วังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ต้นแบบการจัดการมะม่วง

แปลงใหญ่ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร เป็นแหล่งปลูกมะม่วงส่งออกที่สำคัญของจังหวัดพิจิตร เกษตรกรนิยมปลูกมะม่วงกินสุก คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4 เพื่อส่งขายตลาดญี่ปุ่น และปลูกมะม่วงพันธุ์กินดิบ ได้แก่ มะม่วงฟ้าลั่น มะม่วงเขียวเสวย

ปัจจุบัน กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงวังทับไทร มีพื้นที่ปลูกมะม่วง ประมาณ 20,000 ไร่ เมื่อรวมกับแหล่งปลูกมะม่วงในพื้นที่ใกล้เคียง อำเภอสากเหล็ก คือ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเพชรบูรณ์ ทำให้โซนนี้กลายเป็นพื้นที่ปลูกมะม่วงแหล่งใหญ่ของประเทศไทย มีทั้งเกษตรกรรายใหญ่ที่มีพื้นที่ปลูกมะม่วงหลายร้อยไร่ขึ้นไป และสวนมะม่วงขนาดเล็ก พื้นที่ 20-50 ไร่ เมื่อรวมกันแล้ว ทำให้เขตภาคเหนือตอนล่างมีพื้นที่และผลผลิตมหาศาล เข้าหลักการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ของกรมส่งเสริมการเกษตร

พื้นที่ปลูกมะม่วงในเขตภาคเหนือตอนล่างกว่า 200,000 ไร่ ในวันนี้มีผลผลิตขั้นต่ำ เฉลี่ยไร่ละ 1 ตัน หรือประมาณปีละ 200,000 ตัน ยกเว้นเจอปัญหาความผันผวนของภาวะอากาศ กำลังการผลิตก็จะปรับตัวลดลง สำหรับเกษตรกรที่มีฝีมือในการบริหารจัดการสวนที่ดีจะมีโอกาสพัฒนาผลผลิตเพิ่มขึ้น เป็นไร่ละ 2 ตันขึ้นไป โดยแบ่งการผลิตมะม่วงออกเป็นปีละ 2 รุ่น คือ มะม่วงก่อนฤดู และมะม่วงในฤดู ในแต่ละปีเฉพาะตำบลวังทับไทร ได้ผลผลิตราว 20,000-30,000 ตัน ตลาดส่งออกที่ขายได้ราคาดีที่สุดคือ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

มะม่วงที่ปลูกในเขตภาคเหนือตอนล่าง ทั้งจากจังหวัดพิจิตร และพื้นที่ใกล้เคียง 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ถูกรวบรวมมาส่งขายที่ตำบลวังทับไทรทั้งหมด ก่อนขายป้อนตลาดส่งออกถึง ร้อยละ 70-80 ของผลผลิตทั้งหมด สินค้ามะม่วงน้ำดอกไม้ โชคอนันต์ ที่ตกเกรดคุณภาพ จะส่งขายให้กับโรงงานแปรรูปเพื่อการส่งออก เช่น ทิมฟู้ด เชียงใหม่โฟรเซ่นฟู้ด ลานนา ฯลฯ เพื่อนำมะม่วงผลสุกเหล่านี้ไปแช่แข็งเป็นไอศกรีมผลไม้ และแปรรูปเป็นน้ำผลไม้

โดยธรรมชาติของมะม่วง จะเริ่มให้ผลผลิตในพื้นที่ภาคใต้ก่อนขึ้นภาคเหนือ ไล่ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ขึ้นไปพิจิตร ไปจนถึงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย สำหรับจังหวัดพิจิตร ต้นมะม่วงจะให้ผลผลิตช่วงเดือนเมษายนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเชียงใหม่ เชียงราย จะเก็บผลผลิตได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

