วงจรเช่นนี้เองที่ทำให้ “นกแสก” ลดจำนวนลงทุกขณะ กระทั่งระบบ

นิเวศเริ่มปรวนแปร ทำให้กลุ่มอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เห็นความสำคัญ จึงเริ่มก่อตั้งโครงการแหล่งเรียนรู้และฟื้นฟูนกแสก มก. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ขึ้น รองศาสตราจารย์ วรวิทย์ วัชชวัลคุ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการแหล่งเรียนรู้และฟื้นฟูนกแสก เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เริ่มจากการได้รับฟังข้อมูลจากคุณเกรียงศักดิ์ หามะฤทธิ์ นักสัตววิทยาปฏิบัติการ สำนักวิจัยพัฒนา การอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าทีมนักวิจัย “โครงการใช้นกแสกควบคุมประชากรหนูในสวนปาล์มน้ำมัน” ในงานสัมมนาสัตว์ป่าเมืองไทย เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีแนวคิดนำนกแสกที่มีอยู่ภายในโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ดำเนินโครงการในลักษณะเดียวกัน

“ระหว่างนั้นเริ่มมีนกแสกที่บาดเจ็บหรือถูกทำร้ายเข้ามารักษาจำนวนมาก ซึ่งนกแสกเป็นสัตว์คุ้มครอง และเป็นสัตว์ตามความเชื่อว่าเป็นทูตแห่งความตาย ผู้ที่เก็บนกแสกเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บมาส่งให้กับโรงพยาบาล จึงไม่ต้องการรับกลับไปเลี้ยง ทำให้มีนกแสกถูกทิ้งอยู่ที่โรงพยาบาลจำนวนหนึ่ง”

รองศาสตราจารย์ วรวิทย์ ระบุว่า จำนวนนกแสกที่ถูกทิ้งที่โรงพยาบาลเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะนกแสกที่พิการจากการเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ จึงมีแนวคิดเพิ่มจำนวนประชากรนกแสก และนำนกแสกที่ได้จากการเพาะเลี้ยงหรือถูกทิ้ง กลับคืนสู่ธรรมชาติ โดยการปล่อยเข้าสวนปาล์มหรือทุ่งนาที่ประสบปัญหาหนูระบาด

แม้ว่า โครงการนี้จะเริ่มดำเนินการมาก่อนหน้านี้ 2-3 ปี แต่ปัจจุบัน ความคล่องตัวของโครงการกลับยังไม่ดีพอ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจาก ชาวสวนปาล์มหรือเจ้าของที่นา “ใจไม่แข็งพอ”

น.สพ. เบญจพล หล่อสัญญาลักษณ์ หัวหน้าหน่วยสัตว์ป่า โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อธิบายว่า ที่ผ่านมาเราเปิดโอกาสให้เจ้าของสวนปาล์มหรือเจ้าของที่นาที่ประสบปัญหาหนูระบาด มารับนกแสกไปช่วยกำจัดหนูที่ระบาดให้ลดจำนวนลง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่มีข้อแม้ว่า ขอให้เจ้าของสวนหรือที่นาดักหนูเป็นให้กับนกแสกที่นำไปปล่อย เพื่อให้นกแสกเรียนรู้ว่าพื้นที่บริเวณนั้นมีแหล่งอาหาร เมื่อคุ้นชินจึงปล่อยให้ล่า ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ ระบบนิเวศจะกลับคืนสู่ปกติ ปัญหาเรื่องการระบาดของหนูก็หมดไป

“ที่บอกว่าใจไม่แข็งพอ เพราะระยะแรกดักหนูเป็นให้เป็นเหยื่อของนกแสกจับกิน ต่อมาเริ่มใจไม่แข็งพอเปลี่ยนจากดักหนูเป็นมาเป็นเนื้อหมูหรือเนื้อไก่แทน เมื่อนำอาหารไปให้กินจนชิด นกแสกก็จะไม่ล่าเหยื่อ หากปล่อยให้ล่าเหยื่อในสวนหรือนาข้าวก็จะทำไม่ได้ และในที่สุด นกแสกเหล่านั้นก็จะหายไป ไม่อาศัยอยู่ในพื้นที่สวนปาล์มหรือท้องนา ส่วนหนึ่งไม่ได้ช่วยลดจำนวนประชากรหนู อีกทั้งยังทำให้การติดตามการอยู่รอด การเพิ่มจำนวนนกและการอนุรักษ์นกแสกทำได้ยากยิ่งขึ้น”

