วิกฤตสินค้าเกษตร รัฐต้องแก้ให้ถูกจุดหลังเผชิญภัยแล้ง

ที่ค่อนข้างสาหัสมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี และในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาฝนเริ่มกลับมาอีกครั้ง เกษตรกรไทยเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรประเทศ ที่ฝากความหวังจากการปลูกพืชเศรษฐกิจขายมาแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นสูง เริ่มเผชิญลางร้ายที่มาเยือนไม่ต่างจากภัยแล้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลังพืชเศรษฐกิจหลักราคาทรุดหนัก เกษตรกรได้ร้องเรียนภาครัฐมานานหลายเดือนแล้ว แต่การแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องเกษตรกรของหน่วยงานรัฐกลับล่าช้าและไม่ตรงจุดที่ควรจะต้องรีบแก้ไข

ขณะที่นายอภิศักดิ์ตันติวรวงศ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเริ่มวิตกเมื่อพบสัญญาเศรษฐกิจในเดือนกันยายนนี้เริ่มอ่อนตัว อาทิ ยอดขายปูนซีเมนต์ ยอดขายรถยนต์ที่ใช้ในการขนส่งลดลง ทำให้เห็นว่าการบริโภคเริ่มลดลง จะต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม จากก่อนหน้านี้รัฐมีมาตรการไปยังภาคเกษตรมากพอสมควร รวมทั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีนัดถกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เร่งปั๊มกำลังซื้อในประเทศ หลังจากการส่งออกสินค้าทำได้แค่ประคองตัว โดยเตรียมหามาตรการดันราคาสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อให้กับเกษตรกร

ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรหลักของรัฐ ได้แก่ข้าว กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการร่วมกันกำหนดการผลิตในปีนี้ โดยจำกัดการผลิตไว้ที่ 27 ล้านตันข้าวเปลือก ถือว่านโยบายดังกล่าวเดินมาถูกทาง จากปกติที่ผลิตเกิน 30 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปีค่อนข้างมาก และพยายามให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยหลังฤดูนาปีแทน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ปลูกถั่วเหลือง จากปัญหาน้ำที่จะใช้ในภาคเกษตรช่วงฤดูแล้งยังมีน้อย รวมทั้งราคาข้าวในตลาดโลกค่อนข้างตกต่ำ ปลูกแล้วขายมีกำไรอยู่ในระดับเฉลี่ยตันละ 2,000-3,000 บาทเท่านั้น

แต่นโยบายของภาครัฐให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อาจล้มเหลว เมื่อกระทรวงพาณิชย์อนุญาตให้มีการนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดเอทานอล (DDGS) เพื่อผลิตอาหารสัตว์โดยไม่มีการจำกัดปริมาณนำเข้าในอัตราภาษีต่ำ โดยในปี 2556 มีการนำเข้าข้าวสาลีและ DDGS เข้ามา 810,424.29 ตันและ 226,176.11 ตัน ตามลำดับ มาเป็น 3,467,117.12 ตันและ 462,347.33 ตันในปี 2558 ตามลำดับ และในไตรมาสแรกปี 2559 มีการนำเข้าถึง 777,276.87 ตันและ 166,471.02 ตัน ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ก็มีข้อมูลความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิต 5.6-6 ล้านตันต่อปี ในสัดส่วนการใช้ข้าวโพดในอาหารสัตว์ประมาณ 60-65% แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมีเพียง 4.5 ล้านตันต่อปี ดังนั้น ต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่นมาทดแทนการใช้ข้าวโพดประมาณ 2.6 ล้านตัน แต่ในความเป็นจริงในปี 2558 ผู้ผลิตอาหารสัตว์นำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดรวม 3.9 ล้านตัน

แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยหันไปพึ่งพาวัตถุดิบในการผลิตจากต่างประเทศมากขึ้นมีการลดสัดส่วนการใช้ข้าวโพดในประเทศเพื่อผลิตอาหารสัตว์ไปไม่น้อยทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด4.5แสนครัวเรือนเดือดร้อนหนักจากราคาข้าวโพดตกต่ำในขณะนี้ เช่น ที่เชียงรายเกษตรกรสีข้าวโพดขายสดได้เพียง กก.ละ 4.20 บาท จากต้นทุนการผลิต กก.ละ 4.40 บาท ยังไม่รวมถึงผลกระทบต่อผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ราคาตกต่ำเหลือเพียง กก.ละ 1.20 บาท จากต้นทุนการผลิต 1.80 บาทขึ้นไป และรำข้าวที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าข้าวสาลีด้วย

