วางแผนการขายให้ถูกจังหวะบอกว่า อยากปลูกมะละกอฮอลแลนด์

ให้รวยต้องวางแผนปลูกให้สอดคล้องกับช่วงฤดูการขาย หากใครต้องการขายมะละกอให้ได้ราคาสูงๆ ควรเริ่มเพาะกล้ามะละกอ ประมาณช่วง วันที่ 15-30 มกราคม ก่อนย้ายต้นกล้ามาปลูกลงแปลงที่เตรียมไว้ในช่วงกลางเดือนมีนาคม วิธีนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตออกขายได้ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม เป็นต้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวเป็นโอกาสทองของฤดูการขายมะละกอ เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีตลาดผลไม้มีการแข่งขันต่ำ ไม่ค่อยมีผลไม้ประเภทอื่นๆ เข้าสู่ตลาด ทำให้มะละกอเป็นผลไม้ทางเลือกที่โดดเด่นสุดในช่วงนี้ เรียกว่า หากใครต้องการบริโภคผลไม้ ก็ต้องเลือกซื้อมะละกอเป็นหลัก ทำให้เจ้าของสวนมะละกอสามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงๆ

คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล เป็นเกษตรกรต้นแบบ อยู่ที่ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ซึ่งพืชผลทางการเกษตรที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียน มีมากกว่า 700 ต้น อยู่ในสวนลุงนิล เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดชุมพรค่อนข้างมาก

ลุงนิล เป็นที่รู้จักในนามของเกษตรกรผู้คิดค้น “เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น” ซึ่งจุดเด่นของลุงนิลคือ การได้รับความสนใจจากผู้ไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเกษตรผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่เน้นใช้พื้นที่ของตนเองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ และพืชแซม พร้อมกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจไปในตัว และนอกจากจุดเด่นของลุงนิลจะอยู่ที่การทำสวนแล้ว ลุงนิลยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ดูแลโครงการธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพรอีกด้วย

เศรษฐกิจพอเพียงกู้วิกฤตชีวิตลุงนิลลุงนิล เผยถึงแนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน 9 ชั้น ว่า ในอดีตลุงนิลเคยทำอาชีพค้าขายมาเป็นเวลานาน แล้วก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่ลุงนิลในตอนนั้น ต้องการที่จะมีรายได้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยความอยากรวย จึงมีความคิดที่สร้างรายได้เพิ่มด้วยการปลูกทุเรียน เนื่องจากคิดว่าทุเรียนน่าจะเป็นพืชที่ปลูกแล้วสร้างรายได้ให้กับลุงนิลเป็นกอบเป็นกำ

ช่วงแรกที่เริ่มปลูก ลุงนิลลงทุนปลูกทุเรียน ประมาณ 700 ต้น แต่ด้วยความที่ลุงนิลในช่วงนั้นยังขาดประสบการณ์ทางด้านการจัดสรรพื้นที่ในการทำสวนทุเรียน จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้การปลูกสวนทุเรียนเกิดสภาวะขาดทุน และลุงนิลก็เกิดมีหนี้สินติดตัวในขณะนั้นอีกร่วม 2 ล้านบาทเลยทีเดียว และเหตุการณ์ในวันนั้นได้ทำให้ลุงนิลท้อแท้ จนถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตายเลยทีเดียว แต่นั่นเป็นเพียงแค่อารมณ์และความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้น

“ในตอนนั้นทุกอย่างมันเหมือนจะไม่เหลืออะไรแล้ว และด้วยอารมณ์ชั่ววูบในตอนนั้น มันทำให้ผมเคยคิดที่จะทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ การฆ่าตัวตาย ในขณะที่กำลังใช้ปืนจ่อหัว ผมก็เห็นลูกชายของผมที่เดินมาและนั่นเลยทำให้ผมเลือกที่จะสู้กับปัญหาต่อไป และในตอนเย็น วันที่ 4 ธันวาคมปีนั้นเอง ผมได้ยินพระราชดำรัสของพระองค์ท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในโทรทัศน์ เท่านั้นเอง ผมนี่ถึงกับน้ำตานองหน้า ก้มลงกราบกับพื้น และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นล้นพ้น” ลุงนิล กล่าว