แต่ถึงอย่างไร น.สพ. เบญจพล ก็ยังยืนยันต้องการปล่อยนกแสกกลับคืนสู่ธรรมชาติ และตั้งใจดำเนินโครงการแหล่งเรียนรู้และฟื้นฟูนกแสก มก. โดยขอให้ผู้ที่ประสบปัญหาหนูในสวนปาล์มหรือนาข้าว มาติดต่อขอรับนกแสกไปกำจัดหนูในพื้นที่ได้ แต่ขอให้เข้าใจวิถีชีวิตของนกแสก รวมทั้งการล่าเหยื่อ ซึ่งต้องฝึกให้จับหนูด้วยการดักหนูเป็นให้กับนกแสกก่อนปล่อยให้ล่าเหยื่อเองตามธรรมชาติ

ที่ผ่านมา รองศาสตราจารย์ วรวิทย์ และ น.สพ. เบญจพล ทำรังนอนให้กับนกแสก และนำไปติดตั้งไว้ในสวนปาล์มในพื้นที่จังหวัดชุมพร โดยหวังให้นกแสกใช้รังนอนที่ทำขึ้นเป็นที่อาศัย ผสมพันธุ์และออกไข่ เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรนกแสก ซึ่งความคาดหวังในการเข้ารังนอนของนกแสกยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการสร้างความคุ้นชินสำหรับสัตว์ต้องใช้เวลา

สำหรับการดูแลนกแสกพิการ ซึ่งยังไม่ถูกคืนสู่ธรรมชาติ ภายในโรงพยาบาลสัตว์ น.สพ.เบญจพล กล่าวว่า โดยธรรมชาติของนกแสกจะกินหนูวันละ 2 ตัว แต่สำหรับนกที่อยู่ระหว่างการฝึกล่าหรือนกพิการที่ต้องได้รับการดูแล โดยไม่สามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้นั้น ในทุกวันจะไม่ได้เคลื่อนไหวมาก จึงให้อาหารเพียงวันละครั้ง โดยให้เศษเนื้อหมูผสมแคลเซียม ในบางครั้งจะให้ลูกไก่หรือลูกเจี๊ยบที่ตายหลังจากฟักไข่ ซึ่งขอจากฟาร์มเลี้ยงไก่ในบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“การให้อาหารควรให้ที่ปริมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ยกเว้นนกที่อยู่ในวัยเจริญเติบโตหรือนกเด็กจะให้มากกว่า 1 ครั้ง และพิจารณาจากการกิน หากวันนี้นกกินอาหารที่ให้เหลือ พรุ่งนี้ควรงดการให้อาหาร เพื่อให้นกมีความกระหายในการกิน อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูหนาวนกจะไม่ค่อยกินอาหาร เพราะนกจะไม่เคลื่อนไหว”

น.สพ.เบญจพล ให้ข้อมูลอีกว่า ธรรมชาติของนกแสกจะดุ แต่วิธีการต่อต้านศัตรู คือ หนี นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรม Camouflage คือ พฤติกรรมเลียนแบบสิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น การยืนทำตัวลีบให้สีขาวหรือสีน้ำตาลของปีกกลืนไปกับขอนไม้หรือกำแพง เป็นการพรางตัว

พฤติกรรมต่อต้านศัตรู เมื่อนกแสกอยู่ในกรง คือ ถอยหลัง ยืนตัวลีบ หากเข้าใกล้มาก จะเริ่มพองตัวและส่ายหัวไปมา หากเข้าใกล้มากขึ้นอีก นกแสกจะใช้ปากกระทบกันเสียงดัง “ปั๊ก ปั๊ก ปั๊ก” เพื่อไล่ศัตรู แต่เมื่อศัตรูเข้าประชิดตัวแล้ว นกแสกจะบินชนกรงไปมา หรือนอนลงแล้วยกขาขึ้น เพื่อใช้เล็บที่แหลมคมขย้ำศัตรู

