจึงต้องมาปรับปรุงดินใหม่ อย่างตอนนี้เกษตรกรหลายภาคหันมาปลูกทุเรียนกันเยอะ แต่ปลูกแล้วตายหมด เราจะสอนตั้งแต่วิธีการบริหารจัดการพื้นดิน พื้นที่จะปลูกเป็นที่สูงหรือที่ต่ำ ถ้าเป็นที่ต่ำให้ทำเป็นร่องลูกฟูก ถ้าเป็นที่สูงต้องทำลูกฟูกเตี้ย เพื่อเป็นการระบายน้ำลดลงได้ดี

วิธีการปลูก
เริ่มขยายพันธุ์ด้วยวิธีเสียบยอด พอต้นสูงประมาณ 1 เมตร จะเริ่มเสียบยอดในแปลงเลย เคล็ดลับสำคัญจะปลูกทุเรียนให้โตต้องหันต้นไปทางทิศตะวันออก เมื่อลมมาจะพัดปากใบให้เปิดจะได้รับแสงทันที เมื่อฉีดอาหารเข้าไปทางปากใบต้นจะโตไว และสมัยก่อนเกษตรกรชอบใช้ต้นใหญ่ปลูก พอปลูกต้นใหญ่ระบบรากวน ต้นไม่โต ทางที่ดีให้เปลี่ยนจากปลูกต้นใหญ่มาปลูกต้นเล็กสูง 20 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 6×6 เมตร หรือ 8×8 เมตร ปลูกพื้นต่ำไม่ต้องขุดหลุม วางต้นไว้เฉยๆ เอาถุงพลาสติกออกแล้วถากหญ้าถมดินขึ้นโคกเป็นลักษณะคล้ายกระทะคว่ำสัก 2 สัปดาห์ หญ้าที่คลุมไว้จะสลาย ดินจะฟูขึ้น รากจะหาอาหารได้เก่ง เพราะดินโปร่ง ไม่ต้องทำร่ม พอกลบต้นเสร็จให้ปล่อยสารชีวภาพที่หมักไว้ใช้แทนปุ๋ยปล่อยไปพร้อมน้ำทุก 2 วัน ต้นทุเรียนจะเจริญเติบโตได้ดี

ปลูกทุเรียนปัญหาที่พบบ่อย คือโรครากและโคนเน่า
แก้ได้ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน
เจ้าของบอกว่า ตั้งแต่ปลูกทุเรียนมาปัญหาที่เจอคือ เรื่องโรครากและโคนเน่า เนื่องจากพื้นดินตรงนี้เป็นนายกร่องมาก่อน เราอยู่กับร่องสวนมาแต่เล็ก รู้สึกว่าขี้เกียจกระโดดข้ามร่องไปมา จึงเริ่มปล่อยให้ร่องตื้น แต่การปลูกทุเรียนพอปล่อยให้ร่องตื้นปัญหาเกิดตรงฤดูฝน ระดับน้ำกับต้นเสมอกัน ทีนี้ระบบรากของทุเรียนไม่ชอบแฉะ รากก็เน่า พอฝนหมดต้นสลัดใบ โรคเริ่มเกิดก็ต้องมานั่งคิดอีกว่า จะทำอย่างไร หาอะไรมาแก้ จึงใช้ภูมิปัญญาที่มีมาคิดค้นสูตรแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าอีกครั้ง

สูตรแก้โรครากและโคนเน่า ทำได้ง่ายเห็นผลดี
เตรียมถัง 200 ลิตร
ขี้เถ้าแช่น้ำไว้ 2-3 คืน
ตักน้ำขี้เถ้าใสๆ ใส่ขมิ้นลงไป จะเป็นขมิ้นผง ขมิ้นสด หรือขมิ้นแห้งก็ได้ อัตราการใส่ขมิ้นสด ใส่ 3-5 กิโลกรัม ถ้าเป็นขมิ้นผง ใส่ 1-2 กิโลกรัม
ใส่ปูนกินหมากผสมลงไปอีก 1-2 กิโลกรัม
ผสมกระดูกปลาป่น เพื่อสร้างแคลเซียมให้ต้น
คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน น้ำจะออกเป็นสีแดง
วิธีใช้ นำไปฉีดทางใบ หรือรดทางดิน อัตราการฉีดพ่นทางใบ สารชีวภาพ 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร อัตราการรดทางดิน สารชีวภาพ 1 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ใช้รักษาได้ทั้งโรครากและโคนเน่า หรือพริกเป็นกุ้งแห้งใช้ได้หมด