ณ วินาทีที่ลุงนิลได้ยินพระราชดำรัสของพระองค์ท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการจุดประกายแห่งความหวัง ทำให้คนที่มืดมนในความคิด ไม่พบทางออกเลยสักทาง ได้มองเห็นแสงสว่างจนมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิต ตอนนั้นลุงนิลกลับมามีสติและคิดว่า หากตนตายไปแล้ว ลูกและครอบครัวจะอยู่อย่างไร คิดได้ดังนั้น จึงได้ยุติความคิดในการจบชีวิตตนเอง และมุ่งมั่นที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ลุงนิลจึงเริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน ดำเนินรอยตามพ่อของแผ่นดินตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น
บนพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 17 ไร่ ลุงนิลทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยการเลี้ยงปลา เลี้ยงหมู และปลูกพืชคอนโดฯ 9 ชั้น ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ชั้นที่ 1 ใช้พื้นที่ส่วนล่างสุดของพื้นดิน เพื่อทำบ่อน้ำเลี้ยงปลา รวมถึงพืชผักต่างๆ ที่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำได้ เช่น ผักกระเฉด ผักบุ้ง บัว ฯลฯ

ชั้นที่ 2 จะเป็นการปลูกพืชคลุมดินจำพวกกลอย มันหอม หรือจะเป็นพืชตระกูลหัวต่างๆ เช่น ขมิ้น กระชาย ฯลฯ

ชั้นที่ 3 ปลูกพืชบนหน้าดิน เพื่อใช้ในการประกอบอาหารในครัวเรือนแทนการใช้เงินซื้อได้ โดยพืชผักประเภทนี้จะได้แก่ พริกขี้หนู ผักเหลียง มะเขือ ฯลฯ

ชั้นที่ 4 จะเน้นการปลูกส้มจี๊ด ที่มีประมาณ 1,000 ต้น สามารถเก็บได้ประมาณ 70 กิโลกรัม ต่อวัน ขายได้ประมาณ กิโลกรัมละ 20-60 บาท ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับท้องตลาดเช่นกับผลผลิตอื่นๆ บางครั้งลุงนิลสามารถสร้างรายได้ ได้ประมาณ 2,000 บาท ต่อวัน เลยทีเดียว

ชั้นที่ 5 ปลูกกล้วยเล็บมือนาง 1,000 กอ เก็บรายได้ต่อสัปดาห์ ขายได้ประมาณ 5,000 บาท ต่อสัปดาห์

ชั้นที่ 6 ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ประมาณ 700 ต้น ซึ่งจะคอยเก็บผลผลิตที่ได้ตามฤดูกาล ปีละครั้ง ส่วนรายได้จะขึ้นอยู่กับท้องตลาด ที่คอยกำหนดราคาตลอดเวลา

ชั้นที่ 7 ปลูกพริกไทย ซึ่งเป็นพืชเกาะเกี่ยว กระท้อน ขนุน ซึ่งมีการเก็บผลผลิตหมุนเวียนไปทั้งปี รวมรายได้ ประมาณ 300,000 บาท ต่อปี

ชั้นที่ 8 เป็นส่วนของธนาคารต้นไม้ ประเภทไม้ยืนต้น ประมาณ 1,300 ต้น มีต้นมะฮอกกานี ต้นตะเคียนทอง ต้นจำปาทอง เป็นต้น ซึ่งไม้เศรษฐกิจเหล่านี้ หากมีอายุครบ 20 ปี จะมีมูลค่า ประมาณ 100,000 บาท ต่อต้น ซึ่งต้นไม้เหล่านี้ ลุงนิล กล่าวว่า ตนปลูกไว้ให้เทวดาเลี้ยง หมายความว่า ปลูกไว้แล้วต้นไม้จะโตเองโดยธรรมชาติ

ชั้นที่ 9 ปลูกต้นไม้ยางนา เพื่อถวายแด่ในหลวงเป็นพิเศษ ต้นสูงเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 40-50 เมตร ในสวนของลุงนิลไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่เริ่มต้นทำเกษตรแบบผสมผสาน และได้รับแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

การไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีใดๆ ในสวนมาเป็นเวลานาน กลับพบว่า สภาพดินยิ่งมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าในอดีตที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี เพราะการใช้ปุ๋ยเคมีอาจทำให้ได้ผลผลิตมากเป็นที่น่าพอใจ

พืชทั้ง 9 ชั้นนี้ จะอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลกัน บ้างก็ให้ความร่มเงาแก่กัน บ้างก็เก็บน้ำและความชื้นให้กัน อยู่และเติบโตไปพร้อมๆ กัน โดยการปลูกใช้แนวคิดนี้ รวมทั้งการจัดการในเรื่องน้ำ เรื่องของแดด และยังรวมถึงการดูแลดินให้สมดุลนั้น จึงทำให้เกิดความหลากหลายและทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดและได้ผลผลิตตรงตามที่ต้องการ

อีกทั้งในแปลงเกษตรของลุงนิล มีการเลี้ยงปลา เลี้ยงหมู และเลี้ยงไก่ ซึ่งมูลหมูสามารถนำมาใช้เป็นอาหารปลาได้ ส่วนมูลหมูและมูลไก่ใช้ทำเป็นปุ๋ยให้กับพืชผักสวนครัวต่างๆ ที่ลุงนิลได้ปลูกไว้ในสวน นอกเหนือจากนี้ ยังมีการขุดสระน้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ในการเกษตร แต่ไม่มีการทำนาในพื้นที่แห่งนี้ เนื่องจากสภาพที่ดินและปัญหาทางแรงงานนั้นไม่มีความเอื้ออำนวย

‘ทุเรียน’
พืชหลักสร้างได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่ลุงนิล
ในสวนของลุงนิล ทุเรียนคือสินค้าที่เป็นที่นิยมมากที่สุด สาเหตุที่ทุเรียนจากสวนลุงนิลต่างเป็นที่นิยมนั้นเป็นเพราะกรรมวิธีในการเพาะปลูก ที่ปลูกแบบวิธีธรรมชาติ โดยวิธีการปลูกของลุงนิลคือจะใช้ปุ๋ยที่ผ่านการหมักจากพืช รวมถึงมูลสุกรมาทดแทนเท่ากับเป็นการประหยัดต้นทุนได้ไปในตัว และจะไม่ให้น้ำบ่อยๆ นี่คือเอกลักษณ์จากสวนทุเรียนของลุงนิล

ทั้งนี้ นอกจากการนำทุเรียนไปขายสู่ตลาดแล้ว ลุงนิลยังได้เก็บเอาทุเรียนบางส่วนนำมาแปรรูปเป็นทุเรียนกวนที่มีรสชาติหอมหวาน ปราศจากการปรุงแต่งกลิ่นทุกอย่าง นอกจากทุเรียนที่แปรรูปแล้ว ลุงนิลยังนำพืชผลในสวนที่ปลูกไว้ มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อีกมากมาย เช่น น้ำผึ้งแท้ ยาสมุนไพรลดความดัน สบู่สมุนไพร และอีกมากมาย

“เป้าหมายในชีวิตคือ การอยู่แบบคนที่มีคุณค่า และมีความพอเพียงกับชีวิต” ลุงนิล ยืนยัน

นี่คือ นิยามความพอเพียงของลุงนิล เกษตรกรแบบผสมผสานแห่งบ้านทอน-อม ผู้มีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าและดวงตามีแววแห่งความหวังอยู่เสมอ แสดงให้เห็นถึงความสุขทั้งกายและใจที่แท้จริง บนฐานของความพอเพียง สวัสดีค่ะ รันตีขอรายงานตัว พาท่านเยี่ยมชมสวนเกษตรอินทรีย์ที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างลงตัว สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย พี่น้องท่านใดสนใจจ้องๆ มองๆ ลองหาวิถีการเกษตรที่จะเลี้ยงตัวและครอบครัวได้ตามรันตีไปดูตัวอย่างดีๆ กัน

