วางแผนให้ลูกชายคนเล็กที่เรียนจบมัณฑนศิลป์รับช่วงบริหารต่อไป

ค่อยๆ ให้เรียนรู้ไปก่อน เพราะไม่เคยทำสวนในแบบที่เรียนมาซึ่งเป็นเรื่องการออกแบบแลนด์สเคบในสวน ภาษาที่ใช้สื่อสารเพื่อบริการนักท่องเที่ยว ราวปลายปี 2560 บ้านพักบนต้นไม้ริมแม่น้ำประมาณ 5 -6 หลัง จะเสร็จพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติให้ได้พักผ่อนอยู่ในสวนทอฝันอย่างมีความสุข เป้าหมายคือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจากเยอรมัน ยุโรปที่มาพักนานๆ เป็นเดือน โดยน้องสาวที่อยู่เยอรมันจะช่วยแนะนำได้

“อาชีพทำสวนเสมือนได้ออกแบบตามฝัน จึงได้ตั้งชื่อสวนว่า ‘สวนทอฝัน’ สวนทำให้เราสุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพจิตดี และทำให้ครอบครัวอบอุ่น มีอนาคตมั่นคง และรู้จักอยู่อย่างพอเพียง” คุณสมโภชน์กล่าวในตอนท้าย

นายวรกุล บุตรดาจักร หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู แจ้งเตือนเกษตรกรให้ระวังพืชกรตูลถั่วจะทบหนาว โดยถั่ว เป็นพืชที่ไม่ชอบอากาศหนาวเย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเชียส ซึ่งจะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะถั่วเขียวจัดทำเป็นพืชที่ไม่ชอบอากาศเย็นอย่างมาก หากอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ในช่วงปลูกจะทำให้เมล็ดงอกช้า ต้นแคระแกรน แต่ถ้าถั่วเขียวกระทบอากาศหนาวเย็นในช่วงที่พืชโตแล้ว (อายุมากว่า 20 วัน ) ต่อเนื่องไม่เกิน 3 วัน ก็ยังสามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติแต่ถ้ากระทบอากาศหนาวเย็นนานเป็นสัปดาห์ จะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และผลผลิตลดลงอย่างมาก

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดหมายอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยในภาคเหนือตอนบน พบว่าในช่วงเดือนธันวาคม และเดือนมกราคม จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ดังนั้น คำแนะนำในการปลูกถั่วเขียว คือ

ให้ปลูกถั่วเขียวในช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบอากาศหนาวเย็นในช่วงเดือนธันวาคมและเดือนมกราคม ในขณะที่พืชยังเป็นต้นกล้า อย่างไรก็ตามในเดือนธันวาคมและมกราคม หากอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ยาวนานติดต่อกันเป็นสัปดาห์ ก็จะทำให้พืชผลผลิตลดลงอย่างมาก (ผลผลิตไม่คุ้มการลงทุน)
ในพื้นที่มีแหล่งน้ำเพียงพอ ถั่วเขียวสามารถปลูกได้อย่างช้าสุดไม่ควรเกินเดือนกุมภาพันธ์ ถ้าปลูกหลังจากนั้นจะทำให้พืชเสียหาย เนื่องจากกระทบอากาศร้อนจัดในช่วงออกดอก ซึ่งจะทำให้ดอกร่วง
ให้เฝ้าระวังและติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดเพื่อใช้วางแผนการผลิตพืชต่อไป
สำหรับถั่วเหลือง และถั่วลิสงจะทนอากาศหนาวเย็นได้มากกว่าถั่วเขียว ถ้ากระทบอากาศหนาวเย็นต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส จะทำให้พืชงอกช้า และชะงักการเจริญเติบโต แต่เมื่ออากาศกลับเข้าสู่สภาวะปกติพืชก็สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ

หากมีปัญสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต จากความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธาน เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้น้อมนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน กอปรกับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้พระราชทานเมื่อครั้งที่ทรงประทับแรม ณ เขื่อนสิรินธร อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2541 ทำให้เป็นที่มาของการจัดตั้ง “โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 และได้มีการจัดตั้งโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นทางการในปี 2546 โดยมุ่งให้ความสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์น้ำ การปศุสัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการสำคัญ คือ การใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพแทนการใช้สารเคมี และมีการดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน

โครงการชีววิถีฯ นับเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับความสนใจจากหน่วยงานองค์การต่างๆ ในวงกว้าง โดยมุ่งสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีการดำเนินงานเพื่อสังคม ด้วยการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ระหว่างธรรมชาติและการดำรงชีวิตของมนุษย์ รู้จักนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาพัฒนาเพื่อใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยเน้นเรื่องปลอดสารพิษเป็นหลักสำคัญ และไม่ก่อหนี้สิน ผสมผสานกับการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง คำนึงถึงการรักษาและฟื้นฟู สิ่งแวดล้อม ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในท้ายที่สุด