ฝากถึงเกษตรกร
อยากให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรแบบปลอดสาร เรียนรู้การทำเกษตรแบบลดต้นทุน ถ้าอยากได้สูตรปุ๋ยชีวภาพเพิ่มเติม ให้โทร.มาสอบถามได้ตลอด เพราะตนเคยล้มเหลวมาก่อน ประสบปัญหาค่าปุ๋ยแพง เจ๊งไม่เป็นท่า เมื่อลืมตาอ้าปากได้แล้วก็อยากถ่ายทอดความรู้ช่วยเพื่อนเกษตรกร เพราะตอนนี้ถือว่าตนประสบผลสำเร็จกับอาชีพเกษตรกรรมแล้ว สามารถทำแบบลดต้นทุนได้ ผลผลิตที่ได้เป็นที่น่าพอใจ

อย่างทุเรียนต้นที่มีอายุมากหน่อย ให้ผลผลิตต้นละ 150 ลูก 2 ไร่ เก็บได้เกือบ 5 ตัน รสชาติยิ่งไม่ต้องห่วงเพราะใช้สารชีวภาพ รสชาติหวานมัน เนื้อละเอียด เม็ดลีบ ราคาดี กิโลละ 180 บาท ผลผลิตไม่เคยพอขาย การันตีความปลอดภัย มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นทุกปี จากฝากปีละ 2,000 ขยับเป็น 5,000 จนตอนนี้เงินเหลือฝากประจำได้ทุกเดือน เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการทำเกษตรแบบลดต้นทุน ใช้สารชีวภาพเข้าช่วย

ปรึกษาข้อมูลการปรับปรุงดินหรือสูตรสารชีวภาพ ติดต่อ คุณวันเพ็ญ สนลอย ได้ที่เบอร์โทร. 081-803-4930 เพิ่งพูดถึงเนเธอร์แลนด์ไปหยกๆ ในฐานะตลาดดอกไม้ใหญ่สุดของโลก วันนี้ยังต้องพูดต่อ เพราะประเทศเล็กๆ ประเทศนี้เพาะปลูกอย่างแข็งขัน และมีผลผลิตมากมายน่าชื่นใจ ทั้งที่มีพื้นที่เล็กนิดเดียว

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเล็ก อยู่กันอย่างหนาแน่น โดยมีประชากรมากกว่า 392 คนต่อตารางกิโลเมตร เกือบ 3 เท่าของไทยที่ความหนาแน่นของประชากรอยู่ที่ 136 คนต่อตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ 41,528 ตารางกิโลเมตร หรือราว 2 เท่าของเชียงใหม่ แม้จะเล็กจิ๋วแต่เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากอเมริกาที่มีขนาดใหญ่กว่า 270 เท่า เฉพาะในปี 2560 เนเธอร์แลนด์ส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 111 พันล้านดอลลาร์ ในนี้เป็นดอกไม้ 10 พันล้านดอลลาร์ ผัก 7.4 พันล้านดอลลาร์

เนเธอร์แลนด์ดูไม่เหมือนผู้ผลิตอาหารรายใหญ่รายอื่นๆ เลย ที่เพาะปลูกส่วนใหญ่มีขนาดเล็กถ้าว่ากันตามมาตรฐานธุรกิจการเกษตร การเพาะปลูกส่วนใหญ่ทำในโรงเรือน ไม่ใช่บนไร่นาขนาดใหญ่เหมือนของประเทศอื่น แต่เรือนกระจกของเนเธอร์แลนด์บางอันก็ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 500 ไร่เลยทีเดียว

โรงเรือนควบคุมอุณหภูมิเหล่านี้ช่วยให้เนเธอร์แลนด์ที่ตั้งอยู่ในเขตอากาศหนาวเกือบตลอดปี สามารถผลิตและส่งออกผลไม้ได้ตลอดโดยไม่ต้องกังวลกับความหนาวเหน็บที่เป็นศัตรูสำคัญ ชาวดัตช์เป็นผู้ส่งออกมันฝรั่งและหัวหอมรายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นผู้ส่งออกผักรายใหญ่เป็นอันดับสองในแง่ของมูลค่าโดยรวม และเป็นผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ผักมากกว่า 1 ใน 3 ของการค้าเมล็ดพันธุ์ผักทั่วโลก