ก่อนอื่นรันตีขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านท่านผู้เจริญก่อนนะคะ ระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ (Organic agriculture) นั้นเป็นการทำการเกษตรแบบธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีใดๆ เป็นการพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ส่วนการทำการเกษตรแบบผสมผสานก็คือ การทำการเกษตรที่มีกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป โดยการทำการเกษตรทั้งสองกิจกรรมนั้นต้องทำในพื้นที่และระยะเวลาเดียวกัน การทำการเกษตรนั้นจะต้องเกื้อกูลประโยชน์ระหว่างกิจกรรมเกษตรต่างๆ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในระบบเกษตรแบบผสมผสานนั้นเกิดขึ้นทั้งจากวงจร

ดังนั้น การทำเกษตรอินทรีย์ในลักษณะเกษตรผสมผสานจึงเป็นการทำการเกษตรหลายอย่าง ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ไปพร้อมๆ กันในพื้นที่เดียวกัน การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์นั้นต้องเกื้อกูลกัน เช่น มูลสัตว์เอาไปทำปุ๋ยคอก ผัก ผลไม้ เหลือจากขายเอามาใช้เลี้ยงสัตว์ และทุกกิจกรรมนั้นจะต้องเป็นการเกษตรแบบธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีใดๆ

พื้นที่ 12 ไร่ สร้างรายได้ที่มั่นคง

พาท่านมาที่บ้านเลขที่ 12/2 หมู่ที่ 3 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี พบกับ คุณวิมล โพธิ์มี เกษตรกรคนเก่งที่มุ่งมั่นตั้งใจกับการทำเกษตรอินทรีย์ คุณวิมล เล่าว่า พื้นที่แปลงนี้ทั้งหมด 12 ไร่ ทำเป็นเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานทั้งหมด ทำมาได้ 9 ปีแล้ว เพราะตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของศูนย์พัฒนาชนบทผสมผสานไทรโยค สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน จึงได้รับความรู้ทางด้านเกษตรอินทรีย์ ประกอบกับมีความสนใจจึงได้เริ่มลงมือทำที่สวนของตัวเองก่อนที่จะเอาความรู้ไปสอนให้กับคนอื่นๆ เพื่อพัฒนาอาชีพคนในชนบท เราจึงต้องทำให้รู้จริง ทำให้เป็นตัวอย่างกับคนอื่นๆ ให้ได้เสียก่อน

การปรับการผลิตให้เป็นแบบเกษตรอินทรีย์มีแบบแผนหลายขั้นตอนซึ่งหนึ่งในขั้นตอนนั้นคือจะต้องมีแนวกันชน (Buffer Zone) ที่คุณวิมลใช้มันสำปะหลังมาเป็นแนวกันชนระหว่างแปลงที่อยู่ใกล้เคียง แล้วจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว

วางแผนมีพันธุ์ไม้หลัก พันธุ์ไม้รองปลูกร่วมกัน

ในพื้นที่ 12 ไร่ ของคุณวิมล ได้ปลูกพืชเอาไว้หลากหลายชนิด โดยพืชหลัก ได้แก่ ส้มโอ พันธุ์ขาวใหญ่ที่ปลูกไว้กว่า 100 ต้น ส้มโอให้ผลผลิตปีละ 2 ครั้งในช่วงกลางปีและปลายปี สามารถทำรายได้ให้คุณวิมลกว่า 100,000 บาททุกปี

ส่วนพืชรอง เช่น เงาะ ฝรั่งพันธุ์หวานพิรุณ ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง ฝรั่งพันธุ์กิมจู มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ มะขามป้อม มะขามเปรี้ยวยักษ์ ขนุน มะกรูด มะนาว หม่อนกินผล และยังมีพืชคลุมดิน อย่างเช่น ตะไคร้ ตะไคร้หอม ข่า ไพล พริก ปลูกแซมระหว่างแถวไม้ผล

นอกจากนั้น พืชสำคัญอีกอย่างที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี คือ กล้วย ที่คุณวิมลปลูกเอาไว้ทั้งกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 กล้วยไข่ กล้วยหอมทอง ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