ฉะเชิงเทรา ถือเป็นต้นแบบในการผลิตมะม่วงส่งออก เทคนิคการจัดการบางอย่างอาจทำได้ดีกับสวนมะม่วงในจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่หากนำมาใช้กับสวนมะม่วงที่จังหวัดพิจิตรอาจจะไม่ได้ผล เพราะมีข้อแตกต่างกันหลายประการ ทั้งเรื่องเงื่อนเวลา สถานที่ ภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการจัดการสวนมะม่วงส่งออกของแต่ละท้องถิ่น อาจมีวิธีการที่คล้ายๆ กัน แต่มีเงื่อนเวลาปฏิบัติที่ต่างกัน การทำมะม่วงเพื่อให้คุณภาพดีนั้น มีความแตกต่างกันตรงที่เงื่อนเวลากับการปฏิบัติของตัวเกษตรกร แต่วิธีการคล้ายกันเกือบทั้งหมด

คุณสายัณห์ บุญยิ่ง โทร. 081-887-1964 เจ้าของสวนมะม่วง ชื่อ “สวนสมบัติ” ในพื้นที่ตำบลวังทับไทร เล่าให้ฟังว่า เขามีพื้นที่ปลูกสวนมะม่วง 200 ไร่ อยู่ในอำเภอสากเหล็กและเนินมะปราง ส่วนใหญ่เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ โดยทยอยปลูกมะม่วงเป็นหลายรุ่น มะม่วงรุ่นแรก ปลูกในระยะ 6×6 เมตร ประมาณ 45 ต้น/ไร่ รุ่นต่อมา ปลูกในระยะ 4×6 เมตร เฉลี่ย 60 ต้น/ไร่ เมื่อครบระยะเก็บเกี่ยว มะม่วงทั้งสองรุ่น มีผลผลิตใกล้เคียงกัน

สวนมะม่วงที่นี่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก หลังปลูกต้นมะม่วงจะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 จะให้ผลผลิตคุณภาพดี ตั้งแต่ ปีที่ 5-15 มะม่วงแต่ละต้นจะให้ผลผลิต ประมาณ 90-200 กิโลกรัม ส่วนต้นมะม่วงอายุ 10 ปีขึ้นไป จะได้ผลผลิตคุณภาพเฉลี่ยต้นละ 100 กิโลกรัม

การผลิตมะม่วงก่อนฤดูของโซนภาคเหนือตอนล่าง จะเริ่มราดสารตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เพื่อให้มีผลผลิตเข้าสู่ตลาด ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน ของทุกปี

เมื่อต้นมะม่วงแตกใบอ่อนมักมีปัญหาโรคแมลงรบกวน เช่น แมลงค่อมทอง หนอนผีเสื้อ ฯลฯ ระยะผลอ่อนมักเจอปัญหาหนอนแมลงวันทอง เพลี้ยไฟ เข้ามารบกวน คุณสายัณห์ จะใช้สารเคมีกำจัดแมลง ควบคู่กับการจัดการแปลงให้สะอาดเป็นหลัก ปัจจุบัน สวนสมบัติมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ ไร่ละ 6,000-7,000 บาท ส่วนมะม่วงน้ำดอกไม้ มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 13,000-15,000 บาท/ไร่ ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนค่าห่อผลและค่าเก็บเกี่ยวผลผลิต

การผลิตมะม่วงนอกฤดู

หลังหมดฤดูการเก็บเกี่ยว จะตัดแต่งกิ่งให้น้อยลง เพื่อไม่เป็นที่สะสมของโรคและแมลง เปิดทางให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง และอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อช่วยให้ต้นมะม่วงผลิดอก ออกผล ที่มีคุณภาพดี ทั้งนี้เกษตรกรต้องรู้ใจมะม่วงด้วยว่า ตัดแต่งให้เหมาะสม เพราะหากตัดแต่งมากเกินไป จะไม่ได้ดอก ไม่ได้ลูก จะได้แต่ใบ หากตัดแต่งน้อยไปจะกลายเป็นแหล่งสะสมโรค แมลง เชื้อรา

“ธรรมชาติของต้นมะม่วง หลังถูกตัดแต่งกิ่ง ต้นมะม่วงจะสร้างกิ่งสร้างใบใหม่มาทดแทนกิ่งเดิมใบเดิม หากตัดแต่งพอประมาณ ให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง ลมถ่ายเทได้ดี เมื่อต้นมะม่วงกระทบแล้ง ช่วงพฤศจิกายน ฝนเริ่มหมด พอเข้าธันวาคมอากาศหนาวมากระทบ ใบที่กำลังแก่ สะสมอาหารเพียงพอก็จะออกช่อ ออกดอกในเดือนมกราคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนเมษายน” คุณสายัณห์ กล่าว