แล้วอะไรทำให้เนเธอร์แลนด์เป็นยักษ์จิ๋ว “ประเทศเราค่อนข้างแออัด ที่ดินเราค่อนข้างแพง แรงงานก็แพง เราต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่นถึงจะแข่งขันได้ เราใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นอาวุธหลัก” คุณ Ad van Adrichem ผู้จัดการทั่วไปของ Duijvestijn Tomatoes ผู้ส่งออกมะเขือเทศรายใหญ่ อธิบาย

มะเขือเทศ Duijvestijn เป็นตัวอย่างของเกษตรนวัตกรรม ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา บริษัทนี้ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพมาให้ความร้อนแก่โรงเรือนปลูก และปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์เพื่อใช้น้ำน้อยลง

มะเขือเทศปลูกในถุงเล็กๆ ที่มีวัสดุปลูกจากหินบะซอลต์ที่หลอมละลายจนเป็นเส้นใยละเอียด มีสารอาหารและช่วยให้พืชอุ้มน้ำได้แม้ความชื้นจะต่ำ นอกจากจะไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชแล้ว เขายังต่อท่อฟาร์มอากาศเสีย หรือคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงกลั่นน้ำมันในท้องถิ่น ส่งเข้าไปในโรงเรือน เพื่อให้พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการเจริญเติบโต และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ

เรือนกระจกเกือบทุกแห่งมีหลังคากระจกสองชั้นเพื่อรักษาความร้อนและไฟ LED ส่องแสงให้ต้นไม้เติบโตได้ตลอดทั้งคืน “โรงเรือนของเราครอบคลุมพื้นที่ 90 ไร่ ผลิตมะเขือเทศได้ประมาณ 100 ล้านลูกต่อปี” คุณ Van Adrichem บอก

การส่งออกสินค้าเกษตรของเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 9.4 เปอร์เซ็นต์ หรือโตขึ้นมากกว่า 100 พันล้านยูโรในปีที่แล้ว นึกเอาเถิดว่าเป็นเงินมหาศาลแค่ไหน

เยอรมนีเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของผักผลไม้ของเนเธอร์แลนด์ รองลงมาคือเบลเยียม ฝรั่งเศส และอังกฤษ

ไม้ประดับและดอกไม้เป็นสินค้าส่งออกที่ร้อนแรงที่สุดของเนเธอร์แลนด์ มูลค่าประมาณ 1.2 หมื่นล้านยูโรในปี 2564 ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ เนื้อสัตว์ และผัก ทำกำไรรวมกันกว่า 2.5 หมื่นล้านยูโร โดยทั่วไปแล้ว นวัตกรรมเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและสังคมของชาวดัตช์เสมอมา และมีส่วนช่วยอย่างมากในการพัฒนาวิธีการเพาะปลูกในปัจจุบัน

ค่าใช้จ่ายด้าน R&D (การวิจัยและพัฒนา) ในเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของประเทศ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวดัตช์มีชื่อเสียงในด้านนวัตกรรมและการพยากรณ์สถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งแนวโน้มของการผลิตอาหารโลก

เกษตรกรเนเธอร์แลนด์ใช้เศษอาหารเลี้ยงปศุสัตว์ ฟาร์มวัวในท้องถิ่นจะเลี้ยงวัวด้วยอาหารที่เหลือจากร้านอาหารในท้องถิ่นของพวกเขา อาหารสัตว์ประมาณ 90,000 ตันต่อปีมาจากเฉพาะเศษอาหารของมนุษย์

ด้วยพื้นที่จำกัด เนเธอร์แลนด์ประกาศว่าประเทศตัวเองจะ “ผลิตอาหารมากเป็น 2 เท่าโดยใช้ทรัพยากรครึ่งหนึ่ง” เกษตรกรจำนวนมากลดการใช้น้ำได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในโรงเรือนเกือบทั้งหมด เขาเดินหน้าเกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศมากว่าทศวรรษแล้ว

โลกจะต้องหาอาหารเลี้ยงคน 9 พันล้านคน และก็จะต้องรักษาสภาพอากาศให้ไม่ให้เลวร้ายเกินไปด้วยภายในปี 2050 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยไนโตรเจนลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 เกษตรกรจึงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จะต้องแบกรับกฎเกณฑ์มากที่สุด

