วิธีการห่อให้ผลสวย ห่อครั้งแรกห่อด้วยถุงมืดทั่วไป

ห่อเสร็จเริ่มให้อาหารทางใบ หรือทางโคนต้น สามารถให้ได้เลย เปรียบเสมือนผู้หญิงเวลาตั้งครรภ์ ต้องมีการบำรุงเป็นพิเศษ ต้นชมพู่ก็เช่นกันเพราะตอนนี้ต้นมีลูก จำเป็นต้องมีการบำรุงให้ดี ให้อาหารทุกๆ 7 วัน เป็นฮอร์โมน ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ก่อนเก็บผลผลิต 3-5 วัน ให้เปลี่ยนจากถุงมืดเป็นถุงใส เมื่อเปลี่ยนจากถุงมืดเป็นถุงใส ชมพู่จะมีการคายน้ำมากขึ้น เพราะอยู่ในอากาศร้อน เมื่อชมพู่คายน้ำมากขึ้น สีสันก็จะสวยมากขึ้น เพราะพืชสามารถสังเคราะห์แสงได้ด้วยตัวเอง และประโยชน์อีกอย่างคือ ทำให้เจ้าของสวนเก็บง่ายขึ้น ถุงใสจะช่วยให้มองเห็นได้ง่ายขึ้นว่าชมพู่ช่อนี้เป็นอย่างไร ลูกใหญ่หรือลูกเล็ก หวานน้อยหรือหวานมาก

“ที่สวนต้องการเก็บของสดที่สุด ถ้าออเดอร์สั่งบ่าย จะตัดตอนเช้า ถ้าสั่งเช้าจะเก็บเย็นไว้นิดหน่อยและเก็บตอนเช้าเพิ่ม เพราะต้องการให้ชมพู่สดที่สุด ถ้าเก็บไว้ก่อนชมพู่ถ้าเด็ดจากขั้วที่ต้นแล้ว อยู่ในอุณหภูมิปกติได้ไม่เกิน 3 วัน เข้าวันที่ 2 ผลจะเริ่มนิ่ม เพราะในผลชมพู่มีน้ำเยอะ จึงมีการคายน้ำได้เร็ว

เทคนิคทำให้รสชาติหวาน ให้ใช้เกลือเม็ดหว่านรอบโคนต้น วิธีนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อฝนฟ้าอากาศมากไป ฝนตกมากไป แต่ถ้าไม่มีปัญหาสภาพอากาศก็ไม่ต้องใช้ ช่วงเวลาการหว่านให้หว่านช่วงก่อนห่อถุงมืด 3-5 วัน หรือหว่านพร้อมตอนที่กำลังห่อผลก็ได้ สามารถยืดหยุ่นได้ตามความสะดวก ปริมาณการหว่าน 1 กิโลกรัม ต่อ 10 ตารางเมตร หว่านครั้งหนึ่งอยู่ได้นาน อาจจะอยู่ได้ถึง 2 รุ่น ของชมพู่ อย่าง 1 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม หว่านไม่เกิน 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ อย่างปลายปีนี้แทบไม่ต้องหว่าน เพราะในดินไม่มีน้ำ ในอากาศน้ำน้อย ชมพู่ก็จะหวานเองตามธรรมชาติ แต่ถ้าไม่หวานจริงๆ เจ้าของสวนจะรู้เอง รุ่นเดือนมกราคมจะเห็นผลชัดเจนว่าจะหวานหรือไม่หวาน ถ้าไม่หวานก็เริ่มหว่านเกลือ พอเข้าเดือนกุมภาพันธ์หน้าแล้งชมพู่ก็จะหวานเอง