การทำมะม่วงนอกฤดูกาล โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซลราดโคนต้น เพื่อหยุดการเจริญเติบโต เมื่อมะม่วงไม่แตกยอด จะต้องให้ปุ๋ยเคมี ที่เน้นตัวกลาง-ตัวท้ายสูง เพื่อเร่งสะสมตาดอก หรือให้ปุ๋ยทางใบที่มีตัวกลาง ตัวท้ายสูง ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อใบแก่ ยอดอั้น จึงเปิดตาดอกด้วยสารไทโอยูเรียหรือโพแทสเซียมไนเตรตเพื่อให้มะม่วงแตกช่อดอก เป็นวิธีการที่บังคับให้มะม่วงออกนอกฤดูกาลหรือก่อนฤดูกาล

เมื่อต้นมะม่วงเริ่มผลิดอก ต้องดูแลดอกมะม่วง ช่วงนี้ มักมีปัญหาแมลงศัตรูพืช ประเภท เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น ที่ทำให้ใบมะม่วงเป็นสีดำ มียางเหนียวออกมา นอกจากนี้ ยังมีปัญหาหนอนผีเสื้อ แมลงปีกแข็ง ประเภทแมลงอีนูน แมลงค่อมทอง จะเข้ามาโจมตีช่วงใบอ่อน ช่วงช่อดอก แมลงเหล่านี้จะสร้างความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการจัดการแปลง เกษตรกรต้องรู้ว่าแมลงแต่ละตัวกินอยู่อย่างไร จะควบคุมอย่างไร จัดการอย่างไร ไม่ให้ระบาดจนสร้างความเสียหาย อย่างผีเสื้อหรือแมลงหลายตัวที่มาอาศัยอยู่ในสวน หากตัดแต่งกิ่งให้ดี ไม่เป็นที่อาศัยของแมลง แสงแดดส่องได้ทั่วถึง แมลงเหล่านี้จะไม่มีที่อยู่ หรืออาจเจอน้อยลง ไม่สร้างความเสียหายแก่ผลผลิต

หากเกษตรกรต้องการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ขอแนะนำให้ใช้สารสะเดา สมุนไพร ฉีดพ่น จะช่วยขับไล่แมลงศัตรูพืชไม่ให้เข้ามาหากินในช่วงระยะสั้นๆ หากพ้นช่วงช่อดอก ช่วงใบอ่อน แมลงก็ไม่เข้ามารบกวนแล้ว ปัญหาเรื่องหนอนก็เช่นเดียวกัน หากดูแลจัดการไม่ให้มีที่พักอาศัยอยู่ในแปลง ปริมาณแมลงก็จะน้อยลงตามไปด้วย แต่หากควบคุมแมลงศัตรูพืชไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้สารเคมี ที่มีความปลอดภัยสามารถสลายตัวได้เร็วภายใน 3-7 วัน

หากช่วงไหน เจอภาวะอากาศที่มีความชื้นสูง เจอฝนตก มีน้ำค้างแรงๆ ควรล้างต้นกันบ้าง โดยใช้น้ำเปล่าทำความสะอาดต้น เมื่อมะม่วงติดผลอ่อนแล้ว ไม่ต้องดูแลอะไรมาก อาหารเสริม ไม่ต้องใส่มาก ปล่อยให้ต้นมะม่วงหากินเองได้ ค่อยๆ สะสมอาหารกินมาจากทางราก ใบ ปรุงแต่งอาหารมาเลี้ยงลูก เลี้ยงดอก ปล่อยให้ต้นมะม่วงเจริญเติบโตตามธรรมชาติ สำหรับมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองจำเป็นต้องห่อผล เพื่อให้สีผลสวยงาม ห่ออายุประมาณ 45 วัน พอห่อแล้ว มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 100-110 วัน