บริษัทอาหารเกษตร 5 อันดับแรกของโลกอยู่ในเนเธอร์แลนด์ อะไรที่เกิดขึ้นในประเทศเล็กๆ แห่งนี้ย่อมส่งผลกระทบกับโลกทั้งใบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “เห็ด” นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ ปราศจากไขมัน อุดมไปด้วยวิตามินบีรวมและไนอะซิน รวมทั้งมีสรรพคุณทางยา นอกจากรสชาติที่อร่อยคล้ายเนื้อสัตว์ แถมยังไม่มีไขมันที่ทำให้อ้วนอีกด้วย เห็ดจะแตกต่างไปจากพืชชนิดอื่น คือไม่มีคลอโรฟิลล์หรือสารสีเขียว จึงไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ต้องอาศัยสารอินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต
โดยปัจจุบันได้มีการจำแนก “เห็ด” ไว้มากกว่า 30,000 ชนิด มีทั้ง “เห็ดกินได้” และ “เห็ดกินไม่ได้” รวมถึง “เห็ดพิษ” บางชนิดที่กินแล้วเกิดอาการต่างๆ ดังนั้น ควรสังเกตให้ดีก่อนนำมากินกันด้วยนะ วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมเห็ดสุดฮิตทั้งหมด 8 ชนิดที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

1.เห็ดแชมปิญอง มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส
นิยมทำ : ซุป, ผัด
ประโยชน์
– ล้างสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกาย
– มีเส้นใยอาหารสูง ทำให้ช่วยขับถ่าย 2.เห็ดหูหนู มี 2 สี คือ เห็ดหูหนูขาวและเห็ดหูหนูดำ
นิยมทำ : ผัดขิง, แกง
ประโยชน์
– ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย
– ต่อต้านอนุมูลอิสระ
– ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง 3.เห็ดฟาง เห็ดที่ขึ้นได้ดีในธรรมชาติ มักจะเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ
นิยมทำ : ผัด, ต้ม, แกง
ประโยชน์
– วิตามินซีสูง ช่วยป้องกันโรคเหงือก เลือดออกตามไรฟัน
– ช่วยลดการติดเชื้อต่างๆ ลดความดันโลหิต 4.เห็ดเข็มทอง มีสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 และวิตามินซี
นิยมทำ : ผัด, ยำ, ย่าง, ลวก
ประโยชน์
– ระบบขับถ่ายดีขึ้น
– บำรุงสมอง เพราะเป็นพืชที่มีกรดอะมิโนสูง
– เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงได้ 5.เห็ดชิเมจิ อุดมไปด้วยสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการมากมาย เหมาะเป็นอย่างมากกับคนที่กำลังควบคุมอาหารและลดน้ำหนัก
นิยมทำ : ผัด, ยำ, ต้ม
ประโยชน์
– ล้างและขับสารพิษที่ตกค้างอยู่ในตับได้ 6.เห็ดหอม เห็ดชนิดนี้มีแคลอรีต่ำ เป็นแหล่งไฟเบอร์ชั้นดี อย่าง แร่ธาตุ เกลือแร่ วิตามินหลายชนิด และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย
นิยมทำ : ต้ม, ผัด
ประโยชน์
– แก้ไอ ลดเสมหะ
– มีวิตามินดีสูง ช่วยบำรุงกระดูก และมีปริมาณโซเดียมต่ำ
– ช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร 8.เห็ดหลินจือ
นิยมทำ : เป็นยาจีนที่ใช้กันมายาวนานกว่า 2,000 ปี
ประโยชน์
– บำรุงผิว
– ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย
– กระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัส พันธุ์มะม่วงต่างประเทศจากสหรัฐอเมริกา อินเดีย ปากีสถาน ออสเตรเลีย ฯลฯ ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานแล้ว เริ่มแรกเป็นการนำเข้ามาโดยหน่วยงานของรัฐเพื่อการศึกษาวิจัย เช่น ในปี พ.ศ. 2519 สถานีวิจัยปากช่อง ภายใต้การกำกับของภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดนครราชสีมา ได้รับพันธุ์มะม่วงจากรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เข้ามาหลายสายพันธุ์ตามโครงการเงินกู้ มีอยู่หลายสายพันธุ์ให้ผลผลิตดี จึงได้มีการขยายพันธุ์ไว้เพื่อรอการส่งเสริมต่อไป

