วช. ส่งเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม “จำปาดะ” อย่างยั่งยืน

ดร. สุวรรณี พรหมศิริ นักวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โทร. 086-749-4961 เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินโครงการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากจำปาดะอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนพื้นที่ ในการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ โดยนำงานวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบพึ่งพาตนเองให้กับชุมชนวิสาหกิจบ้านควนโดน จังหวัดสตูล และชุมชนวิสาหกิจบ้านสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โดยมุ่งวางระบบการจัดการและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปพืชเกษตรท้องถิ่น : จำปาดะ เพื่อสร้างรายได้เสริมแก่ชุมชนให้เข้มแข็ง โดยมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากจำปาดะอย่างยั่งยืน สู่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดสตูลและสงขลา

ปัจจุบัน จำปาดะ เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสตูล เพราะมีความโดดเด่นในด้านรสชาติหวานแหลมอร่อย เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1,260 ไร่ อำเภอควนโดน มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด ประมาณ 600 ไร่ เป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย เติบโตได้ดีและทนต่อความแห้งแล้ง ปัจจุบัน จังหวัดสตูล มีการจดทะเบียนจำปาดะพันธุ์พื้นเมืองแล้ว 6 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ขวัญสตูล, ทองเกษตร, วังทอง, ดอกโดน, น้ำดอกไม้, พญาวัง ให้ผลผลิตระหว่างเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายนของทุกปี ราคาจำหน่ายจำปาดะในตลาดท้องถิ่น กิโลกรัมละ 50-60 บาท ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาจัดฐานเรียนรู้เรื่องจำปาดะ ด้านการแปรรูปผลผลิต เช่น คุกกี้จำปาดะ ขนมหม้อแกงจำปาดะ เค้กจำปาดะ ฯลฯ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และลดต้นทุนเกษตรกรผู้ปลูกจำปาดะ

“ผู้เข้ารับการอบรมจากศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มีรายได้หลักมากกว่า 10,000 บาท/เดือน การนำจำปาดะไปใช้ย้อมสีผ้าและเครื่องแต่งกายมุสลิม “ดาหลาปาเต๊ะ” สร้างรายได้หลักและรายได้เสริมไม่ต่ำกว่า 4,000-10,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการอบรมการแปรรูปไม้จำปาดะ มีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายสินค้า เช่น เก้าอี้ไม้ ได้ตัวละ 1,200 บาท ม้านั่งยาว 8,000-12,000 บาท มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เข้าไปถ่ายทอดความรู้เรื่องการแปรรูปจำปาดะเป็นผลิตภัณฑ์ขนมให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมุสลิมมะห์เบเกอรี่ อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากการขายขนมจำปาดะในช่วงเดือนรอมฎอนมากกว่า 100,000 บาท” ดร. สุวรรณี กล่าว

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน ณ กลุ่มแปรรูปจำปาดะเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร จังหวัดสงขลา โดยมี ดร. สุวรรณี พรหมศิริ หัวหน้าโครงการ นำเสนอผลการดำเนินงานภายใต้แผนงานจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์จากจำปาดะเพื่อสร้างให้เป็นพืชเศรษฐกิจอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่นชุมชนอย่างยั่งยืน

ชี้ช่องรวย ด้วยผลิตภัณฑ์ขนม จาก “จำปาดะ”
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมุสลิมมะห์เบเกอรี่ ตั้งอยู่ เลขที่ 2/1 บ้านควนโดนใน มี นางวนิดา อุจิ หรือ กะฉ๊ะ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิก 35 คน ได้นำจำปาดะผลไม้ประจำถิ่นมาเป็นส่วนประกอบในการทำขนมที่มีรสชาติอร่อยน่ารับประทาน เช่น ขนมหม้อแกงจำปาดะ ขนมเค้กจำปาดะ สมูทตี้จำปาดะ เอแคลร์จำปาดะ ขนมโรลล์จำปาดะ และอีกหลากหลายที่มีจำปาดะเป็นส่วนประกอบในการทำขนม หากใครสนใจไอเดียสร้างอาชีพในลักษณะนี้ ขอแนะนำสินค้าขายดี ที่ใครๆ ก็นำไปทำได้ ไม่ยาก ยกตัวอย่าง เช่น