มีผลผลิตขายทั้งปี ไม่ง้อพ่อค้า ราคาเราตั้งเอง

ส่วนราคาผลผลิต คุณวิมล บอกว่า “เมื่อเราผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ราคาผลผลิตของเราจะขายได้สูงกว่าผลผลิตทั่วไป อย่างเช่น ส้มโออินทรีย์ขายที่กิโลกรัมละ 30 บาท มีแม่ค้ามาซื้อถึงสวน กล้วยน้ำว้าอินทรีย์ราคาหวีละ 15 บาท ใบมะกรูดอินทรีย์กิโลกรัมละ 60 บาท ลูกมะกรูดอินทรีย์กิโลกรัมละ 15 บาท

ผลผลิตเหล่านี้ทยอยออกมาให้ขายได้ทั้งปี มีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน โดยเราสามารถกำหนดราคาขายได้เอง เช่น กล้วยน้ำว้าอินทรีย์ตั้งราคาขายไว้ที่หวีละ 15 บาท หากแม่ค้าอิดออดไม่ยอมซื้อเราก็ไม่จำเป็นต้องขายเพราะกล้วยน้ำว้าสามารถเอาไปใช้เลี้ยงหมูและเลี้ยงปลาดุกได้ ดังนั้น จึงไม่ขายผลผลิตถ้าไม่ได้ราคาที่ต้องการ นอกจากนั้น คุณวิมลยังพยายามจะผลักดันให้ผลผลิตอินทรีย์เข้าสู่บริษัทที่รับซื้อให้ได้ในอนาคต

เลี้ยงสัตว์แบบพึ่งพาได้ประโยชน์ร่วมกัน

ด้านการเลี้ยงสัตว์ คุณวิมล เล่าว่า เราเลี้ยงสัตว์เอาไว้หลายชนิด เช่น หมูหลุม แม่หมูเพื่อผลิตลูกพันธุ์ ไก่พื้นเมือง ไก่พันธุ์ไข่ที่เลี้ยงแบบปล่อย ปลาดุกในบ่อดิน ซึ่งการเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดพึ่งพาอาหารจากสวนของเราเป็นหลัก ปลาดุกกินกล้วยที่เหลือจากการขาย หมูกินกล้วย กินอาหารที่เราผสมเอง เป็นการลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ไปได้อย่างมาก ส่วนรายได้จากการเลี้ยงสัตว์มาจากการเลี้ยงหมูหลุมโดยใช้พื้นที่กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร ขุดหลุมลึกลงไปประมาณ 1 เมตร ใช้ปูนขาว ฟาง เกลือ ถ่าน โรยเพื่อรองพื้นเก็บความชื้นและฆ่าเชื้อโรคไปในตัว

จากนั้นจึงใส่แกลบลงไปให้เต็มหลุมแล้วปล่อยหมูลงไปเลี้ยง พื้นที่ขนาดนี้สามารถเลี้ยงหมูได้เต็มที่ 15 ตัว ที่ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5 เดือนก็สามารถจับขายได้ และยังเหลือแกลบผสมขี้หมูให้เราใช้เป็นปุ๋ยคอกสำหรับต้นไม้ในสวน ส่วนการเลี้ยงแม่หมูจะสามารถผลิตลูกหมูได้ปีละประมาณ 20 ตัว สามารถขายลูกหมูได้ตัวละประมาณ 4,000 บาท ส่วนไก่ไข่ที่เลี้ยงแบบปล่อยมีผลผลิตให้เรากินและเหลือไปขายได้ตลอดทั้งปี

การใช้ปุ๋ยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานเพราะต้นไม้จำเป็นจะต้องได้รับปุ๋ย คุณวิมลได้ใช้ความรู้จากการเผยแพร่ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในเรื่องการผลิตปุ๋ยเบญจคุณ ซึ่งคุณวิมลเล่ารายละเอียดให้ฟังดังนี้