ในช่วงนี้มีฝนฟ้าคะนองกระจายทุกพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกอะโวกาโดให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคแอนแทรกโนส สามารถพบได้ในระยะที่ต้นอะโวกาโดติดผลอ่อนถึงระยะผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยว อาการที่ใบ ในระยะแรกอาการของโรคจะเห็นเป็นจุดแผลสีน้ำตาลเข้ม ต่อมาแผลขยายตัวมีหลายแผลใน 1 ใบ หากอาการรุนแรง แผลจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ใบจะแห้งและร่วงหล่น อาการที่ก้านใบ กิ่ง และก้านช่อดอก พบแผลจุดหรือขีดสีม่วง

ถ้าอาการรุนแรงแผลจะขยายลุกลามทำให้ก้านใบและกิ่งแห้ง หากเกิดที่ก้านช่อดอกจะทำให้ช่อดอกเหี่ยว แห้ง และหลุดร่วงก่อนติดผล อาการที่ผล ผลอ่อนเป็นจุดแผลสีน้ำตาลถึงดำ หากอาการรุนแรง ผลจะหลุดร่วงก่อนกำหนด อาการบนผลแก่ มักพบในระยะใกล้เก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต พบแผลจุดสีน้ำตาลถึงดำรูปร่างกลมขนาดไม่แน่นอน ต่อมาแผลขยายลุกลามเป็นแผลยุบตัวในเนื้อผล ทำให้ผลเน่า บางครั้งพบเมือกสีส้มซึ่งเป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราที่บริเวณแผล

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มมีอาการระบาดของโรคแอนแทรกโนส ให้เกษตรกรตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นควรกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อไม่ให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค ลดความชื้นสะสม และลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค กรณีพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน และภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดความชื้นสะสมในทรงพุ่ม

มกอช.โชว์ผลงานขับเคลื่อนมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่แปลงใหญ่ทะลุเป้า บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรไทยให้ได้มาตรฐานตามความต้องการตลาดทั้งภายในประเทศและในตลาดโลก ลดปัญหาล้นตลาด-ราคาตกต่ำ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร พร้อมมุ่งปรับพื้นที่และเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานในปีหน้าเพิ่มมากขึ้น

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น ประกอบปัจจัยภายในประเทศที่มักจะประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำเป็นประจำทุกปี มกอช.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านมาตรฐานและการรับรองระบบงานในสินค้าเกษตรและอาหารไทย จึงได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ภายใต้แผนการพัฒนาการเกษตร 5 ปี (2560-2564) พุ่งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานและส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรได้มาตรฐานรองรับความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและตลาดโลก

โดย ปี 2561 มกอช. ได้ตั้งเป้าหมายพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ให้เข้าสู่ระบบการผลิตตามมาตรฐานในพื้นที่ 10 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดพิจิตร พัทลุง อุบลราชธานี ราชบุรี พิษณุโลก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ลพบุรี ศรีสะเกษ และขอนแก่น เพื่อยกระดับเกษตรกรในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากมูลค่าเพิ่มของผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ด้วยการปรับพื้นที่และเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ให้เข้าสู่ระบบการผลิตตามมาตรฐาน รวมทั้งพัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมด้านการเกษตร/ผู้ตรวจประเมิน/ผู้ช่วยผู้ตรวจประเมิน/ที่ปรึกษาเกษตรกรให้มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวเสริมสุข กล่าวถึงผลดำเนินงานขับเคลื่อนแปลงใหญ่ในรอบปี 2561 ด้วยว่า มกอช.ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรในพื้นที่แปลงใหญ่ทั่วประเทศใน 10 จังหวัดดังกล่าว มีโครงการเด่นๆ สำหรับในปีนี้ ได้แก่ โครงการพัฒนาโรงคัดบรรจุ/โรงรวบรวม GMP โครงการพัฒนาโรงสีข้าว GMP โครงการพัฒนาเครือข่าย Q อาสาและโครงการพัฒนาเครือข่าย Q อาสา การพัฒนาเพื่อสร้างต้นแบบและยกระดับการผลิตข้าวสาร Q ครบวงจรซึ่งได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2561 เป็นต้น

