วิทยากรสอนสาขาการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกตรกลุ่มที่มาสอน

ในครั้งนี้มีการรวมกลุ่มสมาชิกทำกล้วยฉาบกล้วยกวนส่งขายอยู่แล้ว แต่มีสมาชิกไม่เพียงพอในการผลิต บางวันสมาชิกบางรายติดภารกิจ ทำให้ทำกล้วยฉาบ-กล้วยกวนไม่เพียงพอกับที่ตลาดต้องการ ปัจจุบันมีพ่อค้า-แม่ค้ามารับซื้อกล้วยฉาบประมาณเดือนละ 1,200 กิโลกรัม ๆ ละ 80 บาท แต่ละเดือนจะมีรายได้เข้ากลุ่ม 96,000 บาท มีสมาชิกที่ร่วมกันทำประมาณ 10 กว่าคน ก็จะมีรายได้เฉลี่ยประมาณคนละ 9,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่สูงพอสมควรสำหรับการทำงานอยู่ใกล้บ้าน และต้นทุนไม่สูง

นางนงค์เยาว์ อาจนาเขียว อายุ 61 ปี เล่าให้กับทีมงานฟังว่า ปกติอยู่บ้านเลี้ยงหลาน และทาง อสม.ได้ประชาสัมพันธ์ว่ามีการฝึกแปรรูปกล้วย ซึ่งมีตลาดมารับซื้อถึงที่บ้าน และยังต้องการรับซื้ออีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มที่ผลิตกล้วยแปรรูปผลิตส่งตลาดไม่ทัน อีกทั้งต้องการจะหาอาชีพเสริม เพื่อให้มีรายได้มาดูแลครอบครัวเพิ่มขึ้น การแปรรูปกลัวยนั้น อุปกรณ์ต่างๆ ก็มีอยู่แล้ว ซื้อเพียงพวกวัตุดิบ เช่น กล้วยดิบ จึงลงทุนไม่เยอะ ที่สำคัญคือมีตลาดมารับซื้อถึงที่บ้าน เราไม่ต้องไปหาตลาดเอง ไม่ต้องเดินทางเพราะอายุเริ่มมากแล้ว เดินทางไม่สะดวก

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2561 กพร.มีเป้าหมายดำเนินการพัฒนาทักษะแรงงานกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ จำนวน 9 กลุ่มได้แก่ กลุ่มผู้ประสบภัยธรรมชาติ ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด ผู้ต้องขัง/เยาวชนสถานพินิจ ทหารบาดเจ็บและทุพพลภาพ ชนกลุ่มน้อย คนพิการ/ผู้ดูแลคนพิการ แรงงานนอกระบบ ทหารเกณฑ์ก่อนปลดประจำการ แรงงานตามโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการฝึกอบรมแรงงานผู้สูงอายุ รวมจำนวน 26,800 คน เป้าหมายฝึกเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุจะอยู่ที่ 6,800 คน จะดำเนินการโดยสถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในกรุงเทพฯ และอีก 76 จังหวัด
โดยมุ่งหวังที่จะให้คนกลุ่มนี้ มีช่องทางในการประกอบอาชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สาขาการฝึกจะขึ้นอยู่กับความต้องการในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ กพร.ยังต่อยอดความรู้ด้านภาษาและการขายสินค้าออนไลน์ ให้อีกด้วย อีกด้านคือ เพิ่มโอกาสเข้าสู่ระบบการจ้างงาน ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน ตามนโยบายเร่งด่วน (Agenda Based) พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย เพื่อการขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 ทั้งระบบ อธิบดีกพร. กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านท่าช้าง หมู่ 8 ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ รวมตัวกันเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เร่งช่วยเหลือชาวบ้าน หลังประสบปัญหาความเดือดร้อน เนื่องจากถนนเชื่อมระหว่างบ้านท่าช้าง-บ้านหนองไผ่ ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ถูกน้ำท่วมขังระยะทางกว่า 500 เมตร ลึก 1-1.50 เมตร นานกว่า 7 เดือน ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ทำให้ชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้านอย่างน้อย 500 ครัวเรือน ต้องเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากบ้านหนองไผ่ เป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วัดเวฬุวัน และโรงเรียนบ้านท่าช้าง ชาวบ้าน และผู้ปกครองต้องเรือใช้สัญจร บางรายที่ไม่มีเรือต้องใช้ถังน้ำมามัดติดกันทำแพลอยน้ำพาบุตรหลานไปเรียนหนังสือ หรือไม่ก็ต้องเดินทางอ้อมระยะทางไกลกว่า 20 กิโลเมตร ชาวบ้านระบุว่าที่ผ่านมาเคยขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายครั้ง จนผ่านผู้บริหารใหญ่ระดับจังหวัด แต่ก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแล

นายจำปี อรัญชัย อายุ 67 ปี ชาวบ้านท่าช้าง หมู่ 8 ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านท่าช้าง และบ้านหนองไผ่ ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนลำปาวกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากถนนสายหลักที่เชื่อม และไปมาหาสู่กันทั้ง 2 หมู่บ้าน ถูกน้ำที่เกิดจากปริมาณน้ำเขื่อนลำปาวหนุนสูงท่วมขังมาเป็นเวลานานกว่า 7 เดือนแล้ว ทำให้ชาวบ้านที่สัญจรผ่านมาด้วยความยากลำบาก เพราะถนนถูกน้ำท่วมขังสูงกว่า 1-1.50 เมตร และยาวกว่า 500 เมตร ชาวบ้านต้องใช้เรือข้ามฟาก บางรายไม่มีเรือ ก็ต้องใช้ถังน้ำมัดติดกันทำเป็นแพแทนเรือ เพื่อพาบุตรหลานไปเรียนหนังสือ เนื่องจากบ้านหนองไผ่เป็นที่ตั้งศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียน

“ถ้าชาวบ้านไม่สัญจรผ่านถนนเส้นนี้ จะต้องเดินทางไปใช้ถนนเส้นอื่น ซึ่งมีระยะทางอ้อมไกลกว่า 20 กิโลเมตร ทั้งๆ ที่ทั้ง 2 หมู่บ้านอยู่ห่างกันไม่ถึง 1 กิโลเมตร จึงทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวชาวบ้านเคยขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และ อปท.หลายครั้งแล้ว จนเวลาผ่านมานานกว่า 7 เดือน ผ่านผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดถึง 2 คน แต่ยังไม่ไม่มีวี่แววเข้ามาให้การช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่ทราบว่ามีงบประมาณ แต่กลับไม่ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน และขอคืนงบกลับไป ปล่อยให้ชาวบ้านเผชิญชะตากรรม จนหลายคนเริ่มเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ และตัดพ้อกันว่าเป็นหมู่บ้านที่ถูกลืมไปแล้ว” นายจำปี กล่าว

นายสงวน สินธุโคตร อายุ 50 ปี ส.อบต.บ้านท่าช้าง ต.สำราญใต้ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวชาวบ้านได้ขอความช่วยเหลือไปแล้วหลายที่ และหลายแห่ง แต่เจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่เคยมาลงพื้นที่สำรวจ หรือมาตรวจสอบเลย ซึ่งงบที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สำราญใต้จัดสรรลงมามีเพียง 1-2 แสนบาทต่อปี เหมือนเบี้ยหัวแตก ทำแล้วไม่คุ่มค่า สงสารชาวบ้านที่ต้องใช้เรือ และถังน้ำพายข้ามฝั่ง โดยเฉพาะเด็ก และผู้สูงอายุ เกรงว่าอาจจะได้รับอันตรายจมน้ำ ชาวบ้านอยากให้แก้ไขปัญหา โดยการยกระดับถนนให้สูงขึ้นกว่าระดับน้ำ และให้เป็นเส้นทางคมนาคมถาวร มั่นคง ซึ่งก่อนหน้านี้มี อบต.สำราญใต้ เคยทำประมาณการไว้ประมาณ 4.7 ล้านบาท แต่เรื่องกลับเงียบหายไป จึงอยากอ้อนวอนขอความช่วยเหลือไปถึง พล.อ.ประยุทธเพื่อสั่งการให้หน่วยงานของ จ.กาฬสินธุ์ เข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

หลายคนมักบอกว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ นายพศิษฐ์ คณาศิริชัยนนท์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพและวิทยากรด้านอาหารและสุขภาพ จากเพจเฟซบุ๊กชื่อดังด้านอาหารและโภชนาการ “เมื่อวานป้าทานอะไร?” ได้มาร่วมไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการรับประทานไขมัน พร้อมแนะนำว่า

“การงดกินไขมันไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพที่สุด หากแต่คือ การปรับพฤติกรรมการกินด้วยการเพิ่มปริมาณ “ไขมันดี” ในมื้ออาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบครัน”

1.รู้จักเลือกรับประทานไขมันให้เป็น โดยเลือกกิน “ไขมันดี” ซึ่งเป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน พบได้ในน้ำมันที่สกัดจากพืข ไขมันทั้งสองประเภทนี้มีคุณสมบัติในการลดไขมันไม่ดีในเลือด หรือคอเลสเตอรอลตัวร้ายอย่าง LDL ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โดยเราสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันที่สกัดจากพืชอย่างน้ำมันมะกอก ที่อุดมไปด้วยไขมันดีทั้ง 2 ประเภทนี้

2.ไขมันดี ยิ่งกิน ยิ่งได้ประโยชน์ โดยกินในประมาณ 20-35% ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน นอกจากไขมันยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของสมอง เพราะกว่า 60% ของสมองคนเราเป็นส่วนประกอบของไขมัน ร่างกายเราจึงต้องการไขมันดี ซึ่งจะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงและบำรุงสมอง
3.ไขมันดี ยิ่งกิน ยิ่งผอม การรับประทานอาหารที่มีองค์ประกอบของไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสมยังสามารถช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องง่ายขึ้นอีกด้วย

สำหรับ 4 อาหารอุดมไปด้วยไขมันดี ได้แก่ 1.น้ำมันมะกอก ซึ่งดีต่อหัวใจ มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และป้องกันโรคมะเร็ง 2.ปลาแซลมอน แหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี 3.อะโวคาโด แหล่งของไขมันดี เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอี 4.ถั่ววอลนัท อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะกรดไขมันแอลฟาไลโนเลอิก

เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพียงแค่นี้เราก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่ยากเลย “โครงการปฐมเชื่อมโยงอาหารอินทรีย์สู่ผู้บริโภค” ขับเคลื่อนโดย Patom Organic Living หนึ่งในโครงการภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำทีมเจ้าหน้าที่ตะลุย โรงเรียนบ้านดงเกตุ อ.สามพราน จ.นครปฐม จัดกิจกรรมชวนวัยซนกินผัก และผลไม้ให้ได้ 400 กรัมต่อวัน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เพื่อลดความเสี่ยงภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคเอ็นซีดี หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างเบาหวาน ความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง เป็นต้น

นายอนัฆ นวราช ผู้บริหารร้าน Patom Organic Living หัวหน้าโครงการฯ เล่าว่า หลายโรงเรียนในเขต อ.สามพราน รวมถึง โรงเรียนบ้านดงเกตุ เป็นโรงเรียนที่สามพรานโมเดลเข้ามาส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว ทางโครงการปฐมฯ ซึ่งทำงานร่วมกับมูลนิธิสังคมสุขใจได้เข้ามาต่อยอด ช่วยเติมเต็มความรู้เกี่ยวกับหลักโภชนาการตามเป้าหมายของโครงการ ที่ต้องการให้เด็กๆ บริโภคผัก และผลไม้ ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง

“เราทำกิจกรรมกับโรงเรียนปีละ 3 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนใส่ใจสุขภาพของตัวเอง รู้จักเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ และปลอดภัย ซึ่งปกติอาจรับประทานได้น้อย แต่เมื่อถูกกระตุ้น และได้รับความรู้ที่ถูกต้อง จะช่วยปรับพฤติกรรมการบริโภคได้” นายอนัฆ กล่าว

หลักๆ จะเน้นให้ความรู้สอดแทรกตามผ่านฐานกิจกรรม อาทิ ให้เด็กๆ ทำวุ้นผลไม้ด้วยวัตถุดิบอินทรีย์ เล่นเกมส์บันไดงูบนแผ่นกระดาษใหญ่ เดินไต่ไปบนบันไดงูซึ่งจะมีเรื่องราวผักผลไม้ที่มีประโยชน์บันทึกไว้ ตอบคำถามชิงรางวัล นอกจากนี้ น้องๆ ยังได้เติมความรู้เรื่องการทำเกษตรระบบอินทรีย์ โดยลงมือทำแปลงปลูก และปลูกผักด้วยตัวเอง มีพี่ๆ ทีมงานมูลนิธิสังคมสุขใจมาสอนอย่างใกล้ชิด พร้อมรับประทานมื้อกลางวันที่ปรุงผลิตจากวัตถุดิบอินทรีย์แสนอร่อย ให้น้องๆ ได้อิ่มแปล้กันทุกคน