ปุ๋ยเบญจคุณ เป็นการนำวัตถุดิบเหลือใช้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น มาผลิตปุ๋ยชีวภาพ มีส่วนประกอบและการผลิตง่ายๆ คือ ส่วนผสมมี ดินจอมปลวก 2 กิโลกรัม ดินรากข้าว 2 กิโลกรัม ดินโคนไผ่ 2 กิโลกรัม รำอ่อน 2 กิโลกรัม อาหารไก่เล็ก 2 กิโลกรัม น้ำข้าวหมาก 1 ลิตร หรือ 1 ห่อ นมเปรี้ยว 1 ลิตร หรือ 1 ขวดใหญ่ ปริมาณ 700-1,000 มิลลิกรัม น้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม ละลายน้ำเปล่า 1 ลิตร น้ำเปล่าที่ไม่ใช่น้ำประปาเพราะจะมีคลอรีนผลมอยู่จึงแนะนำให้ใช้น้ำบ่อหรือน้ำฝน เอาไว้พรมตอนปั้นก้อน

ขั้นตอนการผสมปุ๋ยเบญจคุณคือ เตรียมภาชนะรอง เช่น กะละมัง นำดินจอมปลวก ดินรากข้าว ดินโคนไผ่ รำอ่อน อาหารสัตว์เล็ก คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาล กวนผสมน้ำเปล่า 1 ลิตร จนละลาย แล้วเติมน้ำข้าวหมาก เติมนมเปรี้ยว ค่อยๆ คนคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วปั้นให้แน่นพอประมาณ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดเท่าลูกเทนนิส ใช้น้ำเปล่าพรม นำก้อนที่ปั้นเสร็จเก็บไว้ในตะกร้าใส่ผลไม้หรือตะแกรงโปร่งสามารถระบายอากาศด้านล่างได้เก็บไว้ในที่โล่ง ห้ามโดนแสงแดดและฝน แล้วนำกระสอบป่านชุบน้ำเปียกมาคลุมไว้ ประมาณ 7 วัน

สังเกตว่ามีเชื้อราสีขาวขึ้น กลิ่มหอมออกเปรี้ยวไม่เหม็น ถือว่าใช้ได้ ส่วนการนำไปใช้ ให้นำก้อนปุ๋ยเบญจคุณฝังไว้ใต้ดินบริเวณโคนต้นไม้ 1 ก้อน ต่อ 1 ตารางเมตร รดน้ำทุกวันให้เชื้อเดิน หรือจะใช้วิธีละลายน้ำวิธีการคือ ก้อนปุ๋ยเบญจคุณ 15 ก้อน ต่อน้ำ 200 ลิตร ละลายน้ำทิ้งไว้ 7 วัน จะขึ้นฝ้าขาวสามารถนำไปรดต้นไม้ได้ ซึ่งปุ๋ยเบญจคุณช่วยให้ดินมีโครงสร้างที่ดี มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช

วันนี้ 9 ปีที่คุณวิมลได้พยายามทำการเกษตรอินทรีย์แบบเกษตรผสมผสานจนเห็นผลและสามารถถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนและผู้ที่สนใจได้ จนได้รับการส่งเสริมให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการเกษตรอินทรีย์ผสมผสานและการเลี้ยงหมูหลุม จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใครสนใจหาความรู้จากคุณวิมล ติดต่อได้ที่โทร. (083) 311-7175

“ส้มโอทับทิมสยาม” ผลไม้ทำเงินของคนลุ่มน้ำปากพนัง ด้วยจุดเด่นเนื้อผลหรือกุ้งมีขนาดเล็กเบียดเสียดกันจนแน่น ไม่แตกง่าย ไม่แฉะน้ำ แห้งกรอบ เนื้อสีชมพูถึงแดงคล้ายทับทิม เมล็ดเรียงชิดแกนผล รสชาติหวานและหอมนุ่ม ไม่มีรสขมติดลิ้น ส่งผลให้ ส้มโอทับทิมสยาม เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศได้ไม่ยาก โดยตลาดส่งออกหลักของส้มโอทับทิมสยามคือ ประเทศจีน นับเป็นผลไม้สร้างเงินสะพัดของคนปากพนัง นครศรีธรรมราชได้เป็นอย่างดี