ส่วนในภาคเอกชนมีสวนของ อาจารย์ประพัฒน์ สิทธิสังข์ ที่สวนแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์ได้รับยอดพันธุ์มะม่วงต่างประเทศจากสถานีวิจัยปากช่อง มาเสียบยอดไว้ที่สวนของท่านหลายพันธุ์ ซึ่งบางพันธุ์เจริญเติบโตให้ผลผลิตดีเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2522 อาจารย์ได้นำผลมะม่วงต่างประเทศที่มีผลใหญ่ สีสวยงามแปลกตาหลายสายพันธุ์มาแสดงที่ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) เพื่อให้คณาจารย์และนักศึกษาได้ศึกษาเรียนรู้และชมกัน เป็นที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นมะม่วงแปลกๆ ลักษณะอย่างนี้มาก่อน เช่น ปาล์มเมอร์ เค้นท์ เคียทท์ เป็นต้น จึงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นมะม่วงพันธุ์ต่างประเทศ

ศูนย์วิจัยปากช่อง ได้ขยายกิ่งพันธุ์มะม่วงต่างประเทศไว้มากมาย เพื่อไว้จำหน่ายแก่ประชาชน แต่ประชาชนและชาวสวนมะม่วงให้ความสนใจกับพันธุ์มะม่วงต่างประเทศกันน้อย หรืออาจจะยังไม่ทราบกันว่าทางศูนย์วิจัยฯ มีกิ่งพันธุ์มะม่วงต่างประเทศ หรือเป็นเพราะรสชาติสู้มะม่วงไทยไม่ได้ จึงไม่สนใจ มะม่วงพันธุ์ต่างประเทศได้เปรียบที่ผลมีสีสวย แต่เนื้อเหม็นกลิ่นขี้ไต้เป็นส่วนใหญ่

มะม่วงอัลฟองโซ เป็นมะม่วงของอินเดีย อินเดียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปลูกมะม่วงมาช้านานกว่า 4,000 ปี จนถึงปัจจุบัน อินเดีย ยังคงมีพื้นที่ปลูกมะม่วงมากที่สุดในโลก คือมากกว่า 8 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 1 ใน 3 ของมะม่วงทั่วโลก แต่ละปีมีผลผลิตหลายล้านตัน เป็นประเทศผลิตมะม่วงรายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 52% ของมะม่วงที่ผลิตได้จากทั่วโลกรวมกัน

ตลาดส่งออกมะม่วงที่สำคัญของอินเดียคือ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และยุโรป เกือบทุกรัฐในอินเดียสามารถปลูกมะม่วงได้เจริญเติบโตงอกงามให้ผลผลิตดี สายพันธุ์มะม่วงที่ปลูกในอินเดียมีอยู่ประมาณ 1,000 สายพันธุ์ แต่ที่ปลูกเพื่อการค้า มีประมาณ 20 สายพันธุ์ ในการตั้งชื่อสายพันธุ์มะม่วงจะตั้งชื่อตามบุคคลสำคัญ พื้นที่ที่เป็นแหล่งกำเนิด รสชาติ สี ขนาดของผล รูปทรงของผล และฤดูกาลที่ผลิต

สายพันธุ์มะม่วงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอินเดียคือ พันธุ์ “อัลฟองโซ”

มะม่วงอัลฟองโซ ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทหารนักสำรวจชาวโปรตุเกส ชื่อ อัลฟองโซ เดอ อัลเบอเคอร์กี (Afonso de Albuquerque) ผู้ปกครองอาณานิคมโปรตุเกสที่อินเดียในอดีต ซึ่งเป็นผู้นำพันธุ์มะม่วงนี้มาเสียบยอดกับมะม่วงพื้นเมืองในรัฐกัว เมื่อศตวรรษที่ 15 จากนั้นต้นถูกนำไปปลูกยังรัฐมหาราษฏระ รัฐคุชราต และได้แผ่กระจายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา

มะม่วงอัลฟองโซ คนท้องถิ่นในอินเดียเรียกว่า ฮาปู (Haapoos) หรือ อาปู (Aapoos) คนอินเดียจัดให้มะม่วงอัลฟองโซ เป็นมะม่วงที่มีรสชาติดีและราคาแพงที่สุดในบรรดาผลไม้ทั้งหลายในอินเดีย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งมะม่วง” และเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ส่วน “ราชินีแห่งมะม่วง” ยกให้มะม่วงเคซาร์ (Kesar)