และเพื่อเป็นการตอกย้ำในการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้จับมือกับบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จัดโครงการ “เรียนรู้ชีววิถี เกษตรอินทรีย์ เศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้นในวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2559 โดยคัดเลือกคนรุ่นใหม่ อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่สนใจเข้าร่วมโครงการจำนวน 30 คน พร้อมร่วมเดินทางไปสัมผัสวิถีชีวิตในชุมชนต้นแบบชีววิถี และร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิเช่น เยี่ยมชมเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ความก้าวหน้าชีววิถีเพื่อสังคมไทย, เสวนาชีววิถีกับคนรุ่นใหม่, เยี่ยมชมความสำเร็จชุมชนชีววิถีชนะเลิศ พ.ศ.2558 ณ หมู่บ้านโคกน้อย ต.โคกใหญ่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู พร้อมร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปต่างๆ ที่น่าสนใจ ถือเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจ จากการระดมความคิดเห็นเพื่อแลก

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายภูมิภาคมีการเปิดจุดจำหน่ายข้าวกันอย่างคึกคัก ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำข้าวสารพันธุ์ดีมาวางขายส่งตรงถึงมือผู้บริโภคเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจากราคาข้าวตกต่ำ บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก ชื่นมื่น มีทั้งข้าวพันธุ์ดี ชื่อดังจากหลายภูมิภาค ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง รวมทั้งข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อข้าวชั้นดี หายาก

สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ต่างๆ ยังมีข้าวหลากหลายให้เลือกบริโภค โดยเฉพาะตลาดข้าวกล้องพื้นเมือง ได้รับความสนใจจากทั้งผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศ

ที่จังหวัดสตูล เป็นอีกแหล่งปลูกข้าวพื้นเมืองที่นิยมบริโภคกันในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบข้าวหุงขึ้นหม้อ รสชาติมัน กินอิ่มท้อง ทำข้าวต้ม-โจ๊ก อร่อย หรือใช้ทำแป้งขนมจีน จะได้เส้นขนมจีนเหนียวหนึบ หรือใช้ทำแป้งขนมทองพับ ปัจจุบัน มีการขยายตลาดไปยังผู้บริโภคประเทศมาเลเซียด้วย โดยเฉพาะ “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” ผลผลิตจากชาวนาบ้านโคกโดน หมู่ที่ 12 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล

ปัจจุบัน ชาวนาบ้านโคกโดน รวมตัวตั้ง “กลุ่มเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร” มีสมาชิกกลุ่ม 121 ราย มีพื้นที่ปลูกข้าว “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” 570 ไร่ ให้ผลผลิตข้าวปีละ 285 ตัน/ปี ในอดีตชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกมาขายให้โรงสี ราคากิโลกรัมละ 8-12 บาท แต่หลังรวมกลุ่มกันและได้รับการส่งเสริมลดปัจจัยการผลิต และเพิ่มมูลค่าให้ข้าวจนสามารถผลิตขึ้นเอง พร้อมขายออกสู่ตลาดเองได้เป็นผลสำเร็จสร้างความภาคภูมิใจให้ชาวบ้าน พร้อมชูจุดขายข้าวกล้องพื้นเมือง “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” ซึ่งมีความหมายว่า “ขอบคุณพระเจ้า”

อาแมน สาและ เจ้าของศูนย์เพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตรบ้านโคกโดน เล่าถึงที่มาของการตั้งกลุ่มว่า เดิมตนเริ่มทำนาตั้งแต่ปี 2525 พื้นที่ 10 ไร่เศษ ประสบปัญหาดินเสื่อมสภาพ ทำให้ได้ผลผลิตน้อย กระทั่งปี 2554 จึงขอความร่วมมือไปยังพัฒนาที่ดินจังหวัดสตูล ซึ่งให้คำแนะนำการปรับหน้าดิน ทำให้ดินมีความสมบูรณ์ รวมทั้งเข้ามาดูแล นำเครื่องจักรเข้ามาไถนาแล้วปลูกต้นปอเทือง เพื่อปรับสภาพดินให้มีความสมบูรณ์พร้อมให้ความรู้เรื่องของการใช้ปุ๋ยเพื่อปรับปรุงดิน ส่งผลให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจาก 300 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็น 500 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังได้รับพันธุ์ข้าว “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” สายพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดสตูล มาปลูก เป็นข้าวที่ให้ผลผลิตจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ในปี 2556 ได้ส่งผลผลิตเข้าร่วมประกวดผลผลิตข้าว และได้รับรางวัลที่ 1 กลับมา ชาวบ้านจึงรวมตัวกันตั้งกลุ่มเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตรขึ้น ในปี 2558

