วิธีการปลูกมะพร้าวให้ได้ผลดีศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร

กรมวิชาการเกษตร แนะวิธีการปลูกมะพร้าวให้ได้ผลดีต้องประกอบด้วย การเลือกพื้นที่ปลูกดี ใช้พันธุ์ดี ปลูกถูกวิธี ดูแลรักษาต้นมะพร้าวให้สมบูรณ์ ปราศจากโรคและศัตรูที่มารบกวน โดยพิจารณาเลือกที่ปลูกและดูแลรักษาสวนมะพร้าว ดังนี้ การเลือกที่ปลูกมะพร้าว ประเทศไทยตั้งอยู่บนบริเวณที่มีลมฟ้าอากาศเหมาะสมสาหรับปลูกมะพร้าวโดยทั่วไปจะเห็นมะพร้าวปลูกอยู่ตั้งแต่ภาคเหนือ จรดภาคใต้ หลักทั่วไปในการเลือกที่ปลูกมะพร้าวควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

ฝน เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งในการปลูกมะพร้าว จากการศึกษาพบว่าที่ปลูกมะพร้าวได้เจริญงอกงามดี จะต้องมีปริมาณน้ำฝนตกไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตร ต่อปี และมีฝนตกสม่ำเสมอทุกเดือน ถ้ามีฝนตกน้อยกว่า 50 มิลลิเมตร ต่อเดือนติดต่อกันเกินกว่า 3 เดือน มะพร้าวจะออกผลน้อยลง

อุณหภูมิ บริเวณที่มีอากาศหนาวจัดเป็นเวลานานๆ คือ มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ติดต่อกันหลายๆ วันจะมีผลให้มะพร้าวออกผลน้อยลง เพราะอากาศหนาวไปเปลี่ยนระบบการปรุงอาหารและกิจกรรมอื่นๆ แต่ถ้าเป็นที่ซึ่งหนาวเป็นครั้งคราวก็ไม่มีปัญหามากนัก ที่ซึ่งมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20-27 องศาเซลเซียส เช่น ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สามารถปลูกมะพร้าวได้ผลดี

แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการปลูกมะพร้าว บริเวณซึ่งแสงแดดส่องไม่ค่อยถึง มะพร้าวจะไม่ค่อยออกดอกออกผล หรือมีเนื้อบาง ดังนั้น จึงไม่ควรปลูกมะพร้าวในที่ร่ม หรือที่ซึ่งมีเมฆหนาทึบอยู่ตลอดปี ปริมาณแสงแดดที่เหมาะสมวันละ 7.1 ชั่วโมง

ความสูงของพื้นที่ ระดับความสูงของพื้นที่จะเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ ความสูงทุกๆ 100 เมตร อุณหภูมิจะลดต่ำลง 0.6 องศาเซลเซียส ดังนั้น การทำสวนมะพร้าวเพื่อการค้า ควรเลือกที่สูงไม่เกิน 500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ผลผลิตที่ได้ไม่ต่างจากการทำสวนมะพร้าวใกล้ทะเล

ดินที่ใช้ปลูกมะพร้าว
มะพร้าวเป็นพืชที่ไม่ค่อยเลือกชนิดดินที่ปลูกมากนัก แต่ต้องคำนึงถึงลักษณะพื้นที่ดังนี้ ที่ลุ่ม ที่ดอน มะพร้าวปลูกเจริญงอกงามบนที่ดอนมากกว่าที่ลุ่ม การที่จะปลูกมะพร้าวให้เจริญงอกงามในที่ลุ่มต้องยกเป็นคันร่องให้สูงพ้นระดับน้ำที่ขังอยู่ให้หลังคันดินที่ยกขึ้นมาสูงกว่าระดับน้ำในฤดูน้ำสูงสุดประมาณ 60 เซนติเมตร เป็นคันยาวไปตามรูปเนื้อที่ที่มีอยู่ จึงจะพอใช้ปลูกมะพร้าวให้ได้ผลดี

ดินดาน ดินที่ชั้นหินแข็งหรือหินดานอยู่ลึกจากผิวดินน้อยกว่า 1 เมตร ไม่ควรใช้ปลูกมะพร้าว เพราะจะไม่ค่อยได้รับผลดี ถ้าจะได้ผลดีก็ต้องลงทุนสูง