โดยบทบาทหลักของ มกอช.จะเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ อาทิ ส่งเสริมผู้ผลิตหรือผู้รวบรวมผักและผลไม้สดและเอกชนกว่า 100 รายจากจังหวัดต่างๆ ที่เป็นแหล่งผลิตผักและผลไม้ที่สำคัญ เพื่อเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการผลิตพืชผักปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP มาตรฐาน GMP การตามสอบด้วย QR Code และฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการสุ่มตรวจสารพิษด้วย Test Kit เป็นต้น เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และนำไปวางแผนและควบคุมดูแลการผลิตพืชผักและผลไม้ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยมากขึ้น

สอดคล้องตามมาตรฐาน มกษ. ซึ่งในอนาคตหากเกษตรกรและผู้ประกอบการผ่านการรับรองมาตรฐานดังกล่าวมากขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ ที่สำคัญจะผลักดันให้ผักและผลไม้ไทยเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น โดยผักและผลไม้สดเป้าหมาย ได้แก่ มะม่วง มังคุด ทุเรียน ส้มโอ ฝรั่ง ข้าวโพดหวาน ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี เป็นต้น

นอกจากนี้ มกอช.ยังได้มอบป้ายโครงการพัฒนาโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด ภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสําหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ.9035) ในพื้นที่แปลงใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย ให้แก่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดอาหารปลอดภัย กรีนมาร์เก็ต พิษณุโลก จำกัด จ.พิษณุโลก ซึ่งสินค้าจากโรงคัดบรรจุที่ผ่านการรับรองสามารถตามสอบได้ด้วยเทคโนโลยีการใช้สมาร์ทโฟนสแกนเครื่องหมาย “คิวอาร์ เทรซ” (QR Trace) และเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศให้การยอมรับ ซึ่งในอนาคต มกอช. มีแผนที่จะผลักดันสินค้าภายใต้ระบบดังกล่าวเข้าสู่ตลาด ดีจีทีฟาร์ม หรือ www.dgtfarm.com เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและขยายทางเลือกในการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยของเกษตรกร และให้ผู้บริโภคสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าหรือช็อปปิ้งสินค้าเกษตรและอาหารได้โดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย

เลขาธิการ มกอช. กล่าวถึงผลสำเร็จในการดำเนินงานแปลงใหญ่ในปีที่ผ่านมาเพิ่มเติมว่า มกอช.ได้เข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ผู้ผลิตหรือผู้รวบรวมผักและผลไม้ภายใต้เกษตรแปลงใหญ่ ในพื้นที่ 46 จังหวัด นำผลผลิตคุณภาพมาตรฐานเข้าสู่โรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสแข่งขันทางการตลาดสูงขึ้น อีกทั้งยังได้สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่

รวมถึงมาตรฐาน GAP สำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) และมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ.9035-2553) ให้แก่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ผู้ผลิตหรือผู้รวบรวมผักและผลไม้ และภาคเอกชนกว่า 100 รายในพื้นที่ 25 จังหวัด อาทิ จังหวัดกำแพงเพชร ตาก เพชรบูรณ์ พิจิตร แพร่ ขอนแก่น นครราชสีมา ศรีสะเกษ อุทัยธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ ชลบุรี นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งควบคุมดูแลการผลิตพืชผักและผลไม้ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังผลักดันโครงการพัฒนาโรงสีข้าว GMP เพื่อยกระดับและพัฒนาการผลิตข้าวของจังหวัดพัทลุง ให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเป็นข้าวสาร Q ครบวงจร ด้วยการจัดอบรมเพิ่มศักยภาพด้านคุณภาพ และการตรวจสอบคุณภาพ ตรวจวิเคราะห์ข้าว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ข้าวสาร Q ไปจนถึงการส่งเสริมการจำหน่ายข้าวสาร Q พร้อมทั้งได้ส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Matching Business)

โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตพืชผักและผลไม้สดแปลงใหญ่กับผู้ประกอบการ เช่น ห้างค้าปลีก และร้านอาหารต่างๆ ได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมวางแผนการผลิตและการตลาด ซึ่งช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ทั้งนี้ กลยุทธ์การเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดนำการผลิตยังทำให้มีแหล่งรองรับผลผลิตที่แน่นอน ช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ ทั้งยังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่ด้วย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 แจงผลการประเมินผลโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อย ในโครงการไทยนิยมยั่งยืน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เผย ผลการดำเนินงาน ณ สิงหาคม มีเกษตรกรที่ดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางแล้ว 436 ราย พื้นที่ 1,796 ไร่ และได้เข้ารับการอบรมตามแผนพัฒนาอาชีพตามศักยภาพ เพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการทำสวนยาง คาด กันยายนนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน กิจกรรม ส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกยาง ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) ได้ร่วมติดตามผลการดำเนินงาน พบว่า มีเกษตรกรได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ 573 ราย ซึ่งจะสามารถลดพื้นที่ปลูกยางได้ 3,105 ไร่ และสามารถลดปริมาณผลผลิตยางเข้าสู่ระบบได้ถึง 153 ตัน/ปี

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ เดือนสิงหาคม 2561 ขณะนี้ มีเกษตรกรที่ดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางแล้ว 436 ราย พื้นที่ 1,796 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 58 และคาดว่าเกษตรกรที่เหลือจะดำเนินการเสร็จ ภายในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันนี้เกษตรกรได้เข้ารับการอบรมตามแผนพัฒนาอาชีพตามศักยภาพแล้ว 377 ราย คิดเป็นเป็น ร้อยละ 66 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์การพัฒนาอาชีพต่อไป

นอกจากนี้ เกษตรกรได้ร่วมวิเคราะห์วางแผนการผลิตตามกิจกรรมศักยภาพของตนเอง โดยส่วนใหญ่มีการวางแผนปลูกพืช ได้แก่ ทุเรียน มะพร้าว กล้วย หมาก และผัก ถึงร้อยละ 95 ส่วนอีกร้อยละ 5 วางแผนการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเกษตรกรเริ่มทำตามแผนการผลิตแล้ว ร้อยละ 74 และอยู่ระหว่างการปรับสภาพพื้นที่ ร้อยละ 26

ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกษตรกร รับทราบข้อมูลรายละเอียดโครงการผ่านทางเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก คิดเป็นร้อยละ 40 รองลงมาผ่านผู้นำชุมชน ร้อยละ 30 และผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ และประกาศของทางราชการเท่ากัน ร้อยละ 10 โดยเหตุผลที่เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่ต้องการปรับเปลี่ยนกิจกรรมเนื่องจากเห็นว่าราคายางตกต่ำ ต้นยางไม่สมบูรณ์ มีอายุมาก และเกษตรกรขาดแคลนแรงงานกรีดยาง เกษตรกรบางส่วนมีสวนยางหลายแปลงดูแลไม่ทั่วถึง และสวนยางอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยภาพรวมเกษตรกรมีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากช่วยเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพการเกษตรที่หลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม พบว่าเกษตรกรบางส่วนมีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ แต่เนื่องจากบางรายไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน หรือมีเนื้อที่ไม่ถึง 2 ไร่ จึงทำให้ไม่สามารถขึ้นทะเบียนกับทาง กยท. ได้ โดยเห็นว่าระยะเวลาในการสมัครเข้าร่วมโครงการค่อนข้างน้อย ทำให้เกษตรกรไม่มีเวลามากพอในการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากการปรับเปลี่ยนกิจกรรม ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น เนื้อที่ถือครองทางการเกษตร เนื้อที่ปลูกยาง ราคาไม้ยางพาราที่ได้รับหากปรับเปลี่ยนกิจกรรม และทักษะความรู้ในการปลูกพืชชนิดใหม่ เป็นต้น ซึ่งเกษตรกรหลายราย สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม หลังจากที่เห็นว่าเพื่อนบ้านที่เข้าร่วมโครงการได้รับความช่วยเหลือและได้ผลจริง รวมทั้งเห็นด้วยที่ภาครัฐมีการบูรณาการร่วมกัน มีการติดตามผลต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางเกิดความเชื่อมั่น ซึ่งหลังจากนี้ สศท.9 จะยังคงติดตามการดำเนินงานเป็นระยะเมื่อการดำเนินงานแล้วเสร็จ และรายงานให้ทราบต่อไป