คุณวาริน ชิณวงศ์ หรือ พี่น้ำ กรรมการหอการค้าไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิณวงศ์กรุ๊ป 2014 จำกัด สวนอยู่ที่ หมู่ที่ 15 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตนักธุรกิจ ไอที ผันตัวเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ปลูกส้มโอทับทิมสยามส่งออก สร้างรายได้เริ่มต้นหลักล้าน ด้วยเทคนิคการจัดการสวนอย่างเป็นระบบ และทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วอยู่เสมอ

พี่น้ำ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว ตนเคยประกอบอาชีพเป็นนักธุรกิจด้าน ไอที มาก่อน แต่เนื่องจากธุรกิจ ไอที ที่ทำมาเกือบ 18 ปี เริ่มเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านจากคอมพิวเตอร์มาเป็นสมาร์ทโฟน ส่งผลให้ธุรกิจมียอดขายตกลงเรื่อยๆ ตนจึงพยายามหาอาชีพใหม่ที่ลงทุนไม่มาก และสามารถทำที่บ้านได้ มาประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นคนปากพนังนิยมปลูกส้มโอทับทิมสยาม ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยเป็นเอกลักษณ์ มีราคาที่ดี และที่อื่นไม่สามารถปลูกได้เหมือนที่นี่ จึงทำให้ตัดสินใจเริ่มต้นทำเกษตร ตั้งแต่ปี 2556 นับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 8 ปี สะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนเริ่มเกิดความชำนาญ สามารถสร้างรายได้จากการปลูกและขายส้มโอส่งออกได้หลายล้านบาทต่อปี

ยึดหลักทฤษฎี 10,000 ชั่วโมง ประสานกับ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดการสวน
เจ้าของบอกว่า โดยพื้นฐานที่บ้านเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่พอหมดรุ่นของคุณพ่อ ก็ไม่มีใครสืบทอดอาชีพต่อ ปล่อยที่ดินให้รกร้าง ตนจึงถือโอกาสตรงนี้กลับมาพัฒนาทำให้สวนแห่งนี้เป็นที่รู้จักอีกครั้ง ด้วยการเริ่มต้นปลูกส้มโอทับทิมสยาม บนพื้นฐานความรู้ด้านการเกษตรที่แทบไม่มี อาศัยความพร้อมที่จะเรียนรู้ของตัวเองเป็นตัวนำทาง ด้วยการพาตัวเองเข้าไปเรียนรู้เทคนิคการปลูกจากเพื่อนบ้านที่เขาปลูกส้มโอ เรียนรู้จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาประกอบกับความรู้ด้านเทคโนโลยีที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในสวน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในส่วนของการประหยัดต้นทุน ด้านแรงงาน

ในสวนมีพื้นที่ปลูกส้มโอทั้งหมด 35 ไร่ หรือประมาณ 800 ต้น ปลูกเป็นส้มโอทับทิมสยามทั้งหมด ซึ่งการจัดการดูแลสวนจะยึดหลักทฤษฎีอยู่ 2 ข้อ คือ

ทฤษฎี 10,000 ชั่วโมง คือการใช้เวลาอยู่กับสวนไม่ต่ำกว่า วันละ 6 ชั่วโมง เพื่อศึกษาให้เข้าใจธรรมชาติของส้มโอให้ทะลุปรุโปร่ง เริ่มต้นตั้งแต่การหัดเป็นคนช่างสังเกต สังเกตกิ่ง ก้าน ใบ และความอุดมสมบูรณ์ของต้น สังเกตความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ ความชื้นของดิน พยายามใช้เวลาเรียนรู้ปัญหาและวิธีทำให้สำเร็จให้ได้เร็วที่สุด
ทฤษฎีแม่นยำในการผลิต เว็บคาสิโนออนไลน์ เน้นการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ภายในสวน ในส่วนของระบบน้ำ มีการวัดค่าของน้ำ วัดค่าpH ของดิน ให้เกิดความแม่นยำมากที่สุด ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการเพาะปลูก และด้านของการประหยัดต้นทุน หากเกษตรกรรู้ค่าpH ของดิน ก็จะสามารถกำหนดการใส่ปุ๋ยได้ และในส่วนของระบบน้ำมีการติดตั้งระบบสปริงเกลอร์แบบตั้งเวลา ให้น้ำตามความเหมาะสมที่พืชต้องการ ซึ่งการให้น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญและมีผลต่อความหวานของส้มโอมากๆ ด้วยการวางแผนงดน้ำก่อนการเก็บเกี่ยว 20 วัน เพื่อให้ส้มโอมีความหวาน ส่วนเทคนิคที่ทำให้ส้มโอเปลือกบาง มีเนื้อเต็มลูกนั้น เทคนิคอยู่ที่การเร่งน้ำเร่งปุ๋ย