ดินดี ไม่ดี หมายถึง ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มากน้อย เพียงสังเกตได้จากต้นไม้หรือต้นมะพร้าวที่ขึ้นอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถ้าต้นไม้เหล่านั้นมีใบเขียวเข้มออกดอกออกผลงามแสดงว่าดินดี แต่ถ้าต้นมะพร้าวหรือต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้เคียงนั้นไม่เจริญงอกงาม ควรตรวจสอบดูให้แน่ชัดโดยการเก็บตัวอย่างดินส่งไปวิเคราะห์

ระยะปลูก
ระยะปลูกเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อจำนวนผลผลิตที่จะได้รับ ถ้าปลูกถี่เกินไปต้นมะพร้าวจะบังร่มกัน ไม่สามารถจะปรุงอาหารได้อย่างเต็มที่ ต้นสูงชะลูด ออกผลไม่ดก แต่ถ้าปลูกห่างกันมาก จะได้จำนวนต้นน้อย ผลผลิตก็น้อย มะพร้าวต้นเตี้ยควรปลูกไร่ละประมาณ 40-45 ต้น สำหรับพื้นที่ลุ่มหรือดินเป็นดินหนียวการระบายน้ำไม่ดี ควรยกร่องให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ขุดร่องตามความยาวของพื้นที่ สันร่องกว้าง 5 เมตร สำหรับพันธุ์ต้นเตี้ย 8 เมตร สำหรับพันธุ์ต้นสูง คูร่องกว้าง 2 เมตร

การเตรียมหลุมปลูก
การปลูกมะพร้าวบนที่ดอนและดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น ดินทราย ดินลูกรัง ควรขุดหลุมกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร และลึก 1 เมตร ส่วนในที่ลุ่มหรือที่ที่ดินอุดมสมบูรณ์อาจขุดให้หลุมเล็กกว่านี้ การเตรียมหลุมปลูกที่ดีจะช่วยให้หน่อมะพร้าวเจริญเติบโตดี

การขุดหลุม
การขุดหลุมให้ขุดเอาดินผิวไว้ด้านหนึ่งและดินชั้นล่างไว้อีกทางหนึ่ง และควรขุดในฤดูแล้ง หลังจากขุดหลุมแล้วให้ตากดิน 7 วัน หากสามารถหาไม้มาเผาในก้นหลุมจะช่วยป้องกันปลวก ควรรองก้นหลุมด้วยกาบมะพร้าว 2 ชั้น และเอาดินชั้นบนใส่ลงไปประมาณครึ่งหลุม จากนั้นใส่ดินผสมกับปุ๋ยคอกหรือผสมปุ๋ยกับดินและกาบมะพร้าวสลับกันไปเป็นชั้นๆ ปุ๋ยคอกใส่หลุมละ 1 ปี๊บ หรือร็อกฟอสเฟตครึ่งกิโลกรัมต่อหลุม ใส่ดินและปุ๋ยที่ผสมกันแล้วจนเต็มหลุม

ฤดูปลูกที่เหมาะสมสำหรับปลูกมะพร้าว ควรเริ่มปลูกในฤดูฝนหลังจากที่ฝนตกใหญ่แล้ว 2 ครั้ง การปลูก ควรปลูกต่ำกว่าปากหลุม 15 เซนติเมตร แต่ในที่บางแห่งซึ่งเป็นที่ลุ่มระดับน้ำใต้ดินสูง ควรปลูกให้เสมอกับปากหลุมหรือสูงกว่าปากหลุมเล็กน้อย

วิธีปลูก

นำหน่อมะพร้าววางลงในหลุม เอาดินกลบและเหยียบดินข้างๆ ให้แน่น การกลบดิน อย่าให้สูงมากนัก เพราะดินจะทับคอหน่อมะพร้าว ทำให้เจริญเติบโตช้า หลังจากปลูกแล้วเกลี่ยดินปากหลุมให้เรียบร้อย และเอาไม้ปักผูกต้นไว้กับหลักเพื่อกันลมโยก การปลูกมะพร้าวพวกต้นเตี้ยสีเหลือง ฃหรือแดงควรมีร่มกันแดดไว้ตอนย้ายปลูกใหม่ๆ เพราะมะพร้าวทั้งสองชนิดไม่ทนทานต่อแดด ใบอาจไหม้ได้เมื่อถูกแดดจัดๆ

การใส่ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยต้นมะพร้าวที่เริ่มปลูก ควรใส่ตั้งแต่มีอายุ 6 เดือนหรือใบยอดเริ่มคลี่ออก หลังจากปลูกเป็นต้นไป ใส่ปีละ 2 ครั้ง ปุ๋ยที่ใส่อาจใช้ได้ทั้งปุ๋ยมูลสัตว์และปุ๋ยเคมี ปุ๋ยมูลสัตว์พวกมูลวัว มูลควาย ควรใส่ต้นละ 2 ปี๊บ ต่อปี มูลเป็ด มูลไก่ควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี๊บ การใสปุ๋ยเคมีแบ่งใส่ทุก 6 เดือน ตอนต้นฝนช่วงเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน ครั้งที่ 2 ตอนปลายฝน ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม แล้วแต่ละฤดูกาลของแต่ละแห่ง ปุ๋ยเคมีที่แนะนำให้ใช้เป็นปุ๋ยผสมสูตร 13 : 13 : 21 รวมกับปุ๋ยแมกนีเซียมซัลเฟต หรือหินปูนโดโลไมท์ สำหรับปุ๋ยแมกนีเซียมซัลเฟตและหินปูนโดโลไมท์ให้ใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าใช้หินปูนโดโลไมท์ให้หว่านก่อนใส่ปุ๋ยอย่างอื่นอย่างน้อย 1 เดือน วิธีใส่ปุ๋ย ก่อนใส่ปุ๋ยควรถางโคนต้นให้เตียน แล้วใช้ปุ๋ยโรยตั้งแต่โคนต้นออกมาถึงรัศมี 1.5 เมตร โรยรอบต้น และบริเวณใส่ปุ๋ยควรขยายออกไปทุกที

วิธีใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ ให้กับต้นมะพร้าว ควรขุดรางรอบต้นให้ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร กว้าง 12 เซนติเมตร วงในห่างต้น 1 เมตร เอามูลสัตว์ที่ต้องการใส่ๆ ลงไปในรางที่ขุดแล้วกลบดิน อีกวิธีหนึ่งที่นิยมกันคือ ขุดเป็นหลุม กว้างประมาณ 30x30x30 เซนติเมตร ที่โคนต้น ห่างจากลำต้น 1.5 เมตร ต้นละ 3 หลุม แล้วใส่ปุ๋ยในหลุมที่ขุด หลุมที่ขุดใส่ปุ๋ยให้เปลี่ยนที่ทุกปีจนรอบต้น โดยทั่วไป ต้นมะพร้าวจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุประมาณ 5-6 ปี หากมีการดูแลจัดการที่ดี จะให้ผลผลิตนานประมาณ 80 ปี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบข่าว จาก ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ผมธนากร เที่ยงน้อย จำได้ว่าสมัยที่ผมยังเด็กเมื่อไหร่ได้กลับไปบ้านแม่คุณ (ยาย) ที่ประจวบฯ ผมจะต้องเข้าไปคลอเคลียขอแม่คุณตำหมากให้ แม่คุณของผมจะมีเชี่ยนหมากที่ใส่หมากแห้ง พลู ปูนแดง ยาเส้น เอาไว้พร้อมสรรพ หน้าที่ของผมคือเอาส่วนประกอบเหล่านั้นลงไปตำในครกไม้ที่มีสากเป็นแท่งเหล็ก ตำให้ละเอียด แล้วให้แม่คุณใช้ช้อนตักขึ้นมาเคี้ยว ภาพในอดีตกว่า 35 ปีที่แล้วยังชัดเจนในความจำ แต่โอกาสที่ผมจะได้สัมผัสหมาก พลู นั้นแทบจะหมดไปจนเมื่อผมได้ไปพบ ไปคุยกับคนปลูกพลูที่ทำให้รู้ว่าพืชชนิดนี้ยังมีราคา มีตลาดต้องการ ฉบับนี้จึงขอพาท่านไปพบพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกพลูกันครับ

พาท่านมาพบกับ คุณเล็ก หรือ ป้าเล็ก สกุลทอง ที่บ้านเลขที่ 39/13 หมู่ที่ 5 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปีนี้ป้าเล็กอายุ 77 ปีแล้วครับ แต่ท่านยังกระฉับกระเฉง เดินเหินคล่องแคล่ว ป้าเล็กเล่าว่า ทำการเกษตรมาแล้วหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ จนเมื่ออายุมากขึ้นลูกหลานก็อยากให้หยุดอยู่เฉยๆ แต่เราก็คิดว่าจะนั่งๆ นอนๆ รอให้ลูกหลานมาเลี้ยงคงจะไม่ดี อะไรที่พอทำได้เลยทำเองทั้งหมด ตอนนี้เลยหันมาจริงจังกับการปลูกและดูแลพลูที่ปลูกเอาไว้หน้าบ้าน ใช้พื้นที่ปลูก 1 งานเศษๆ ถ้านับหลักพลูก็นับได้ 100 กว่าหลัก

ป้าเล็กปลูกพลูอย่างจริงจังมากว่า 3 ปีแล้ว เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อตลอดเวลา และรับซื้อในราคาที่พอใจ จึงทำให้ป้าเล็กเริ่มขยับขยายพื้นที่ปลูกพลูเพิ่มมากขึ้น

พลูสำหรับกินกับหมากในเมืองไทยนั้น เท่าที่ผมหาข้อมูลพบว่า มีการปลูกเชิงการค้าอยู่ 4 สายพันธุ์ คือ พลูเขียวพันธุ์ไทย พลูพันธุ์ภาคใต้ ซึ่งมีใบใหญ่สีเขียวเข้ม พลูใบเหลือง ใบมีขนาดเล็กกว่าพลูพันธุ์ภาคใต้ ใบมีสีเขียวอ่อน และพลูไต้หวัน ที่มีใบขนาดเล็ก ป้าเล็กเลือกที่จะปลูกพลูใบเหลือง

“เลือกปลูกพลูใบเหลืองเพราะในพื้นที่มีพลูพันธุ์นี้อยู่แล้วไม่ต้องไปหาพันธุ์ไกล การขยายพันธุ์พลูก็ทำได้ง่ายโดยการเด็ดยอดมาปักชำ เมื่อรากเจริญดีก็เอามาปลูกในพื้นที่ชื้นๆ หากเป็นพื้นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ยิ่งดี ตอนนี้ป้าเริ่มขยายพื้นที่ปลูกพลูเขียวพันธุ์ไทยมากขึ้นเพราะตลาดต้องการมากขึ้น”

การปลูกพลูของป้าเล็กจะปลูกใกล้ๆ กัน เพื่อให้ความชุ่มชื้นกระจายไปทั่วถึง และใช้หลักไม้ปักให้พลูเลื้อยขึ้นเกาะ เมื่อปลูกพลูไปได้ 7-8 เดือน จะสามารถเริ่มเก็บใบได้

ดูแลง่าย เก็บได้สัปดาห์ละ 10,000 ใบ

การดูแลสวนพลู ป้าเล็ก บอกว่า หากเป็นไปได้ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น น้ำที่ป้ารดจะเป็นน้ำในหนองข้างบ้าน ไม่ใช้น้ำประปา ส่วนปุ๋ยจะให้ปุ๋ยสูตร16-16-16 ใส่ปีละ 2 ครั้ง กับปุ๋ยสูตร 46-0-0 ใส่ปีละ 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังใส่ปุ๋ยคอก เป็นขี้แพะแห้งอีกปีละ 2 ครั้ง โรยใส่โคนต้น แต่ใส่ต้นละไม่มากนัก

ในส่วนของโรคและแมลงศัตรูของพลู ป้าเล็ก บอกว่า

“ใบพลูจะมีเชื้อราทำให้ใบจะเป็นจุดๆ ขายไม่ได้ ส่วนโรคอื่นๆ ยังไม่มี ส่วนแมลงศัตรูพลูเท่าที่ปลูกมาก็ยังไม่มีแมลงอะไรเข้าทำลายเลยไม่ต้องฉีดยากันโรคกันแมลง”

ส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิต ป้าเล็กจะเก็บใบพลูสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 5,000 ใบ รวมแล้วเก็บใบพลูได้สัปดาห์ละ 10,000 ใบ จากพื้นที่ปลูกประมาณ 1 งานเศษๆ

การเก็บใบพลู จะต้องใช้ความชำนาญ

ป้าเล็ก เล่าว่า การเก็บพลูจะต้องใช้ความชำนาญ เราเลือกเก็บพลูโดยนับจากยอดลงมาเป็นใบที่ 3 จะเริ่มเก็บได้ ส่วนใบที่อยู่เหนือใบที่ 3 ถือว่ายังอ่อนเกินไปให้ปล่อยเอาไว้ ในการเด็ดหากไม่มีเครื่องมือเราจะใช้เล็บจิกไปที่ขั้วใบพลู ให้ขั้วใบหลุดติดมาด้วย หากมีเครื่องมือก็จะสะดวกสามารถเก็บได้เร็วขึ้น” ในการเก็บเกี่ยวใบพลูจะต้องคำนวณจำนวนใบที่เก็บได้ เพราะหากเก็บใบพลูมามากเกินความต้องการของแม่ค้าก็จะต้องทิ้งเพราะใบพลูเก็บไว้ได้แค่ 3-5 วันเท่านั้น

“ตอนนี้ป้าปลูกพลูอยู่ 100 กว่าหลัก การเก็บใบ 1 ครั้งจะตั้งเป้าว่าต้องได้ใบพลู 100 กำ กำละ 50 ใบ รวมเป็นเก็บใบพลูครั้งละ 5,000 ใบ 1 อาทิตย์เก็บได้ 2 ครั้งรวม 10,000 ใบ” ใบพลูที่เก็บได้ป้าเล็กจะเอามาทำความสะอาดและเรียงขนาดเพื่อมัดเป็นกำ

“พลูที่เก็บได้ต้องเอามาทำความสะอาด เช็ดดิน สิ่งสกปรกออก จากนั้นจะเรียงขนาดเพื่อทำเป็นกำโดยเรียงขนาดใบเล็กใบใหญ่คละกันไปแล้วมัดด้วยเชือกกล้วยหรือเชือกฟาง 1 กำ จะมี 50 ใบ หลังจากนั้นจะพรมน้ำเอาไว้ไม่ให้ใบพลูเหี่ยว รอให้แม่ค้ามารับไป”

แม่ค้าคนกลางจะมารับซื้อพลูจากป้าเล็กในราคากำละ 10 บาท ใน 1 สัปดาห์ ป้าเล็กจะมีรายได้จากการขายพลูประมาณ 2,000 บาท โดยแม่ค้าคนกลางจะเอาไปขายต่อในแหล่งที่มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอาศัยอยู่เยอะ เช่น ชาวมอญ ชาวพม่า ที่นิยมกินหมาก พลู ในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น ป้าเล็กยังสามารถขายพลูให้กับแม่ค้าในพื้นที่ได้อีกด้วย

“นอกจากขายพลูให้กับแม่ค้าคนกลางแล้ว ยังมีแม่ค้าขายดอกไม้ในพื้นที่จะมารับซื้อใบพลูเพื่อนำไปมวนใส่ในถาดดอกไม้บูชาพระ โดยจะมาซื้อทุกวันโกนก่อนวันพระ”

อยู่ได้เพราะคู่แข่งน้อย ราคาดีขึ้น

ป้าเล็ก บอกว่า ตอนนี้พลูราคาดีขึ้น จากเดิมแม่ค้าคนกลางรับซื้อในราคากำละ 8 บาท ขยับมาเป็นกำละ 10 บาท เนื่องจากมีความต้องการพลูมากขึ้นและมีคนปลูกพลูน้อยลง บางบ้านอาจจะปลูกพลูเอาไว้ 4-5 หลัก ก็ไม่พอให้แม่ค้าวิ่งไปรับซื้อ ดังนั้น ตอนนี้จึงมีแม่ค้าคนกลางวิ่งมาหามารับซื้อพลูจากป้าเล็กมากขึ้นกว่าเดิม

“ตอนนี้ป้าก็ขยายพื้นที่ปลูกพลูเพิ่มไปเรื่อยๆ ทีละ 10-15 หลัก และเริ่มขยายพื้นที่การปลูกพลูเขียวพันธุ์ไทยมากขึ้นเพราะมีแม่ค้าขายดอกไม้มาซื้อมากขึ้น จุดเด่นของพลูเขียวพันธุ์ไทยที่แม่ค้าดอกไม้ชอบคือ พลูเขียวพันธุ์ไทยจะสามารถเก็บเอาไว้ได้นานกว่าพลูใบเหลือง แม่ค้าที่มวนพลูขายไปกับเครื่องบูชาพระจะชอบ”

ส่วนใบพลูที่มีตำหนิเล็กน้อยจากแมลงหรือจากการเก็บเกี่ยว หรือใบพลูที่มีขนาดเล็กผิดจากปกติ ป้าเล็กจะแยกออกไว้อีกกลุ่ม

“พลูพวกนี้จะเรียกว่า ขี้พลู เราจะแยกออกมาเก็บไว้เพื่อเอาไปแจกชาวบ้านที่เป็นคนเฒ่าคนแก่ หรือหากมีเยอะก็จะแถมให้กับแม่ค้าคนกลางที่มารับซื้อ” ก่อนจากกัน ป้าเล็กฝากบอกว่า การปลูกพลูสามารถสร้างรายได้ประจำได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นผู้สูงอายุก็ทำได้ไม่ยาก ที่สำคัญต้องดูความต้องการของพืชที่เราปลูกด้วย อย่างพลูเป็นพืชที่ชอบร่ม ชอบความชื้น แต่หากความชื้นมากไปก็ไม่ดี ต้องดูการเติบโต การแตกใบ ดูความชอบของพลูไปด้วยถึงจะปลูกได้ดี การดูแลเป็นสิ่งสำคัญ การรดน้ำใส่ปุ๋ยต้องทั่วถึง คนสูงอายุอย่างเราทำได้ แต่ต้องปลูกในปริมาณที่พอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป อะไรที่เหนือบ่ากว่าแรงก็อาจจะให้ลูกหลานมาช่วย อย่างเช่น การรดน้ำที่บางวันก็ต้องพึ่งพาให้ลูกมาช่วยปั๊มน้ำมารดให้ เพียงเท่านี้พลูก็สามารถสร้างรายได้ให้เราได้สบายๆ

ใครอยากคุย สอบถามเพิ่มเติมกับป้าเล็ก ติดต่อไปได้ที่เบอร์ 086-021-9966 ผมธนากร เที่ยงน้อย แล้วต้องขอลากันไปก่อน ขอให้โชคดี ไม่มีโรคกันทุกท่านทั่วหน้า สวัสดีครับ การทำนา เป็นอาชีพหลักของชาวบุรีรัมย์ ทำนาโดยพึ่งพาน้ำฝนปีละครั้ง อาชีพรองลงมาคือ ปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มักประสบปัญหาภัยธรรมชาติเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งมากที่สุด เนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งครอบคลุม 23 อำเภอ เนื้อที่ 4 หมื่นไร่

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการภัยแล้งให้กับพื้นที่บ้านตามา บ้านสุขวัฒนา และบ้านสุขสำราญ ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

โดย วช. ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรม ผ่าน 4 กิจกรรมหลัก 12 นวัตกรรม ที่พัฒนาโดยทีมคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ให้สูงขึ้น

ลดต้นทุน-แก้ปัญหาน้ำ

นายดุม เจริญรัมย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 บ้านตามา ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ชุมชนบ้านตามา และบ้านสุขสำราญ จำนวน 291 ครัวเรือนประสบปัญหาการจัดการน้ำและขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะน้ำบริโภค ที่ชุมชนต้องพึ่งพาระบบการสูบน้ำจากประปา รพช.ที่มีอายุกว่า 20 ปี ซึ่งชุดอุปกรณ์เก่าชำรุด ประสิทธิภาพการทำงานต่ำ ยากแก่การซ่อมแซมบำรุงรักษา อีกทั้งต้นทุนพลังงานไฟฟ้าสูง ชุมชนจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสูบน้ำและส่งน้ำเป็นเวลา แต่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม ในช่วงเวลาเร่งด่วน

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ส่งมอบชุดสถานีสูบน้ำและกระจายน้ำหนองชลประทาน ได้รับการติดตั้งระบบสูบน้ำและกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ไฮบริด-ออฟกริด ขนาด 3,000 วัตต์ จำนวน 2 ชุด ปั๊มสูบขนาด 2 แรงม้า สู่ถังเก็บขนาด 10,000 ลิตร แล้วสูบส่งขึ้นหอสูง 20 เมตร ด้วยปั๊มขนาด 3 แรงม้า เพื่อช่วยแก้ปัญหาจัดการน้ำและลดต้นทุนพลังงานของชุมชนบ้านตามา และบ้านสุขสำราญ มีน้ำใช้เพียงพอทั้งการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรตลอด 24 ชั่วโมง น้ำไหลสม่ำเสมอด้วยแรงดันสูง ช่วยลดภาระปั๊มและลดปริมาณพลังงานไฟฟ้าได้ 30-40% นวัตกรรมดังกล่าวทำงานระบบอัตโนมัติทั้งหมด ช่วยลดแรงงานคนในการดูแลจัดการน้ำประปาหมู่บ้าน

ชุมชนบ้านสุขวัฒนา หมู่ที่ 16 ก็ได้รับการติดตั้งนวัตกรรมสูบน้ำและกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และชุดนวัตกรรมหน่วยเก็บกักน้ำย่อยและกระจายน้ำระบบไฮบริด ออฟกริด ขนาด 3,000 วัตต์ สามารถกระจายน้ำเข้าสู่แปลงปลูกผักเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และได้เชื่อมต่อท่อส่งน้ำเข้าเสริมระบบน้ำใช้ของชุมชนอีกด้วย

นอกจากนี้ กอ.รมน.และวช. ได้ส่งมอบชุดระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์แบบเคลื่อนย้ายได้เพื่อการเกษตร ให้แก่พื้นที่หมู่บ้านตามา สุขวัฒนา และสุขสำราญ เพื่อบริการสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ในพื้นที่ห่างไกลไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เพื่อช่วยให้ประชาชนได้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร

ชุดทำความสะอาด เมล็ดพันธุ์ข้าว

เนื่องจากชุมชนแห่งนี้มีอาชีพหลักคือ การทำนาข้าว กอ.รมน.และวช. จึงสนับสนุนชุดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า 220 โวลต์ มีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นต้นกำลัง รวม 6.5 แรงม้า โดยเสียค่าไฟฟ้า 21.5 บาท ต่อชั่วโมง นวัตกรรมนี้มีศักยภาพในการทำงาน 400 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง สามารถคัดแยกเศษสิ่งเจือปนที่ติดมากับข้าวที่เก็บเกี่ยว ได้แก่ ฟางท่อน ใบหญ้า วัชพืช ดอกวัชพืช ข้าวลีบ ข้าวปน ข้าวเมล็ดสั้น

นายวิศุรต พรมนัส ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 18 ตำบลชุมแสง กล่าวว่า เทคโนโลยีชุดคัดแยกและทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว ช่วยส่งเสริมให้กิจกรรมของกลุ่มฯ พึ่งพาตัวเองในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้กันเองในครัวเรือนได้อย่างเพียงพอ และสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อจำหน่ายเชิงการค้าให้แก่กลุ่มเครือข่ายข้าวอินทรีย์ในหมู่บ้านและชุมชนใกล้เคียง ภายใต้แบรนด์ “พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 ชุมชนบ้านตามา”

ปัจจุบัน ทางกลุ่มฯ ให้บริการชุดคัดแยกและทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยคิดค่าบริการ 1.5 บาท ต่อกิโลกรัม ไม่รวมค่าขนส่ง แบ่งเป็น 3 ส่วน โดย 1 ส่วน เป็นค่าจ้างแรงงานผู้ปฏิบัติงาน อีก 2 ส่วน เก็บไว้เป็นค่าส่วนกลางสำหรับบริหารจัดการ ค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมแซม ค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร ค่าบำรุงสาธารณประโยชน์ โดยให้บริการทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าวไปแล้ว 45 ตัน มีรายได้เข้ากล่ม 67,500 บาท ทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชน และเพิ่มคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อทำการเพาะปลูกในฤดูทำนา

เครื่องสับย่อย-อัดเม็ดปุ๋ย

ชุมชนบ้านตามา สุขวัฒนา และสุขสำราญ pixelhunter.me มีความต้องการเครื่องสับย่อยและอัดเม็ดปุ๋ยเพื่อจัดการผลผลิต กอ.รมน.และวช. จึงจัดส่ง “ชุดสับและอัดเม็ดปุ๋ยจากผลิตภัณฑ์เหลือทิ้งจากป่าชุมชน” เพื่อสามารถผลิตปุ๋ยจากชีวมวล ใช้เป็นปัจจัยการผลิตเองภายในชุมชน โดยเฉพาะรูปแบบการอัดเม็ดปุ๋ย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาการขาดแคลนได้อย่างดี นวัตกรรมนี้ทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองโดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ใหม่เองในชุมชน

เครื่องจักรกลชุดนี้ ประกอบด้วย อุปกรณ์บดย่อยวัสดุ แบบจานหมุน สับย่อยได้ 150 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง ความโตของกิ่งไม้ ท่อนไม้ ไม่เกิน 2 นิ้ว แบบแฮมเมอร์มิลล์ บดย่อยได้ 120 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง รูตะแกรง 5-10 มิลลิเมตร อุปกรณ์เกลียวลำเลียง 200 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง อุปกรณ์ถังผสมวัสดุ 100 กิโลกรัม ต่อรอบการผลิต อุปกรณ์อัดเม็ดปุ๋ย 250 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ลดการใช้ปุ๋ยเคมีแล้ว ยังผลิตปุ๋ยชีวมวลอัดเม็ดออกขายสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอีก 1-2 เท่าตัว

เครื่องอบแห้งข้าวเปลือก

ช่วงฤดูทำนา มีปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้คือ ปัญหาน้ำท่วม ฝนตกชุก หลายครั้งเกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวข้าวจมน้ำ ทำให้ข้าวมีความชื้นสูง ขายไม่ได้ราคา กอ.รมน.และวช. จึงสนับสนุน “ชุดระบบอบแห้งด้วยรังสีอินฟราเรดแบบถังหมุนชนิดเคลื่อนย้ายได้ ระบบโซล่าร์เซลล์ไฮบริด-ออฟกริด” ส่งมอบให้เกษตรกรนำไปใช้อบแห้งข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพดี ตรงกับความต้องการของตลาด

นวัตกรรมชุดนี้ มีความสามารถในการทำงาน 0.5-3 ตันข้าวเปลือก ต่อชั่วโมง สามารถลดความชื้นได้ 4-6% ในเวลา 3-5 นาที นอกจากนั้น ยังพบว่าข้าวเปลือกมีสภาพร่วนขึ้น ไม่เกาะติดกัน ใช้เชื้อเพลง LPG ประมาณ 1.2 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง กำเนิดรังสีอินฟราเรดและใช้กำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 3,500 วัตต์ ที่ผลิตจากโซล่าร์เซลล์ระบบไฮบริด-ออฟกริด ขนาด 6,000 วัตต์ แบตเตอรี่ลิเที่ยม ขนาด 200 แอมป์-ชั่วโมง ออกแบบให้มีพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ 220 โวลต์ 50 เฮิร์ต ไว้เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องเชื่อม สว่าน พัดลม ทีวี เป็นต้น โดยใช้แรงงานในการควบคุมการทำงานของเครื่อง 1 คน เหมาะสำหรับกิจการขนาดย่อยสามารถอบแห้งวัสดุทางการเกษตร ลักษณะเป็นผง ก้อน เม็ด และเมล็ดพืช