วัสดุที่เตรียมเพาะเห็ดคือ มะพร้าวสับแช่น้ำให้ชุ่ม อย่างน้อย 24

โรยชั้นล่างสุดของตะกร้า ขนาด 40 คูณ 50 เซนติเมตร โรยสูงประมาณ 1 นิ้ว ส่วนชั้นที่สองให้โรยด้วยไม้ไผ่สับชิ้นเล็กๆ หรือเป็นขี้เลื้อยไม้เก่าก็ได้ แต่ก่อนนำมาใช้ต้องแช่ด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์หรือน้ำหมักจาวปลวก 7 วัน นำมาโรยเป็นชั้นที่สอง หนาประมาณ 1 นิ้ว ส่วนชั้นสุดท้ายเป็นหน้าดินหมัก โรยหนาประมาณ 2 นิ้ว หน้าดินหมักที่ว่านี้จะต้องมีส่วนผสมตามสูตรคือ หน้าดินทั่วไป จำนวน 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านการตากแดดจัด อย่างน้อย 5 วัน เพื่อกำจัดไข่แมลงหรือสัตว์ที่กัดกินเห็ดให้ตายให้หมด ขุยมะพร้าว 30 เปอร์เซ็นต์ ขี้วัว 20 เปอร์เซ็นต์ หมักน้ำจุลินทรีย์หรือใส่จุลินทรีย์ พด.1 ของกรมพัฒนาที่ดิน หมั่นกลับกองทุกวันจนไม่มีความร้อนจึงนำมาใช้ได้

เมื่อโรยวัสดุในการเพาะเห็ดครบหมดแล้วก็รดน้ำให้ชุ่ม เอาเชื้อเห็ดตัดเป็นท่อนๆ ตามขวาง วางบนตะกร้า ตะกร้าละ 6 แว่น นำผ้าพลาสติกคลุม หรือถ้าเป็นตะกร้าก็ให้สวมด้วยถุงขยะดำ วางไว้ในที่ร่ม หรือใต้ซาแรน 80 เปอร์เซ็นต์ และควรอยู่ในหลังคา ในระหว่างนี้ไม่ต้องรดน้ำ เพราะความชื้นที่รดไว้มีเพียงพอ ใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน แล้วแต่สภาพอากาศ เส้นใยของเห็ดจะเริ่มเดินกระจายไปทั่วตะกร้า ก็จะเอาถุงดำหรือพลาสติกที่คลุมออก วางไว้ในที่ร่ม ในตอนนี้จะต้องรดน้ำเช้า-เย็น ด้วยหัวพ่นฝอยจะดีกว่ารดด้วยมือหรือสปริงเกลอร์ ในช่วงนี้อาจมีการโรยแกลบดิบหรือฟางข้าวเพื่อรักษาความชื้นบนหน้าดิน ในหน้าฝนให้โรยแค่บางๆ ส่วนหน้าร้อนจะต้องใส่มากหน่อย

ในอุณหภูมิปกติจะใช้เวลาประมาณ 30-35 วัน หลังจากนี้ จะเกิดเป็นตุ่มเห็ดขนาดเท่าไข่จิ้งจก ใช้เวลาต่อจากนี้ไปอีก 15 วัน ก็จะโตเท่าไข่ไก่ เนื้อข้างในจะเป็นชั้นๆ เหมือนเห็ดตูมทั่วไป เห็ดที่มีขนาดเท่าไข่ไก่นี้สามารถนำไปทำเป็นอาหารได้หลายอย่างเหมือนกับเห็ดฟาง สามารถเก็บในตู้เย็นได้ไม่กี่วัน แต่เห็ดเยื่อไผ่ในขั้นตอนนี้ไม่มีการจำหน่ายโดยทั่วไป เนื่องจากยากแก่การขนส่ง แต่สรรพคุณในช่วงนี้เยอะมาก เป็นที่น่าเสียดายที่ปกติจะไม่มีโอกาสลิ้มรส

ขั้นตอนในการทำเห็ดเยื่อไผ่ไม่ได้จบแค่นี้ เพราะจะต้องรออีกประมาณ 7-12 วัน เห็ดจะเจริญเติบโตไปเรื่อย จนหัวเห็ดจะดันหมวกเห็ดออกมาและจะโผล่ลำต้นที่เป็นร่างแหออกมา จึงจะเด็ดออกมาจากตะกร้า ในช่วงเวลานี้ที่เป็นเห็ดสดก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดเช่นกัน เมื่อเก็บเห็ดออกมาแล้วก็จะนำไปตากแดดธรรมดา 1 แดด เพื่อลดความชื้นลง ก่อนนำไปใส่ตู้อบอีกครั้ง เพื่อให้เห็ดแห้ง ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นาน ในขั้นตอนการอบนี้ทางฟาร์มเห็ดจะไม่ได้ใช้กำมะถันรมเพื่อให้มีสีขาวเหมือนของจากต่างประเทศ ซึ่งการรมกำมะถันจะเป็นอันตรายต่อการบริโภค ยกเว้นจะต้องล้างให้สะอาดด้วยน้ำหลายๆ ครั้ง เห็ดของฟาร์มจึงมีสีคล้ำกว่าเห็ดจากต่างประเทศเพราะสาเหตุนี้ ซึ่งคุณปราณีบอกว่า ถึงเห็ดจะเป็นสีคล้ำก็จริงเมื่อล้างและแช่น้ำแล้วก็จะขาวเหมือนปกติ

การเก็บเอาวุ้นของเห็ด ก็จะต้องเก็บจากเห็ดก่อนที่เห็ดจะดันขึ้นมาจนเปลือกนอกแตก เพราะวุ้นจะเกิดระหว่างเปลือกชั้นแรกกับตัวดอก ซึ่งจะมีน้ำหนัก 1 ใน 3 ของน้ำหนักดอกสด ในธรรมชาติวุ้นจะทำหน้าที่เก็บความชื้นและป้องกันไม่ให้แมลงมากินดอก การเก็บจะเอามือค่อยๆ แกะเปลือกออก แล้วเอาช้อนขูดจนถึงเนื้อสีเหลือง แล้วนำไปแช่ช่องแช่แข็งรวบรวมไว้ วุ้นนี้แหละจะนำไปทำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีราคาค่อนข้างแพง แต่มีสรรพคุณมากมาย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทำจากวุ้นของเยื่อไผ่ เช่น เซรั่มเห็ดเยื่อไผ่ มีสรรพคุณป้องกันสิวฝ้า ผิวหน้าใสกระชับ สบู่ น้ำแร่เห็ดเยื่อไผ่ เจลทำความสะอาดเครื่องสำอาง

คุณสมบัติของเห็ดเยื่อไผ่มีมากมายเหมาะสมกับราคา ปัจจุบันนี้มีเห็ดแห้งที่เราสามารถนำมาทำเองได้หรือไม่ก็สั่งเป็นเมนูตามร้านอาหารทั่วไปด้วยสนนราคาไม่แพงแล้ว ถ้ายังไม่เคยชิมก็ลองดูได้ครับ

หนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกรในจังหวัดพิจิตรเป็นอย่างยิ่ง คือ “เมล่อน” ผลไม้รสชาติดี มีอนาคต ด้วยความนิยมจากท้องตลาด ทั้งยังใช้น้ำและพื้นที่น้อย ทว่าสร้างผลผลิตที่โกยรายได้มากกว่าการทำนาหลายเท่าตัว

สมพร เจียรประวัติ เกษตรจังหวัดพิจิตร อธิบายว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งในปีนี้เกษตรกรต้องยอมรับว่าผลผลิตราคาข้าวนั้นไม่ดีเท่าที่ควร ทางกรมส่งเสริมการเกษตรจึงมีนโยบายในเรื่องการลดพื้นที่การทำนา และลดรอบของการทำนาปรังลง ฉะนั้นเมื่อมีการขับเคลื่อนนโยบายในลักษณะนี้จึงต้องมีการทดแทนให้กับเกษตรกร โดยการหาพืชที่เหมาะสมที่จะทดแทนการปลูกข้าวเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เท่ากับหรือมากกว่าการทำนา จึงได้เลือกการปลูกพืชประเภทแตง คือ เมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่มีการใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าว ประมาณ 3-4 เท่าตัว โดยมีระบบการจัดการที่ละเอียดอ่อน ตัวอย่าง เช่น การปลูกโดยมีพลาสติกคลุมดิน มีระยะการปลูกที่ชัดเจน และปลูกในโรงเรือน

“ตอนนี้เกษตรกรในจังหวัดพิจิตร เริ่มหันมาปลูกเมล่อนกันมากขึ้น ราคาจากมือเกษตรกร กิโลกรัมละ 60-70 บาท เมล่อน 1 ผล หนักราว 1 กิโลครึ่ง ถึง 2 กิโลกรัม ดังนั้น เฉลี่ยอยู่ที่ผลละ 100-150 บาท ในระยะเวลา 4 เดือน เมื่อเทียบกับการปลูกข้าว สามารถใช้เป็นพืชทดแทนการปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เกษตรจังหวัดกล่าว

มาฟังเสียงเกษตรกรตัวจริงกันบ้าง

สมศักดิ์ บางแดง หนึ่งในเกษตรกรนอกเขตชลประทานที่ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังในช่วงฤดูแล้ง หันมาปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยทดแทน โดยในพื้นที่เพียง 2 งาน สามารถสร้างรายได้สูงกว่าการปลูกข้าวถึง 20 ไร่ ตัวโรงเรือนกว้าง 6 เมตร ยาว 36 เมตร ปลูกได้ 600-800 ต้น จำนวน 2 โรงเรือน สร้างรายได้ประมาณ 55,000-65,000 บาท ต่อ 1 โรงเรือน

“ผมเลือกปลูกเมล่อนพันธุ์กาเลีย ให้น้ำด้วยระบบสายน้ำหยด เพียงวันละ 2 ครั้ง คือเช้าและบ่าย โดยใช้วิธีน้ำหยดและไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง เพราะปลูกในโรงเรือนซึ่งกันแมลงได้ พวกอาหารเสริมก็ให้ทางน้ำหยดเหมือนกัน วิธีการปลูกก็ไม่ยาก เริ่มจากการเพาะเมล็ด 8 วัน จากนั้นก็นำกล้ามาลงหลุม ใช้เวลาประมาณ 20 วัน เมล่อนก็จะผสมเกสร อีก 5 วันถัดมา ก็จะเริ่มเห็นผลเล็กๆ ของเมล่อน ว่าจะติดลูกหรือไม่ติดลูก พอลูกเริ่มมีขนาดเท่าไข่ไก่ ก็จึงนำเชือกปอมาแขวนไว้กันลูกจะดึกเถาลงมา รวมทั้งหมดจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาประมาณ 65 วัน”

ถามถึงข้อจำกัด คุณสมศักดิ์ บอกว่า เมล่อนชอบอากาศร้อนชื้น และไม่ชอบอากาศที่หนาวเย็น ถ้าเจอหนาวเมื่อไหร่จะไม่ค่อยโต ไม่ค่อยออกดอก และให้ผลเล็กกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นโชคดีที่ภูมิอากาศในจังหวัดพิจิตรมีความเหมาะสม ตรงตามรสนิยมของพืชชนิดนี้ จึงไม่ต้องกังวลในประเด็นสภาพอากาศมากนัก ส่วนความปลอดภัยต่อผู้บริโภคก็มีเต็มร้อย โดยมีใบรับรอง GAP การันตีว่าไร้สารเคมีและยาฆ่าแมลงปนเปื้อน

เกษตรกรท่านนี้ยังกระซิบบอกว่า เมล่อนที่ปลูกไว้ขายดีมากถึงขนาดมีลูกค้าโทร.มาจอง ไม่ต้องขนออกไปขายเลยด้วยซ้ำ เน้นย้ำความสำเร็จของการตัดสินใจหันมาปลูกพืชชนิดนี้

นับว่าเป็นอีกทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนาในช่วงฤดูแล้งนี้เป็นอย่างดี ปลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนเมืองน่านอีกครั้ง ตามคำเชิญของ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ในเครือฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล อิงก์ (พีเอ็มไอ) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บุหรี่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป้าหมายการเดินทางในครั้งนี้ เพื่อเยี่ยมชมกิจการใบยาสูบ พืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีบทบาทต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวจังหวัดน่าน

“ยาสูบ” พืชทำเงิน สร้างอาชีพของเกษตรกรไทย

ข้อมูลจากกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบัน มีเกษตรกรไทยยึดอาชีพปลูกยาสูบ จำนวน 34,000 ครอบครัว เนื้อที่ปลูกยาสูบ จำนวน 132,000 ไร่ มีผลผลิต 40,700 ตัน ซึ่งพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง จำนวน 10 จังหวัด ปลูกใบยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย จำนวนเกษตรกร 5,800 ครอบครัว ผลผลิตรวม 12,000 ตัน ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 14,900 ครอบครัว นิยมปลูกยาสูบพันธุ์โอเรียนทอล หรือเตอร์กิช มีผลผลิต 8,800 ตัน

ทุกวันนี้ ยาสูบพันธุ์เบอร์เรีย มีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ สร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 13,000 ครอบครัว มีผลผลิตปีละ 19,900 ตัน กล่าวได้ว่า “เบอร์เรีย” นับเป็นสายพันธุ์ยาสูบที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุด มีผลผลิตมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่การปลูกยาสูบทั้งประเทศ

คุณพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์และผู้บริหารฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ทางบริษัทได้ทำงานใกล้ชิดกับภาคเกษตรยาสูบไทยที่ประกอบด้วยชาวไร่ยาสูบราว 34,000 ครอบครัว ซึ่งบริษัทในเครือของเราเป็นผู้รับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรไทยผ่านบริษัทผู้จัดหาใบยาเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 3 ทศวรรษ และยังเป็นผู้ซื้อใบยาสูบรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

นอกเหนือจากการรับซื้อใบยาสูบแล้ว ทางบริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรยาสูบไทยโดยเรามีการดำเนินงานในเรื่อง “Sustainable Tobacco Programmes” หรือแผนงานสร้างความยั่งยืนให้กับพืชยาสูบที่ให้ความสำคัญในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับใบยาตั้งแต่ต้นทาง คือ ไร่ยาสูบ ไปจนถึงกระบวนการในโรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพใบยาสูบไทยให้ได้ตามมาตรฐานของโลก และมีความสามารถในการแข่งขันได้เมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจอื่น รวมถึงให้ความสำคัญกับหลักปฏิบัติที่ดีด้านแรงงานในไร่และความปลอดภัยของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือการลดผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

“หัวใจสำคัญของเราคือ ความยั่งยืนและการให้ความสำคัญกับชาวไร่ยาสูบ มูลค่าในการรับซื้อใบยาสูบ 6 ปี ย้อนหลังของเราอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท และในปี 2559 นี้ มูลค่าในการรับซื้อใบยาสูบไทยของเราอยู่ที่ 717 ล้านบาท นอกจากนี้ ฟิลลิป มอร์ริส ได้ร่วมทำงานใกล้ชิดกับผู้จัดหาใบยาสูบและชาวไร่ยาสูบไทย โดยผลสำเร็จของโครงการที่เป็นไฮไลต์ อาทิ การกำจัดบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตรราว 974,000 ชิ้น จากชาวไร่ยาสูบ แนวคิดแปลงเพาะกล้ากึ่งท่วมน้ำ ที่ช่วยลดเวลาทำงานชาวไร่ยาสูบได้ ร้อยละ 23 และการจัดเตรียมกล้าไม้กว่า 60,000 ต้น ให้กับชาวไร่เพื่อปลูกทดแทนไม้ที่ใช้ในโรงเรือนบ่มใบยาสูบ ฯลฯ” คุณพงศธร กล่าว