ปลูกส้มโอทับทิมสยาม 35 ไร่
800 ต้น 4 ปี สร้างเงินล้าน
ด้านเทคนิคการปลูก พี่น้ำ บอกว่า ส้มโอเหมาะปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ และควรปรับปรุงสภาพดินให้มีค่า pH 5.5-6 จัดการยกร่องปลูกเพื่อกักน้ำไว้ใช้ และเพื่อลดน้ำในช่วงที่จะเน้นทำหวาน และเพื่อสะดวกในการดึงน้ำเข้าน้ำออก

เตรียมหลุมปลูก …ที่สวนจะขุดหลุมปลูกลึกแค่ประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วพูนดินให้สูงขึ้นเป็นหลังเต่า เนื่องจากส้มโอเป็นพืชที่กินอาหารบนผิวดิน และช่วยป้องกันไม่ให้น้ำขังในตอนรดน้ำ ส้มโอเป็นพืชที่ชอบความชื้น แต่ไม่ชอบน้ำขัง

ระยะห่างระหว่างต้น …8×8 เมตร เพื่อให้ต้นได้รับแสง และที่สำคัญทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิต จะต้องมีการตัดแต่งกิ่งให้เรียบร้อย เพื่อที่ให้แดดส่องไปยังต้นให้มากที่สุด

ระบบน้ำ …ใช้แบบสปริงเกลอร์ ซึ่งระบบการให้น้ำค่อนข้างมีเทคนิคส่วนตัวที่สูงมาก อาจจะใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากบางช่วงเวลาของส้มโอต้องงดน้ำตอนทำดอก เพื่อลดการร่วงของดอก หรือบางช่วงส้มโอติดผลมากก็ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยได้มากในกรณีที่เกษตรกรไม่มีปุ๋ยใส่ การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้ต้นยังอยู่ได้ ยังมีเกษตรกรหลายท่านที่เข้าใจผิดว่าที่ผลผลิตของตัวเองไม่ดี เพราะไม่มีปุ๋ยใส่ จริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอต่างหาก คือปัจจัยสำคัญ เพราะฉะนั้นเทคนิคส่วนตัวถือว่าสำคัญมาก จากการสังเกตดิน สังเกตใบ และห้วงเวลาที่เหมาะสมก็สำคัญ

“ยกตัวอย่าง เรามีต้นส้มโออายุ 8 ปี ไม่มีลูก และใบแก่จัด เราต้องปล่อยให้ต้นส้มโอมีใบแก่จัดแล้วงดน้ำเพื่อที่จะให้มีดอก ใบ ออกมา 60 วัน ใบจะแก่ให้งดน้ำที่ประมาณ 10-20 วัน เพื่อที่จะให้ใบแก่จัด เสร็จแล้วให้น้ำอย่างหนัก ให้ปุ๋ยอย่างหนัก แล้วดอกจะออกมาทันที พอเขาออกดอกแล้ว เราก็รดน้ำไม่ให้ดอกร่วง ให้น้ำแค่พอดี เพื่อให้ติดผล พอติดผลแล้วตอนนี้ให้มาดูเรื่องโรคแมลง เชื้อรา โรคแคงเกอร์ที่น่ากลัวมาก การตัดแต่งกิ่งช่วยได้ ทำให้โรคพืชเกิดขึ้นน้อย หรือมีน้อยก็ทำให้ต้นโปร่ง ไม่หนาทึบ พวกนี้ก็จะไม่ค่อยมีโรค” พี่น้ำ กล่าวถึงเทคนิคการให้น้ำ