นายประเมศ เพียรความสุข รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงเกตุ บอกว่า พฤติกรรมของเด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่กินผัก เพราะพื้นฐานมาจากครอบครัวละเลยการกระตุ้นเด็ก โรงเรียนได้ทำโครงการให้เด็กบริโภคผักเช่นกัน มีครูที่จบด้านโภชนาการมาจัดเมนูอาหารกลางวันให้กับเด็ก โดยทุกเมนูจะมีผัก กำหนดให้เด็กรับประทานผัก 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน

“โรงเรียนไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กรู้จักกินผักอย่างเดียว แต่สอนให้เขารู้จักเลือกกินอย่างปลอดภัย โดยนักเรียนปลูกผักอินทรีย์ส่งขายให้กับสหกรณ์ในโรงเรียน เพื่อนำไปเข้าโครงการอาหารกลางวันปรุงให้กับเด็กๆ เมื่อเขาได้บริโภคผักที่ปลูกเอง นอกจากได้ซึมซับ ยังมั่นใจในความปลอดภัยด้วย” นายประเมศ กล่าว

ด.ช.สุกฤษฎ์ คำพวงชัย ชั้น ป.4 เล่าว่า กินผักได้หลายชนิด ทั้งแตงกวา มะเขือ เพราะที่บ้านปลูกผักอยู่แล้ว ยายจะเป็นคนปลูก แล้วเก็บผักมาทำอาหาร จะไม่ใช้สารเคมี บางครั้งให้แม่ไปขายที่ตลาด กิจกรรมวันนี้ชอบเกมงูไต่บันได เพราะได้ของรางวัล และทำให้รู้ว่าผักมีประโยชน์

ด้าน ด.ญ.ณัฏฐณิชา จูวรรณะ ชั้น ป.2 บอกว่า ชอบกินแตงกวา ผักบุ้ง เพราะไม่ขม แต่ไม่ชอบต้นหอม พ่อบอกว่ากินผักเยอะจะได้แข็งแรง หนูพยายามฝึกกินผักให้หลากหลาย ร่างกายจะได้แข็งแรง และเรียนเก่งๆ ด้วย สำหรับกิจกรรมวันนี้หนูชอบตอนที่ทำวุ้นผลไม้ มันสวยดี รสชาติอร่อย อยากให้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ สนุก และได้ความรู้ด้วย

กิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผักของโรงเรียนบ้านดงเกตุ ผ่านไปด้วยความชื่นมื่น เสียงหัวเราะ และแววตาของเด็กๆ มีความสุขจากกิจกรรมที่พี่ๆ โครงการปฐมฯ ตั้งอกตั้งใจ เพื่อหวังจะสร้างพฤติกรรมการบริโภคผัก และผลไม้ของเด็กๆ เพื่ออนาคตจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง

ร้านอาหารของหนุ่มจบสถาปนิกย่อมมีคอนเซ็ปต์ที่แปลกไม่เหมือนใคร เช่นร้านนี้ของ คุณเข่ง-พฤฒิพร สินธวานนท์ ที่มีความชอบในสีน้ำเงิน ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แต่อบอุ่นสุภาพ อีกทั้งคำพ้องเสียงที่ให้ความหมายดีอย่างคำว่า น้ำเงิน เลยกลายมาเป็นที่มาของธีมสีของร้าน บ้านเดี่ยวรุ่นอายุ 40 ปี มีสนามหญ้า นำมาตกแต่งใหม่ ด้วยกระจกรอบด้านให้ดูโล่งโปร่งสบาย จัดแสงไฟและธีมสี การเลือกใช้วัสดุต่างๆ เช่น ไม้ ผ้าฝ้าย โลหะ ปูนเปลือยบางจุด ทำให้รู้สึกถึงความเป็นอัตลักษณ์ของร้าน ผสมผสานความรู้สึกอบอุ่น เรียบเก๋ดูเท่

ส่วนในเรื่องของอาหารของร้านนี้ เป็นแบบ Isankaya โดยได้ไอเดียจากแบบ Izakaya ในของญี่ปุ่น ที่มีอาหารแบบกับแกล้ม ร้านนั่งดื่มที่คนญี่ปุ่นมักไปหลังเลิกงาน อาหารจะเป็นการผสมผสานไทย และญี่ปุ่นโดยในซิกเนเจอร์เมนูมีแกนธีมสีน้ำเงินจากดอกอัญชัน เช่น กุ้งเทมปุระอัญชัน (189.-) เมนูนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเนื่องจากกุ้งเทมปุระตามแบบที่คุ้นเคย แต่มาในแบบสีน้ำเงินที่เกิดจากการผสมแป้งทอดกุ้งกับสีของดอกอัญชัน หรืออีกเมนูหนึ่งที่ให้ความแปลกตา และได้รับความนิยมในการถ่ายรูปจานนี้มาก ยำวุ้นเส้นอัญชันกุ้งสด ราคา 139 บาท รสชาติจัดจ้านครบรสเปรี้ยวเค็มเผ็ดสมเป็นยำวุ้นเส้น แซลมอนเทมปุระ ราคา 239 บาทจานนี้เป็นแป้งหุ้มเนื้อปลา คล้ายๆ ข้าวปั้นซูชิไส้ปลาแซลมอน และซอสสีส้มตัดกัน ในส่วนซอสรสต้มยำน้ำข้น ให้รสชาติจัดจ้าน ไอเดียเก๋มาก

อีกเมนูหนึ่งที่สั่งกันแทบทุกโต๊ะคือ ตำอีสานกาย่า ราคา 599 บาท เป็นจานออเดิร์ฟรวม มีปลาแซลมอนดิบ แคบหมู ส้มตำตรงกลางสามารถเลือกตำแบบไหนก็ได้ตามชอบ หมูทอดทงคัตสึ ปลาไข่จากญี่ปุ่น ข้าวเหนียวนึ่งกับดอกอัญชันสีม่วงสวยงาม สำหรับคอเนื้อแล้วแนะนำ วากิวแดดเดียว (799.-) เนื้อวากิวติดมัน ตากแดดเดียวทอดมาหอมกลิ่นเนื้อฟุ้ง ทำให้ต้องหยิบชิ้นต่อๆ ไป ข้าวหน้าฟัวกราส์หวาน (399.-) ตับห่านเกรดพรีเมียมชิ้นหนาทอดมาวางบนข้าวราดซอสซีอิ๊วรสหวานเค็ม น้ำจากตับทอดลงผสมกับข้าวให้รสชาติกลมกล่อมที่สุด ปิดท้ายให้สมใจกับสีน้ำเงิน กับเมนู วุ้นชาเขียวข้าวเหนียวอัญชัน (149.-) ราดด้วยน้ำกะทิอัญชัน

กลางเมืองกรุงแบบนี้ อาหารป่าเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ง่ายนัก สมัครเล่น UFABET วันนี้แอบหลบหนีจากความวุ่นวายในกรุงเทพฯ โดยใช้อาหารพาไปสัมผัสความรู้สึกของอาหารป่า อย่างน้อยช่วยทำให้รู้สึกคล้ายๆ กับได้ออกต่างจังหวัด ความพิเศษของอาหารป่าอยู่ที่วัตถุดิบที่ไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดสดทั่วไป โดยเฉพาะปลาแม่น้ำหลากหลายชนิด อาจพูดได้ว่าบางครั้งตั้งใจหาวัตถุดิบพิเศษเหล่านี้เพื่อมาปรุงอาหารทานเองยังต้องไปเสาะหาจากแหล่งกันเลย ปัจจุบันนี้อาจมีห้างค้าส่งเริ่มมีการวางจำหน่าย โดยวัตถุดิบอาหารป่าหลายชนิดเลี้ยงเป็นฟาร์ม เช่น หมูป่า เก้ง กบ นกกระทา เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ความอร่อยพิเศษสุดของอาหารป่าต้องมีองค์ประกอบในเรื่องสูตรของพริกแกงที่เผ็ดร้อนและถึงเครื่องจัดเต็มขนาดไหน