“ยาสูบ” เมืองน่าน

คุณสกาวรัตน์ โลหะโชติ นายกสมาคมผู้เพาะปลูก ผู้บ่มและค้าใบยาสูบจังหวัดน่าน ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้ มีชาวน่านถึง 1,200 ครัวเรือน ที่ทำอาชีพเกี่ยวข้องกับธุรกิจใบยาสูบ ทั้งตัวเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ พนักงานไร่ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมความรู้เรื่องการปลูกยาสูบแก่เกษตรกร รวมทั้ง โรงบ่ม ที่ทำหน้าที่สนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ โดยโรงบ่มจะนำเข้าเมล็ดพันธุ์ยาสูบจากต่างประเทศ เพราะเป็นกล้าพันธุ์ที่ต้านทานโรค แต่มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละกว่าแสนบาทมาเพาะเป็นต้นกล้า เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูก หลังจากนั้น จะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ในราคากิโลกรัมละ 6-7.50 บาท ตามราคาประกาศของโรงงานยาสูบ

ปัจจุบัน ยาสูบ เป็นพืชทางเลือกหลังฤดูทำนาของเกษตรกรชาวน่าน โดยปกติ เกษตรกรนิยมปลูกยาสูบในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน โดยใช้เงินลงทุนปลูกยาสูบ ไร่ละประมาณ 7,000-8,000 บาท เกษตรกรจะใช้เวลาปลูกยาสูบ ประมาณ 60 วัน หลังจากนั้นจะใช้เวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตอีกประมาณ 90 วัน หลังขายผลผลิตจะมีรายได้เฉลี่ย ไร่ละ 10,000 บาท

วิธีการปลูกใบยาสูบทุกขั้นตอน เริ่มจากเตรียมดิน นำกล้าใบยาสูบลงปลูกในแปลงเพาะกล้า 45 วัน ใส่ปุ๋ย ใส่ยา ตามคำแนะนำของโรงบ่ม ทั้งนี้จะมีพนักงานไร่ไปตรวจสอบทุกขั้นตอน ว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ปฏิบัติตามคำแนะนำการปลูกหรือไม่ หากพบปัญหาจะได้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที เนื่องจากการเติบโตของต้นยาสูบมีผลต่อคุณภาพใบยาทั้งสิ้น

เมื่อใบยาแก่ ครบอายุพร้อมเก็บเกี่ยวจะสังเกตได้ง่าย เพราะใบยาสูบจะมีสีเหลือง เมื่อเกษตรกรนำใบยาสูบไปส่งให้กับโรงบ่ม ทางโรงบ่มจะนำใบยาสูบไปอบในอุณหภูมิที่ต่ำ ประมาณ 5-6 วัน ให้ใบยาสูบแห้ง พร้อมจำหน่ายให้กับโรงงานยาสูบ ตามโควต้าที่โรงบ่มได้รับ ผลผลิตบางส่วนจะขายให้กับเอกชนผู้ส่งออก

คุณสกาวรัตน์ กล่าวว่า ในอดีตเมืองน่าน มีพื้นที่ปลูกยาสูบมากกว่า 5,000 ไร่ แต่ปัจจุบันพื้นที่ปลูกยาสูบลดลงเหลือแค่ 3,000 ไร่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจุบันเกษตรกรมีพืชทางเลือกอื่นมากขึ้น ทำให้ยาสูบได้รับความสนใจน้อยลง แต่ชาวน่านจำนวนมาก โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่อำเภอท่าวังผาและอำเภอปัวที่ยืนหยัดยึดอาชีพปลูกยาสูบหลังฤดูการทำนาข้าวอย่างต่อเนื่อง เพราะยาสูบเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย แถมเมืองน่านได้เปรียบในเรื่องสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ต้นยาสูบเจริญงอกงาม ใบใหญ่ หนา ได้น้ำหนักดี ทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตต่อกิโลกรัมได้มากกว่าเดิม ที่สำคัญยาสูบเป็นพืชที่มีความเสี่ยงน้อย เพราะขายได้ในราคาประกันและมีตลาดรับซื้อแน่นอน

ยาสูบ ให้ผลตอบแทนที่ดี

“คุณสังข์ทอง แพงจีน” เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบมานานกว่า 30 ปี เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้ เกษตรกรในท้องถิ่นยึดอาชีพปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ พืชผัก เช่น ข้าวโพด พริก ผักกาด สลับกันไป ขึ้นอยู่กับภาวะราคาผลผลิตแต่ละช่วง หากพืชตัวใดมีราคาดี ก็สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดนั้นก็มาก อย่างไรก็ตาม ยาสูบนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างความมั่นคงด้านรายได้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพราะมีต้นทุนการผลิตต่อไร่ อยู่ที่ 8,000 บาท หลังเก็บผลผลิตออกขายสร้างเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการทำนาปลูกข้าวในขณะนี้

ด้าน คุณวีระชัย ไชยสุวรรณ ผู้จัดการโรงบ่มใบยาสบหนอง ตั้งอยู่เลขที่ 189 หมู่ที่ 10 ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน กล่าวว่า ปัจจุบันโรงบ่มแห่งนี้มีเกษตรกรลูกไร่ปลูกยาสูบส่งให้โรงงาน ประมาณ 100 ราย เนื้อที่ปลูกยาสูบ จำนวน 380 ไร่ เกษตรกรแต่ละรายจะมีพื้นที่ปลูกยาสูบเฉลี่ย รายละ 5-7 ไร่ ทางโรงบ่มจะสนับสนุนปัจจัยการผลิตทุกอย่างให้กับเกษตรกรลูกไร่ตั้งแต่ต้นกล้ายาสูบ ปุ๋ย ยา

ทางโรงบ่มจะเริ่มเตรียมเพาะกล้าใบยาสูบ ตั้งแต่ปลายฝนต้นหนาว หรือประมาณเดือนสิงหาคมของทุกปี ก่อนส่งต้นกล้ายาสูบให้เกษตรกรลูกไร่นำไปปลูกตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคมที่ผ่านมา ทางโรงบ่มจะแนะนำให้เกษตรกรปลูกยาสูบ ในลักษณะแปลงยกร่อง ปลูกต้นยาสูบในระยะห่าง 60×60 เซนติเมตร ดูแลใส่ปุ๋ย ใส่ยา ตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อครบระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต จะได้ผลผลิตเฉลี่ย 250-300 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรเมืองน่านที่มีฝีมือดีในการปลูกยาสูบ บางรายมีรายได้จากการขายใบยาสูบคุณภาพดีให้แก่โรงบ่ม เฉลี่ยไร่ละ 20,000 บาท ทีเดียว

คุณสำราญ หน่อนาคำ เป็นเกษตรกรอยู่ที่ตำบลพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเขาได้เริ่มทำงานเกี่ยวกับด้านเกษตรเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น ต่อมาจึงได้นำวิชาความรู้ที่มีมาเปิดร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการเกษตรอย่างครบวงจร

“พอมาเปิดร้านเริ่มมีเงินทุนมากขึ้น เราก็เริ่มขยายพื้นที่บริเวณที่อยู่ใกล้ร้านเรา เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อให้ความรู้ด้านเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพืชผักปลอดสารพิษ ไม้ดอกไม้ประดับ หรือแม้แต่เมล่อนที่คนมองว่าปลูกยาก เราก็มาแนะนำบอกสอนด้วยวิธีง่ายๆ สามารถทำเองที่บ้านได้ ซึ่งเราจะเน้นให้ตรงคอนเซ็ปต์ที่ว่า การเกษตรไม่ได้กินเฉพาะทางปากเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสุขทั้งทางสายตาและสมองด้วย จึงทำให้จิตใจมีความสุข ซึ่งที่นี่ก็จะสอนความรู้แบบครบวงจร สามารถนำไปทำเองที่บ้านได้” คุณสำราญ กล่าวถึงที่มา

ซึ่งคุณสำราญ ได้แนะนำวิธีการปลูกเมล่อนแบบง่ายๆ ไว้กินเองที่บ้านว่า ขั้นตอนแรกหากระถางขนาด 12 นิ้วหรือภาชนะที่ไม่ใช้งานแล้ว มาใส่วัสดุปลูกจำพวกกาบมะพร้าวสับ ดินใบก้ามปู และแกลบหยาบ ผสมกันในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 จากนั้นนำปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ใส่ลงไปด้านบนกระถาง เพื่อให้ภายในกระถางมีความชื้นมากขึ้น

“พอเราเตรียมวัสดุปลูกเรียบร้อยแล้ว ก็นำเมล็ดมาใส่ปลูกลงไปในกระถาง ซึ่งสายพันธุ์ก็แล้วแต่ว่าชอบสายพันธุ์ไหน พอนำเมล็ดมาเพาะปลูกลงในกระถาง เมล่อนจะใช้เวลาเจริญเติบโตจนผสมเกสรได้ ก็ประมาณ 1 เดือน พอหลังจากผสมเกสรเสร็จแล้วนับไปอีก 45 วัน ก็จะได้ผลผลิตออกมาสุกแบบพอดี พร้อมเก็บไปทานได้” คุณสำราญ กล่าว

ในเรื่องของการรดน้ำ คุณสำราญ บอกว่า สามารถใช้สายยางทั่วไปรดน้ำที่กระถางได้เลย โดยที่ไม่ต้องทำระบบน้ำอะไรให้ยุ่งยาก เพราะการปลูกเองภายในบ้านจำนวนการปลูกไม่มากนักดังนั้น จึงไม่ต้องลงทุนในเรื่องนี้ให้สิ้นเปลือง แต่ถ้ามีประสบการณ์จากการปลูกเล่นๆ ที่บ้านจนประสบผลสำเร็จแล้ว การทำระบบน้ำในอนาคตก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

ส่วนเรื่องการใส่ปุ๋ยให้เมล่อนนั้น คุณสำราญ บอกว่า สามารถใช้ปุ๋ยเคมีสูตรทั่วไปใส่ลงในกระถางได้เลย พร้อมทั้งสลับกับการใส่ปุ๋ยคอกลงไปเสริมด้วย

เมื่อผลของเมล่อนออกมาพร้อมสำหรับเก็บผลผลิตได้แล้ว จะให้น้ำหนักต่อผลอยู่ที่ 1-1.5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่กำลังพอดี สามารถแช่ในตู้เย็นไว้ทานให้ชื่นใจ หรือถ้าผลผลิตมีมากพอทานไม่หมด ก็สามารถแบ่งขายทำเป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ ได้ ตกอยู่ที่ผลละ 90-120 บาท

“อย่างผลผลิตที่ฟาร์มผม ก็ไม่ได้ไปส่งขายที่ไหน พอมีคนที่เขาสนใจเรื่องการทำเกษตร เขาเข้ามาเรียนรู้ที่นี่ ก็จะมาซื้อเมล่อนพวกนี้ติดไม้ติดมือไปทานที่บ้าน อยากจะบอกว่าการทำเกษตร เราทำวันนี้เราก็เริ่มมีความสุขวันนี้ เพราะเราได้ทานของที่ผลิตเอง แม้จะปลูก 5-10 ต้น ก็ถือว่าความสุขเกิดขึ้นแล้ว อย่าไปกลัวว่าการทำเกษตรจะเป็นเรื่องที่ยาก มีพื้นที่เล็กพื้นที่น้อยปลูกไปได้เลย ขอให้ทำด้วยใจที่มีความสุขก็เพียงพอ” คุณสำราญ กล่าวแนะนำ

ทั้งนี้ คุณสำราญ ฝากถึงท่านใดที่สนใจอยากทำการเกษตรว่า ยังไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นเรียนรู้อะไรก่อน เลยมองว่าการลงมือทำอาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะการทำเกษตรไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะเป็นวิถีที่คนไทยทำกันมายาวนานแล้ว ดังนั้นบางเรื่องก็ต้องปรับปรุงไปตามยุกต์สมัย ขอให้มองว่าเรื่องเกษตรไม่ใช่เรื่องที่ใกล้ตัว กับอยู่ใกล้ตัวอย่างที่เราๆ หลีกหนีไม่พ้นเสียมากกว่า

ปัญหาน้ำท่วมขัง มักทำให้ต้นยางเสียหายเพราะรากเน่า ปรุงอาหารไม่ได้ เกษตรกรสามารถฟื้นฟูต้นยางโดยการฉีดอีเรเซ่อร์ วัน + พาร์ทเวย์ กิ่ง ก้าน ทรงพุ่มของต้นยาง ที่ฉีกขาดเสียหาย ควรตัดกิ่งออกให้หมดเพื่อตกแต่งรอยแผลและตัดกิ่งที่เสียหายให้หมด โดยเน้นตัดแต่งกิ่งที่มีทิศทางไม่สมดุลกับกิ่งที่เหลืออยู่ออกบางส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ทรงพุ่มที่เหลืออยู่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง กรณีส่วนของต้นยางเป็นแผลเล็กน้อย หรือ จากการตกแต่ง การตัดกิ่ง ฉีดพ่นที่แผล ด้วย อีเรเซ่อร์ วัน + พาร์ทเวย์ เพื่อ ป้องกันการ ติดเชื้อจากเชื้อรา และ รักษาแผล เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราเข้าทำลายส่วนของเนื้อเยื่อได้

คุณอารักษ์ จันทุมา แห่งศูนย์วิจัยยางสุราษฏร์ธานี เคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับ การฟื้นฟูสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมขัง ว่า ควรรีบระบายน้ำออกจากสวนยางโดยเร็ว และรอให้น้ำแห้งรวมทั้งดินแข็งตัวเสียก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไปปฏิบัติงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายรากยางโดยตรงเฉพาะรากฝอยที่เจริญขึ้นมาใหม่ให้สามารถดูดอาหารและน้ำไปเลี้ยงต้นยาง

ไม่ควรใส่ปุ๋ยไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกและปุ๋ยชีวภาพในขณะที่น้ำท่วมยังไม่แห้งดี เพราะทำให้ธาตุไนโตเจนที่อยู่ในรูปของไนเตรทและยูเรียเปลี่ยนรูปเป็นไนไตรท์ ทำให้เกิดภาวะความเป็นพิษต่อต้นยาง เนื่องจากส่วนของรากขาดก๊าซออกซิเจน เป็นการซ้ำเติมต้นยางที่ทรุดโทรมเนื่องจากน้ำท่วมให้อาการหนักขึ้นไปอีก ต้นยางอาจฟื้นตัวได้ช้า และต้นยางอ่อนแอกระทั่งถึงตายได้

หากเกษตรกรชาวสวนยางฝืนใส่ปุ๋ยคอกในขณะที่ยังมีน้ำท่วมอยู่บ้าง อาจจะไปส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในดินมีการหายใจมากขึ้น ทำให้รากต้นยางขาดก๊าซออกซิเจนได้ ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่ควรใส่ปุ๋ยทันที ควรรอให้ต้นยางฟื้นตัวและแข็งแรงเสียก่อนสิ่งที่ควรทำคือ รีบใส่ปุ๋ยในช่วงต้นฤดูฝนปีถัดไป

เทคนิคเสริมราก เสริมแกร่งต้นยาง

อย่างไรก็ตามพบว่า สวนยางหลายแห่ง ปลูกต้นยางในพื้นที่ลุ่มชุ่มน้ำ ซึ่งไม่เหมาะสมกับการเติบโตของต้นยาง ทำให้รากต้นยางไม่ค่อยแข็งแรง เจอลมแรงๆ ทำให้ต้นยางหักโค่นล้มได้ง่าย ทำให้เกษตรกรต้องเสียเงิน เสียเวลาปลูกซ่อมแซมต้นยางกันบ่อยๆ หากใครไม่อยากเจอปัญหาในลักษณะนี้ ขอแนะนำให้ลองใช้เทคนิคเสริมรากต้นยาง ของ คุณชาตรี แสงทอง เกษตรกรชาวสวนยาง ที่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 3 ตำบลนาเตย อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา โทรศัพท์ (086) 497-7665