“ต่อมาสำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล จัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรกลุ่มนี้ พร้อมมอบเครื่องสีข้าวและอุปกรณ์บรรจุถุงข้าว ปีงบประมาณ 2559 กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าว ซึ่งเดิมเราขายเป็นข้าวเปลือกในราคากิโลกรัมละ 10 บาท แต่หลังได้รับเครื่องสีข้าวและเครื่องบรรจุภัณฑ์ข้าว เรานำมาสีข้าวและบรรจุถุงขายเป็นราคากิโลกรัมละ 50 บาท จัดส่งขายในพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ ไปออกบู๊ธร่วมกับทางจังหวัดบ้าง ทำให้ราคาข้าวของเกษตรกรไม่ตกต่ำ สำหรับ “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” เป็นตลาดภายในจังหวัด รวมทั้งเตรียมส่งไปขายตลาดมาเลเซีย ตลาดแป้งขนมจีนในจังหวัดพัทลุง และข้าวสำหรับฟาร์มไก่ชน” อาแมน สาและ กล่าว

ด้าน วิชาญ แก้วมี หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล กล่าวว่า แนวทางของการส่งเสริม “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” ด้วยการลดต้นทุนการผลิตในการทำนาต่อไร่ลง โดยลดการใช้ปุ๋ยเคมี เปลี่ยนมาเป็นปุ๋ยพืชสด การไถกลบตอซัง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักชีวภาพให้มากขึ้น ลดต้นทุนค่าจ้างแรงงานโดยรวมกลุ่ม ลงแรง ลงแขก และลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกจากไร่ละ 15 กิโลกรัม เหลือ 5-8 กิโลกรัม ซึ่งทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น จากไร่ละ 450 กิโลกรัม เป็น 600 กิโลกรัม โดยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ไม่ปลอมปน จากศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนในพื้นที่ถึง 5 ศูนย์ ไว้บริการชาวนา นอกจากนี้ ถ่ายทอดความรู้การทำนาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การป้องกันการกำจัดศัตรูพืช โดยใช้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนที่มีอยู่ในทุกอำเภอช่วยเหลือจัดการ ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งขณะนี้สามารถรวมกลุ่มได้แล้ว 4 กลุ่ม ในพื้นที่อำเภอเมือง 2 กลุ่ม อำเภอละงู 1 กลุ่ม และอำเภอควนกาหลง 1 กลุ่ม

ปัจจุบัน “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” นิยมปลูกเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสตูลเท่านั้น บนพื้นที่ 60 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งจังหวัด ส่วนที่เหลือเป็นข้าวพันธุ์ปทุม กข 5 ไรซ์เบอร์รี่ข้าวเหนียวดำ ซึ่งให้ผลผลิตถึง 28,000 ตัน/ปี แต่กระนั้นยังไม่เพียงพอจำหน่าย เนื่องจากยังมีความต้องการบริโภคข้าวพันธุ์พื้นเมืองนี้อีกจำนวนมาก

มะพร้าว มีต้นกำเนิดหรือถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริเวณแหลมมลายู และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เช่น ประเทศปาปัวนิวกินี แพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่มีภูมิอากาศเหมาะสมคือ เขตร้อนชื้นทั่วโลก โดยอาศัยเส้นทางเดินเรือของประเทศต่างๆ

มะพร้าวอยู่ในวงศ์ปาล์ม (Arecaceae) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cocos nucifera โดย Cocos มาจากภาษาสเปนและโปรตุเกส ในศตวรรษที่ 16 ซึ่งหมายถึงหน้ายิ้ม หรือ Grinning face เปรียบเสมือนว่าลักษณะรูเล็กๆ สีคล้ำ 3 รู บนผลมะพร้าวที่ทำให้ดูคล้ายกับใบหน้าของคน

พื้นที่ปลูกมะพร้าวจะเจริญเติบโตมากกว่า 90 ประเทศในโลกพื้นที่ 72 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 70,000 ล้านผล ต่อปี แหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของโลก ได้แก่ บริเวณกลุ่มประเทศเอเชียและแปซิฟิก ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บราซิล และศรีลังกา ในช่วง 5-10 ปี ที่ผ่านมาไม่มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกเหมือนกับประเทศไทย

ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือ การเพิ่มศักยภาพ การปลูกมะพร้าวพันธุ์ดี ทดแทนสวนเก่า กรมส่งเสริมการเกษตร ผักสลัดเป็นผักที่ดูทันสมัย น่าบริโภค เหมาะกับคนรุ่นใหม่ จะเห็นได้ว่ามีการตั้งสลัดบาร์จำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านอาหารแฟรนไชน์ยี่ห้อต่างประเทศแทบทุกแห่ง ผักสลัดมีสีสันฉูดฉาด เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้หยิบจับ อีกประการหนึ่งก็คือ มีการตกแต่งสลัดบาร์อย่างมีระเบียบสวยงาม เป็นที่พอใจแก่ลูกค้า และสลัดก็เป็นอาหารสุขภาพสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก

อาจารย์สงบ เพียรทำดี เรียนจบจากวิทยาลัยเกษตรบางพระ ได้วุฒิ ปมก.(ประโยคครูมัธยมเกษตรกรรม เทียบเท่าอนุปริญญา) ในปี พ.ศ.2515 หลังจากนั้นจึงได้บรรจุเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยเกษตรสิงห์บุรี สอนทางด้านสัตวศาสตร์ โคเนื้อโคนม ต่อมาได้ลาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาคุรุศาสตร์เกษตร และในปี พ.ศ.2535 ได้ย้ายมาเป็นผู้ประสานงานฝึกอบรมศิลปชีพภาคเกษตรกรรมที่ศูนย์ศิลปชีพบางไทร ด้วยความร่วมมือของกรมอาชีวะศึกษา สปก.และศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

ต่อมาในปี พ.ศ.2538 กรมอาชีวะศึกษาได้จัดตั้งเป็นวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปาชีพบางไทย จึงได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนแรก ซึ่งทางวิทยาลัยฯ มีชื่อเสียงในการผลิตผักไฮโดรโปรนิคส์ในเชิงการค้า สามารถประกอบธุรกิจจนมีผลกำไรเพียงพอที่จะนำเงินมาสนับสนุนกิจการศึกษาของวิทยาลัยฯ ได้

อาจารย์สงบลาออกก่อนเกษียน 1 ปี เมื่อปี พ.ศ.2552 แต่ก่อนที่จะลาออก อาจารย์สงบได้ทดลองปลูกผักสลัดที่บ้านในจังหวัดปทุมธานีบนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ แต่ผลผลิตที่ได้ไม่ค่อยมีคุณภาพ จึงต้องหาที่ดินผืนใหม่ จนกระทั่งมาได้ที่ดินเนื้อที่เกือบห้าสิบไร่ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เนื่องจากมีความคุ้นเคยตอนที่ได้มาศึกษาเรื่องโคนมที่นี่ เดิมที่ดินแปลงนี้ถูกปล่อยรกร้างมาหลายปีจึงต้องทำการปรับปรุงใหม่ โดยการเอารถแบคโฮเข้ารื้อ ปรับพื้นที่ แบ่งสัดส่วนพื้นที่และวางระบบน้ำ แต่เนื่องจากดินค่อนข้างเสื่อมโทรมจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จึงจำเป็นต้องปรับปรุงดินขนานใหญ่ ทุกครั้งที่ปลูกผักบนร่องใหม่จะต้องนำมูลไก่มาใส่ร่องละ 10 กระสอบปุ๋ยจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทำให้ดินที่ปลูกมีคุณภาพดี แต่ก็ยังคงมีการใส่มูลไก่อยู่ตลอดเวลา ส่วนปูนขาวจะนำมาโรยเพื่อปรับสภาพดินบ้างนานๆ ครั้ง

เกษตรมูลค่าสูงต้องประณีต

เนื่องจากผักสลัดเป็นผักที่บอบบาง ต้องจัดการอย่างประณีต จึงต้องเพาะกล้าในถาดเพาะขนาด 104 หลุม ใส่วัสดุปลูกซึ่งผลิตมาเป็นการเฉพาะสำหรับการเพาะกล้า (มีเดีย) กระสอบละ 400 บาท สามารถนำมาใส่ถาดได้ 15-20 ถาด หยอดหลุมละ 2 เมล็ด นำเอาไปวางไว้ที่บนโต๊ะใต้ซาแลนเพื่อพรางแสง แต่ในฤดูฝนจะต้องอยู่ใต้หลังคา รดน้ำเช้า-เย็นด้วยฝักบัวที่ฝอยละเอียดจนกระทั่งกล้าอายุประมาณ 14 วันในฤดูหนาว และอายุประมาณ 21 วันในฤดูร้อนจึงค่อยย้ายกล้าผักลงแปลง โดยมีระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 30 เซนติเมตร ในช่วงนี้ให้น้ำเช้า-เย็น อายุเก็บเกี่ยวของผักสลัดไม่เท่ากัน เนื่องจากในฤดูหนาวผักเจริญเติบโตดี จะใช้เวลาประมาณ 25-30 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้ ส่วนในฤดูร้อนจะใช้เวลายืดไปถึง 30-35 วัน