วิธีทำ
1. ซอยหอมแดง เจียวให้เหลืองพักไว้ เอาน้ำมันเจียวไปทาถาดสำหรับอบขนม
2. เปิดเตาอบ เอาน้ำใส่ถาดสำหรับรองถาดอบขนม ประมาณ 1/2 ของถาด
3. ใช้ไข่ไก่หรือไข่เป็ด 10 ฟอง ขยำรวมกับน้ำตาลปี๊บ ใบเตย ให้เข้ากันกรองด้วยผ้าขาวบาง
4. นำหัวกะทิ 2.5 ถ้วยตวง ผสมกับแป้งข้าวเจ้าและเกลือใส่เครื่องปั่นรวมกับเมล็ดจำปาดะต้มสุกแล้ว เทผสมกับส่วนผสมในขั้นตอนที่ 3 ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน
5. ตักส่วนผสมที่ได้ใส่ลงในถาดที่ทาด้วยน้ำมันหอมเจียวไว้และอบในเตาขณะที่ยังร้อนๆ
6. นำเข้าเตาอบ ที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส จนขนมหม้อแกงสุก

วิธีทำ
1. นำเนื้อจำปาดะปั่นผสมกับไข่และน้ำสะอาดจนได้เนื้อละเอียด
2. แป้งเค้ก น้ำตาลทราย เบคกิ้งโซดา เกลือ ผงฟู ผสมตีด้วยความเร็วต่ำสุด เพื่อไม่ให้แป้งฟุ้งกระจาย แล้วค่อยๆ เร่งความเร็วจนถึงระดับสูงสุด ตีนาน 3 นาที ปิดเครื่อง
3. นำทั้งสองส่วนมาผสมรวมกัน ตีต่อด้วยความเร็วต่ำสุดพอเข้ากัน
4. เทใส่พิมพ์รองด้วยกระดาษไข นำไปอบที่ไฟบน-ล่าง 170 และ 39-45 องศาเซลเซียส จนเนื้อเค้กสุก

กาปงจำปาดะ
ส่วนผสมประกอบด้วย
– เนื้อจำปาดะ 100 กรัม
– แป้งข้าวเจ้า 200 กรัม
– กะทิ 500 มิลลิลิตร (ใช้หัวและหางกะทิผสมกัน)
– น้ำตาลทรายขาว 240 กรัม
– ผงฟู 5 กรัม
– ยีสต์ 2 ช้อนชา
– มะพร้าวทึนทึกขูด 200 กรัม และ
– เกลือสำหรับคลุกกับมะพร้าวทึนทึก โรยหน้าขนม

วิธีทำ
1. ผสมแป้งข้าวเจ้ากับผงฟู ร่อนสลับกันไปมา 2 ครั้ง ทำหลุมตรงกลาง ใส่ยีสต์และน้ำตาลพักไว้
2. นำเนื้อจำปาดะไปปั่นรวมกับกะทิจนละเอียด ใส่หม้อตั้งไฟคนพออุ่น
3. นำส่วนผสมจากข้อ 2 เทผสมกับส่วนผสมในขั้นตอนที่ 1 ค่อยๆ ใช้ตะกร้อมือตีจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน พักไว้ 1 ชั่วโมง
4. นำถ้วยตะไล ใส่ลังถึงนึ่งจนร้อนแล้วตักส่วนผสมของนมที่พักไว้ ลงในถ้วยตะไล แล้วนำไปนึ่งต่ออีก 15 นาที จนสุก ตักออกจากถ้วย
5. นำมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ใส่ภาชนะนึ่ง 10 นาที จากนั้นนำมาคลุกกับเกลือ ไว้สำหรับโรยหน้าขนม

วุ้นกรอบจำปาดะ

ส่วนผสมประกอบด้วย
– เนื้อจำปาดะ 100 กรัม
– น้ำตาลทรายขาว 400 กรัม
– น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง (480 กรัม)
– ผงวุ้น 2 ช้อนโต๊ะ
– แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
– เครื่องปั่นผสมอาหาร และตู้อบลมร้อน (ถ้าไม่มี สามารถใช้วิธีตากแดดแทนได้ )