มะม่วงอัลฟองโซ ปลูกมากทางภาคตะวันตกของอินเดีย colourofwords.com ที่รัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) เมืองเทวกาด (Devgad) ในเขตโคกัน (Kokan) ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมะม่วงมีคุณภาพดีที่สุด ผลิตผลส่วนใหญ่จึงมาจากรัฐมหาราษฏระ แต่รัฐที่ส่งออกมากที่สุดมาจากเมืองรัตนคีรี (Ratnagiri) รัฐมหาราษฏระเช่นกัน เมืองรัตนคีรี ห่างจากบอมเบย์ลงไปทางใต้ราว 500 กิโลเมตร มะม่วงอัลฟองโซยังปลูกในพื้นที่รัฐทางภาคใต้ของอินเดีย

ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่มีมะม่วงอัลฟองโซออกจำหน่ายอย่างมาก ขายตั้งแต่กิโลกรัมละ 300 รูปี ถึงห้าหกร้อยรูปี (1 รูปี มีค่าประมาณ เก้าสิบสตางค์) นอกจากรับประทานผลสดแล้วยังได้นำมาเป็นส่วนผสมกับขนมหวานและเครื่องดื่มต่างๆ

มะม่วงอัลฟองโซ ผลค่อนข้างเล็ก คล้ายมะม่วงยายกล่ำ หรือคล้ายมะม่วงเซ่งตาโลงของเมียนมา ผลเป็นรูปไข่ป้อมๆ ความยาว 4-6 นิ้ว น้ำหนัก 300-400 กรัม มีรสชาติดี ผลสุกมีผิวสีเหลืองสดสีสันสวยงาม และรูปทรงที่กะทัดรัดน่ารับประทานเป็นที่นิยมทั่วโลก มีกลิ่นหอมเป็นกลิ่นหอมเย็นไม่เหมือนมะม่วงไทย ความหวานประมาณ 16 องศาบริกซ์ มีเนื้อเหลืองเข้มสีขมิ้นเข้ม เนื้อไม่ถึงกับเละมาก มีเสี้ยนบ้าง คนอินเดียจึงคลึงมะม่วงจนข้างในนิ่มแล้วจึงใช้ปากกัดหัวขั้วดูดกินน้ำเหลวของเนื้อ

คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคน้ำมะม่วงอัลฟองโซกันมาก เนื่องจากมีกลิ่นหอมพิเศษ มะม่วงอัลฟองโซจัดเป็นมะม่วงรสชาติดีพันธุ์หนึ่ง ชาวสวนไทยไม่นิยมมะม่วงผลเล็ก มะม่วงอัลฟองโซจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ถูกปฏิเสธ

คนทั่วโลกรู้จักและได้ลองลิ้มแต่มะม่วงอัลฟองโซ เลยเชื่อกันว่า มีรสดีที่สุด แต่ยังไม่เคยชิมมะม่วงโบราณรสดีของไทย จึงยังไม่รู้ว่าไทยมีมะม่วงที่ดีกว่าอีก และคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่เคยลองลิ้มรส มะม่วงอัลฟองโซ จึงไม่รู้ถึงรสชาติของมันว่าดีกว่ามะม่วงไทยหรือไม่ หากคนทั่วไปที่เคยชิมมะม่วงอัลฟองโซแล้วได้ชิมมะม่วงไทย จะต้องบอกว่ามะม่วงไทยมีรสชาติดีกว่าแน่นอน

จากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทางภาคใต้ ฝนตกยาว น้ำท่วมส่งผลต่อแหล่งอาหารผึ้งโพรงไทย ผึ้งโพรงไม่สามารถแยกรังสร้างนางพญาได้ จังหวัดพัทลุง แหล่งผลิตรายใหญ่น้ำผึ้งโพรง เหลือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ หาย 70 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงพีกประมาณ 12 ตันต่อปี กลุ่มเลี้ยงผึ้งพัทลุงจึงจำเป็นต้องหนีสภาพภูมิอากาศฝนตก อพยพปักหลักฝั่งอันดามัน จังหวัดกระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี ส่งสัญญาณการเลี้ยงผึ้ง สภาพดินฟ้าอากาศ และสารเคมี ปัจจัยอุปสรรคต่อการเลี้ยงผึ้งโพรง โดยมีทางออกต้องสำรองแหล่งอาหาร พืชล้มลุก โดยเฉพาะข้าวโพด หากหมดโอกาสจริงคือผลของกล้วยสุกจะเป็นแหล่งอาหาร เพื่อความอยู่รอดของผึ้งโพรง