ที่ผ่านมามีการใช้มันสำปะหลังในประเทศผสมอาหารสัตว์ไม่ต่ำกว่า2ล้านตันต่อปีและมีการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ต่ำกว่าปีละ1 ล้านตัน การจำกัดปริมาณการนำเข้าข้าวสาลีน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หากราคาข้าวโพดในประเทศสูงเกินไป ก็สามารถนำเข้าเป็นครั้งคราวได้ ซึ่งการรักษาสมดุลระหว่างเกษตรกรกับผู้เลี้ยงสัตว์ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เศรษฐกิจของประเทศนั่นคือการฟื้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศจะดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอน ต่างจากทุกวันนี้ที่เกษตรกรต่างชาติได้ประโยชน์ รวมทั้งบริษัทปศุสัตว์ครบวงจรล้วนมีกำไรพุ่งสูงกันถ้วนหน้า ดั่งที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดังนั้น หากรัฐหยิบยืมทฤษฎี 2 สูงของเจ้าสัวมาใช้ ทั้งการดึงราคาสินค้าเกษตรสูง และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามที่นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการอังค์ถัดแนะนำมาใช้น่าจะเป็นทางออกที่ดี โดยที่รัฐไม่ต้องอัดฉีดเงินเข้ามา ต้องให้เอกชนผู้ประกอบการเข้ามาช่วยเหลือกอบกู้เศรษฐกิจด้วย

เพราะการเดิน 2 ขาไปข้างหน้าด้วยกันทั้งฟากรัฐและเอกชน ย่อมมั่นคงและยั่งยืนกว่าอย่างแน่นอน เหมายกเข่งตั้งแต่อดีตคณะรัฐมนตรีถึงข้าราชการพ่วงเอกชน ติดบ่วงจ่ายชดเชยค่าเสียหายจำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์” 1.78 แสนล้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งที่มี นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธาน สรุปค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว รวม 1.78 แสนล้านบาท ซึ่งได้กำหนดรายละเอียดตามหลักเกณฑ์การคำนวณ เพื่อกำหนดสัดส่วนความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ภายใต้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แล้วพบว่า ในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้อนุมัติขั้นสูง จะต้องรับผิดชอบในสัดส่วน 20% หรือ 3.56 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 60% หรือ 1.06 แสนล้านบาท เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการที่พิจารณาโครงการรับจำนำข้าว และอีก 20% หรือ 3.56 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นความรับผิดชอบของผู้ผ่านงานชั้นต้นและชั้นกลาง ซึ่งหมายความรวมถึง อดีต รมว.พาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสมัยนั้นทั้งหมด 35 คน ซึ่งเป็นผู้อนุมัติในลำดับรองลงไป

ทั้งนี้จากเงื่อนไขดังกล่าว 60% ที่ระบุจะกลายเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 153/2554 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ, รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คลัง รองประธานกรรมการ, รมช.พาณิชย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.พาณิชย์ และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 คน เป็นกรรมการ, ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และอธิบดีกรมการข้าว เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อย่างไรก็ตาม ความรับผิดทางละเมิดอาจจะไม่จบแค่คณะกรรมการ กขช. รัฐมนตรี หรือ ครม. แต่จะมีการสืบสวนไปถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในโครงการจำนำข้าว ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติ โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ซึ่งจะไล่มาตั้งแต่ ผอ. รอง ผอ. ไล่ลงมาจนถึงหัวหน้าคลัง และเจ้าหน้าที่ และยังรวมถึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์ในทางที่ไม่สุจริตจากโครงการรับจำนำ เช่น โรงสี บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) โกดังกลาง และอาจจะต้องลงลึกไปถึงในระดับจังหวัด กรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลข้าวในโครงการรับจำนำด้วย