วิธีทำ
1. นำเนื้อจำปาดะผสมกับน้ำสะอาด ปั่นให้ละเอียดด้วยเครื่องผสมอาหาร
2. ผสมเนื้อจำปาดะที่ได้กับผงวุ้นในหม้อ คนให้ผงวุ้นละลายก่อนนำขึ้นตั้งไฟกลาง สังเกตเมื่อส่วนผสมใส จึงค่อยใส่น้ำตาลทรายคนอย่างต่อเนื่องจนน้ำตาลทรายละลายหมด
3. เคี่ยวต่อจนสารละลายเหนียวหนืดขึ้น
4. แป้งเท้ายายม่อมละลายน้ำเล็กน้อย เทใส่ลงในหม้อเป็นสาย ใช้ทัพพีคนๆ ให้เข้ากัน พอแป้งสุกและส่วนผสมวุ้นเดือดอีกครั้ง ปิดไฟแล้วยกลงจากเตา
5. เทใส่พิมพ์ ขนาดกว้าง 7×7 นิ้ว ตั้งไว้จนแข็งตัว ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที
6. นำออกจากพิมพ์ ตัดเป็นชิ้นๆ ใส่ถาด แล้วนำเข้าตู้อบลมร้อน ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ประมาณ 48 ชั่วโมง หรือนำไปตากแดด ประมาณ 4 แดด หรือจนกว่าวุ้นจะแข็งตัว

บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา ประเทศไทย เปิดธุรกิจใหม่ Syngenta Professional Solutions ต่อยอดความเชี่ยวชาญจากภาคเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน เพื่อลดการปนเปื้อนจากแมลงและพาหะนำโรคในภาคอุตสาหกรรมอาหาร และครัวเรือนผู้บริโภค

นายธนัษ อภินิเวศ ผู้อำนวยการ ซินเจนทา ประจำประเทศไทย บริษัทชั้นนำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรและอาหาร เปิดธุรกิจใหม่ Syngenta Professional Solutions เพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐานการควบคุมความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น ท่ามกลางผู้ประกอบธุรกิจด้านการป้องกัน กำจัดแมลงและศัตรูพาหะนำโรคกว่า 30 ราย ทั่วประเทศ

การจัดงานเปิดธุรกิจใหม่ครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด Safe Food Safe Life หรือ อาหารปลอดภัย ชีวิตปลอดภัย โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร. สุรเชษฐ จามรมาน ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีกำจัดแมลง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้เคมีกำจัดแมลงอย่างถูกต้องและปลอดภัย ร่วมกับ มร. บิลล์ ไซมอส (Mr. Bill Simos) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร จากหน่วยตรวจและรับรองมาตรฐาน HACCP International ประเทศฮ่องกง เพื่อประโยชน์ในการค้าอาหารระหว่างประเทศ มาให้ความรู้เรื่องมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารให้ห่างไกลจากแมลงและศัตรูพาหะที่อาจปนเปื้อนในกระบวนการผลิตอาหาร เพื่อสุขอนามัย และความปลอดภัยของผู้บริโภค

สำหรับภาพรวมของธุรกิจ Syngenta Professional Solutions จะให้บริการที่ปรึกษาและนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีคุณภาพเป็นเลิศ ได้มาตรฐานสากลและได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHOPES) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับการป้องกัน กำจัดแมลงและศัตรูพาหะนำโรค ครอบคลุมความต้องการสำหรับใช้ในครัวเรือน อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนให้ห่างไกลจากแมลงและพาหะนำโรค