สำหรับแมลงศัตรูพืชของผักสลัดไม่ค่อยมี ถ้าอากาศไม่เลวร้ายเกินไป เช่น แล้งจัด ฝนไม่ตก ก็จะมีเพลี้ยบ้าง แต่โดยทั่วไปจะไม่มีแมลงรบกวน ส่วนโรคพืชที่มีจะเป็นโรคราที่ทำให้ใบล่างเป็นจุดเน่า แต่ปัญหานี้แก้ไขได้ถ้ามีการเตรียมดินที่ดี เช่น การไถพรวน การตากดิน และต้นกล้าที่แข็งแรงก็สามารถทนทานโรคนี้ได้ โรคดังกล่าวมักจะเกิดในช่วงฤดูฝน

การตัดผักแล้วต้องนำมาล้างให้สะอาดถึงสามครั้งก่อนจะบรรจุถุงเพื่อความมั่นใจต่อผู้บริโภค ผักของที่สวน 1 กิโลกรัมสามารถบริโภคได้หมดทั้ง 1 กิโลกรัมโดยไม่ต้องทิ้งเลย ผักที่ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่ของสวนจะเป็นผักสลัดที่นิยมบริโภค ได้แก่ กรีนโอค เรคโอค ฟิลเล่ย์ เรดโคล่อน บัตรเตอร์เฮด คอส และเบบี้คอส การใช้ปุ๋ยในสวนจะเน้นปุ๋ยมูลสัตว์และปุ๋ยชีวภาพเป็นหลัก ส่วนยาป้องกันและปราบศัตรูพืชไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการทำผักในสวนนี้

อุปสรรคไม่ใช่ปัญหา

อาจารย์สงบกล่าวถึงเรื่องอุปสรรคในการทำสวนเกษตรว่า “ถึงแม้จะทำงานในด้านนี้ แต่ก็เป็นหน้าที่บริหารจัดการเรื่องการศึกษา พอมาลงมือทำเองก็ไม่ง่ายดังที่คิด เนื่องจากมีพื้นฐานที่เคยเรียนทำให้แก้ปัญหาได้ ข้อมูลวิชาการต่างๆ ก็มีมากมายเพียงให้ตั้งใจเรียนรู้ ปัญหาอีกอย่างคือ ปัญหาเรื่องแรงงาน ปัจจุบันคนไทยไม่ชอบทำเกษตรเนื่องจากเป็นงานหนัก จำเป็นต้องใช้แรงงานต่างชาติซึ่งมีข้อยุ่งยากในการปฏิบัติมากมาย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง ปัญหาที่แท้จริงคือ ความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันได้ เรื่องแรงกายใครมีแรงก็ทำได้ แต่เรื่องแรงความคิดเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล สำหรับเรื่องนี้สามารถบ่มเพาะกันได้ การใช้ประสบการณ์จากการบริหารงานบุคคลจากหน่วยงานเก่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้มาก เราสามารถใช้คนที่มีให้เป็นประโยชน์ เรื่องการพูดคุยทำความเข้าใจกันเป็นสิ่งสำคัญ ควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา”

ปัจจุบัน สวนของอาจารย์สงบใช้แรงงานอยู่ 15 คน โดยมีหัวหน้างาน 1 คน

จากคำถามว่า ทำการเกษตรเหนื่อยจริงไหม อาจารย์สงบตอบว่า “ทำการเกษตรเหนื่อยก็จริง แต่เป็นความชอบและความภาคภูมิใจ ที่เราทำการเกษตรนี้ พืชผักที่เราปลูกสอนเรา สอนเราให้รู้ว่าต้องรดน้ำอย่างนี้ ต้องเอาใจใส่อย่างนี้ ไม่งั้นจะไม่ให้ผลผลิตที่ดีนะ จากประสบการณ์หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เขาสอนเราจนขึ้นใจว่า ถ้าเราเอาใจใส่เขาดีเขาจะตอบแทนเราดีเช่นกัน”

