วิจัยปรับปรุงพันธุ์ละมุดสุโขทัยละมุดที่ปลูกจังหวัดสุโขทัยได้รับ

การยกย่องว่ามีรสชาติอร่อยเลิศ ในพื้นที่ 9 อำเภอของจังหวัดสุโขทัยนั้น พบว่า อำเภอสวรคโลก เป็นแหล่งที่ปลูกละมุดมากที่สุด รองลงมาคือ อำเภอศรีสำโรง ละมุดที่ปลูกในพื้นที่อำเภอสวรรคโลก มีคุณภาพดี ได้การันตี ให้เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของอำเภอสวรรคโลกกันเลยทีเดียว เดิมทีทั้งจังหวัดสุโขทัยเคยมีพื้นที่ปลูกละมุดมากถึง 6,536 ไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 1,357 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 7,840 ตัน คิดเป็นมูลค่า 51.98 ล้านบาท แต่พื้นที่ปลูกละมุดของจังหวัดสุโขทัยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอสวรรคโลก

เกษตรกรจังหวัดสุโขทัยนิยมปลูกละมุดหลากหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์มะกอก พันธุ์ตาขวัญ และพันธุ์ไข่ห่าน เกษตรกรส่วนใหญ่จะขายผลผลิตให้กับพ่อค้าท้องถิ่น โดยจะมีพ่อค้าไปรับซื้อที่สวนของเกษตรกร จากนั้นจะรวบรวมผลผลิตไปขายในตลาดต่างจังหวัด และมีเกษตรกรบางส่วนที่นำสินค้าไปจำหน่ายเองโดยตรง (อ้างอิง แนวทางการวิจัยและพัฒนาพืช จังหวัดสุโขทัย ปี 2556-2558 โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย กรมวิชาการเกษตร)

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัยประเมินว่า ละมุดและกล้วยตานี เป็นพืชที่มีศักยภาพสำหรับปลูกในจังหวัดสุโขทัย เพราะทนทานต่อสภาพน้ำท่วมขังเป็นเวลา 1-2 เดือนที่เกิดขึ้นทุกปีได้ จึงเหมาะที่จะพัฒนาเป็นสินค้าประจำถิ่น เพื่อยื่นจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ก็พัฒนา ปรับปรุงพันธุ์ละมุดให้มีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาดและมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) โดยมุ่งพัฒนาให้ละมุดมีผลผลิตสูง ขนาดผลใหญ่และดก หวานกรอบเมื่อสุกไม่เละ ผิวเปลือกผลสีน้ำตาลแดงเข้มโดยไม่ต้องย้อมสี ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอสวรรคโลก โทร. (055) 643-031

คุณพร้อมพงษ์ คำมุงคุณ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์คนเก่ง ให้ข้อคิดหลักการทำเกษตรเบื้องต้นว่า “ทำการเกษตร ถ้ารู้จักจัดสรรพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะมีพื้นที่กี่ไร่ มีน้อย มีมาก ก็สามารถสร้างรายได้ อย่างไม่ขัดสนได้เช่นกัน

คุณพร้อมพงษ์ คำมุงคุณ อยู่บ้านเลขที่ 100 หมูที่ 1 ตำบลหนองบัว อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร เล่าว่า ครอบครัวของตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกยางพารามาก่อน ปัจจุบัน พ่อกับแม่ก็ยังทำอยู่ แต่ตนได้มีโอกาสเรียนจนจบปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เมื่อเรียนจบอยากหาประสบการณ์ลองทำงานตามสายที่เรียนมา จึงไปสมัครงานเป็นช่างซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่บริษัทแห่งหนึ่ง ลักษณะการทำงานค่อนข้างหนัก ต้องสแตนบาย 24 ชั่วโมง เวลาหยุดมีน้อย ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน ร่างกายเริ่มรับไม่ไหว จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ช่วงตรงกับตอนที่ราคายางพาราขึ้นสูง กิโลกรัมละ 40-50 บาท พอดี คิดว่าออกมาก็พอจะมีต้นทุนจากตรงนี้ให้สามารถสานต่อทำอย่างอื่นได้ไม่ยาก