นอกจากนี้ ภายในงาน ซินเจนทา ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแสดงลักษณะการทำงานของสารเคมีป้องกัน กำจัดแมลง และศัตรูพาหะนำโรค ด้วยระบบ AR (Augmented Reality Technology), VR (Virtual Reality ) ผ่านเกมส์และแอปพลิเคชั่น Syngenta Pest Management เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองสัมผัสและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการใช้งานจากสภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนชื้น อากาศที่แปรปรวน ฝนตก น้ำท่วม สถานการณ์ของโรคระบาดต่างๆ ที่เกิดจากแมลงเป็นพาหะนำโรค ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ยุง แมลงสาบ แมลงวัน ที่เป็นพาหะทำให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร ท้องร่วง ตาแดง ผิวหนังพุพอง โรคไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย และโรคอื่นๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค

การป้องกันและกำจัดศัตรูพาหะโรคร้ายต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกบ้าน ครอบครัว และโรงงานอุตสาหกรรม ต้องให้ความสำคัญ เพื่อลดการนำโรคมาสู่สมาชิกในครอบครัว หรือในชุมชน และผู้บริโภค นอกเหนือจากการช่วยกันกำจัดแหล่งน้ำขัง ไม่ให้ยุงเกิด กำจัดเศษอาหารอย่างถูกวิธี ทำบ้านเรือน และโรงงานให้สะอาด การใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกัน กำจัดแมลง และศัตรูพาหะอย่างถูกวิธี ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ต้องนำมาใช้

ด้าน นางสาววัชรีภรณ์ พันธ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนทางธุรกิจ กล่าวทิ้งท้าย “ปีที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ “แอคเทลิค 300 ซีเอส” ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Professional Solutions ของซินเจนทา ให้ใช้ในโครงการรณณรงค์กำจัดโรคไข้มาลาเรียขององค์การอนามัยโลก โดย “แอคเทลิค 300 ซีเอส” เป็นการทำงานร่วมกับ Innovative Vector Control Consortium (IVCC) ในการวิจัยและพัฒนาขึ้น เพื่อใช้กำจัดยุงลาย และยุงลายที่ต้านทานต่อสารไพรีทรอยด์ เพื่อปกป้องประชากรทั่วโลกจากโรคไข้มาลาเรีย เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ที่มีนโยบายด้านสาธารณสุขและได้ประกาศเจตนารมณ์กำจัดโรคไข้มาลาเลียให้หมดจากประเทศไทย ในปี 2567”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ หนุนสหกรณ์พื้นที่โครงการหลวง เป็นองค์กรของชุมชนที่ช่วยส่งเสริมอาชีพให้ชาวเขา ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงใน 11 จังหวัด พร้อมประชุมหารือตัวแทนสหกรณ์โครงการหลวง 46 แห่ง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานและเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและรายได้ที่มั่นคงของชาวบ้านในพื้นที่

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดประชุมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานส่งเสริมสหกรณ์และตัวแทนสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มเตรียมการสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง ปี 2562 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง วันที่ 9 – 11 กันยายน 2562 เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในการกำหนดทิศทางพัฒนาสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง ให้เป็นองค์กรของชุมชนและเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง รวมถึงเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริมสร้างความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับมูลนิธิโครงการหลวง

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของการจัดตั้งสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2536 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง และสถาบันวิจัยพื้นที่สูง จัดตั้งสหกรณ์และกลุ่มเตรียมสหกรณ์ขึ้นในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ระยะแรกเริ่มจัดตั้งสหกรณ์ 3 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 2 แห่ง กลุ่มเตรียมการสหกรณ์ 10 แห่ง กลุ่มอาชีพ 1 แห่ง สมาชิก 659 คน มีทุนดำเนินงานแรกเริ่ม 6.7 ล้านบาท ปัจจุบันสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงได้ขยายผลไปในหลายพื้นที่ เพื่อใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ให้กับชาวบ้านบนพื้นที่สูงใน 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา ตาก กำแพงเพชร กาญจนบุรี ลำปาง และเพชรบูรณ์ มีสหกรณ์โครงการหลวง จำนวน 56 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 2 แห่ง กลุ่มเตรียมการสหกรณ์ 5 แห่ง จำนวนสมาชิกรวม 10,407 ครอบครัว ปริมาณธุรกิจรวมกว่า 305.826 ล้านบาท

“การส่งเสริมการดำเนินงานสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ที่รับผิดชอบเข้าไปดูแลทั้งตัวองค์กร การบริหารจัดการ ระบบการควบคุมภายใน และพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง และพัฒนาผลผลิตของสมาชิกให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างการยอมรับและขยายตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ช่วยเสริมสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้อย่างมั่นคง สิ่งสำคัญคือ การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง รวมถึงพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ให้มีความเข็มแข็ง เพื่อเป็นที่พึ่งแก่มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

โอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบโล่รางวัลให้กับสหกรณ์โครงการหลวงที่มีผลงานดีเด่น อันดับ 1 คือ สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงดอยอินทนนท์ จำกัด จ.เชียงใหม่ ได้รับโล่และเงินรางวัล 10,000 บาท อันดับ 2 คือ สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด จ. แม่ฮ่องสอน ได้รับโล่และรางวัล 8,000 บาท อันดับ 3 คือ สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่สะเรียง จำกัด จ. แม่ฮ่องสอน ได้รับโล่และเงินรางวัล 5,000 บาท และสหกรณดีเด่นในพื้นที่โครงการหลวง จำนวน 12 ราย ได้รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล รายละ 2,000 บาท

ด้าน นายบุญสว่าง แซ่วะ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงดอยอินทนนท์ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นในพื้นที่โครงการหลวง เปิดเผยว่า สหกรณ์มีสมาชิก 483 คน จาก 13 หมู่บ้าน ดำเนินงานโดยมีหลักคือ เน้นการให้ความรู้และการมีส่วนร่วม พัฒนาอาชีพทำให้สมาชิกมีรายได้ดีและมีการวินัยทางการเงิน วางแผนการใช้จ่าย และเน้นให้มีการเพิ่มเงินฝากทุกปี อย่างน้อยครัวเรือนละ 500 บาท เพิ่มหุ้นกับสหกรณ์ อย่างน้อยปีละ 100 บาท แต่ละครัวเรือนของสมาชิกมีหนี้ไม่เกิน 4,000 บาท และมีเงินออมเฉลี่ย 20,000 บาท ซึ่งสหกรณ์ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน คือ ธุรกิจเงินกู้ 6 ล้านบาท ธุรกิจเงินฝาก 12 ล้านบาท ธุรกิจรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร 18 ล้านบาท ธุรกิจบริการท่องเที่ยว โฮมสเตย์บริการนักท่องเที่ยวบนดอยอินทนนท์ และธุรกิจจัดหาสินค้าและปัจจัยการผลิตเพื่อบริการสมาชิกอีก 2 ล้านบาท

วันที่ 11 กันยายน 2562 นายยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมจัดงานรณรงค์บริโภคสินค้าเกษตร ผู้ผลิตพบผู้บริโภค ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 (ศาลากลางหลังเก่า) อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้รับเกียรติจาก นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดงานฯ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นจังหวัดที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการทำการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรในจังหวัดปราจีนบุรี มีชื่อเสียงด้านคุณภาพมาเป็นเวลาช้านาน ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวางเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ได้แก่ ผลไม้ พืชผัก สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ ข้าว ไผ่ รวมถึงด้านประมงและปศุสัตว์ โดยเกษตรกรได้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เพื่อรวมกันซื้อ รวมกันขายผลผลิตทางการเกษตร

การจัดงานรณรงค์บริโภคสินค้าเกษตร ผู้ผลิตพบผู้บริโภคในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตรของเกษตรกรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน Young Smart Farmer และ Smart Farmer ให้เป็นที่รู้จัก อีกทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการตลาด และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ

โดยภายในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการความรู้การเกษตรแบบแปลงใหญ่ของจังหวัดปราจีนบุรี ได้แก่ แปลงใหญ่ไม้ผล แปลงใหญ่ข้าว แปลงใหญ่ ไม้ดอกไม้ประดับ แปลงใหญ่ผัก แปลงใหญ่ไผ่ แปลงใหญ่กก แปลงใหญ่ปลานิลปนกุ้งขาว และแปลงใหญ่โคเนื้อ รวมทั้งมีการออกบู๊ธจำหน่ายสินค้าเกษตร จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตลาดเกษตรกร Young Smart Farmer และ Smart Farmer ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และมีเกษตรกรและผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 200 ราย