ข้อแนะนำสำหรับคนที่จะเริ่มต้นเกษตร

คนที่จะทำการเกษตรต้องเริ่มศึกษาก่อน หาตัวตนของตัวเองให้พบว่าชอบอะไร แล้วต้องถามซ้ำอีกรอบว่าชอบจริงหรือไม่ ไม่ใช่เห่อตามกระแส พอหมดกระแสก็เลิกราไป ถ้าชอบจริงก็ควรศึกษาข้อมูลพื้นฐานและเริ่มทำขนาดเล็กๆ ก่อน เมื่อทำไปเรื่อยๆ ขนาดของมันจะขยายด้วยตัวมันเอง การทำการเกษตรเมื่อสูงอายุต้องดูกำลังกายตัวเองเป็นหลัก ทั้งอาจต้องใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องทุ่นแรง บวกกับการวางแผนว่าจะทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยมาก อาจจะเหนื่อยสมองบ้าง แต่เมื่องานเข้าที่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ลำบากอีกแล้ว

ลูกค้ามั่นใจตลาดก็มั่นคง

อาจารย์พูดถึงการตลาดว่า “การตลาดที่สำคัญ คือการผลิตพืชผักที่มีคุณภาพ และการมีคุณภาพอย่างเดียวไม่พอ จะต้องมีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ ทำให้ผู้ซื้อมั่นใจ ทำให้สวนของเราได้รับความเชื่อถือ นอกจากนี้ ยังต้องมุ่งมั่นที่จะทำงานและซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ผักของเราที่ชั่งน้ำหนักไม่เคยขาด ซึ่งถ้าขาดลูกค้าก็จะว่าเราโกง ผักของเราจะมีแต่น้ำหนักเกินไม่เคยขาด ตรงนี้ลูกค้าอาจว่าเราโง่ แต่ที่จริงเราไม่โง่ ตลาดที่สำคัญของสวนมีแหล่งจำหน่ายแหล่งใหญ่อยู่ในจังหวัดสระบุรีที่ศูนย์โอทอปพุแค สวนริมเขา ร้านอาหารทางขึ้นเขาใหญ่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และธุรกิจสลัดบาร์”

การปลูกผักสลัดในระบบดินมีการลงทุนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับผักสลัดที่ปลูกในไฮโดรโปรนิค ซึ่งเกษตรกรรายย่อยทำได้ยาก ความแตกต่างระหว่างผักทั้งสองอย่างคือ ผักไฮโดรจะมีใบค่อนข้างบาง เก็บไว้นานความกรอบจะหายไป และจะต้องเก็บไว้ทั้งต้นโดยไม่ตัดราก มิฉะนั้นผักจะเหี่ยวเร็ว ส่วนผักสลัดที่ปลูกดินใบจะหนากว่า กรอบกว่า และเมื่อตัดรากทิ้งจะเก็บไว้นานกว่า

จากการวางแผนโดยใช้ประสบการณ์ในงานบริหารที่ทำมา ทำให้สวนของอาจารย์สงบประสบความสำเร็จ ทั้งที่พื้นฐานของอาจารย์สงบคืองานสัตวบาลมากกว่างานเกษตร นั่นเพราะประสบการณ์และการบริหารนั้นไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานความรู้ทางด้านเกษตรโดยตรง หากแต่ประสบความสำเร็จเพราะความมุ่งมั่นมากกว่า

อาจารย์สงบยังได้กล่าวอีกว่า “ผมปลูกผักไว้ให้เกินจำนวนไว้เพื่อคัดเลือกผักดีๆ ส่งร้านค้า และยอมที่จะทิ้งผัก เมื่อผักล้นตลาดมากกว่า ให้ร้านค้าขาดผักขาย นั่นหมายถึงร้านค้าเสียผลประโยชน์ และลูกค้าไม่มีผักบริโภค”

เพราะเมื่อก่อน มีการขยายพันธุ์ขนุนด้วยเมล็ด จึงกลายพันธุ์ได้ลักษณะที่แปลกใหม่ เจ้าของจึงตั้งชื่อ แล้วเผยแพร่ จากนั้นจึงเป็นยุคของ ฟ้าถล่ม ทองสุดใจ และจำปากรอบ ของจังหวัดปราจีนบุรี

เวลาผ่านไป มีขนุนออกมาอวดโฉมในวงการเกษตรมากขึ้น ทำให้ผู้ปลูกและผู้บริโภค เป็นตัวชี้วัด ว่าขนุนพันธุ์ไหนควรจะปลูกและสืบหน่อต่อแนว

ทำให้พันธุ์ขนุนส่วนใหญ่หายไป นับว่าเป็นที่น่าเสียดาย เพราะไม่มีการอนุรักษ์ไว้เหมือนไม้ผลชนิดอื่น

เท่าที่เห็นอยู่ในขณะนี้ในตลาดมี ขนุนทองประเสริฐ ปีเดียวทะวาย มาเลเซีย และเหลืองบางเตย