ข้อแนะนำการลงทุน

การผลิตมะม่วงเชิงการค้าเพื่อการส่งออก แต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสารเคมีตกค้าง ขนาด และสีผิวมะม่วง ตลาดต้องการมะม่วง 2 แบบ คือ มะม่วงกินดิบ กับมะม่วงกินสุก ตลาดมะม่วงกินสุก คือ ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป จีน แต่มะม่วงกินดิบจะมีทางเวียดนาม เป็นพันธุ์ฟ้าลั่น เขียวเสวย เพชรบ้านลาด

ฉะนั้น ผู้ที่สนใจที่อยากจะทำมะม่วง อยากจะผลิตมะม่วงเป็นแบบหลังบ้านไว้กินเอง หรือแบบเชิงการค้า ก็คงต้องมองว่า จะผลิตมะม่วงอะไร ไปที่ไหน ไปโรงงานแปรรูปใช้พันธุ์อะไรบ้าง ส่งผลสดจะไปที่ไหน แล้วค่อยวางดูตามความเหมาะสมของพื้นที่ของตัวเรา ของแรงงานที่มีความสามารถที่ทำได้

วันนี้ตลาดมะม่วงถือว่ามีอนาคตสดใส โดยเฉพาะมะม่วงคุณภาพดี เกรดส่งออก เกษตรกรยังผลิตได้น้อย ไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของผู้ซื้อต่างประเทศ หากใครคิดจะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้แปลงใหญ่เชิงการค้า สิ่งสำคัญประการแรกคือ แรงงานต้องพร้อม และต้องมีเงินทุนพอสมควร

ส่วนเกษตรกรทั่วไปที่มีจำนวนแรงงานน้อย และเงินทุนจำกัด แต่สนใจอยากจะปลูกมะม่วงเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว คุณสายัณห์ แนะนำให้ปลูกฟ้าลั่น โชคอนันต์ เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดเวียดนามมีความต้องการสูง ปลูกดูแลง่าย อายุการเก็บเกี่ยวสั้น

มะม่วงไม่ชอบน้ำ เป็นพืชที่ทนแล้ง เติบโตง่าย ไม่ต้องดูแลอะไรมาก เมื่อถึงช่วงฤดูร้อน ต้นมะม่วงเจออากาศหนาวนิดหน่อยก็ออกดอก ให้ผลตามธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนเมษายน

แต่ทุกวันนี้ การทำสวนมะม่วงให้ได้คุณภาพสูงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นทุกที เนื่องจากต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมากขึ้น แถมเจอปัญหาภาวะอากาศแปรปรวนตลอดเวลา ทำให้ควบคุมกระบวนการผลิตได้ยากขึ้น เพราะช่วงตอนกลางวัน อากาศร้อนมาก ช่วงกลางคืนอากาศกลับเย็นลง ทำให้ต้นมะม่วงมีผลผลิตลดน้อยลง หลายพื้นที่เจอปัญหามะม่วงมีขนาดผลที่เล็กลง คือ ต่ำกว่า 330 กรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตกเกรด ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสักเท่าไรนัก

เพื่อความอยู่รอด ชาวสวนควรใส่ใจข้อมูลรอบด้านให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อาศัยแค่ฟังพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาเหมือนในอดีตแต่เพียงอย่างเดียวคงจะไม่ได้แล้ว ควรปรับตัวเรียนรู้สภาพการเปลี่ยนแปลงของภาวะอากาศ โดยจดบันทึกข้อมูลสภาพภูมิอากาศภายในสวนของตนเองให้ละเอียด เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนการผลิต ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้เหมาะสมที่สุด เพื่อช่วยลดความสูญเสียของผลผลิต และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้นตามที่ต้องการ

อาชีพเป็นเกษตรกรผู้ปลูกผักอย่างน้อยก็ได้ผลผลิตมาเพื่อบริโภคประจำวัน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าต้องการผลิตเพื่อการค้า สร้างอาชีพ อาจต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ เพิ่มขึ้นนอกจากเงินทุน ที่ดิน แรงงาน โดยเฉพาะมาตรฐานการผลิตที่จะเป็นเครื่องหมายการันตีให้แก่ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในกระบวนการผลิตว่าพืชผักนั้นมีความปลอดภัย