ความรู้การทำเกษตร มีแบบงูๆ ปลาๆ
ใช้ความตั้งใจ ฝ่าอุปสรรคจนได้
เจ้าตัวบอกว่า หลังลาออกจากงาน ก็มาเริ่มลุยงานเกษตรแต่ความรู้งานเกษตรมีน้อยมาก รู้แค่ว่าอยากปลูกอยากขายเท่านั้น แต่ไม่รู้วิธีการอื่นๆ เพราะฉะนั้นก่อนลงมือทำ จำเป็นต้องเข้าอบรมตามแหล่งศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ได้มีการลงสนามทำจริง ปลูกจริง ทำให้รู้ว่างานเกษตรกรรมนอกจากจะต้องสู้กับฝนฟ้าอากาศแล้ว ยังต้องสู้กับพ่อค้าคนกลางอีกด้วย กว่าที่ผลผลิตจะไปถึงมือผู้บริโภค ก็เสียเปรียบจนแทบไม่เหลืออะไร จึงได้ข้อคิดแล้วว่า หากคิดจะทำการเกษตร ก่อนลงมือปลูก คือต้องศึกษาหาตลาดก่อน ทางรอดของเกษตรกรคือ ต้องสามารถเป็นได้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้ได้ควบคู่กันไป

“เมื่อเข้าใจวิธีการปลูกและการตลาดอย่างลึกซึ้งแล้ว จึงเริ่มลงมือปฏิบัติ พืชที่เลือกปลูกเป็นอย่างแรกคือ มะนาว เนื่องจากเมื่อปี ’53 ตอนนั้นยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ไปอ่านหนังสือพิมพ์เจอเรื่องมะนาวที่ภาคใต้ ราคาสูง ลูกละ 15 บาท จึงจำได้แม่นตั้งแต่นั้นมาว่า มะนาวมีราคาดี แล้งมาเมื่อไร มะนาว ราคาแพงแน่นอน”

คุณพร้อมพงษ์ ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ บนพื้นที่ 4 ไร่ จำนวน 400 ต้น และใช้พื้นที่ที่เหลือปลูกกล้วยน้ำว้าล้อมรอบเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกจำนวน 200 กอ เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่มีในท้องถิ่น คนกินง่าย และสามารถแปรรูปได้อีกหลายผลิตภัณฑ์

วิธีการปลูก…ปลูกในบ่อซีเมนต์ กว้าง 1 เมตร การปลูกไม่ได้ปลูกทีเดียวทั้งหมด 400 ต้น แต่จะเป็นการค่อยๆ ปลูก เพราะมีเงินทุนไม่มาก จึงเริ่มจากซื้อกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตรมา 50 กิ่ง เมื่อต้นอายุได้ 1 ปี เป็นต้นที่สวยงาม ก็นำกิ่ง 50 กิ่ง ที่มีอยู่มาขยายพันธุ์เพิ่มเป็น 100 กิ่ง และทำแบบนี้จนครบ 400 ต้น

ระยะห่างการปลูก …วางบ่อซีเมนต์ ระยะห่าง 60 เซนติเมตร ต่อบ่อ ระยะนี้ถือเป็นการเว้นที่ไว้สำหรับการทำกิ่งพันธุ์ขายด้วย ซึ่งข้อดีของการปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์มะนาวจะโตเร็ว เพราะสามารถควบคุมปุ๋ย น้ำ ได้แม่นยำกว่าปลูกลงดิน

ดิน ที่ใช้ผสมปลูก สูตร 1 : 2 : 3 มีขี้ควาย 1 ส่วน แกลบดิบ 2 ส่วน ดินปลูก 3 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันใช้ปลูกได้ ปุ๋ย …ปีแรกใส่ปุ๋ยเคมีก่อน เพราะยังไม่มีประสบการณ์ทำปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง เริ่มมีการทำฮอร์โมนไข่ และทำน้ำหมักไว้ใช้เองช่วงปีที่ 2 ปริมาณการใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 เดือน ใส่ 1 ครั้ง