กระเจี๊ยบแดง มีสรรพคุณในการเป็นยาขับปัสสาวะ ขับยูริก ช่วยลดการอักเสบของไต ลดความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเลือด Anthrocyanin ที่เป็นส่วนประกอบของสารสีแดงในกระเจี๊ยบ มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยปกป้องตับไม่ให้ถูกทำลาย

การกิน คือ การนำกลีบเลี้ยง (หรือส่วนที่เราใช้ต้มน้ำกระเจี๊ยบ) มาต้มหรือชงน้ำดื่ม ครั้งละ 5-10 กรัม หรือถ้าใช้ใบตากแห้งต้มน้ำดื่ม ก็จะช่วยบรรเทาอาการไอ

นอกเหนือไปจากการใช้เพื่อรักษาโรคแล้ว กระเจี๊ยบยังมีสรรพคุณในด้านความงามด้วย นั่นคือ ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ โดยมีการศึกษาในหนูอ้วนที่ได้รับน้ำต้มกระเจี๊ยบกินต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน พบว่า ช่วยให้น้ำหนักของหนูลดลงได้ ช่วยควบคุมน้ำหนักในหนูโดยไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อตับ ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ก็ลดลงไปพร้อมกันด้วย เช่นเดียวกับลูกค้าอภัยภูเบศรท่านหนึ่ง ที่ซื้อชาชงสมุนไพรกระเจี๊ยบของอภัยภูเบศรไปกินเป็นประจำสม่ำเสมอ หลังจากกินไปสักระยะก็พบว่าน้ำหนักลดลงมากจนมีคนทัก และได้ลองแนะนำให้คนในครอบครัวกินก็พบว่า ได้ผลเช่นเดียวกัน จึงได้มาบอกเล่าให้กับทีมพนักงานอภัยภูเบศรได้รับทราบและเผยแพร่ต่อไป

ซึ่งเราก็คิดว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก ถ้าใครจะนำไปใช้หรือลองกินกันดูก็ไม่เสียหาย และในส่วนของกากหลังจากต้มน้ำกระเจี๊ยบแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ คือ มีไฟเบอร์สูง ช่วยระบาย ทำให้อุจจาระนุ่ม หรือนำไปเป็นส่วนผสมในการทำขนม คุกกี้ ก็จัดเป็นขนมสุขภาพได้อีกแบบหนึ่ง ทราบแบบนี้แล้ว ใครที่กำลังหาวิธีลดน้ำหนักอยู่ ลองพิจารณากระเจี๊ยบดู

ขอบคุณข้อมูลจาก อภัยภูเบศรสาร ฉบับที่ 92 คอลัมน์ คนงามเพราะแต่ง โดย ภญ.วัจนา ตั้งความเพียรชุดสกัดเก่ง หรือชุดสกัดดีเอ็นเอภาคสนาม พัฒนาโดยอาจารย์นักวิจัยจาก ม.พะเยา ผลงานพร้อมถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์ ช่วยลดต้นทุนการใช้ชุดสกัดดีเอ็นเอสำหรับรูปหรือชุดสกัดแบบคอลัมน์ ใช้งานง่าย และเสริมให้นักศึกษาวิทย์ได้ลงมือทดลองสกัดดีเอ็นเอได้ด้วยตนเองทุกคน และแอปพลิเคชั่นเรียนรู้อักษรสามหมู่ พัฒนาโดยอาจารย์นักวิจัยจาก ม.ราชภัฏยะลา เป็นมัลติมีเดียโมบายแอปพลิเคชั่นเพื่อเรียนรู้วิชาภาษาไทยสำหรับนักเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องการผันอักษรสามหมู่ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ควรเร่งพัฒนาเพื่อให้สามารถอ่านออกเขียนได้ เป็น 2 ผลงานตัวอย่างในกลุ่มนวัตกรรมสื่อการเรียน ที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีในโครงการ THAILAND TECH SHOW โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)