ป้าแสงเงิน ปัญญาดี คนเมืองลอง จังหวัดแพร่ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ยึดอาชีพเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่ ปี 2521 กว่าจะเดินทางก้าวย่างมาถึงวันนี้ ผ่านอุปสรรคมามากมายในการผลิตผักพื้นบ้าน จนมาได้ข้อสรุปว่า ปลูกผักบุ้งจีนดีที่สุด ตลาดมีความต้องการสูงและต่อเนื่อง ทั้งยังได้ใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และ MOA

เรามาทำความรู้จัก ป้าแสงเงิน ปัญญาดี กันครับ ป้าแสงเงิน บอกว่า ป้าได้รับการคัดเลือกเป็นสตรีดีเด่นมาหลายครั้งหลายปี ปี พ.ศ. 2527, 2539, 2559 แต่ก็ไม่ได้เลิกอาชีพเป็นเกษตรกร เพราะใจรักในอาชีพปลูกผักกินเอง กินทุกอย่างที่ปลูก ทำอาชีพนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 เริ่มจากการปลูกผักพื้นบ้าน และผักอื่นๆ เช่น ผักกาด ผักกวางตุ้ง คะน้า ผักชี ต้นหอม เป็นต้น แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ได้ข้อสรุปว่า ปลูกผักบุ้งจีนดีที่สุด เพราะตลาดต้องการ เป็นผักที่มีอายุสั้น ดูแลง่าย ไม่มีโรคและแมลงมารบกวน ถ้ารู้จักการวางแผนช่วงระยะเวลาปลูก เช่น ฤดูฝน ฤดูหนาว ส่วนฤดูร้อนหรือช่วงรอยต่อของฤดูกาลก็ปลูกผักชนิดอื่นแทนไม่ให้ซ้ำกันในแปลงเดียวกัน มิฉะนั้นโรค/แมลงจะระบาด

ป้าแสงเงิน บอกว่า ผักบุ้งจีนชนิดเดียวก็สร้างรายได้ให้แก่ป้าในแต่ละปีมากพอ ดีกว่าผักชนิดอื่นๆ แต่ก็ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ การวางแผนการผลิต ทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการผลิตมันเป็นงานที่ต้องสัมพันธ์กันเป็นอย่างมาก งานอะไรทำก่อน ทำทีหลัง ต้องดูเรื่องเวลาด้วย

กระบวนการผลิต ป้าแสงเงิน เล่าให้ฟังอย่างกระจ่างทุกขั้นตอนว่า เริ่มจากการซื้อเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนจากร้านค้าเกษตรในท้องถิ่น เหตุที่ไม่ได้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกเอง ป้าแสงเงิน บอกว่า ด้วยความรวดเร็วในการลงแปลงปีหนึ่งผลิตได้ 5 รอบ จึงไม่มีเวลาพอที่จะเก็บเกี่ยวเมล็ดไว้ทำพันธุ์ ป้าแสงเงิน บอกอีกว่า ต้องทำงาน 2 อย่าง ไปพร้อมกัน นั่นคือ งานหนึ่งต้องเตรียมแปลง อีกงานหนึ่งก็เตรียมเพาะเมล็ดผักบุ้งจีนให้เมล็ดงอกเสียก่อน ก่อนที่จะนำไปหว่านในแปลงปลูก

การเตรียมแปลงปลูกนั้น ป้าแสงเงิน แจกแจงว่า ใช้พื้นที่ 1 งาน หรือ 100 ตารางวา ยกแปลงหรือขึ้นแปลง ใช้จอบสับดินและพรวนดินให้ร่วน 1 งาน จะยกแปลงย่อยได้ 11 แปลง ขณะเดียวกันก็ต้องดึง/ถอนวัชพืชออกให้หมด ตากดินไว้ก่อน จากนั้นจึงเตรียมนำปุ๋ยหมักสำหรับหว่านลงดินในแปลงปลูก ปุ๋ยหมักที่ว่า ป้าแสงเงิน บอกว่าทำไว้ก่อน เพราะต้องใช้เวลาในการหมัก