เทคนิคเสริมรากให้ต้นยางของคุณชาตรี เริ่มจากถอนเอาต้นยางพันธุ์พื้นบ้านที่เพาะขึ้นมาใส่ถุงไว้ จนมีอายุประมาณ 1 ปี จำนวน 2 ต้น มาปลูกลงใกล้ๆ กับต้นยางพันธุ์ 600 ใช้เวลาปลูกดูแลประมาณ 6 เดือน เมื่อต้นยางทั้ง 3 ต้น เติบโตดีจะใช้มีดคมๆ ปาดต้นยางพันธุ์และต้นยางที่จะเป็นต้นเสริมเป็นแผลกว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 1 นิ้ว แล้วเอาช่วงรอยแผลของต้นยางเสริมมาทาบตรงรอยแผลของต้นยางพันธุ์ ทำให้ต้นยางพันธุ์ 600 ถูกปาด 2 รอยเพื่อเอายางเสริมมาทาบ 2 ต้น แล้วเอาผ้าเทปสำหรับตอนกิ่งพันให้แน่น ไม่ให้น้ำเข้า ใช้เวลาดูแลประมาณ 6 -12 เดือน ในช่วงนั้นอาจจะเอาเชือกมาผูกรวบโคนยางทั้ง 3 ต้น โน้มเข้าหากัน เพื่อกระชับไม่ให้แผลเปิดอ้า เมื่อเห็นว่าแผลประสานติดกันดีแล้ว ก็ให้ตัดยอดต้นยางเสริมจากรอยแผลขึ้นมา 1 นิ้ว และหมั่นปลิดยอดยางเสริมออก ถ้ามียอดแตกออกมา

ต้นยางที่เสริมรากจะใช้เวลาประมาณ 18-24 เดือน แผลก็จะเชื่อมติดกันสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน ต้นยางที่เสริมรากนี้นอกจากจะทำให้ระบบรากแข็งแรงโค่นล้มยากแล้ว ต้นก็จะเจริญเติบโตได้ดีกว่าต้นยางที่มีรากเดียว นอกจากนี้คุณชาตรีให้ปุ๋ยเคมี สูตร 27-6-6 บำรุงต้นยางประมาณต้นละ 100 กรัม เฉลี่ยปีละ 3 ครั้ง ในช่วงก่อนฝน กลางฝน และปลายฝน เทคนิคดูแลจัดการต้นยางแบบนี้ จะช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรงมั่นคง สู้ปัญหาภัยธรรมชาติได้อย่างสบายๆ

ชมพู่เป็นผลไม้เมืองร้อน จากอินเดียที่เข้ามาเติบโตแพร่หลายในเมืองไทยนานแล้ว ปัจจุบันต้นชมพู่ที่ปลูกในประเทศไทย จะออกดอก 2 รุ่นใหญ่ ดอกรุ่นแรกจะผลิบานช่วงเดือนธันวาคม –มกราคม เก็บผลผลิตออกขายได้ในเดือน กุมภาพันธ์- มีนาคม ถือเป็นฤดูผลผลิตประจำปี ของ ชมพู่ที่ปลูกในเมืองไทย เนื่องจากมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ชมพู่มีราคาถูก ส่วนดอกรุ่น 2 อยู่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เก็บผลผลิตได้ในเดือนเมษายน – พฤษภาคม

หาก เกษตรกรรรายใด อยากขายผลผลิตให้ได้ราคาแพง ต้องผลิต ชมพู่ทะวายนอกฤดู ให้มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม หากตั้งขายผลผลิตได้ในราคาสูง ควรวางแผนให้มีผลผลิตเข้าตลาดในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม เพราะเป็นระยะที่ชมพู่ทะวายมีผลผลิตน้อย ก็จะมีโอกาสฟันกำไรก้อนโตจากขายชมพู่นอกฤดู

สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากผลิต ชมพู่ทะวายนอกฤดู ขอแนะนำเทคนิคการดูแลจัดการสวนชมพู่ทะวาย ของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผัก ผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อส่งออกอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีไปทดลองใช้กัน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผัก ผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อส่งออกอำเภอดำเนินสะดวก นิยมการผลิตชมพู่ทะวายโดยปลิดดอกชมพู่ปีทิ้ง ให้เหลือดอกชมพู่อยู่เพียงเล็กน้อย เพื่อเก็บชมพู่ปีไว้ขายตลาดนัด ให้มีรายได้หมุนเวียนใช้จ่ายตลอดปี จากนั้นเกษตรกรจะเตรียมต้นชมพู่นอกฤดูประมาณช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เริ่มจากตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงต้นให้สมบูรณ์และแตกใบอ่อน เร่งใบเสร็จแล้วจะให้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดเฉลี่ยต้นละประมาณ 2-3 กิโลกรัม เพื่อให้ต้นชมพู่สะสมตาดอก ใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอทุกๆ 15 วัน

การผลิตชมพู่นอกฤดูในระยะนี้ เจอปัญหาโรคและแมลงน้อย หากเจอฝนตกบ่อย อาจทำให้ชมพู่เกิดโรคเน่าบ้าง ส่วนปัญหาแมลงวันทอง ก็อาศัยก็ห่อผลช่วยป้องกัน ก็ลดเปอร์เซ็นต์ความสูญเสียลงได้ โดยทำการห่อผลด้วยถุงพลาสติก เมื่อชมพูมีอายุประมาณ 2 เดือน ขนาดผลเท่ากับหัวนิ้วโป้ง โดยห่อผลประมาณ 3-5 ลูกต่อถุงพลาสติก ไม่ควรห่อผลมากกว่านี้เพราะจะทำให้ลูกชมพู่มีขนาดผลเล็กเกินไป

หลังจากต้นชมพู่ออกดอกมา รอไปอีกประมาณ 3 เดือนก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว เทคนิคการผลิตชมพู่นอกฤดูดังกล่าว ช่วยให้เกษตรกรสามารถเก็บชมพู่ผลโต รสอร่อยออกขายได้เป็นจำนวนมาก โดยผลผลิตเกรดเอ สามารถขายได้ในราคาหน้าสวนไม่ต่ำกว่า 65-70 บาท/ก.ก.