น้ำ …3-7 วัน รดน้ำ 1 ครั้ง ที่นี่จะเน้นใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการนำความรู้ที่เข้าอบรมมาประยุกต์กับการดูยูทูบ ทำตะบันน้ำขึ้นมาจากฝาย แล้วมาเก็บใส่แท็งก์น้ำไว้ใช้เอง โดยไม่เสียค่าน้ำ 1 วัน สามารถตะบันน้ำไว้ใช้ได้ 6,000 ลิตร นี่คือ สิ่งที่หาได้จากธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว

โรคแมลง…ที่สวนมีพื้นที่ป่าเยอะ จะเน้นรักษาระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์ เมื่อระบบนิเวศสมบูรณ์ ก็จะมีแมลงและสัตว์หลากหลายเข้ามาอยู่ เกิดเป็นห่วงโซ่อาหาร กบกินแมลง แมลงเล็กกินแมลงใหญ่ นกกินหนอน เป็นวงจรชีวิตธรรมชาติกำจัดกันเอง

ผลผลิต…เฉลี่ย 300-500 ลูก ต่อต้น มะนาวถ้าดูแลดีๆ ใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี ให้ผลผลิต ที่สวนเริ่มปลูกมะนาว ปี ’57 ผ่านมาแล้ว 5 ปี ก็ยังให้ผลผลิตดีอยู่ ซึ่งโดยปกติมะนาวอยู่ได้นาน 5 ปี ถือว่าเก่งแล้ว แต่ยังสามารถทำให้ได้ลูกดกเหมือนเดิมนี่เก่งกว่า เทคนิคคือ ตอนปลูกจะราดปูนไม่เต็มพื้นที่จะเหลือช่องว่างให้น้ำไหล รากก็จะอาศัยช่องตรงนี้ขยายลงดิน ต้นจึงยังไม่โทรมง่าย

บังคับมะนาวออกนอกฤดู …คือปล่อยให้ต้นเหี่ยวเมื่อถึงช่วงแล้งมะนาวราคาแพงก็จะอัดน้ำให้เต็มที่ ให้มะนาวเริ่มออกดอกออกลูกใหม่ แล้วจึงค่อยบำรุงใส่ปุ๋ยตามปกติ แต่มะนาวของที่สวนจะไม่เร่งเคมี มีข้อดีคือ จะเก็บลูกไว้ได้นานถ้าแช่ตู้เย็นอยู่ได้นานเป็นเดือน เปลือกจะไม่เปื่อยง่าย

ราคา… เป็นที่รู้กันว่า มะนาว จะมีราคาแพงช่วงหน้าแล้ง ฤดูอื่นราคาจะเหลือ ลูกละ 1-3 บาท แต่ก็ยังเห็นกำไรอยู่ เพราะเน้นปลูกแบบต้นทุนต่ำ เพียง 5,500 บาท ต่อไร่ พยายามหาวัสดุจากท้องถิ่นที่มีอยู่ เลี้ยงควายในสวนมีปุ๋ยขี้ควาย ทำน้ำหมักเอง ต้นทุนไม่มีขึ้นราคา ถ้าช่วงไหนราคาไม่ดีก็ไม่เป็นไร จะหันไปดูแลพืชอย่างอื่นแทน เพราะที่สวนไม่ได้ปลูกมะนาวเพียงอย่างเดียว ยังมีกล้วยน้ำว้า กระเจี๊ยบ เห็ดฟาง รอให้ทำอีกเยอะ การทำเกษตรต้องเผื่ออนาคตไว้เสมอ “เปรียบเสมือนกับการวิ่งไล่ดวงอาทิตย์มีช่วงขึ้นช่วงลง”

รายได้… ขายทั้งกิ่งพันธุ์และผลสด ราคากิ่งละ 50 บาท ขายดีจนแทบผลิตไม่ทัน ผลสดผลิตได้ 3,000 กิโลกรัม ต่อปี บรรจุขายเป็นกิโลกรัม กิโลกรัมละ 50 บาท ถือว่าอยู่ได้ เพราะไม่ต้องลงทุนมาก

ปลูกกล้วยน้ำว้า 200 กอ เพิ่มมูลค่า
ทำกล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์
คุณพร้อมพงษ์ บอกว่า ปลูกกล้วยน้ำว้าล้อมรอบแปลงมะนาวไว้ 200 กอ ระยะห่างจากบ่อมะนาว 3 เมตร ข้อดีคือไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก เพียงหาต้นพันธุ์ดีๆ แล้วนำมาขยายพันธุ์เพิ่ม

การปลูก …ขุดหลุมลึก 50 เซนติเมตร กว้าง 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปลูก 1 ปี ให้ผลผลิต สาเหตุที่เลือกปลูกกล้วยน้ำว้า เพราะ

หาต้นพันธุ์ง่าย ปลูกง่าย
มีความคิดจะทำกล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มมูลค่าอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการโดนกดราคา
“หากขายเป็นหวีนานไปจะช้ำเสียหาย พ่อค้าให้ราคาเท่าไรก็ต้องขาย จึงหาทางเลี่ยงมาแปรรูปทำกล้วยตากแทน ลงทุนทำโรงตากเอง เขียนแบบเอง ใช้เงินลงทุนทำโรงตากเพียงหลักหมื่นต้นๆ แต่สามารถต่อยอดรายได้จากต้นทุน 30-40 บาท แต่แปรรูปขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท จำนวนการผลิต 500 กิโลกรัม ต่อปี ต้นทุนการผลิต 25,000 บาท ต่อปี ผลตอบรับการตลาดทั้งหน้าสวนและในออนไลน์ก็เป็นไปได้สวย”

เพาะเห็ดฟาง สร้างรายได้เสริมอีก 7 แปลง
เจ้าของบอกว่า ปลูกเห็ดฟางแบบกองเตี้ย จะเน้นทำให้ดอกใหญ่กว่าไข่ไก่ เพราะขายได้ราคาดี กิโลกรัมละ 100 บาท ถ้าขนาดเท่ากับไข่ไก่หรือเล็กกว่า ราคาจะลดลงมาเหลือ กิโลกรัมละ 80 บาท ถือเป็นพืชทางเลือกที่สร้างรายได้ดีอีกชนิดหนึ่ง

ปัจจุบัน เพาะเห็ดฟาง จำนวน 7 แปลง ขนาด 1.2×10 เมตร ผลผลิตที่ได้ 840 กิโลกรัม ต่อปี ต้นทุนการผลิต 14,000 บาท ต่อปี ข้อดีคือ มีทุนน้อยก็สามารถทำได้ ดูแลง่าย ไม่เหมือนกับเห็ดนางฟ้าและเห็ดชนิดอื่น ที่ต้องลงทุนซื้อก้อนเชื้อเห็ด หมดต้นทุนอีกหลายบาท แต่ก่อนจะเพาะก็ต้องมีการสำรวจตลาดก่อน ที่ตนเลือกเพาะเห็ดฟางยังมีคนทำไม่มากจึงมองเห็นโอกาสจากตรงนี้

การพาะเห็ดฟาง จะมองโจทย์ในชุมชนเป็นหลัก ในชุมชนมีทั้งหมด 800 หลังคาเรือน และประเมินร้านค้าว่ามีกี่ร้าน การจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันใช้จ่ายวันละกี่บาท ที่สวนจะตั้งเป้าหมายไว้คือ ต้องมีเห็ดออกมาจำหน่ายทุกวัน วันละ 5-10 กิโลกรัม

“พยายามทำให้ออกทุกวัน แล้วขายเองทั้งหมด เน้นเลือกเก็บตอนเช้าและเลือกเก็บดอกที่ใหญ่ จะขายได้ราคาดี”

คุณพร้อมพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำเกษตรให้อยู่รอด ต้องไม่หยุดนิ่ง และพยายามมองหาโอกาสให้ตัวเองตลอดเวลา อย่างที่สวนพอถึงหน้าร้อนก็จะทำเครื่องดื่มเย็นๆ น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบขาย เมื่อถึงหน้าหนาวก็หยุดทำเครื่องดื่ม แล้วมามองหาว่าหน้าหนาวพืชอะไรที่ขาดตลาด คนต้องการมากก็ไปปลูกอันนั้น และอยากฝากข้อคิดให้เกษตรกรอีกข้อว่า การตลาดที่ดีไม่จำเป็นต้องมองหาแต่แหล่งใหญ่ๆ แค่คุณไปเจอกันกางป่ากางดง หรือเจอกันข้างทาง แต่พูดคุยแล้วตกลงราคาซื้อขายสินค้ากันได้ ก็ถือว่าเป็นการตลาดที่ยอดเยี่ยมแล้ว

ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุนปลูกพริก จะต้องวางแผนช่วงเวลาที่จะผลิตพริก ให้ผลผลิตออกมาตามความต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นหัวใจที่มีความสำคัญ หรืออาจจะกล่าวอย่างง่ายๆ ว่าใช้หลัก “การตลาดนำหน้าการผลิต”

ประการต่อมา เกษตรกรจะต้องคัดเลือกพันธุ์พริกที่จะปลูกที่ตลาดต้องการ, การคัดเลือกพื้นที่ปลูก ถ้าเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม หรือทำเลที่ดี โอกาสประสบความสำเร็จมีไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในเรื่องของสภาพพื้นที่ปลูกพริกนั้นจะเน้นในเรื่องของการระบายน้ำที่ดีเป็นหลัก มีความเข้าใจในเรื่องของการเจริญเติบโตของพริกในแต่ระยะ รู้จักโรคและแมลงศัตรู แล้วก็สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่พริกเมื่อมีการทำลายหรือระบาด และประการสุดท้าย คือ เรื่องเงินทุน ในการปลูกพริกในแต่ละรุ่น เกษตรกรจะต้องมีแหล่งเงินทุนสำรองให้ใช้ในการซื้อปัจจัยการผลิตต่างๆ

ยกตัวอย่าง เกษตรกร คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 9 บ้านรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (098) 593-7591 เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ คลุกคลี และผลิตลำไยนอกฤดูมานานเกือบ 20 ปี

คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง เล่าว่า ตอนนี้พื้นที่ปลูกและผลิตลำไยของสวนตัวเองมีจำนวน 400 ต้น อายุลำไยได้ 20 ปีแล้ว ในแต่ละปีก็จะผลิตลำไยอีดอนอกฤดูออกจำหน่าย แต่เนื่องจากว่าในการทำลำไยนั้นซึ่งเป็นไม้ผลที่มีการดูแลรักษาไม่ได้บ่อยมากนัก ทำให้มีเวลาว่างที่มองหาพืชชนิดอื่นที่น่าจะมาสร้างรายได้ ซึ่งก็มองเห็นว่า “พริก” มีศักยภาพในเรื่องของตลาด ราคาที่ดี ประกอบกับที่ก่อนหน้านั้นก็ได้มีโอกาสได้ทดลองปลูกมาบ้างในพื้นที่ที่ไม่มากเท่าไหร่ จนเห็นช่องทางการตลาดว่าพริกนั้นมีความต้องการใช้ค่อนข้างมาก มีตลาดในและต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในสายพันธุ์พริกที่ตลาดให้การยอมรับนั้นก็คือ พริกพันธุ์ “ซุปเปอร์ฮอท” เนื่องจากพริก “ซุปเปอร์ฮอท” ซึ่งเป็นพริกขี้หนูเม็ดใหญ่ เม็ดเล็กผลยาว 5-7 เซนติเมตร มีลักษณะต้นแข็งแรง แตกแขนงดี ทรงพุ่มกว้างปานกลาง ต้นสูง 70-80 เซนติเมตร ติดผลดกมาก ผลชูเหนือทรงพุ่ม

ผลดิบสีเขียว-เขียวเข้ม ผลสุกมีสีแดงสด ผลสดเก็บได้นานโดยขั้วผลไม่เน่า อายุเก็บเกี่ยว 60-65 วัน หลังการย้ายกล้า แล้วยังเก็บเกี่ยวได้นานข้ามปีถ้ามีการดูแลรักษาที่ดี โดย คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง ได้ปลูกพริก “ซุปเปอร์ฮอท” ในพื้นที่ 40 ไร่ โดยรายละเอียดการปลูก ดูแลรักษา จนถึงการเก็บจำหน่าย คุณพิสุทธิ์ เล่าว่า

อันดับแรกก็ต้องวางแผนการผลิตว่าจะเลือกปลูกพริกช่วงเวลาใด เช่น ในพื้นที่ของบ้านรักไทย จะค่อนข้างขาดแคลนน้ำ ก็จะเลือกปลูกพริกในช่วงฤดูฝนเป็นต้น เพื่อลดภาระในการให้น้ำในช่วงแรกของการปลูก จากนั้นก็จะต้องวางผังพื้นที่ปลูกให้เหมาะกับพื้นที่สวนของแต่ละคน

การทำแปลงปลูกพริก “ ก็ต้องเตรียมดินให้ดี” การปลูกพืช หรือปลูกพริกให้งาม ต้องเตรียมดินให้ดี การเตรียมพื้นที่ปลูกพริก สำหรับเกษตรกรที่เริ่มต้นปลูกพริกในที่ดินใหม่ จะต้องเก็บตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ หรืออย่างน้อยที่สุดควรตรวจค่าความเป็น กรด-ด่าง ของดินเบื้องต้นได้ก่อน ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือในการวัดค่าเป็นกรดและด่างในราคาถูก ดินที่เหมาะต่อการปลูกพริก ควรมีค่า pH = 6.0-6.8 ถ้าสภาพดินเป็นกรด จะต้องมีการปรับสภาพของดิน โดยใช้โดโลไมท์ หรือปูนขาว ในการใส่ปูนขาว หรือโดโลไมท์ในแต่ละครั้ง ไม่ควรเกิน 300 กิโลกรัม ต่อไร่

ในการเตรียมพื้นที่ก่อนที่จะไถดิน ให้ใส่ปุ๋ยคอกอย่างน้อย ไร่ละ 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน เมื่อไถดินเสร็จ ให้ตากดินทิ้งไว้นาน 3-7 วัน หลังจากตากดินเสร็จก็จะเป็นขั้นตอนของการยกแปลงปลูก โดยแปลงปลูกควรจะสูง ประมาณ 30 เซนติเมตร ความยาวของแปลงขึ้นกับสภาพพื้นที่ แต่ความยาวของแปลงไม่ควรเกิน 50 เมตร ในการขึ้นแปลงจะใช้รถไถติดผาน 7 ขึ้นแปลง ไป-กลับ 1-2 รอบ เมื่อขึ้นรอบสุดท้ายให้ใช้เกรดรถไถปรับหลังแปลงให้เรียบ เป็นแปลงพริก (ไม่ต้องเสียเวลาใช้แรงงานคน) จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการวางระบบน้ำ วางสายน้ำหยดบนแปลงปลูก อย่างการปลูกแถวคู่บนแปลง ก็ต้องวางสายน้ำหยด 2 เส้น ตามแนวปลูกพริก

จากนั้นปูพลาสติกคลุมแปลงนำดิน มากลบชายพลาสติกคลุมแปลง ไม่ให้ลมตีพัดขึ้นมาเสียหาย เจาะหลุมปลูกตามระยะที่เราต้องการ หลุมที่เจาะควรมีความกว้างเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3.5-4 นิ้ว เนื่องจากถ้าเจาะพลาสติกให้มีขนาดรูเล็กเกินไป เวลาช่วงที่อากาศร้อนพลาสติกคลุมแปลงจะร้อนมากเช่นกัน ความร้อนจากพลาสติกคลุมแปลงจะทำให้โคนต้นพริกที่ได้ไอความร้อนเน่าได้ง่าย

เป็นการเริ่มต้นที่มีความสำคัญ การเพาะเมล็ดพริกที่เกษตรกรไทยนิยมปฏิบัติกัน จะแบ่งออกได้ 3 วิธี คือ

1. หยอดเมล็ดลงในถาดเพาะโดยตรง ซึ่งจัดเป็นวิธีการที่ง่ายและสะดวกที่สุด
2. หว่านในตะกร้าพลาสติกที่ใช้ทรายเป็นวัสดุปลูก แนะนำให้ใช้ทรายขี้เป็ดชนิดหยาบเป็นวัสดุเพาะ
ขั้นตอนสำคัญจะต้องนำทรายไปต้มเพื่อฆ่าเชื้อโรคเสียก่อน รอให้ทรายเย็นลง แล้วนำมาใส่ในตะกร้าพลาสติก (อย่าลืมรองก้นตะกร้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์) หลังจากหว่านเมล็ดพริกลงตะกร้าแล้ว ให้กลบด้วยปุ๋ยหมักอินทรีย์ หรือขุยมะพร้าวที่ร่อนเอากากออกแล้ว รดน้ำ และพ่นสารเคมีป้องกัน และกำจัดเชื้อราเพื่อป้องกันโรคโคนเน่า

การรดน้ำ อย่าให้แฉะจนเกินไป เพราะจะทำให้เมล็ดพริกเน่าได้ สำหรับการเพาะเมล็ดพริกในฤดูร้อน หลังจากเพาะไปได้ 7-10 วัน ย้ายต้นกล้าลงถาดหลุม แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 วัน ถึงจะย้ายต้นกล้าลงถาดหลุมได้ เพื่อย้ายลงปลูกในแปลงต่อไป

3. ใช้แปลงเพาะ เป็นวิธีการที่เกษตรกรไทยนิยมมากที่สุด เนื่องจากประหยัดต้นทุนการผลิต ขนาดของแปลงเพาะ มีความกว้าง 2 เมตร ความยาว 5-10 เมตร เริ่มต้นจากการขุดพลิกดินและตากดินไว้นาน ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นย่อยดินให้มีขนาดเล็กลง ใส่ปุ๋ยคอกเก่า หรือปุ๋ยหมักอินทรีย์ อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อแปลง คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยให้เข้ากันจนร่วนซุย เกลี่ยดินให้เรียบ นำเมล็ดพริกมาเพาะ โดยใช้อัตราพริก น้ำหนัก 50 กรัม ต่อพื้นที่ปลูกพริก 1 ไร่ จะต้องโรยเมล็ดให้ลึก ประมาณ 0.5 เซนติเมตร

เป็นแถวตามความกว้างของแปลง แต่ละแถวห่างกัน ประมาณ 10 เซนติเมตร เสร็จแล้วให้กลบดินบางๆ ให้เสมอผิวดินเดิม แล้วใช้ฟางข้าวคลุมแปลงเพาะบางๆ รดน้ำที่ผสมสารป้องกันและกำจัดเชื้อรา
เมื่อเห็นต้นกล้างอกขึ้นมาเหนือพื้นดิน ค่อยๆ ดึงฟางออกให้บางลง เพื่อต้นกล้าจะได้เจริญเติบโตได้ดี ต้นกล้ามีจำนวนใบจริง 3-5 ใบ จะต้องพ่นสารป้องกันและกำจัดแมลงร่วมกับสารเคมีป้องกันโรคโคนเน่า อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ต้นกล้าพริกที่มีอายุ เฉลี่ย 25-30 วัน มีความสมบูรณ์และต้นแข็งแรง ไม่มีโรครบกวน ให้ย้ายลงปลูกในแปลงได้

การย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เว็บเล่นไพ่ออนไลน์ หลังจากที่เตรียมขุดหลุมตามระยะปลูกเรียบร้อยแล้ว มีเทคนิคที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เกษตรกรมักจะมองข้ามคือ การย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมาก ขณะที่จับต้นกล้าพริกออกจากถาดหลุม จะต้องจับบริเวณเหนือใบเลี้ยง (ใบคู่แรก) เพื่อป้องกันการบอบช้ำของเนื้อเยื่อบริเวณโคนต้นกล้า ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นส่วนที่เชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย เป็นสาเหตุหลักของโรคเน่าคอดินตามมา หลังจากย้ายกล้าลงหลุมเสร็จภายในวันเดียวกัน หรืออย่างช้าวันรุ่งขึ้นจะต้องฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดเชื้อราในกลุ่มสารเมตาแลกซิล หรือใช้ยาอาลีเอทก็ได้

หลังจากที่ย้ายต้นกล้าพริกลงหลุมปลูกแล้ว การใช้ไม้หลักปักค้ำต้นพริกมีความจำเป็นและสำคัญเช่นกัน ถ้าหากปักหลักต้นพริกช้าเกินไป รอจนรากของต้นพริกเดินกระจายทั่วแล้ว จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเหี่ยวที่เกิดจากแบคทีเรีย เพราะหลักที่นำไปปักทีหลัง หรือปักช้าเกินไปนั้น ปักไปโดนกับส่วนของรากเสียหายและเกิดบาดแผล เชื้อเข้าทำลายระบบท่อน้ำและท่ออาหารได้ ดังนั้น เกษตรกรที่จะปลูกพริกในเชิงพาณิชย์ จะต้องมีการเตรียมไม้หลักไว้ล่วงหน้า โดยคำนวณจากต้นพริกที่ปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกแบบแถวคู่ จะมีจำนวนต้น ประมาณ 3,200 ต้น ก็เตรียมไม้หลักจำนวนเท่ากัน ปกติขนาดของไม้หลัก ควรจะมีความสูง 60-80 เซนติเมตร หลังจากปลูกพริกไปได้ 50-70 วัน จะต้องมีการปักไม้หาบต้นพริก หรือล้อมด้วยเชือก เพื่อช่วยพยุงต้นพริกไม่ให้หักโค่น โดยจะทิ้งช่วงของการปักไม้เป็นระยะ ทุกๆ 3 เมตร จากนั้นก็มัดเชือกทั้งข้างซ้ายและข้างขวาให้ยาวตลอดแนวแถวแปลงพริก ดึงเชือกให้ตึงในแต่ละช่วง จะช่วยให้ต้นพริกไม่โค่นล้มได้ง่าย

ปุ๋ย ต้องเรียนรู้เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิต การใช้ปุ๋ยในการปลูกพริก แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่มีความจำเป็นในการปลูกพริกทุกครั้ง ใส่เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน ช่วยให้ร่วนซุย จะมีการใส่ปุ๋ยคอกก่อนการไถพรวน ในอัตรา อย่างน้อย 1 ตัน ต่อไร่ และจะใส่ปุ๋ยหมักอินทรีย์รองก้นหลุมก่อนปลูกพริก ในอัตรา 250 กิโลกรัม ต่อไร่ ในส่วนที่ 2 คือ ปุ๋ยเคมี ทางดินจะให้อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง สูตรที่ใช้ยืนพื้น คือ ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15, 16-16-16 ผสมกับแคลเซียมไนเตรต (สูตร 15-0-0 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นและใบ

ซึ่งแคลเซียมไนเตรต (สูตร 15-0-0) นอกจากจะช่วยเร่งการเติบโตทางต้นและใบ เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดธาตุแคลเซียม วิธีการสังเกตต้นพริกที่ให้ผลผลิตดกเกินไป อาจจะพบอาการขั้วนิ่ม ปลายผลเหลืองและร่วง หรือที่หลายคนเรียกกันว่าอาการ “กุ้งแห้งเทียม” แสดงว่าต้นพริกขาดธาตุแคลเซียม ในส่วนของปุ๋ยทางใบ มักจะมีการฉีดพ่นควบคู่กับการฉีดพ่นสารปราบศัตรูพืช ซึ่งปุ๋ยทางใบ คุณพิสุทธิ์ เน้นย้ำว่าจะขาดไม่ได้เลย ใช้เป็นตัวหลักในการดูแลบำรุงพริก ซึ่งจะให้ความสำคัญมากกว่าการใส่ปุ๋ยทางดินด้วยซ้ำไป