นำวัตถุดิบรายการที่ 1, 2 กองรวมกันใช้พลั่วหรือจอบ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วพักไว้
พด.1 ผสมน้ำ 1 ลิตร ใช้ไม้คน 5-10 นาที แล้วนำกากน้ำตาลและน้ำสะอาดที่เหลือเทใส่รวมกันแล้วคนให้ทั่ว
นำน้ำผสมตาม ข้อที่ 2 ราดลงบนกองปุ๋ยตาม ข้อที่ 1 ใช้พลั่วหรือจอบคลุกเคล้าดูความชื้นของกองปุ๋ยพอหมาดๆ ตรวจสอบโดยการใช้มือหยิบปุ๋ยใส่กำมือแล้วบีบ คลายออกปุ๋ยยังรวมตัวกันเป็นก้อนก็เป็นอันใช้ได้
ใช้ผ้าหรือผ้าใบคลุมกองปุ๋ยไว้ เป็นการหมักปุ๋ย เป็นเวลา 7 วัน ทุกๆ วันต้องกลับกองปุ๋ย เมื่อครบ 7 วัน ก็ยังใช้ผ้าคลุมไว้แต่ไม่ต้องกลับกองอีก หมักไว้อีก 8 วัน กองปุ๋ยจะคลายความร้อนหมดแล้วจึงนำไปใช้ได้

วิธีการเพาะเมล็ด … ป้าแสงเงิน ให้รายละเอียดว่าเมื่อได้เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีน (1 งาน ใช้เมล็ดพันธุ์ 3 กิโลกรัม) มาแล้วให้นำมาแช่น้ำเปล่า ควรเป็นน้ำสะอาดแช่ไว้ 1 คืน รุ่งเช้าใช้ผ้ากรองเอาแต่เมล็ดขึ้นพักไว้กับผ้าขนหนูเป็นเวลา 2 คืน เมล็ดก็จะงอก

จากนั้นนำเมล็ดผักบุ้งจีนที่งอกแล้วลงหว่านในแปลงที่เตรียมไว้ ใช้ปุ๋ยหมักโรยหน้าดิน โรยแบบบางๆ แล้วรดน้ำให้พอชุ่ม ก็จะถึงกระบวนการในการดูแลต่อไป ซึ่งป้าแสงเงินบอกว่า เมื่อเวลาผ่านไป 3 วัน ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลง การเติบโตเป็นต้นและใบของผักบุ้งจีนชัดเจนขึ้น

การดูแล… ป้าแสงเงิน บอกว่าน้ำมีความสำคัญมากต้องขยันรดน้ำ วันละ 2 เวลา เช้า-เย็น ไม่ให้หน้าดินแห้ง ดินควรมีความชื้นอยู่ตลอด ส่วนปุ๋ยนั้นไม่ได้ใส่อีกนอกจากที่หว่านลงดินร่วมกับการหว่านเมล็ดครั้งเดียวก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นหน้าฝนก็จะช่วยในเรื่องความชื้นได้เยอะ ไม่ต้องรดน้ำเลย โรค/แมลงนั้น ป้าแสงเงิน บอกว่ามีโรคที่พบก็คือ ราสนิมขาว พบมากในฤดูฝน ส่วนแมลงไม่มีให้เห็น

การเก็บเกี่ยว… เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียง 25 วัน นับจากวันที่หว่านเมล็ดลงแปลง ต้นผักบุ้งจีนสูงประมาณ 12 นิ้ว ป้าแสงเงิน กล่าวขยายความว่า ที่ว่า 25 วันนั้น หมายถึง ปลูกในฤดูฝน แต่ถ้าปลูกช่วงฤดูหนาว ก็อาจใช้เวลา 30 วัน ก็ตัดขายได้ ฤดูหนาวเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม จะได้ผลผลิตที่งามที่สุด