สำหรับ ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณ ขนุนพันธุ์มหามงคล มีปลูกไว้ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเลย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรระยอง และเกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ

พันธุ์ขนุนของไทยนั้นมีเสน่ห์ อย่าง ขนุนอีถ่อ ผลยาวที่สุด ขนุนทองนาทวี น้ำหนักมากสุด เคยชั่งได้ 80 กิโลกรัม ต่อผล ขนุนปีเดียวทะวาย ปลูกแล้วให้ผลผลิตเร็วที่สุด เพียง 8 เดือน ก็ให้ผลผลิตแล้ว จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “8 เดือนทะวาย”

ต่อไปนี้คือ ชื่อพันธุ์ขนุนที่มีอยู่ในบ้านเรา สถานะนั้นมีอยู่น้อย มีอยู่มาก และสูญพันธุ์ไปแล้ว

ดังต่อไปนี้ เรียงตามลำดับตัวอักษร จาก…ก-ฮ

เกร็ดแก้ว ก้านเขียวทะวาย กินดิบด่านเกวียน แกงเมืองลับแล กิมเพียว

เขียวข้างคด ขาวสมบัติ

คุณหญิง คุณวิชาญ คอกเก้ง

เจ๊กโต๊ะ จำปากรอบ จำปาศรีราชา จำปาดะขนุน จำปาระยอง

โชควัฒนาเมล็ดลีบ แชมป์ภาคตะวันตก

แดงจำปา แดงรัศมี แดงรังสี แดงแสงจันทร์ แดงสุริยา

ตาบ๊วย ตะเภาแก้ว ตะเภาทอง ตาเล้ง

ทองไพโรจน์ ทองสุดใจ ทองสัมฤทธิ์ ทองส้ม ทองหอม ทองนาทวี ทางควาย 1 ทางควาย 2 ทองประเสริฐ เทพประทาน ทองสมบัติ ทองอินโดแคระ ทองสิน ทองอดุลย์ ทะวายนายพล

นาเสน น้ำขังยวง หนึ่งในพัน

บ๊วยฉิมพลี เบาเปลือกหวาน บ้านกล่ำ

ป้าเนียม ป้าจื๊อ ปีเดียวทะวาย

ผู้พัน

ไพศาลทักษิณ พระพิราพ เพชรราชา เพชรเขาเขียว เพชรดำรง เพชรเนื้อทอง

ฟ้าถล่ม ฟ้าสีทอง

มาเลเซีย แม่ไม้เมืองนนท์ แม่กิมไน้ แม่เนื้อหอม มะหวด แม่ทอม แม่น้อยทะวาย หมาร้องไห้

หยก ยวงทอง โยธิน

รุ่งทวี 70 รวงทอง เหรียญบาท เหรียญชัย เหรียญทอง เหลืองระยอง เหลืองไพรินทร์ เหลืองเขาน้อย เหลืองจีนแดง เหลืองตานาค เหลืองเรวดี เหลืองบางเตย เหลืองศรีชล เหลืองประไพร เหลืองพิชัย

ศรีบรรจง

สวนไม้เค็ด สีทอง สองสลึง สุบิน

หูแร่ หัวกุญแจ

อีถ่อ แอปเปิ้ล อุดม 1

ข้อเขียนนี้ ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อจะโปรโมทพันธุ์ หรือเพื่อขายต้นพันธุ์ แต่อยากให้ทราบว่า วงการขนุนเคยมีความหลากหลายทางด้านพันธุ์

ผู้สนใจ ซื้อหาได้ตามสะดวก เช่น ที่บ้านหนองเต่า อำเภอเมืองปราจีนบุรี หรือร้านขายพันธุ์ไม้ทั่วไป งานขยายพันธุ์ทุกวันนี้ ทำได้เร็ว การปลอมปนจึงแทบไม่พบเห็นในปัจจุบัน

มีคนเคยกล่าวว่า ถ้าเราได้ทำงานที่มีความสุข ก็เท่ากับว่าเราได้มีความสุขในทุกๆวันการทำงาน ทุกคนล้วนมองหางานที่มีความสุข ไปพร้อมๆ กับการสร้างรายได้ บางคนเจอช้า บางเจอเร็ว

เช่นเดียวกับ คุณอัครเดช อภิรักษ์วัฒนา วัย 50 ปี หรือคุณช้าง ที่วันนี้ เขาได้พบกับงานที่ทำแล้วมีความสุข

คุณช้างมีหลัก ที่ทำอยู่ นั่นคือ ช่วยคุณพ่อทำธุรกิจรับซื้อของเก่า รวมทั้งรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม แต่ด้วยการเล็งเห็นพื้นที่หลังบ้าน ว่างๆ ในพื้นที่ดินของตนเอง 1 ไร่เศษ จึงคิดแปลงที่ดินผืนนี้ ทำการเกษตรแบบพอเพียง โดยการเดินตามรอย ในหลวงรัชกาลที่ 9

นั่นคือเมื่อได้แนวคิดมาแล้ว ก็มาแปลงจากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

โดยเริ่มจากปลูกสับปะรด ราว 6000 ต้น

ทำไมต้องเป็นสับปะรด ทั้งที่ พื้นที่บริเวณนี้ไม่เคยมีใครปลูกสับปะรดในเชิงการค้านับพันต้นมาก่อน คุณช้างเล่าว่า ภรรยาคุณช้าง (คุณจินดา สีเมฆ) มีพื้นเพดั้งเดิมอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกสับปะรดค่อนข้างมาก เลยทดลองนำมาปลูก โดยได้ทั้งต้นพันธุ์ และเทคนิคการปลูกมาครบ

“เราอยู่ในช่วงทดลอง ปลูกสับปะรด พันธุ์ปัตตาเวีย ซึ่งไม่ต้องดูแลมาก ไม่ต้องให้น้ำ เว้นแต่ช่วงแล้งจัดๆ ดูแลง่าย และคาดว่าจะตัดผลได้เมื่ออายุครบ 1 ปี” คุณช้างว่าอย่างนั้น

ถัดสับปะรด ก็เป็น เล็บครุฑผักชี ซึ่งเป็นพืชประดับ ส่วนใหญ่นำไปใช้ประโยชน์ด้วยการตัดนำไปเข้าช่อดอกไม้ ซึ่ง คุณช้าง ปลูกไว้ราว 1300 ต้น ปลูก 4-5 เดือน ก็ตัดส่งแม่ค้าปากคลองตลาดได้แล้ว

วิธีการตัดก็คือ ตัดถึงโคนต้น มัดเป็นกำ ๆ ละ 10 บาท จากนั้นอีกไม่นานก็จะแตกใหม่ รอตัดรอบต่อไป ไม้ใบประดับอีกตัวคือ ยางอินเดีย ราว 100 ต้น ที่คุณช้าง ปลูกไว้ บนสันบ่อปลา สำหรับยางอินเดีย นี้ แม่ค้าจะมารับซื้อเป็นใบๆ ละ 1 บาท เพื่อนำไปประกอบพวงหรีด ซึ่งนับเป็นพืชที่ขายได้เรื่อยๆแน่นอน เนื่องจากร้านดอกไม้ ขายพวงหรีด ต้องการไม้ใบประดับลักษณะนี้ ตลอดเวลา

นอกจากพืชสามชนิดนี้แล้ว คุณช้างยังปลูกไม้ยืนต้น ทั้งอินทผลัม มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง ขนุน ไว้อีกด้วย

และเพื่อให้เป็นสวนผสมผสานอย่างแท้จริง สมัคร UFABET ก็มีพืชผักสวนครัว อย่างมะนาว กะเพรา พริก ตะไคร้ ถั่วพูและถั่วฝักยาว อีกด้วย มะนาว ที่สวนนี้ เลือกปลูกในวงยางรถยนต์ และบ่อวงซีเมนต์ ที่คุณจินดา ภรรยาคุณช้าง บอกว่า จะได้ง่ายต่อการบังคับออกนอกฤดู ส่วนพันธุ์ที่เลือกปลูกได้แก่ แป้นพิจิตร แป้นจินดา และแป้นเพชรบุรี

ส่วนถั่วฝักยาว พืชระยะสั้น ก็เก็บขายได้บ้างแล้ว และเนื่องจากปลูกโดยใช้สารชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมี ถั่วฝักยาวสวนนี้จึงขายได้ราคาดี ถึงกิโลกรัมละ 50 บาท โดยออร์เดอร์จากญาติๆ พี่ๆ น้องๆ ก็แทบจะหมดแล้ว

ปุ๋ยหมักขี้วัว และขี้เถ้าแกลบ เป็นปุ๋ย ที่ทำใช้เอง รวมทั้งสารชีวภาพทั้งน้ำส้มควันไม้ และน้ำหมักที่คุณช้างทำเองโดยใช้ ตะไคร้ และพริก หมักในถังเพื่อนำไปฉีดพ่นฆ่าแมลง

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า คุณช้างไปได้วิชาความรู้มาจากไหน

คุณช้างตอบชัดๆ ว่า ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อนเลย แต่อาศัยจากความชอบ ความรักในสิ่งที่ทำก่อนเป็นเบื้องแรก จากนั้นก็สืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ทล้วนๆ จนได้เทคนิคมาประยุกต์ใช้