การฉีดพ่นน้ำตาล อีกเทคนิคเพิ่มความหวาน วิธีนี้ต้องดูความจำเป็น หากประเมิณแล้วว่ารุ่นนี้ถ้าไม่ฉีดพ่นน้ำตาลช่วยจะไม่หวานแน่นอนถึงค่อยทำสูตรนี้ คือต้องดูที่ห่อไปจำนวนเท่าไรแล้วมีรุ่นน้องที่ติดต่อกันหรือไม่ ถ้ามีรุ่นน้องที่ติดต่อกันต้องฉีดเพิ่ม เพราะว่าจะแย่งอาหารกัน ความหวานจะไม่พอ ฉีดพ่นน้ำตาลต้องใช้ความระมัดระวังในการทำ การฉีดพ่นสามารถทำได้บ่อย 10 วันฉีดได้ 1 ครั้ง ยกตัวอย่าง 1 รุ่นการห่อจะฉีดพ่นไม่เกิน 1-2 ครั้ง พ่นทางใบตอนห่อผลแล้ว ในส่วนผสมจะมีน้ำตาลทราย 1 กก.ผสมน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวให้น้ำตาลสุก แล้วนำมาผสมน้ำตาล 100 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร เป็นส่วนผสมที่เจือจางมาก เพื่อให้เปลี่ยนรสชาติเพียงนิดเดียว ถ้าผสมมากกว่านี้จะไม่ดี เพราะความเหนียวของน้ำตาลจะไปเคลือบใบมากไปทำให้ฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคมาเกาะและอาจทำให้เกิดแมลงมารบกวนได้

ภูมิปัญญาต่างๆ เหล่านี้คุณเกบอกว่า คุณพ่อของเขาคือคุณไพฑูรย์ ธาตุทอง เป็นคนคิดค้นทำมานานกว่า 30-40 ปี แล้ว สูตรเหล่านี้ทำแล้วได้ผลดีมาตลอดและไม่หวงสูตรด้วยใครมาถามก็บอกหมดอย่างละเอียด แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทำตามกันเพราะค่อนข้างยุ่งยากสลับซับซ้อน บางคนก็บอกว่าสิ้นเปลืองต้องเปลี่ยนถุงห่อ 2 ครั้ง ต้องมีต้นทุนการฉีดพ่นเพิ่มเติมอีก แต่อยากจะบอกว่าถ้าทำได้ถือว่าคุ้มต้นทุนค่าถุงเพิ่มอีกไม่กี่บาท แต่ถ้าเราห่อถุง 2 รอบ จากที่จะขายได้กิโลกรัมละ 200 บาท กลายเป็นขายได้ 250-300 บาทต่อกิโลกรัม ขายได้สบาย แล้วลูกค้าก็จะยิ้มด้วยเพราะชมพู่ที่เขาได้ซื้อไปมีสีสันที่สวยงามเพิ่มขึ้น สามารถดึงดูดสายตาได้ใครเห็นก้อยากซื้อ

ป้องกันโรคแมลงด้วยพริกแกงผสมเหล้าขาว ชมพู่ก็เหมือนผลไม้ทั่วไปที่มีศัตรูตัวสำคัญคือแมลงวันทอง หรือแมลงวันผลไม้ อันดับสองคือหนอนกินใบ สูตรการทำสารไล่แมลงมีดังนี้ ใช้พริกแกง 1 ขีด ผสมเหล้าขาว 5-10 ช้อนโต๊ะ ขยำให้เข้ากันเพื่อให้เหล้าคั้นเอาสารที่อยู่ในน้ำพริกแกงออกมา แล้วกองเอากากออก จากนั้นนำน้ำที่ได้ไปผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร แล้วฉีดพ่นไปที่ใบ ในช่วงเวลาตอนเย็น ถือเป็นการป้องกันและขับไล่แมลง

ตลาด “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” ยังไปได้ดี
ขายได้ราคามานานกว่า 10 ปี

เจ้าของบอกว่า ราคาชมพู่เพชรสายรุ้งดีมานานต่อเนื่องกว่า 10 ปีแล้ว ลักษณะการแบ่งไซซ์ของชมพู่จะมี 4 เบอร์ มีเบอร์0-4 เบอร์0 จะใหญ่ที่สุด ขนาดไม่เกิน 5-8 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม ราคาจะอยู่ที 350 บาทต่อกิโลกรัม แต่ที่สวนไพฑูรย์ส่วนใหญ่ผลิตได้เบอร์ 1และเบอร์2 ราคาลดหลั่นลงมาตามลำดับ เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 300 บาท เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 250 บาท แต่ความต้องการของลูกค้ามีทุกขนาดไซซ์ บางคนถ้าซื้อไปฝากผู้ใหญ่เขาก็จะเลือกเบอร์0 แต่ถ้าซื้อกินเองจะเลือกเบอร์ลองลงมา หรือไซซ์เล็ก บางคนก็ซื้อแบบมีตำหนิไปก็มี เพราะเรื่องขนาดลูกไซซ์ไม่สำคัญประเด็นสำคัญอยู่ที่ความหวานต้องได้

“ซึ่งตลอดระยะเวลาที่สวนไพฑูรย์ทำมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราใช้คุณภาพเข้าสู้ถึงทำให้มีตลาด ทุกวันนี้ไม่ต้องนำผลผลิตออกไปขายที่ไหน ปลูกเองขายเอง มีลูกค้ามาซื้อถึงสวนกิโลกรัมละ 250-300 บาท ก็อยู่ได้สบาย และช่วงที่หมดฤดูชมพู่ก็ทำกิ่งพันธุ์ขายต่อ ราคาของกิ่งพันธุ์มีขายตั้งแต่ต้นละ 200-15,000 บาท ราคาต้นละ 15,000 บาท สามารถซื้อไปปลูกแล้วมีลูกเก็บกินได้เลย ความสูงของต้นไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร ทรงพุ่มไม่ต่ำกว่า1.50 เมตรเหมือนกัน”

อนาคตชมพู่เจ้าของมองว่ายังไปได้อีกไกล เพราะสาเหตุที่ชมพู่เพชรสายรุ้งมีราคาสูงเพราะปัจจุบันปริมาณต้นชมพู่ลดน้อยลง แต่ความต้องการของผู้บริโภคมีเท่าเดิมและเพิ่มขึ้น ฉะนั้นราคาก็สูงขึ้นตามข้อจำกัดด้วย คุณประมวลกล่าวทิ้งท้าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ชมพู่เพชรสายรุ้งติดต่อคุณประมวลได้ที่เบอร์โทร.093-578-8557 ศิลปินหมอลำ หันมาทำเกษตร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ใช้เลี้ยงครอบครัวช่วงว่างจากงานแสดง ปรากฏสร้างรายได้งาม เพราะมีเงินเข้าเป็นรายวัน รายเดือน สามารถใช้เลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปีหลายแสนบาท

เกษตรกรและศิลปินรายนี้ คือ คุณอรุณรัตน์ จำปาเทพ อายุ 46 ปี หรือชื่อในการแสดงคือ อรุณี พูลสว่าง อยู่บ้านนาเจริญ ตำบลคันไร่ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี คุณอรุณรัตน์ เล่าว่า ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา และตัวเองได้ประกอบอาชีพแสดงหมอลำกลอนมาตั้งแต่อายุได้เพียง 15 ปี

ที่ผ่านมา ครอบครัวปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาโดยตลอด และพบว่า แต่ละปีมีค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวเพิ่มขึ้น แทบไม่คุ้มกับที่ลงทุนทำนา คิดว่าในอดีตคนโบราณไม่ใช้สารเคมี ทำไมถึงปลูกข้าวได้เจริญงอกงาม สามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลไปขายทำรายได้ ส่งลูกหลานเล่าเรียนหนังสือได้อย่างสบาย

แต่ตนเองทั้งที่มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 10 ไร่ และมีรายได้จากการรับแสดงหมอลำกลอนตามงานบุญเดือนต่างๆ ตลอดทั้งปีมีช่วงว่างเว้นเพียง 3-4 เดือน ยังประสบปัญหากับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เพราะต้องส่งลูกเรียนหนังสือ

จึงคิดปรับเปลี่ยนแนวคิดหันมาปลูกพืชผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงคิดค้นพระราชทานให้กับประชาชนได้เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท จึงเข้ารับการอบรมการทำเกษตรผสมผสานกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอสิรินธร และหน่วยงานอีกหลายแห่ง รวมทั้งไปศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงจากแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จ