การเก็บต้นผักบุ้งจีนนั้น ป้าแสงเงิน บอกว่า Royal Online V2 ใช้การถอนทั้งต้นติดรากมาด้วย จากนั้นล้างน้ำให้สะอาด ชั่งน้ำหนัก 5 มัด ให้ได้ 1 กิโลกรัม รอการระบายสู่ตลาด รูปแบบการขายผักบุ้งจีน ป้าแสงเงินบอกว่า เนื้อที่ 1 งาน จะได้น้ำหนักผักบุ้งจีน 220 กิโลกรัม มีทั้งให้ผู้ซื้อไปตัดหรือถอนเองจากแปลง แล้วนำมาชั่งน้ำหนัก คิดราคากิโลกรัมละ 20 บาท ถ้าเป็นกรณีมีพ่อค้า-แม่ค้า ในตลาดมารับซื้อหรือส่งร้านค้าในชุมชนทำเป็นมัด 5 มัด น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ก็ราคา 20 บาท แต่ก็มีผู้ซื้อประจำคือร้านขนมจีนน้ำย้อยและร้านหมูกระทะในชุมชน

ป้าแสงเงิน บอกว่า นี่แหละเศรษฐกิจชุมชนซื้อขายกันเองในชุมชน ปลูกผักบุ้งจีน 1 งาน ได้ผลผลิต 220 กิโลกรัม ปลูก 1 รุ่น ใช้เวลารุ่นละ 25 วัน เก็บขายหมดไม่เกิน 2 วัน จากนั้นพักดินแล้วขึ้นแปลงรอปลูกอีกรอบ

รอบการผลิต ป้าแสงเงิน บอกว่า ฤดูฝนปลูกได้ 2 รอบ เพราะมีเชื้อรามารบกวน ฤดูหนาว ปลูกได้ 3 รอบ ไม่มีทั้งโรคและแมลงมารบกวนใดๆ ดังนั้น ใน 1 ปี ป้าแสงเงิน ก็จะปลูกผักอื่นๆ ทดแทนเป็นการสลับเวลาของช่วงฤดูกาล เช่น ผักชี ผักกาด คะน้า เป็นต้น

ที่น่าสนใจก็คือ ป้าแสงเงิน ปลูกผักเฉพาะผักบุ้งจีน ที่มีตลาดรับซื้อแน่นอนและต่อเนื่องเป็นการสร้างรายได้ที่ดี เพราะคำนวณรายได้แล้ว น่าจะดีกว่าการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ในพื้นที่เท่ากัน 1 งาน ป้าแสงเงิน สร้างรายได้ปีละ 10,125 บาท นี่ยังไม่รวมพืชผักชนิดอื่นๆ นะครับ

มาดูข้อมูลตัวเลขจากบัญชีฟาร์มซิครับ

รายได้ ต่อ 1 รุ่น เนื้อที่ 1 งาน

ขายผักบุ้งจีน (210 กิโลกรัม x 20 บาท) 4,200 บาท
จากการบริโภค/แบ่งปัน (10 กิโลกรัม x 20 บาท) 200 บาท
รวมรายได้ 4,400 บาท

ต้นทุน/ค่าใช้จ่าย

ค่าไถที่ยกร่องจากการจ้างแรงงาน 300 บาท
ค่าเมล็ดพันธุ์ (3 ถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม x 190 บาท) 570 บาท
ค่าวัตถุดิบผลิตปุ๋ยหมัก 315 บาท
ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำ 100 บาท
ค่าขนส่ง 200 บาท
ค่าแรงงานตนเอง 740 บาท
ค่าวัสดุการเกษตร 150 บาท
รวมค่าใช้จ่าย 2,375 บาท

กำไร (4,400-2,375) 2,025 บาท

1 ปี ผลิตได้ 5 รุ่น (2,025 บาท x 5 รุ่น) 10,125 บาท

ผลผลิต ผักบุ้งจีน ของป้าแสงเงิน เป็นผักปลอดภัย ทั้งได้ผ่านกระบวนการผลิตดังที่กล่าวไปแต่ละรุ่น แต่ละปี เป็นระยะเวลาหลายปี ผ่านการซื้อขายของตลาดมาก็มากมาย ผู้บริโภคก็เกิดความไว้วางใจหลายหน่วยงานก็ได้เข้ามาส่งเสริมแนะนำและนำตัวอย่างผักของป้าแสงเงินไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีสารตกค้างหรือสารพิษใดๆ ป้าแสงเงิน จึงได้ใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรจาก 2 หน่วยงาน คือ