“หากจะมีการเรียกค่าเสียหายกับทางข้าราชการซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานตามคำสั่งถือว่าไม่แฟร์และกระทบต่อขวัญกำลังใจ เพราะข้าราชการไม่มีอำนาจในการยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ต้องเดินหน้าตามคำสั่ง แต่ผู้ที่มีอำนาจยับยั้งคือ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ปฏิบัตหน้าที่ในรัฐบาลชุดนั้น เพราะการชี้มูลทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นการชี้มูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในข้อหาไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณประเทศชาติ” แหล่งข่าวกล่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 สำรวจการผลิตหอมแดงในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ คาดปี 2559/60 พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 24,000 ไร่ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 25 เนื่องจากปีที่ผ่านมาเกษตรกรขายได้ราคาดี เผย เกษตรกรเตรียมพันธุ์หอมแดงไว้ใช้เองเป็นจำนวนมาก และเกษตรกรกำลังเตรียมแปลงปลูกเพื่อรอฝนหยุด

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสำรวจการผลิตหอมแดงในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ พบว่า ปี 2558/2559 หอมแดงที่ปลูกใน จ.ศรีสะเกษ มีเนื้อที่ปลูกโดยประมาณ 19,200 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2557/2558 ที่มีเนื้อที่ปลูกโดยประมาณ 18,956 ไร่ หรือร้อยละ 1.29

สำหรับปี 2559/60 คาดว่าพื้นที่เพาะปลูก จะเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 25 จากปี 2558/2559 หรือรวมประมาณ 24,000 ไร่ เนื่องจากเกษตรกรเตรียมพันธุ์หอมแดงไว้ใช้เองเป็นจำนวนมาก ประกอบกับ ปีเพาะปลูกที่ผ่านมา ราคาที่เกษตรกรขายได้สูงมาก โดยหอมปึ่ง (หอมแดงตากแห้งยังไม่ทำการมัดจุก) ณ ไร่นา กิโลกรัมละ 25 – 30 บาท โดยขณะนี้ เกษตรกรกำลังเตรียมแปลงปลูก ปลูกพืชสดเพื่อบำรุงดิน เช่น ปอเทือง และไถย่อยดิน เพื่อรอฝนหยุดตกจึงเริ่มลงมือปลูก ซึ่งคาดว่าช่วงกลาง เดือนตุลาคม 2559 ปริมาณน้ำฝนน่าจะลดลง และเกษตรกรจะทยอยปลูกเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ หอมแดงเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าหัวสะสมอาหาร เป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนในระยะเวลาอันสั้น แต่ราคาส่งขายมีความแตกต่างกันไปเมื่อเทียบกับพืชผักชนิดอื่น โดยอาชีพการปลูกหอมแดง เป็นอาชีพหนึ่งในภาคการเกษตรที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวจังหวัดศรีสะเกษ เพราะมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกหอมแดงและมากเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้เกษตรกรมากตัวหนึ่ง เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดการปลูกหอมแดงในพื้นที่ได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จ.อุบลราชธานี โทร. 045 344 653 หรือ zone11@oae.go.th

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ผู้สื่อข่าว จ.นครพนม รับแจ้งจากแม่ค้าปลาในตลาดสดเทศบาลเมืองนครพนม ว่า มีชาวประมงพื้นบ้านล่าปลาบึกจาก 3 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขงนำมาส่งขายให้ 3 ตัว รวมน้ำหนัก 260 กิโลกรัม โดยเฉพาะตัวใหญ่สุดมีน้ำหนักมากถึง 110 กิโลกรัม สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่ผ่านไปมาที่พบเห็น เพราะเป็นปลาแม่น้ำโขงที่หายากในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาเพิ่งจะพบเห็นได้แค่ 1-2 ตัวเท่านั้น หลังแม่ค้ารับซื้อไว้ไม่ถึง 2 ชั่วโมง ปรากฏว่ามีร้านอาหารและภัตตาคารชื่อดังหลายแห่ง แย่งกันจองหน้าเขียงไปประกอบเมนูเด็ด

นางเด่น คันทักษ์ วัย 59 ปี แม่ค้าขายปลาในตลาดเทศบาลเมืองนครพนม กล่าวว่า ช่วงปลายฝนต้นหนาวและใกล้เทศกาลออกพรรษา จะมีชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่จ.นครพนม บึงกาฬ และมุกดาหาร ลากอวนหาปลาในแม่น้ำโขง ได้ปลาน้อยใหญ่หลายชนิดก็จะนำมาขายให้ตน ที่ผ่านมามีเฉพาะชาวประมงริมตลิ่งแม่น้ำโขงของจ.นครพนม นำมาขายให้เพื่อให้ตนชำแหละ ก่อนมีออร์เดอร์สั่งจองไว้ล่วงหน้า เพื่อส่งตามภัตตาคาร โรงแรม และร้านอาหารชื่อดังหลายแห่ง

แม่ค้าปลากล่าวต่อว่า หลังจากมีข่าวแพร่สะพัดออกไปว่าตนรับซื้อปลาขนาดใหญ่หลายชนิดที่นิยมนำไปทำเมนูเด็ด หายากและมีราคาแพง มีชาวประมงจากจ.บึงกาฬ นำปลาบึกที่ล่าได้จากแม่น้ำโขง มาขายให้น้ำหนัก 110 กิโลกรัม จากจ.มุกดาหาร 1 ตัว น้ำหนัก 90 กิโลกรัม และในจ.นครพนม อีก 1 ตัว น้ำหนัก 60 กิโลกรัม โดยเฉพาะปลาบึก 3 ตัวนี้ที่รับซื้อไว้วันนี้รวมน้ำหนัก 260 กิโลกรัม ซื้อในราคากิโลกรัมละ 250 บาท เป็นเงิน 65,000 บาท หากชำแหละแล้วจะขายต่อในราคากิโลกรัมละ 300 บาท

“สาเหตุที่ชาวประมงนำปลาบึกมาขายให้ เพราะแม่ค้าพ่อค้าในมุกดาหาร และบึงกาฬ ไม่กล้ารับซื้อหมดทั้งตัวเพราะใช้ทุนสูง ชาวประมงพื้นบ้านจึงเบนเข็มมาขายให้ที่ร้าน เพื่อชำแหละส่งขายในร้านอาหารหลายแห่ง โดยแต่ละแห่งสั่งครั้งละ 50-100 กิโลกรัม ปรากฏว่าภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง หลังข่าวแพร่สะพัดออกไปปลาบึก 3 ตัวใหญ่ก็หมดในเวลาอันรวดเร็ว หลังรับโทรศัพท์จากร้านอาหารชื่อดังแทบไม่ทัน เพราะเป็นปลาที่หายากและเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เชื่อว่าผู้ที่ได้รับประทานแล้วจะมีอายุยืนยาว ร้านอาหารนิยมนำไปผัดเผ็ด ผัดฉ่า ต้มยำ รสชาติเนื้อปลาบึกธรรมชาติถือว่าอร่อยมากที่สุดในบรรดาปลาตระกูลหนัง โดยเฉพาะปลาธรรมชาติที่ล่าได้จากแม่น้ำโขง” นางเด่น กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่นางเด่นแม่ค้าปลา ชำแหละปลาบึกยักษ์ 3 ตัว เพื่อส่งให้ร้านอาหารอีกทอด ปรากฏว่าผู้ที่ขับรถผ่านไปทางออกตลาดสดพบเห็น มาขออุ้มปลาบึกปลาน้ำจืดขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งน้ำหนัก 110 กิโลกรัม รวม 4 คน เพื่อขอถ่ายภาพลงในสื่อโลกออนไลน์แทบอุ้มไม่ขึ้น

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 แจงผลการศึกษาการผลิตการตลาดสับปะรดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 4 จังหวัด พื้นที่ปลูกรวม 416 ไร่ เกษตรกรเลือกปลูกพันธุ์สับปะรดสายน้ำผึ้งมากที่สุด พร้อมแจงต้นทุนการผลิตและวิถีการตลาดของเกษตรกร แนะเดินหน้าพัฒนาสายพันธุ์ ใช้ระบบน้ำหยด และระบบสปริงเกอร์ ทำผลผลิตออกนอกฤดู เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาด

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 ได้จัดทำรายงานผลการศึกษาเศรษฐกิจการผลิตการตลาดสับปะรดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของการผลิตและการตลาด สำหรับนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานให้เกษตรกรใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนผลิตสับปะรด และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการพัฒนาการบริหารจัดการระบบการผลิตการตลาดสับปะรดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรตัวอย่าง จำนวน 84 ราย และผู้ประกอบการจำนวน 15 ราย ผลการศึกษาพบว่า

เนื้อที่ปลูกสับปะรดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 4 จังหวัด ปี 2558 รวม 416 ไร่ แบ่งเป็นปลูกแบบแปลงเดี่ยว จำนวน 358.5 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 86 และปลูกแซมสวนยางพารา จำนวน 57.5 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 14 ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกปลูกพันธุ์สายน้ำผึ้ง ร้อยละ 76 ปัตตาเวีย ร้อยละ 14 สายพันธุ์อื่นๆ ร้อยละ 10 โดยนิยมใช้หน่อในการเพาะปลูก