มาดามตวงได้ไปที่ร้านที่ชื่อว่า ป๋าเชาว์อาหารป่า เจ้าของร้านรุ่นปัจจุบัน คือ คุณชวลิต แสงศรี ลูกชายของป๋าเชาว์ ผู้บุกเบิกร้าน เล่าว่า ร้านเปิดมาเกือบ 10 ปีแล้ว โดยมีชื่อเสียงเรื่องพริกแกงของร้าน ซึ่งเป็นสูตรของคุณแม่ซึ่งเป็นชาวกาญจนบุรี เมนูอาหารป่าของร้านมีมากมายโดยเฉพาะเมนูปลาน้ำจืดชนิดต่างๆ ที่มาดามปลื้มมาก เช่น แกงป่าปลาคัง พริกแกงของร้านประกอบด้วยเครื่องสมุนไพรต่างๆ ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด พริกหลากหลายชนิด ต้องปิดท้ายแกงป่าด้วยใบยี่หร่าและใบกะเพรา เนื้อปลานุ่มหนังหนาหนึบเคี้ยวอร่อย ใครอยากซดน้ำแกงต้องระวังเพราะรสเผ็ดจัด ต้องหาจานลดความเผ็ดอย่าง ปลาเค้าทอดน้ำปลา (ราคาตามชั่งน้ำหนักปลา) จานนี้วัตถุดิบปลาตัวโต หั่นเนื้อออกเป็นแว่น ทอดให้หนังกรอบเนื้อนุ่ม ราดน้ำปลาปรุงให้รสออกหวาน เป็นจานที่ลดความเผ็ดร้อนได้ หรือใครชอบทานกบ ต้องลองกบทอดกระเทียม (120.-) ของร้านนี้ เพราะเขาใส่หนังกบทอดกรอบๆ มาด้วยนอกนามเนื้อกบที่นุ่มอร่อย โรยกระเทียมเจียวมาทั้งหอมทั้งกรอบ

เมื่อหายเผ็ดร้อนได้พักกับเมนูไม่เผ็ดแล้ว ก็ต้องกลับไปลองผัดพริกแกงกวาง (150.-) จานนี้รสเผ็ดจัดเช่นเดิม เนื้อกวางนุ่มไม่เหนียว ไม่มีกลิ่นสาบ ทานเสร็จแล้วรีบตักข้าวเข้าปากตามไป พร้อมกับเสียงซี้ดซ้าด จากนั้นขอกลับไปหยิบปลารากกล้วยทอดน้ำปลา (120.-) เพื่อขอพักลิ้นกันอีกรอบ ปลารากกล้วยที่ขึ้นชื่อจาก จ.กาญจนบุรี เป็นปลาแม่น้ำตัวเล็กๆ เอามาคลุกน้ำปลาแล้วทอดกรอบทานได้ทั้งตัว อีกจานที่อยากให้ลอง ตะพาบผัดพริกแกงใส่ใบมะดัน จานนี้ใช้ตะพาบตุ๋นมาจนนุ่ม ความอร่อยอยู่ที่เชิงตะพาบที่หยุ่นๆ คล้ายๆ เยลลี่ ผัดเผ็ดจานนี้สูตรแตกต่างกับผัดเผ็ดจานอื่นๆ เพราะใส่มะเขือเทศลงผัด แล้วตบท้ายด้วยใบมะดัน จานนี้ไม่เผ็ดมากแต่มีรสชาติอมเปรี้ยวจากทั้งมะเขือเทศและใบมะดัน ปิดท้ายที่เห็นทุกโต๊ะต้องสั่งคือ ไข่เจียวกรอบ (80.-) จานนี้ทำให้มื้ออาหารมื้อนี้ครบถ้วนกระบวนความเลยก็ว่าได้

และเป็นอีกหนึ่งมื้อที่ได้สัมผัสถึงรสชาติแท้ๆ ของอาหารป่า ตามแบบฉบับชาวกาญจนบุรี ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ไปไหน ก็มีอะไรเขียนมาเล่าสู่กันฟัง ก็จะเขียนซะอย่าง อ่านหน่อยนะครับ เมื่อวานนี้ก็อยู่บ้านทั้งวัน แถมยังไม่สบายเป็นหวัด อาการเจ็บคอทุเลาลง แต่กลับมีขี้มูกและไอบ่อยขึ้น ก็เลยไม่กล้าเข้าใกล้หลานๆ ทั้งที่อยากจะเข้าไปคลอเคลียใจจะขาด และยังสงสัยว่าที่เป็นอยู่นี้ ก่อนจะกลับวันที่ 20 นี้ จะหายหรือไม่ จะมีโอกาสปล้ำหลานๆ อีกครั้งไหม ตอนนี้ที่ปฏิบัติอยู่ คือดื่มน้ำอุ่นกลั้วคอเป็นระยะๆ และใช้น้ำเกลือกลั้วคอ และน้ำเกลือบีบใส่จมูกล้างขี้มูกเป็นครั้งคราวด้วย สำหรับที่สมอง ยังรู้สึกว่ารุมๆ มาตลอดเวลา เป็นหวัดครั้งนี้ ทำให้รู้ศัพท์ที่ลืมไปแล้วว่า ขี้มูก คือ mucus เพราะต้องถามหลานตัวเล็กๆ ให้หลานบอกเป็นอังกฤษให้

ที่ได้พักอยู่กับครอบครัวของลูกสาวนี้ อยู่ข้าง California State University of Northridge ซึ่งเป็นสถานที่ๆ บรรยากาศดีมากๆ โล่ง บริเวณมหาวิทยาลัยมีทางรถ ทางเดิน และสนามกว้าง บรรยากาศโล่งๆ ต้นไม้ใหญ่ไม่ค่อยมี แต่สวยงาม ยิ่งกว่าสวนสาธารณะ และชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ก็สามารถไปออกกำลังกาย หรือเดินเล่นได้ทั่วๆ ไป จะหาสถานที่แบบนี้ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะตอนนี้เป็นช่วงหยุดเทอม สำหรับรถยนต์ที่ผ่านมีไม่มาก มานานๆ ครั้ง และเมื่อรถขับมาถึงทางแยกหรือทางข้าม แม้จะไม่มีคนก็ต้องจอดระวังก่อน คิดว่าความปลอดภัยที่นี่ ได้คะแนนเต็มร้อย

เมื่อวานนี้ ได้เอาขนมปังที่ลูกได้ซื้อไว้นานแล้ว ไปเลี้ยงเต่าและเป็ด ซึ่งอยู่ในสระของมหาวิทยาลัยที่ตกแต่งไว้ ถือโอกาสเดินออกกำลังกาย พอดีเป็นวันพฤหัสบดี เดินผ่านลานกว้างๆ ในมหาวิทยาลัย ได้มีการเตรียมการฉายหนังกลางแปลง เป็นการบริการประชาชนที่อยู่รอบๆ มีคนมาดูหนังมากพอสมควร แต่ไม่ถึงกับแน่น ดูคึกคักเพราะส่วนใหญ่มาเป็นครอบครัวหรือเป็นคู่ เอารถมาจอด ขนหมอน ผ้าห่ม เสื่อมาเรียบร้อย ที่นี่ดี สำหรับตอนค่ำๆ อากาศเย็นและไม่มียุง มีรถมาเปิดตู้กระบะด้านข้างออกมา เพื่อขายน้ำและของกินเล่น 2-3 คัน และรถตำรวจ 1 คัน กับตำรวจ 1 คนเฝ้าระวังอยู่ แต่ดูแล้วไม่มีทางที่เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทอะไรจะเกิดขึ้น มีการเปิดตึกที่อยู่ใกล้ๆ ให้ไปเข้าห้องน้ำได้ด้วย ภาพยนตร์ เมื่อวานนี้ ชื่อว่า Captain America, Civil War

ชอบที่นี่ที่มีหนังกลางแปลงทุกวันพฤหัสบดี แล้วคนก็มาดูกัน เห็นว่ามีมาหลายปีแล้วเป็นบริการฟรี ให้กับคนที่นี่ คิดว่าเป็นกิจกรรมของกลุ่มนักศึกษา ชมรมในมหาวิทยาลัยที่อาสา ซึ่งเป็นวัยหนุ่มสาว ทำให้เป็นศูนย์รวมของชาวบ้าน ได้เปลี่ยนบรรยากาศมาใช้ชีวิตกลางแจ้งที่อากาศดีดี