หัวหน้าคณะผู้แทนสหกรณ์การเกษตร JA Hadano ญี่ปุ่น เผยหัวใจสำคัญการทำงานสหกรณ์คือ การดูแลผลผลิตของสมาชิก ระบุสหกรณ์ญี่ปุ่นเน้นวางของสดใหม่วางขายทุกวัน ประทับใจไทยคือ ต้นแบบการทำงานเข้มแข็ง อนาคตคาดเปิดโอกาสให้สตรีชาวญี่ปุ่นร่วมงานในสหกรณ์มากขึ้น

Mr. Ammi TAKAAKI หัวหน้าคณะผู้แทนสหกรณ์การเกษตร JA-Hadano และคณะ เดินทางเข้าพบ ผู้บริหารของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสานต่อโครงการมิตรภาพสหกรณ์ไทย-ญี่ปุ่น โดยได้ดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนภาพวาดร่วมกับโรงเรียนวัดหนองแก และโรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งโครงการมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ได้ดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนภาพวาดระหว่างนักเรียนไทยและญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 39 เป็นต้นมา และสหกรณ์การเกษตร JA-Hadano ได้ส่งคณะผู้แทนสหกรณ์เดินทางมาเยี่ยมเยือนโรงเรียนดังกล่าวเป็นประจำทุกปี พร้อมกันนี้ยังได้เดินทางไปศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานสหกรณ์กับสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเขาย้อย จำกัด พร้อมกับการเยี่ยมชมแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ด้วย

Mr. Ammi กล่าวว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการจัดตั้งสหกรณ์จำนวนมาก โดยตนทำงานในส่วนของกลุ่มสหกรณ์ JA-Hadano ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรที่มีระบบการทำงานที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมญี่ปุ่นมาก ซึ่งระบบการระบบการทำงานของสหกรณ์จะแบ่งการทำงานออกเป็นหลายส่วน สำหรับมุมมองส่วนตัวของตน ในฐานะเกษตรกรคนหนึ่งและทำงานด้านส่งเสริมการเกษตรนั้น มองว่าหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของสหกรณ์คือการดูแลผลผลิตให้แก่สมาชิก ใครมีปัญหาอะไรก็สามารถเข้ามาขอรับความช่วยเหลือและคำปรึกษาได้

ซึ่งสหกรณ์จะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตที่สมาชิกปลูกเองแล้วนำไปฝากขายที่ร้านค้าของสหกรณ์โดยตรงที่ตลาด JA-Hadano ผู้บริโภคก็คือสมาชิกสหกรณ์และประชาชนในชุมชนนั้น ถ้าผลผลิตขายไม่หมดสมาชิกที่เป็นเจ้าของก็ขนกลับบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะนำกลับมาแปรรูป เช่น สมาชิกคนหนึ่งเลี้ยงไก่แล้วนำไข่ไปฝากขาย เมื่อขายไม่หมดก็นำไข่ไก่กลับบ้าน แล้วนำไข่มาอบแห้ง และสามารถบรรจุใส่ซองพร้อมปรุงอาหารต่อได้ ร้านค้าของสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้สมาชิกสามารถนำผลผลิตมาฝากขาย

ถ้าขายได้จะแบ่งรายได้ให้ร้านค้า JA-Hadano 15% ส่วนของที่เหลือก็นำกลับบ้าน เพราะฉะนั้นสินค้าทุกประเภทจึงมีความสดใหม่ วางขายกันวันต่อวัน และสินค้าที่วางขายส่วนใหญ่จะเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เมล็ดพันธุ์พืช ผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรนำกลับมาแปรรูปแล้วนำกลับมาฝากขายใหม่ เช่น ปลาแห้ง ผลผลิตการเกษตรแปรรูปต่างๆ