สำหรับต้นทุนการผลิตสับปะรด พบว่า มีต้นทุนการผลิตรวมทั้งหมดเฉลี่ยอยู่ที่ 13,314.07 บาทต่อไร่ ซึ่งมีผลผลิตเฉลี่ย 5,639.90 กิโลกรัมต่อไร่ หากคิดต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อกิโลกรัม พบว่า ต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ย 2.36 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้นทุนผันแปร 2.18 บาทต่อกิโลกรัม และต้นทุนคงที่ 1,037.63 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 9.13 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ เกษตรได้รับผลตอบแทนโดยรวมเฉลี่ย 51,492.32 บาทต่อไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 38,178.25 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนต่อต้นทุนการผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 3.87

ด้านวิถีการตลาด พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่จะขายให้พ่อค้าผู้รวบรวมผลผลิต (ร้อยละ 54) รองลงมาคือ ตัวแทนบริษัทหรือโรงงาน (ร้อยละ 22) พ่อค้าต่างถิ่น (ร้อยละ 20) และเกษตรกรเก็บไว้ขายเองที่ตลาด (ร้อยละ 4) ทั้งนี้ พ่อค้าผู้รวบรวมผลผลิตและพ่อค้าต่างถิ่น จะขายต่อให้กับพ่อค้าปลีกและนำออกสู่ตลาดเพื่อจำหน่ายแก่ผู้บริโภค (บริโภคผลสด) คิดเป็นร้อยละ 78 และตัวแทนบริษัท/โรงงานขายให้โรงงานแปรรูป เพื่อจำหน่ายแก่ผู้บริโภคแปรรูป คิดเป็นร้อยละ 22

ทั้งนี้ จากการศึกษา สศท.3 ค้นพบข้อเสนอแนะเพิ่มเติม คือ สับปะรดเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการศึกษาและปรับปรุงสายพันธุ์สับปะรดให้มีลักษณะเด่น โดยเฉพาะสับปะรดบริโภคผลสดพันธุ์พื้นเมือง (ไร่ม่วง) ของจังหวัดเลย เนื่องจากเกษตรกรหันมาให้ความสนใจปลูกเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มที่มากขึ้นตามการขยายพื้นที่ อีกทั้งควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ความรู้เรื่องการจัดการน้ำ เช่น ระบบน้ำหยด ระบบสปริงเกอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับดอกและผลผลิตให้ออกนอกฤดู จะทำให้เพิ่มมูลค่าทางการตลาด ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด และความเสี่ยงจากสภาพอากาศภัยแล้ง ท่านที่สนใจผลการศึกษา สามารถข้อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 โทร. 042 292 557-8 หรือ zone3@oae.go.th

กระทรวงแรงงานตรวจเข้ม ค้ามนุษย์-แรงงานเถื่อนประมง IUU ดันเข้าแผนปฏิรูปแรงงานระยะที่ 1 ร่วมบูรณาการ 6 หน่วยงานจัดชุดตรวจห้องเย็น-โรงงานแปรรูปอาหารทะเล พบการกระทำผิด 127 แห่งส่วนใหญ่เป็นห้องเย็นขนาดเล็ก ล้ง และแพปลา มีทั้งสั่งดำเนินคดี สั่งปิด ตาม พ.ร.บ.การประมง-พ.ร.บ.โรงงาน

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ IIIegal Unreported and Unregulated หรือ IUU Fishing หลังจากที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ให้ “ใบเหลือง” ว่า ประเทศไทยมีความคืบหน้าในการแก้ปัญหา IUU ไปมาก

ในส่วนของกระทรวงแรงงาน hliworldwatch.org ซึ่งได้รับมอบหมายให้แก้ปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก และแรงงานทาส ได้ร่วมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมประมง กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ต่อเนื่อง มีการส่งทีมเจ้าหน้าที่ร่วมตรวจสอบติดตามการออกทำประมงและในโรงงานแปรรูป

โดยเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและแรงงานผิดกฎหมายถือเป็น 1 ในวาระปฏิรูปหลักเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนปฏิรูปแรงงานระยะที่ 1 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559-ธันวาคม 2560 เพื่อแก้ไขปัญหาด้านแรงงานและจัดระบบแรงงานต่างด้าวในหลายมาตรการ อาทิ

การจดทะเบียน OSS ประมง/โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำกว่า 1.2 ล้านคน, การปรับปรุงบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแรงงานกับประเทศเมียนมา-สปป.ลาว, การป้องกันแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์, การตรวจคุ้มครองแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบกว่า 3 ล้านคน, การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ภายใต้ พ.ร.ก.การนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559, การจัดตั้งศูนย์บัญชาการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (ศปคร.), การจัดตั้งเขตปลอดการหลอกลวงคนหางานในทุกจังหวัด รวมทั้งการยื่นสัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเลฯ กับอนุสัญญาฉบับที่ 187 ด้านการส่งเสริมความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการทำงาน ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization-ILO) ด้วย

ม.ล.ปุณฑริกกล่าวถึงการดำเนินการในส่วนของปัญหาการค้ามนุษย์กับการทำประมงผิดกฎหมาย รัฐบาลชุดนี้แก้ปัญหาได้ตรงจุด โดยปลายเดือนกันยายน 2559 นี้ ฝ่ายไทยจะต้องรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการให้ EU ทราบอีกครั้ง

แหล่งข่าวในศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เปิดเผยว่า จากการบูรณาการหน่วยงานจัดชุดออกตรวจโรงงานแปรรูปอาหารทะเลและผลิตภัณฑ์ตามข้อแนะนำของสหภาพยุโรป ระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558-มิถุนายน 2559 ออกตรวจสอบโรงงาน 281 แห่ง พบการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. 6 ฉบับ (พ.ร.บ.การประมง-พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว-พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน-พ.ร.บ.ประกันสังคม-พ.ร.บ.โรงงาน)พบการกระทำผิดรวม 127 แห่ง ซึ่งมีทั้งเปรียบเทียบปรับ-สั่งหยุดการดำเนินกิจการ และดำเนินคดีความ 31 คดี

ในจำนวนโรงงานทั้ง 127 แห่งที่พบการกระทำผิด แบ่งเป็น กระทำผิดตาม พ.ร.บ.การประมง สั่งให้หยุดกิจการ 10 วัน ประกอบไปด้วย บริษัททิพย์วันชัยซีฟู้ด (ชลบุรี), บริษัทเทคนิคฟู้ด มารีนโปรดักส์ (ระยอง), หจก.วิชัยการประมง (ระนอง), บริษัท วี.ไอ.อินเตอร์เนชั่นแนล (ระนอง), บริษัทฉางหลอง โอเชี่ยนนิค (ภูเก็ต), บริษัทแฮนดี้ อินเตอร์เนชั่นนอล (ระนอง), บริษัทซี เอ็ม อินเตอร์ฟู้ดส์ (สมุทรสาคร)

บริษัทที่เข้าข่ายประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงงาน ได้แก่ บริษัทลูกยอด ซีฟู้ดส์ (ระยอง), บริษัทอ่าวไทย เจลลี่ฟิช (ชลบุรี), บริษัทหมื่นสวัสดิ (สมุทรสงคราม), บริษัทโรงน้ำปลาตั้งไฮ้ลิ้ม (ชุมพร), บริษัทเซาท์อีสเอเซียซีฟู้ด (นครศรีธรรมราช), บริษัทเจ๊เปี๊ยก หมึกกรอบ (สมุทรสงคราม), บริษัทนันทกมล หมึกกรอบ (สมุทรสงคราม), นายชะออม ศรเดช (สมุทรสงคราม), คณะบุคคลแม่กลองอาหารทะเล (สมุทรสงคราม, นายเติมเยาวราชอาหารทะเลแปรรูป (สมุทรสงคราม) และบริษัทหยวนอี้ (พังงา)

บริษัทที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.การประมง สั่งให้หยุด 10 วัน และรอคำสั่งให้หยุด ได้แก่ แพปูวาสนา (นครศรีธรรมราช), แพแมนระนอง (ระนอง), หจก. ส.เฮียทัศน์ (สมุทรสาคร), ล้งหมวยแข (สมุทรสาคร), ล้งวิไลพร (ตราด), บริษัทสุภาภรณ์แคนนิ่ง (สมุทรสงคราม) และแพสมชาติ (ระนอง)