ปัญหาเดิมๆ ที่เกษตรกรต้องพบเจอเสมอคือผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ หากมีลู่ทางทำตลาดในผลผลิตชนิดอื่น ก็นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจหากจะเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น

กิตินัน นุ้ยเด็น เกษตรกรคนรุ่นใหม่ในโครงการของกระทรวงการเกษตรที่ไร่ อ.การเกษตร (สามพี่น้อง) ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล จัดเป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างที่มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ จากสวนยางพาราที่มีอายุเกิน 25 ปี มาเป็นไร่กล้วยหอมและกล้วยไข่ สร้างรายได้อย่างงาม อีกทั้งเป็นที่ต้องการของตลาดในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย มีการสั่งเข้าไปขายเป็นจำนวนมาก

หลังจบปริญญาตรี การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กิตินันเลือกที่จะใช้ชีวิตหลังการเรียนจบการศึกษาด้วยการทำการเกษตรแบบเต็มรูปแบบร่วม 3 ปี บนพื้นฐานรายได้เฉลี่ยเดือนละ 30,000-50,000 บาท จากการศึกษาหาความรู้ ลงมือทำ จนประสบความสำเร็จ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างมีความสุข กับไร่มะละกอและไร่กล้วย พืชเศรษฐกิจที่มีการบริหารจัดการจนอยู่ระดับแนวหน้าของจังหวัด นับเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพื้นที่สวนยางพาราเป็นไร่กล้วยไข่ที่มีผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รายได้งาม

“ผมตัดสินใจโค่นต้นยางพาราซึ่งแก่มากและราคามีการผันผวนอยู่ตลอดเวลา เริ่มแรกหันมาทำไร่มะละกอ ซึ่งการดูแลค่อนข้างจะยากกว่า หากเทียบกับการปลูกกล้วย โดยตนได้ลงกล้วย 2,000 ต้น และตั้งเป้าหมายว่าจะลง 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ ที่เหลือเป็นยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน แม้มะละกอราคาจะดีกว่า แต่กล้วยมีตลาดที่กว้างกว่า ทำให้เกษตรกรมีรายได้เป็นกอบเป็นกำพอสมควร ทันทีที่กล้วยให้ผลผลิตที่พอเหมาะกับการเก็บ คนเก็บจะฟันต้นทิ้งในทันที เพื่อให้ต้นกล้วยรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ กล้วยไข่ได้กลายเป็นรายได้หลัก

“ก่อนหน้ารายได้หลักมาจากสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน บนพื้นที่ 20 ไร่ หลังตัดสินใจไถกลบสวนยางพารามาปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์และพันธุ์แขกดำ จำนวน 400 ต้น ตามด้วยปลูกกล้วยหอมทองและกล้วยหอมไข่ 2,000 ต้น ในระยะ 2-3 วัน สามารถให้ผลผลิตออกสู่ตลาดได้มากถึงคราวละ 100 กิโลกรัม ส่งขายในตลาดพื้นที่จังหวัดสตูล และตลาดในชายแดนเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย โดยราคากล้วยหอมและกล้วยไข่ กิโลกรัมละ 15-20 บาท อยู่ที่ขนาดความสุกงอมของกล้วย”

กิตินัน เล่าอีกว่า กล้วจะให้ผลผลิตเร็ว บาคาร่าออนไลน์ ออกนานถึง 8 เดือน เก็บครั้งละไม่น้อยกว่า 30-100 กิโลกรัม ตลาดกว้าง อนาคตสดใส ปลูกและดูแลง่าย ในขณะที่มะละกอราคาดี กิโลกรัมละ 20-30 บาท ให้ผลผลิตนานถึง 12 เดือน เก็บครั้งละไม่น้อยกว่า 50 กิโลกรัม

“หลักสำคัญในการทำการเกษตรคือ ดิน น้ำ และการจัดการ หากดินดีจะปลูกอะไรก็งอกงาม และน้ำไม่ขาดก็จะยิ่งดี นอกจากนี้ต้องรู้จักเรียนรู้การบริหารจัดการไร่และพืชสวนทางการเกษตรของตนเองในการปลูกพืชผักแบบสวนผสม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ขณะที่กล้วยปลูกและดูแลง่ายกว่ามะละกอ ตลาดกว้างแม้ราคาจะถูกกว่ามะละกอ ส่วนตัวก็วางแผนที่จะปลูกเพิ่มเติมอีก” กิตินัน กล่าว

อดินัน นุ้ยเด็น อายุ 64 ปี เกษตรกรชาวสวนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของไร่ อ.การเกษตร (สามพี่น้อง) เล่าว่า เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จต้องกล้าคิด กล้าตัดสินใจ เมื่อยางพาราหมดอายุ ต้องตัดสินใจให้ได้ว่าควรเปลี่ยนเป็นพืชอะไรให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพดิน และการบริหารจัดการ ลูกหลานที่เป็นเกษตรกรนำผลผลิตขายออกสู่ตลาด จำหน่ายผลผลิต อาทิ มะละกอฮอลแลนด์ แขกดำ รวมทั้งพืชผักสวนครัว ปาล์ม และผลไม้ต่างๆ โดยมีตลาดมารับถึงที่