ปี 2547 จึงเริ่มปลูกพืชผสมผสานเป็นสวนยางพารา 6 ไร่ ปลูกข้าว 3 ไร่ ที่อยู่อาศัย คอกเลี้ยงสัตว์ และปลูกผักสวนครัวในเนื้อที่อีก 1 ไร่ ซึ่งเริ่มเห็นผลจากรายได้ที่หมุนเวียนเข้ามาในครัวเรือน และหลังปรับเปลี่ยนพื้นที่จากเกษตรที่เคยใช้สารเคมี มาเป็นเกษตรอินทรีย์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในปี 2558 ได้ทำเกษตรผสมผสานเต็มรูปแบบ คือสวนยางพารายังคงเดิม 6 ไร่ ลดพื้นที่ปลูกข้าวลงมาเหลือ 2 งาน ทำนาบัว 2 งาน ปลูกไผ่เลี้ยง 1 งาน ปลูกพืชผักสวนครัว 1 งาน และปลูกกล้วย 1 ไร่ พื้นที่ที่เหลือใช้เลี้ยงเป็ดพันธุ์เนื้อ เลี้ยงไก่พื้นเมือง โคพันธุ์พื้นเมืองเกือบ 100 ตัว เลี้ยงปลาดุกในนาข้าวและนาบัว จำนวน 2,000 ตัว เลี้ยงกบอีก 300 ตัว ต่อรอบ พร้อมขุดสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ในไร่นา 1 บ่อ

ทำให้แปลงเพาะปลูกของคุณอรุณรัตน์ เกษตรกรหมอลำกลอน ไม่เคยขาดแคลนน้ำใช้ในการเพาะปลูก และมีรายได้จากการขายผลิตผลเข้ามาในครอบครัวเป็นรายวันเฉลี่ยเดือนหนึ่งมีรายได้ 30,000-40,000 บาท ทำให้เกิดความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของครอบครัว และแม้จะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ยังคงรับงานแสดงหมอลำกลอนในช่วงหน้างาน รวมทั้งยังใช้ชีวิตแบบประมาณตน ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยไปตามรายได้ที่มีเข้ามามากในแต่ละเดือน

โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้เองในการดำรงชีวิตประจำวัน หมั่นปรับปรุงบำรุงดิน จนลดปริมาณแมลงศัตรูพืชในแปลงเพาะปลูก ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดการขาดทุนจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของตนเองได้เป็นอย่างดี จนได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำเกษตรกรดีเด่น และให้แปลงเพาะปลูกของเกษตรกรหมอลำผู้นี้ เป็นศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของตำบลคันไร่ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

รวมทั้งเกษตรกรรายนี้ ยังมีวิธีทำเกษตรให้มีจิตใจเบิกบาน โดยระหว่างเข้าเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือเพาะปลูกลงแปลงใหม่ คุณอรุณรัตน์ มักจะร้องรำทำเพลงไปด้วย ซึ่งผลผลิตที่ปลูกและสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้จะรับรู้ด้วยหรือไม่ เธอไม่รู้ แต่แน่ๆ เธอมีจิตใจที่เบิกบานระหว่างที่เข้าไปทำงานในแปลงเพาะปลูก แปลงเลี้ยงสัตว์ จนคิดว่าวันเวลามันช่างผ่านไปเร็วยิ่งนัก ทำงานประเดี๋ยวเดียวก็ใกล้ค่ำมืดอีกแล้ว ซึ่งจริงหรือไม่ก็ดูเอาจากหน้าตาของเกษตรกรหมอลำรายนี้ แม้อายุจะย่างเข้าใกล้เลข 50 แต่หน้าตายังใสปิ๊งอยู่เลย

สำหรับเกษตรกรหรือผู้ใฝ่รู้ต้องการเรียนรู้วิธีการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวไปเป็นเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงจนประสบความสำเร็จ ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (083) 735-3839, (086) 247-4322 เจ้าตัวยินดีให้คำแนะนำและเปิดให้เข้าเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

รวมทั้งงานแสดงหมอลำ ก็ติดต่อได้ การทำไร่นาสวนผสมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ถ้ารู้จักจัดการใช้ที่ดิน ใช้แรงงานและเงินทุนให้เกิดการผสมผสานกัน เป็นการลดต้นทุนผลผลิต ลดความเสี่ยง จะทำให้เกิดรายได้ที่ยั่งยืน มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น สามารถอยู่ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวตนเองและผู้อื่น ซึ่งตามความหมายของหลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็บอกอยู่แล้วว่า คือเศรษฐกิจที่ต้องสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้ดีเสียก่อน ให้มีความพอกินพอใช้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเมื่อมีความเป็นอยู่ที่ดี มีพอกิน พอใช้ ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับตนเองได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย

คุณสมบัติ ศิริวรรณ หรือ คุณบัติ อยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 11 บ้านหนองเหล่า ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพทำนา และเป็นอีกผู้หนึ่งที่หันมาทำไร่นาสวนผสม ตามแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” อันเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด จนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวให้ดำรงอยู่ได้อย่างสบาย ไม่มีหนี้สิน มีใช้ มีอยู่ มีกิน และมีเก็บอีกด้วย

คุณสมบัติ เล่าถึงการทำไร่นาสวนผสมให้ฟังว่า ตนเองแต่งงานกับ คุณรุ่งสิวา ศิริวรรณ อายุ 38 ปี มีบุตรด้วยกัน 2 คน เป็นผู้ชายทั้งคู่ คนโตก็อายุ 18 ปี ส่วนคนเล็กก็ 13 ปี ตนเองมีที่นาอยู่ 18 ไร่ ได้ช่วยกันทำนากับภรรยาคู่ชีวิตมานานหลายปี ทำไปทำมาก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด จึงปรึกษากับภรรยาว่า เราน่าจะพลิกผืนนาให้มีค่ามากกว่านี้ ด้วยการทำไร่นาสวนผสม ซึ่งภรรยาก็เห็นดีเห็นงามด้วย จากนั้นจึงเริ่มแบ่งพื้นที่ทำทันที ในปี พ.ศ. 2550 ส่วนวิชาความรู้ก็พอมีเป็นทุน เนื่องจากเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เคยเห็นคนอื่นทำก็จดจำได้ทุกกระบวนการ อีกทั้งศึกษาเพิ่มเติมจากตำราด้วยตนเองอยู่เป็นประจำ จนทำให้การทำไร่นาสวนผสมของตนเองราบรื่นด้วยดีตลอดมา

คุณสมบัติ เล่าต่ออีกว่า ตนเองแบ่งที่ดินที่มีอยู่ 18 ไร่ ด้วยการทำนาปลูกข้าวจำนวน 12 ไร่ ทำสวนพริก จำนวน 3 ไร่ ที่เหลืออีก 3 ไร่ ใช้เป็นที่เลี้ยงวัวและควาย เลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ขุดบ่อเลี้ยงปลา และทำโรงเรือนเลี้ยงหมูหรือเล้าหมู ขุดบ่อเลี้ยงกบ และปลูกพืชผักสวนครัว สำหรับวัวนั้น ตนเองเลี้ยงเอาไว้ 3 ตัว เป็นวัวเพศเมีย พอตกลูกออกมาก็ขายไปเป็นรอบๆ ส่วนกระบือหรือควายนั้นก็เลี้ยงแม่พันธุ์เอาไว้ 3 ตัวเช่นกัน เลี้ยงเพื่อขายลูกเท่านั้นถ้าเลี้ยงมากกว่านี้ไม่ได้เพราะแรงงานมีไม่พอ เพราะลูกชาย 2 คน ไปเรียนหนังสือที่ในตัวเมืองอุบลราชธานี คงมีเพียงตนเองและภรรยาเท่านั้นที่ช่วยกันทำ งานบางอย่างก็จะมีพ่อตาและแม่ยาย มาช่วยทำเป็นบางครั้งบางคราว ส่วนไก่พื้นเมืองนั้น ก็เลี้ยงไว้เป็นอาหารเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้ขุดบ่อเลี้ยงปลาเอาไว้ 1 บ่อ เพื่อเลี้ยงปลานิลและปลาตะเพียน ซึ่งไม่ได้เน้นเรื่องเลี้ยงปลาเท่าไร เลี้ยงไว้แต่ละรุ่นก็ประมาณ 500 ตัว ก็เลี้ยงไว้เป็นอาหารเท่านั้น แต่ถ้ามีคนมาขอซื้อ ก็แบ่งขายบ้าง นอกจากนี้ ยังได้เลี้ยงกบอีก จำนวน 1 บ่อ เลี้ยงไว้เป็นอาหารและเอาไว้ขาย

นอกจากนี้ ตนเองยังได้เลี้ยงหมูด้วย ซึ่งก็เลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2550 เช่นกัน ส่วนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นั้นจะคัดเอาไว้เอง ตั้งแต่ตอนซื้อมาใหม่ๆ ทำให้ลดต้นทุนผลผลิตได้บ้าง ไม่ต้องไปจ้างพ่อพันธุ์ผสม ซึ่งตอนนี้มีหมูอยู่ประมาณเกือบ 50 ตัว สำหรับหมูนี้ก็เลี้ยงเอาจริงเอาจังหวังขายได้กำไรกันเลยล่ะ เพราะได้เงินไว แต่ละรุ่นเลี้ยงไว้ 3 เดือนก็ขายออก ทั้งนี้ จะมีพ่อค้าขาประจำมาจากในตัวเมืองอุบลราชธานี มารับซื้อถึงบ้านกันเลย ช่วงที่ขายน้ำหนักหมูตัวละ 90-100 กิโลกรัม ส่วนราคาขายก็กิโลกรัมละ 60 บาท ขายออกแต่ละครั้งก็ 40-50 ตัว ก็คิดเป็นเงินก็ 2-3 แสนบาท เมื่อหักต้นทุนผลผลิตแล้ว ก็ยังมีกำไรอยู่ในหลักแสนเหมือนเดิม นี่คือยอดรับจากการขายหมูในรอบ 3 เดือน ถ้าคิดเป็นรอบปีหรือรายปี ก็จะมีกำไรดีกว่านี้

เกษตรกรคนเก่งยังได้พูดถึงการปลูกพริกให้ฟังอีกว่า ตนเองและภรรยาได้ปลูกพริกขี้หนูพันธุ์อัมพวา บนเนื้อที่ 3 ไร่ ส่งผลให้มีรายรับอย่างงดงามทุกปี ทั้งนี้ ได้เริ่มปลูกมาตั้งแต่ปี 2555 แต่ละปีจะเริ่มปลูกในเดือนสิงหาคม และไปเก็บผลผลิตในเดือนธันวาคม โดยมีรายได้จากการขายพริกหักต้นทุนผลผลิตและค่าจ้างเก็บพริกแล้ว จะเหลือเงินเก็บปีละ 200,000 บาท นับว่าเป็นรายได้ที่งดงามทีเดียว และถ้าหากบางปี พริกมีราคาก็จะมีกำไรมากกว่านี้ และที่ผ่านๆ มา ในบางปีพริกราคากิโลกรัมละ 70 บาท ขายได้เงินอาทิตย์ละ 70,000 บาทก็เคย และในปี 2559 พริกแพงมากราคากิโลกรัมละ 100 บาท ทำให้ตนเองโชคดีขายพริกมีเงินเหลือเก็บหลายแสนบาท แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพริกนี้ถ้าใจไม่สู้ก็จะเห็นผลน้อย ได้กำไรน้อย เพราะว่าการปลูกพริกต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแลรักษาเป็นอย่างดีจึงจะมีผลตอบแทนสูง

การดูแลรักษาต้นพริกนั้น ต้องมีความรู้และใจสู้ เพราะการปลูกพริกจะลำบากพอสมควร ต้องอาศัยทั้งใจสู้และความรู้บวกกัน จึงจะสำเร็จ ซึ่งหลังจากปลูกแล้วต้องใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่ การให้น้ำในช่วงแรกของการเจริญเติบโต ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และการกำจัดวัชพืช ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ ต้องกำจัดวัชพืชบ่อยๆ ในช่วงที่พริกยังเป็นต้นเล็ก ช่วงนี้อาจจะต้องใช้สารเคมีช่วยกำจัดวัชพืช และต้องใช้ให้เป็นและให้ถูกวิธี ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการแพ้สารเคมี ถึงขั้นเจ็บป่วยได้ หรือจะจ้างแรงงานคนมากำจัดวัชพืชให้ก็ได้ ต่อไปก็จะเป็นการให้ปุ๋ย การให้ปุ๋ยพริกควรศึกษาให้ดีๆ ที่สำคัญควรเป็นปุ๋ยที่มีสูตรธาตุอาหารครบ เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 จะให้ในอัตรา 25-50 กิโลกรัม ต่อไร่ก็ได้ หรือถ้าดินอุดมสมบูรณ์มากก็ลดปริมาณลงมาได้

ควรให้ปุ๋ยน้ำทางใบของต้นพริกบ้าง ให้โดยการฉีดพ่นทุกครั้งหลังจากที่เราการเก็บเกี่ยวผล และการใส่ปุ๋ยควรจะแบ่งใส่ 2 ครั้ง ใส่ครั้งแรกก่อนปลูก ไม่ต้องใส่มากเพราะใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นโดยพรวนกลบลงไปในดิน และใส่ครั้งที่ 2 เมื่อพริกอายุ 10-15 วัน คือหลังจากย้ายต้นกล้า ใส่โรยข้างต้น ส่วนการเก็บเกี่ยวนั้น คนที่เคยปลูกพริกจะไม่ค่อยมีปัญหาในการเก็บ จะรู้กันดีว่า ก่อนเก็บเกี่ยวสัก 1 สัปดาห์ ต้องใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อพริก 1 ต้น ซึ่งจะทำให้ต้นพริกสมบูรณ์ ออกดอกและแตกยอด และหลังจากเก็บเกี่ยวไปได้ 4-5 ครั้ง ก็ใส่ปุ๋ยอีก โดยใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 โดยมีอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อพริก 1 ต้น เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตพริก และหลังการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้ง ควรฉีดฮอร์โมนเพื่อให้ต้นพริกออกดอก แตกยอด ติดผลดี

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคหรือเคล็ดลับไม่ลับในการทำไร่นาสวนผสมให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช ปลูกพริกให้ได้ผลดี หากจะนำมาเอ่ยตรงนี้ทั้งหมดคงจะยาวมาก เอาเป็นว่า หากเกษตรกรท่านใดอยากไปปรึกษา หรือว่าขอคำแนะนำ หรือจะไปศึกษาดูงาน ก็ติดต่อนัดหมายกับตนเองได้ทางโทรศัพท์ (081) 363-3518

นับได้ว่า คุณสมบัติ ศิริวรรณ เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่หนักเอา เบาสู้ นำความรู้ที่มีอยู่มาทำไร่นาสวนผสมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการรู้จักจัดการใช้ที่ดิน ใช้แรงงาน และเงินทุน ให้เกิดการผสมผสานกัน อันเป็นการลดต้นทุนผลผลิต ลดความเสี่ยง จนทำให้เกิดรายได้ที่ยั่งยืน มีกิน มีใช้ มีเงินฝาก มีเงินส่งลูกเรียนสูงๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ควรค่าแก่การยกย่องชมเชยยิ่งนัก

“ประกายทอง” เป็นชื่อพันธุ์มะขามหวานที่โด่งดังของเพชรบูรณ์ มีแหล่งกำเนิดที่อำเภอชนแดน ความอร่อยเลื่องชื่อจนถูกนำมาตั้งเป็นคำขวัญประจำจังหวัด

ความจริงมะขามหวานที่เพชรบูรณ์มีหลายพันธุ์ แต่ละพันธุ์มีจุดเด่นต่างกัน แต่เหตุผลที่ประกายทองเป็นมะขามหวานที่ได้รับนิยมมากที่สุดในบรรดาพันธุ์มะขามหวานพันธุ์อื่น เพราะคุณลักษณะโดดเด่นที่มีฝักยาว ขนาดใหญ่โค้งงอไม่มีเหลี่ยม เมื่อฝักสุกเปลือกจะบางเป็นสีน้ำตาล เนื้อหนา และมีรสฉ่ำเป็นทรายออกมีสีน้ำผึ้ง เมล็ดเล็ก จึงเหมาะใช้ปลูกเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม มะขามหวานพันธุ์อื่นก็ยังได้รับความนิยมไม่แพ้ประกายทองเช่นกัน

สวนมะขามหวานแบรนด์ “คุณติ๋วมะขามหวาน” ตั้งอยู่เลขที่ 7 หมู่ที่ 8 ตำบลชนแดน อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ 084-665-0368 ยึดอาชีพปลูกมะขามหวานบนพื้นที่จำนวน 10 ไร่ มีพันธุ์ประกายทอง 8 ไร่ และสีชมพู 2 ไร่ ทั้งหมดมีอายุต้นกว่า 30 ปี โดยประกายทองปลูกเพื่อขายฝัก ส่วนสีชมพูสำหรับไว้แปรรูป มีตลาดขายส่งและปลีกทั่วประเทศในแบบขายตรงและออนไลน์

คุณสมจิตร ชัยหอมนวล หรือ คุณติ๋ว cerrochapelco.com เจ้าของสวนบอกเหตุผลที่เลือกปลูกมะขามหวานเฉพาะสองพันธุ์นี้ว่า จุดเด่นของพันธุ์ประกายทองมีลักษณะฝักใหญ่ เนื้อหนา เมล็ดเล็ก แห้ง หวาน และหอม มีเยื่อหุ้มเมล็ดนุ่ม ส่วนพันธุ์สีชมพูมีลักษณะฝักตรง เนื้อน้อยกว่าประกายทอง หวานอมเปรี้ยว เยื่อหุ้มเมล็ดนุ่มเช่นกัน ดังนั้น ในด้านการประกอบอาชีพจึงเลือกประกายทองสำหรับขายฝักและสีชมพูสำหรับใช้แปรรูป

คุณติ๋ว บอกว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ปลูกมะขามได้ 14-16 ต้น ระยะปลูก 6 คูณ 6 เมตร มะขามหวานขยายพันธุ์ด้วยวิธีทาบกิ่ง ใช้เวลาประมาณ 45 วัน แล้วตัดมาชำต่ออีก 15 วัน หลังจากต้นฟื้นแข็งแรงจึงย้ายมาลงปลูกในแปลง จะปลูกในช่วงก่อนเข้าฤดูฝนเล็กน้อย เพราะเป็นการปลูกแบบธรรมชาติโดยใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ มะขามเป็นไม้ยืนต้นทนแล้ง จึงไม่จำเป็นต้องวางระบบน้ำ ยกเว้นไม่ควรขาดน้ำในช่วงที่มีดอกเท่านั้น

“ช่วงเริ่มปลูกรองก้อนหลุมด้วยปุ๋ยคอกเล็กน้อยและหญ้าแห้ง ขุดหลุมลึกประมาณ 1 ศอก โดยระยะเริ่มปลูกไปจนถึง 5 ปี ควรเติมปุ๋ยคอกเป็นระยะ ต้นละ 1-2 กิโลกรัมโรยรอบต้น ขณะเดียวกัน ช่วงต้นมะขามอยู่ระหว่างเจริญเติบโตนี้สามารถปลูกพืชอย่างข้าวโพดหรือถั่วแซมระหว่างแถวเพื่อเป็นรายได้ ทั้งนี้ การให้ปุ๋ยกับพืชแซมอาจเพิ่มจำนวนอีกเล็กน้อยเพื่อแซมให้กับต้นมะขามไปด้วย”

มะขามหวานเริ่มมีผลผลิตในปีที่ 5 ยังมีไม่มากนักประมาณต้นละ 5-10 กิโลกรัม ทั้งยังไม่ค่อยสมบูรณ์ดี จะขายหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้ปลูก แต่ควรบำรุงต้นต่อไปจนถึงประมาณ 7-8 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่พร้อมให้ผลผลิตที่มีคุณภาพและดก

“ควรเริ่มบำรุงดอกอย่างจริงจังเมื่อต้นอายุ 7-8 ปี ช่วงมีดอกต้องเอาใจใส่ดูแลเรื่องแมลงศัตรู โดยเฉพาะหนอนกระทู้ที่มักเข้ามาทำลายดอก ดังนั้น ก่อนเข้าช่วงเริ่มมีดอกครั้งแรกควรใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ร่วมกับการฉีดฮอร์โมนตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เกษตรและทางร้านจำหน่ายปุ๋ยยาที่มีความเชี่ยวชาญ”

มะขามหวานเริ่มมีดอกประมาณช่วงปลายเมษายน มีอายุเก็บเกี่ยวผลผลิต 9 เดือน สามารถเก็บผลผลิตได้ 3-4 ครั้งต่อรอบผลผลิต จนสิ้นฤดูประมาณเดือนมีนาคม แล้วจึงเริ่มตัดแต่งกิ่งบำรุงต้นเพื่อเตรียมผลผลิตในรอบต่อไป สำหรับต้นที่มีความสมบูรณ์สามารถให้ผลผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 50 กิโลกรัมต่อต้น แล้วหากสวนไหนดูแลความสมบูรณ์ของต้นเป็นอย่างดี จะมีผลผลิตดกทุกปีอย่างสม่ำเสมอ

การขายมะขามหวานสวนคุณติ๋วจะเก็บขายให้กับคนมารับซื้อที่สวน ผลผลิตบางส่วนมีขายทางออนไลน์ ส่วนพันธุ์สีชมพูจะเก็บผลผลิตเข้าห้องเย็นเพื่อแปรรูปสำหรับไว้ขายตลอดปี