ทั้งนี้ จากการได้เยี่ยมเยือนประเทศไทยหลายปีที่ผ่านมา ทาง JA-Hadano รู้สึกความประทับใจมากเกี่ยวกับการได้เห็นบทบาทของผู้หญิงที่ทำงานในสหกรณ์ของประเทศไทย จึงเกิดความประทับใจที่เห็นผู้หญิงที่มีความสามารถได้เข้ามาทำงานในสหกรณ์และมีบทบาทที่สำคัญด้วย เนื่องจากที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่คนที่เข้ามาทำงานในสหกรณ์เป็นผู้ชาย ซึ่งในอนาคตก็อยากสนับสนุนให้ผู้หญิงญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทในสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น

“การมาดูงานในครั้งนี้ผมได้เห็นการทำงานที่เข้มแข็ง การทำงานที่ตั้งใจ แม้ว่าผมอาจจะยัง ไม่ได้เห็นการทำงานในแง่มุมอื่น แต่ผมก็รู้สึกประทับใจมากและจะนำเรื่องราวที่ได้พบเจอนี้กลับไปบอกเล่าให้เพื่อนๆ ที่ญี่ปุ่นได้รับรู้ว่าอาหารของประเทศไทยอร่อยมาก ผลไม้ก็อร่อย เพราะยังมีกลุ่มเกษตรกรชาวญี่ปุ่นอีกจำนวนมากที่ไม่รู้จักประเทศไทย สำหรับความแตกต่างระหว่างสหกรณ์ของประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น คือการแลกเปลี่ยนความรู้หรือการอบรม และการแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการเกษตรทั้งหมด ที่ประเทศญี่ปุ่นจะดำเนินงานโดยสหพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่เหนือสหกรณ์ขึ้นไปอีก โดยสหพันธ์จะมีทั้งเอกสาร และทีมอบรมที่เข้มแข็งอยู่ข้างบน สำหรับคอยกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่านี่คือความแตกต่างหรือไม่ ระหว่างการสหกรณ์ไทยกับสหกรณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น” Mr. Ammi กล่าว

กรุงเทพฯ – กันยายน 2561 : เอสซีจี องค์กรธุรกิจชั้นนำองค์กรแรกในอาเซียนได้รับการประเมินให้อยู่ใน DJSI ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices) ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก ในสาขาอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (Construction Materials) ตั้งแต่ปี 2547 ยาวนานต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 พร้อมมุ่งดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นแบบอย่างด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายชลณัฐ ญาณารณพ ประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า “ผลการประเมินจากดัชนีความยั่งยืนดาวน์โจนส์ (DJSI) ในปี 2561 ทำให้เอสซีจีเป็นสมาชิก DJSI ที่เป็นแบบอย่างองค์กรยั่งยืน ในสาขาอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี ซึ่งเอสซีจีเป็นองค์กรแรกในอาเซียนที่ได้รับการประเมินให้เป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2547 นับเป็นความภาคภูมิใจของพนักงานเอสซีจีทุกคนที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่า การดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างความเป็นเลิศในทุกๆ มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ตลอดจนความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ ให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินงานของเอสซีจี เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เอสซีจีประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เอสซีจีได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้เพื่อยกระดับกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทำให้เอสซีจีตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยกลยุทธ์การลดใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิต การพัฒนานวัตกรรมเพื่อทดแทนสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดิม และการเพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ใหม่ เพื่อช่วยลดผลกระทบและสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เอสซีจี ในฐานะภาคธุรกิจจึงได้ร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสังคม เพื่อสร้างความร่วมมือและแบ่งปันความรู้ อันจะนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม ตลอดจนชุมชนได้อย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ DJSI เป็นดัชนีที่ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งกองทุนต่างๆ จากทั่วโลกได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาลงทุน ด้วยเชื่อมั่นว่า บริษัทที่เป็นสมาชิกอยู่ใน DJSI จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน