วิธีการอย่างนี้ชาวนาจะสามารถทำนาได้มากรอบขึ้น

และจะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ส่วนหนึ่ง และยังส่งผลดีต่อการป้องกันกำจัดข้าววัชพืช ข้าวเรื้อ ข้าวค้างฤดู หรือเมล็ดวัชพืชได้อีกทางหนึ่งด้วย ที่ไร่อรหันต์ ศูนย์เรียนรู้เกษตรรุ่นใหม่ หัวใจพอเพียง บ้านกุดปลาเข็ง หมู่ 1 ต.โนนค่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา นายปา ไชยปัญหา ปราชญ์ชาวบ้านเจ้าของไร่ ได้ออกมาแนะนำถึงวิธีใช้พื้นที่ดิน 1 ไร่ ปลูกพืชผลการเกษตรให้สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ภายใต้ชื่อโครงการ “1 ไร่ เก็บได้ทั้งปี” โดยเป็นการปลูกพืชผสมผสานแนวเกษตรอินทรีย์ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประสบความสำเร็จและกลายเป็นแปลงต้นแบบ ทำให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อ.สูงเนิน สนใจมาศึกษาเรียนรู้กันเป็นจำนวนมาก

โดย นายปา ไชยปัญหา เจ้าของไร่อรหันต์ เปิดเผยว่า ตนนั้นมีอาชีพหลักคือเป็นพนักงานตำแหน่งซูเปอร์ไวเซอร์ ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่ อ.สูงเนิน หลังจากได้ศึกษาถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ก็คิดอยากจะทำอาชีพเกษตรกร จึงได้ซื้อที่ไว้บริเวณบ้านกุดปลาเข็ง จำนวน 27 ไร่ และเริ่มตระเวนไปศึกษาเรียนรู้กับนักปราชญ์ดังๆ ทั่วประเทศ จนในที่สุดก็ได้ความรู้มาทดลองปลูกพืชผลการเกษตรต่างๆ มากมาย ประสบความเร็จ กลายเป็นที่สนใจของคนในละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างมาก จึงเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ขึ้น ซึ่งล่าสุดได้แบ่งที่ 1 ไร่ จัดทำโครงการ “1 ไร่ เก็บกินได้ทั้งปี” อันเป็นการใช้พื้นที่เพียงน้อยให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขาย หรือกินเองได้ตลอดทั้งปี

โดยวางจุดศูนย์กลางของพื้นที่ทำเป็นบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร สำหรับเก็บน้ำปุ๋ยหมักชีวภาพ ต่อท่อพีวีซีส่งน้ำไปรดพืชทั้ง 1 ไร่ สำหรับวิธีปลูกพืชนั้น จะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 1 งาน โดยส่วนที่ 1 จะปลูกสะเดาดำ และฝรั่งแดงทับทิมสยาม อย่างละ 15 ต้น ซึ่งจะตอนกิ่งขายได้ตลอดทั้งปี ขายกิ่งละ 100 บาท 1 เดือน สามารถตอนกิ่งขายได้ประมาณ 90 กิ่ง สร้างรายได้เดือนละ 9,000 บาท ส่วนที่ 2 ปลูกผักสลิดพันธุ์ดอก ไว้ 7 แถว ซึ่งจะออกดอกช่วงระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือนตุลาคม

โดยสามารถเก็บดอกเวียนไปทั้ง 7 วัน วันละ 4 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท สร้างรายได้วันละ 200 บาท ส่วนที่ 3 จะปลูกพริกแฟนซีใส่กระถาง ขายกระถางละ 50 บาท ขายได้ทุกเดือน เดือนละ 50 กระถาง สร้างรายได้เดือนละ 2,500 บาท ส่วนที่ 4 ปลูกชะอมไร้หนาม 5 ต้น เพื่อตอนกิ่งขาย ซึ่งสามารถตอนกิ่งได้ประมาณ 200 กิ่ง ต่อปี ขายกิ่งละ 30 บาท สร้างรายได้ปีละ 6,000 บาท โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สามารถนำไปใช้ได้จริงในทุกพื้นที่ เนื่องจากใช้พื้นที่ไม่มากแค่ 1 ไร่ สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงแน่นอน จึงอยากแนะนำให้เกษตรกรนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อันจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ นายปา กล่าว

วิธีลดความเสี่ยงด้วยการปรับเปลี่ยนจากไม้ผลเชิงเดี่ยวมาเป็นแบบผสมผสาน ถือเป็นแนวทางประกอบอาชีพของเกษตรกรยุคใหม่ที่นับวันจะประสบความสำเร็จกันมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างเช่น “ไร่คุณชาย” ที่ไทรโยค เมืองกาญจน์ ที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกไม้ผลหลายชนิดแบบผสมผสานด้วยวิธีทางธรรมชาติ ควบคู่กับหลักวิชาการ ผนวกกับภูมิปัญญาดั้งเดิม จึงช่วยลดโรค/แมลง ลดต้นทุน สร้างคุณภาพผลไม้เกรดพรีเมี่ยมเน้นส่งขายตลาดนอก พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวดึงชาวต่างชาติเข้ามาอุดหนุนสินค้ากันอย่างคึกคัก

คุณสมชาย แซ่ตัน เจ้าของ “ไร่คุณชาย” ที่ตั้งอยู่เลขที่ 296 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า เดิมครอบครัวยึดอาชีพทำสวนอยู่แล้ว ส่วนตัวเขากลับออกไปตระเวนหางานตามรีสอร์ตและโรงแรมในละแวกบ้าน เมื่อมีเวลาว่างจะมาช่วยดูแลสวนมะม่วงของคุณพ่อ

กระทั่งเกิดความคิดทดลองทำมะม่วงนอกฤดูด้วยการศึกษาหาความรู้จากแผ่นพับที่ได้รับแจก จนประสบความสำเร็จได้ผลดีมาก แล้วยังต่อยอดด้วยการผลิตมะม่วงนอกฤดูส่งขายให้กับญี่ปุ่นสร้างรายได้อย่างงดงาม แต่ภายหลังต้องหยุดชะงัก เพราะจากผลของมาตรการเข้มงวดเรื่องคุณภาพผลไม้ส่งออก

ขณะเดียวกัน ในสวนมะม่วงมีต้นมะนาวปลูกแซมไว้ ดังนั้น คุณสมชายจึงเบนเข็มมาทำมะนาวนอกฤดูสำหรับไว้ขายตลาดในประเทศแทน เป็นพันธุ์มะนาวแป้นรำไพ ซึ่งพันธุ์นี้ตลาดมีความต้องการแล้วราคาดีมาก

คุณสมชาย ใช้แนวทางการทำมะนาวนอกฤดูของเขาเช่นเดียวกับเมื่อครั้งทำมะม่วงนอกฤดู ซึ่งจะไม่ใช้ราดสาร แต่จะใช้วิธีสร้างความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ พร้อมกับเผยวิธีการทำมะนาวนอกฤดูในแบบฉบับของตัวเองว่าในช่วงต้นเดือนสิงหาคม จะใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 จำนวน 1 ครั้ง แล้วปลายเดือนใส่อีกสัก 1 ครั้ง ในอัตรา 2-3 ขีด ต่อต้น (ต้องเริ่มกับต้นมะนาวอายุ 5 ปี) หลังจากนั้น ใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 ฉีดพ่นช่วย

ขณะที่จะต้องแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง ควรตัดกิ่งด้านในที่หนาแน่นออกให้หมด เพื่อให้แสงแดดส่องผ่านได้ง่าย แล้วให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-0-46 ในอัตราส่วน 300 กรัม ใช้ไทโอยูเรีย 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสาหร่ายอีก 20 ซีซี แล้วฉีดพ่นทั้งต้นให้ชุ่ม หลังจากนั้นอีก 7 วัน ให้ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 หว่านลงดินแล้วรดน้ำตามในทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง และระหว่างนั้นถ้าฝนตกไม่ต้องให้น้ำ แล้วให้เสริมแคลเซียมโบรอนด้วย

คุณสมชาย กล่าวยอมรับว่า การราดสารเพื่อให้มีผลผลิตนอกฤดูกาลเป็นแนวทางที่สะดวก แล้วขายได้ราคาดี แต่มีข้อเสียตรงที่จะทำให้พืชมีอายุสั้น พร้อมทั้งชี้ว่าแนวทางของเขาเป็นไปตามธรรมชาติที่ช่วยทำให้ดอกมีความสมบูรณ์มากกว่า ส่งผลให้มีผลผลิตดกและมีคุณภาพน้ำหนักดีมากด้วย

มะนาวที่คุณสมชายปลูกมีจำนวนกว่า 1,000 ต้น โดยเน้นผลิตมะนาวนอกฤดูเท่านั้น เพราะราคาดี ถึงแม้จะมีผลผลิตทยอยออกมาบ้าง แต่เขาไม่ต้องการ ทั้งนี้ เพื่อจะปล่อยให้ต้นมะนาวได้พัก ระหว่างนั้นจะตัดแต่งกิ่งและบำรุงดิน เพื่อรอเตรียมการผลิตในรุ่นต่อไป

ผลสำเร็จของมะนาวทำให้คุณสมชายวางแผนปลูกไม้ผลชนิดอื่นในพื้นที่ทั้งหมด 40 ไร่ ตามมาอีก ไม่ว่าจะเป็น มะละกอฮอลแลนด์ กล้วยไข่ กล้วยหอม เงาะ ปลูกอยู่รวมกันโดยอาศัยความเป็นธรรมชาติ ตลอดจนคุณสมบัติเฉพาะที่มีในไม้ผลแต่ละชนิดช่วยเกื้อกูลกัน

นอกจากการปลูกไม้ผลร่วมในแปลงเดียวกันแล้ว ยังต้องปลูกสลับแถวเพื่อป้องกันการเกิดโรคไวรัส ซึ่งแนวทางนี้ช่วยให้อัตราการเป็นโรคไวรัสลดลงมาก โดยปกติในพื้นที่ละแวกนี้จะปลูกมะละกอฮอลแลนด์ไม่ได้เลย เพราะเจอโรคไวรัสอย่างหนัก แต่พอได้ทดลองปลูกมะละกอ จำนวน 2 แถว สลับกับกล้วยไข่จำนวน 1 แถว ปรากฏว่าอัตราการเป็นโรคไวรัสเหลือไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ แล้วยังพบว่าไม่มีแมลงศัตรูมารบกวนเหมือนอย่างเมื่อก่อน จึงทำให้ช่วยลดต้นทุนการใช้ยา

ขณะเดียวกัน ผลมะละกอของต้นที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกมักจะถูกแดดเผาจนไหม้ได้รับความเสียหาย แต่เมื่อปลูกกล้วยไข่สลับทำให้ผลมะละกอได้รับร่มเงาจากใบกล้วย จึงทำให้มีความสมบูรณ์มาก ทั้งยังช่วยทำให้ได้จำนวนผลผลิตเพิ่มขึ้น สมบูรณ์มากขึ้น แล้วมีคุณภาพอีก

สำหรับสวนของคุณสมชายใช้ปุ๋ยคอกเพื่อเสริมสร้างคุณภาพไม้ผลเป็นหลัก ทั้งนี้ การใส่ปุ๋ยบำรุงต้นจะใช้หลักทางวิชาการผสมกับความเป็นธรรมชาติร่วมกับแนวทางภูมิปัญญาของชาวบ้านในไม้ผลแต่ละชนิด พร้อมกับชี้ว่ามีหลายคนเข้าใจว่าถ้าใส่ปุ๋ยคอกเพียงครั้งเดียวพืชจะอยู่ได้ไปถึง 3 เดือน แต่พอเขาทำเช่นนั้นกับกล้วยและมะละกอพบว่าใบเหลือง จึงอาจจำเป็นต้องสลับกับเคมี (เล็กน้อย) บ้าง เนื่องจากปุ๋ยคอกมีธาตุอาหารน้อย แต่ข้อดีของปุ๋ยคอกอยู่ตรงที่ช่วยปรับโครงสร้างดินให้ร่วนซุยจึงทำให้พืชได้รับอาหารในดินอย่างเต็มที่

แนวทางการปลูกไม้ผลแบบผสมผสานเพื่อให้ธรรมชาติเกื้อกูลกัน จึงทำให้ผลไม้ทุกชนิดในสวนคุณชายมีคุณภาพสมบูรณ์เต็มที่ ทั้งขนาด รสชาติ และทรงผล อีกทั้งยังมีผลผลิตสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งปี ในบางเวลามีพร้อมกัน หรือบางเวลาอาจเหลื่อมกันเล็กน้อย

ฉะนั้น มะละกอฮอลแลนด์ที่ปลูกมีจำนวนพันกว่าต้นจะได้ผลผลิตรวมต่อปีเฉลี่ยประมาณ 90 กว่าตัน มีน้ำหนักต่อผลไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม กล้วยไข่ ให้ผลผลิตดีมาก ปลูกแล้วส่งขายตลาดต่างประเทศ

ไม่เพียงใส่ใจกับการปลูกไม้ผลเพื่อให้มีคุณภาพ แต่คุณสมชายมองว่าการรักษาความชุ่มชื้นในสวนจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้ดีขึ้นด้วย เหตุนี้เองบริเวณทางเดินภายในสวนถูกปูด้วยหญ้ามาเลเซียเพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูสวยงามเป็นระเบียบ อีกทั้งยังช่วยรักษาหน้าดินให้มีความสมบูรณ์ รวมถึงยังช่วยรักษาอุณหภูมิในสวนได้อย่างดี โดยเฉพาะหน้าร้อนอุณหภูมิในสวนจะไม่ร้อนมาก เพราะหญ้าที่คลุมดินได้อุ้มความชื้นไว้แล้วจะคายความชื้นออกมา

นอกจากไม้ผลหลักที่กล่าวมาแล้วบริเวณรอบที่ดินของคุณสมชายยังปลูกพืชไม้ผลชนิดอื่นๆ อีก อย่าง ฝรั่ง ทุเรียน หรือผักใบ ไม้ดอก เพื่อเป็นการวางแผนดึงนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน คนรัสเซีย ที่มีตลอดทั้งปีสลับหมุนเวียนกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ที่ต้องการจัดสวนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพราะต้องการให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตการเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวน ให้มารู้จักกับไม้ผลชนิดต่างๆ รวมถึงยังมีการนำไม้ผล พืชผัก และของใช้ทางหัตถกรรมมาจำหน่ายด้วย

ปัจจุบัน ไร่คุณชายมีไม้ผลไว้จำหน่ายตลอดทั้งปี นอกจากนั้น ยังมีไม้ดอกสวยๆ อย่าง ดาหลา ตัดส่งขายตามรีสอร์ตและโรงแรมเพื่อสร้างรายได้ สำหรับปี 2561 คุณสมชายวางแผนเชิงรุกด้วยการปลูกไม้ผลเพิ่มอีกหลายชนิด พร้อมได้รับความร่วมมือกับทางชุมชนคุณธรรมพุตะเคียน เพื่อต้องการสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้มีความสมบูรณ์แบบต้อนรับกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น

คุณสมชาย ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จของชาวสวนผลไม้ ด้วยการนำความรู้ที่เป็นทั้งภูมิปัญญา หลักวิชาการ และความเป็นธรรมชาติมายึดโยงเชื่อมต่อกันจนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือสารเคมี จึงนับเป็นตลาดสินค้าที่มีความก้าวหน้าอีกแห่ง

พริกขี้หนูสวน ถือเป็นอีกหนึ่งพืชผักสวนครับที่ทุกครอบครัวต้องมีไว้ใช้ในครัวเรือน

พริกขี้หนูสามารถปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรด เป็นด่างของดิน 6.0-6.8 ปลูกได้ตลอดปี

สำหรับพันธุ์พริกขี้หนูสวนที่นิยมปลูกกันหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์ห้วยสีทน พริกพันธุ์หัวเรือ และพริกพันธุ์สร้อย เป็นต้น วิธีปลูกพริก ปลูกได้ทั้งในสภาพไร่และสภาพสวนแบบยกร่อง การปลูกสภาพไร่ มักปลูกในที่ดอน อาศัยน้ำฝนและให้น้ำเสริมในช่วงฝนแล้ง จากบ่อน้ำหรือบ่อบาดาล ซึ่งทำให้การผลิตได้ผลไม่สม่ำเสมอ การปลูกในสภาพสวน ส่วนใหญ่ปลูกในบริเวณที่ลุ่มและยกร่องสวน จึงมีน้ำหล่อเลี้ยงได้เกือบตลอดปี ทำให้กำหนดการผลิตได้ในเวลาที่ต้องการ

ส่วนของการเพาะเมล็ดเพื่อปลูก ถ้าต้องการให้มีประสิทธิภาพการงอกของเมล็ด เริ่มต้นด้วยการห่อเมล็ดพันธุ์ในถุงผ้าและแช่ในน้ำทิ้งไว้ 1 คืน ในน้ำควรจะใส่ยาป้องกันราลงไปด้วย เมื่อผ่าน 1 คืนไปแล้วให้นำพริกไปล้างผ่านน้ำไหลอย่างน้อย 30 นาที เก็บถุงผ้าไว้ในที่ร่มและชื้นอีก 2-3 วัน เมื่อเมล็ดงอกตุ่มเป็นรากสีขาวเล็กจึงนำไปเพาะลงถุงชำดี ที่มีวัสดุเพาะคือ ดิน : ปุ๋ยคอกเก่า : ขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 2 : 1 : 1 โดยในช่วงนี้จะต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอวันละ 1-2 ครั้ง เช้าและบ่าย จนต้นกล้าขึ้นใบจริง 3-4 ใบ ค่อยย้ายลงแปลงปลูก

แต่ถ้าไม่ต้องการเพาะเป็นต้นกล้า เมื่อเห็นว่าเมล็ดเริ่มแตกตุ่มราก สามารถนำไปหว่านในแปลงที่เตรียมไว้ได้เช่นกัน ช่วงปลูกที่ดีคือ ตอนเย็นที่มีแสงอาทิตย์อ่อนเพราะจะทำให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วกว่าในช่วงที่มีแสงแดดจ้า

หลังปลูกแล้ว 10-15 วัน ควรใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนแกง ด้วยวิธีโรยห่างโคนต้นประมาณ 1 คืบ พร้อมกลบดินและรดน้ำตาม หมั่นกำจัดวัชพืชให้แปลงสะอาดอยู่เสมอ พอพริกเริ่มโตจะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ด้วยการหว่าน 15 วันต่อ 1 ครั้ง หรือหากไม่ต้องการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทนได้ การให้น้ำ ควรรดน้ำทุกวัน เพื่อทำให้ต้นพริกแตกกิ่งแขนงดี ต้นหนา ลูกดก ต้นไม่หยุดชะงัก

การเก็บเกี่ยวผลผลิต พริกจะเริ่มออกดอกหลังจากย้ายปลูกแล้ว 60-70 วัน และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุ 90-100 วัน โดยสามารถเก็บได้นานประมาณ 6 เดือน

พริก นับเป็นพืชผักสวนครัวอีกชนิดที่ควรมีและควรปลูกไว้ในบ้าน “เมล็ดพันธุ์ข้าว” เป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิต หากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ และมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ จะส่งผลให้ได้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น และช่วยควบคุมต้นทุนการผลิตข้าวได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีพื้นที่ปลูกข้าวราว 70 ล้านไร่ แต่กลับมีปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพมาโดยตลอด จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ปัจจุบันมีความต้องการใช้เมล็ดข้าวพันธุ์คุณภาพปีละประมาณ 1,364,800 ตัน แต่มีการผลิตได้เพียงประมาณ 537,000 ตัน หรือคิดเป็น 40% ของความต้องการใช้เท่านั้น

คุณละเอียด รุ่งทอง เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าว วัย 63 ปี ต.นางลือ อ.เมือง จ.ชัยนาท อดีตพนักงานศูนย์ขยายพันธุ์ข้าว ที่คลุกคลีอยู่ในกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมานานกว่า 20 ปี ได้เห็นถึงโอกาสทางการตลาดนี้ จึงริเริ่มการปลูกพันธุ์ข้าวคุณภาพ ภายใต้แบรนด์ “ปัทมาพันธุ์ข้าว” จนสร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องเกษตรกร สามารถสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดยาวนานกว่า 12 ปี

คุณละเอียด เผยว่า สมัยก่อนนั้นตนเองเคยทำข้าวส่งโรงสี แต่บางปีนั้นพบปัญหาราคาผันผวน จึงเริ่มทดลองปลูกข้าวขายในรูปแบบเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการปลูก “ข้าว” เหมือนกัน แต่กระบวนการต่างๆ นั้นมีความแตกต่างจากเดิมมาก ต้องใส่ใจ ประณีตกับทุกขั้นตอน แต่ผลตอบแทนนั้นก็คุ้มค่า เพราะราคาเฉลี่ยนั้นสูงกว่าข้าวเปลือกค่อนข้างมาก

ปัจจุบันคุณละเอียด มีพื้นที่นากว่า 140 ไร่ สามารถผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพจำหน่ายถึง 3 รอบ/ปี มาดูกันว่าเกษตรกรหญิงแกร่งคนนี้ มีเคล็ดลับการผลิตอย่างไรเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพเป๊ะ! แถมยังน้ำหนักดีมากกว่า 1 ตัน/ไร่

การปลูกข้าวเพื่อผลิต “พันธุ์ข้าว”
ต้องมีการวางแผน
การผลิตพันธุ์ข้าวปลูกให้ประสบความสำเร็จ เกษตรกรผู้ผลิตพันธุ์ข้าวจะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งกระบวนการผลิต การตลาด โดยเฉพาะการเตรียมแปลงต้องดูแลอย่างประณีต เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี ตรงตามมาตรฐานมากที่สุด

การวางแผนเริ่มตั้งแต่ “เตรียมพื้นที่” สำหรับปลูกพันธุ์ข้าว คือ ต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดการเพาะปลูก และหากเป็นแปลงที่ผ่านการปลูกข้าวมาก่อน ต้องมีการจัดการเรื่อง “พันธุ์ปน” อย่างละเอียด เนื่องจากหัวใจสำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ คือ ต้องมีการคัดพันธุ์ปนออกให้ได้มากที่สุด

โดย “เมล็ดพันธุ์จำหน่าย” (Certified seed) ที่ได้มาตรฐาน ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 90% มีความงอกไม่น้อยกว่า 80% และมีเมล็ดพันธุ์ข้าวอื่นปนไม่เกิน 20 เมล็ดใน 500 กรัม และเมล็ดวัชพืชที่เป็นข้าวแดงปนไม่เกิน 10 เมล็ดใน 500 กรัม

สำหรับการคัดพันธุ์ปนนั้น ปกติจะอาศัยการสังเกตตามระยะการเจริญเติบโตของต้นข้าวช่วงที่สำคัญ เช่น ระยะแตกกอ ระยะข้าวออกดอก ระยะข้าวโน้มรวง และระยะก่อนการเก็บเกี่ยว หากพบต้นข้าวที่มีลักษณะแตกต่างกับต้นข้าวส่วนใหญ่ เกษตรกรควรถอนทิ้งทันที

นอกจากนี้ คุณละเอียด ยังเน้นในเรื่องการ “คัดเลือกสายพันธุ์ข้าว” ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกรด้วย โดย “สายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่” จะช่วยให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูง ทนต่อสภาพอากาศ และต้านทานโรค-แมลงศัตรูพืช ถือเป็นการลดการใช้สารเคมีได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่การเลือก “สายพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก” ก็จะช่วยให้ผลผลิตของเราเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเบื้องต้นอาจเน้นเจาะตลาดในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงก่อน โดยปัจจุบันคุณละเอียดจะเน้นปลูกข้าวพันธุ์ กข41, กข57 และพันธุ์ปทุมธานี 1 เป็นหลัก

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะปลูกข้าวสายพันธุ์ใด เกษตรควรใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองจากกรมการข้าว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีพันธุ์ปน และมีอัตรางอกสูง

เตรียมแปลงถูกวิธี ช่วยต้นข้าวรากเดินดี
กำจัดวัชพืชได้มีประสิทธิภาพ
การเตรียมดินและการปรับระดับพื้นที่ให้เหมาะสมนั้น ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของข้าว และมีส่วนช่วยในการควบคุมวัชพืชอย่างมาก

คุณละเอียดจะมี 3 ขั้นตอนหลัก ในการเตรียมดิน คือ

การไถดะ เป็นการไถครั้งแรก เพื่อพลิกให้ดินชั้นล่างได้ขึ้นมาสัมผัสอากาศ กำจัดวัชพืช และตอซังข้าว หลังจากนั้นจะตากดินไว้ประมาณ 10-15 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค และทิ้งระยะให้เศษซากพืชย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งเป็นการพักดินไปในตัว ซึ่งหากการย่อยสลายไม่สมบูรณ์จะทำให้เกิดก๊าซที่เป็นพิษกับระบบรากข้าว ทำให้ต้นอ่อนแอ ไม่เจริญเติบโต หรือที่เรียกว่า “โรคเมาตอซัง”
การไถแปร เป็นการไถซ้ำตัดกับแนวการไถดะ และพลิกเอาดินที่กลบไว้ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อทำลายวัชพืชที่ขึ้นใหม่ และเป็นการย่อยดินให้มีขนาดเล็กลง
การไถคราด-ทำเทือก จะปล่อยน้ำเข้านาขังน้ำไว้ระยะหนึ่ง ตามด้วยการปั่นดินให้เป็นเลน มีความเรียบเสมอ ไม่เป็นแอ่ง เตรียมพร้อมสำหรับการลงกล้า
คุณละเอียด เน้นว่า การทำเทือกและการปรับระดับพื้นที่นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ต้นข้าวเกาะดินได้ดี รากเดินได้สะดวก ไม่หงิกงอ และยังช่วยให้หญ้าขึ้นช้าอีกด้วย แต่หากพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ จะทำให้น้ำเข้านาได้ไม่ทั่วถึง มีผลต่อความสม่ำเสมอของต้นข้าวด้วยเช่นกัน

“เพาะกล้า” อย่างมืออาชีพ
ช่วยเพิ่มอัตราการงอกชัวร์
การเพาะเมล็ดพันธุ์ให้ได้ต้นกล้าคุณภาพ มีอัตราการงอกดี คุณละเอียดจะใส่ใจตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นโรค หรือถูกแมลงทำลาย และอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ขาดไม่ได้ คือ ขั้นตอนการเตรียมเมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะ

คุณละเอียดจะแช่เมล็ดพันธุ์ (ทั้งกระสอบ) stsebastianschool.org ลงในน้ำที่ผสมกับ “อโทนิค” อัตราส่วน 100 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดข้าวดูดน้ำเข้าไปใช้ในกระบวนการงอก จากนั้นนำกระสอบเมล็ดพันธุ์ขึ้นจากน้ำ และบ่มต่ออีก 24 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการเกิดราก โดยวิธีนี้จะช่วยให้ข้าวมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงและสม่ำเสมอ ไม่มีเมล็ดลีบ ได้ต้นกล้าที่แข็งแรง รากสมบูรณ์ เดินรากดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผลผลิตที่มีคุณภาพ

สำหรับการนับเวลาในการเพาะกล้า จะนับตั้งแต่เริ่มโรยกล้าลงในถาดเพาะ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน (ขึ้นอยู่กับพันธุ์ข้าวแต่ละชนิด) เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้า พร้อมนำไปปักดำด้วยเครื่องปักดำได้เลย

เทคนิคการบำรุงธาตุอาหารเพิ่มผลผลิต
ช่วยให้ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ
น้ำหนักมากกว่า 1 ตัน/ไร่
คุณละเอียด เล่าว่า ในจังหวัดชัยนาท พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นนาดินเหนียว โดยคุณละเอียดจะแบ่งขั้นตอนการบำรุงให้สอดคล้องกับช่วงการเจริญเติบโต ดังนี้

– ช่วงอายุ 25-30 วัน (ระยะต้นกล้า) ใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 อัตรา 25 กก./ไร่ ช่วยบำรุงต้นและใบให้มีความสมบูรณ์ – ช่วงอายุ 45-50 วัน (ระยะแตกกอ) ใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-20-0 ผสมกับปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 (สัดส่วน 2:1) อัตรา 30 กก./ไร่ ช่วยให้ข้าวแตกกอได้ดียิ่งขึ้น

– ช่วงอายุ 55-70 วัน (ระยะรับรวง หรือรับท้อง) ใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15 อัตรา 15-20 กก./ไร่ ช่วยให้ข้าวรวงใหญ่ เมล็ดเต่ง แข็งแรง ไม่ลีบ

คุณละเอียด เผยว่า ตนเองนั้นทำนามาตั้งแต่อายุ 15 ปี รวมระยะเวลาก็มากกว่า 50 ปีแล้ว การทำนาในอดีตนั้นมีความแตกต่างจากปัจจุบันมาก เนื่องจากสมัยก่อนดินยังมีความสมบูรณ์ แต่มาในรุ่นของตนเองนั้นธาตุอาหารในดินลดลง ทำให้ต้องบำรุงดินเพื่อให้มีธาตุอาหารเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ซึ่ง “ปุ๋ยตรากระต่าย” นั้นเป็นตัวช่วยในการบำรุงดินได้เป็นอย่างดี เคยลองสลับไปใช้แบรนด์อื่น ก็ปรากฏว่าผลลัพธ์สู้ไม่ได้ จากนั้นก็เลยเชื่อมั่นใน “ปุ๋ยตรากระต่าย” มาโดยตลอด เพราะช่วยให้ต้นข้าวเขียว แตกกอดี เมล็ดข้าวก็สมบูรณ์ ได้น้ำหนักดีจริง โดยปัจจุบันนั้นสามารถทำผลผลิตต่อไร่ได้มากกว่า 1 ตัน

ควบคุมปริมาณน้ำ
ปัจจัยที่ขาดไม่ได้ ของการทำนา
นอกจากการบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การควบคุมปริมาณน้ำในแปลง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพเช่นกัน

โดยเฉพาะระยะ 30 วันแรกหลังการปักดำ คุณละเอียด จะเฝ้าระวังไม่ให้ข้าวขาดน้ำ เพราะจะทำให้วัชพืชขึ้นมาแย่งอาหาร และป้องกันข้าวดีดได้ ส่วนอีกช่วงที่สำคัญคือ ระยะสร้างรวงถึงระยะออกดอก ควรรักษาระดับน้ำในแปลงให้สูงจากพื้นดินประมาณ 5-10 เซนติเมตร และหมั่นสังเกตระดับน้ำให้คงที่ตลอดเวลาจนกระทั่งข้าวออกรวง เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวลีบ

คุณละเอียด เน้นว่า “น้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสำหรับการเจริญเติบโตของข้าวเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการควบคุมวัชพืช ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ด้วย ดังนั้น เกษตรกรจึงควรมีแหล่งน้ำที่เพียงพอตลอดฤดูกาลผลิต อย่างกรณีของตนเองที่ทำนาหมุนเวียนทั้งหมด 3 รอบ/ปี คือ รอบที่1 พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ รอบที่2 เมษายน-กรกฎาคม และรอบที่3 สิงหาคม-พฤศจิกายน ต้องอาศัย “บ่อบาดาล” ไว้เป็นแหล่งน้ำสำรองเช่นกัน เพราะถึงแม้ว่าจะมีพื้นที่อยู่ในเขตชลประทาน แต่ปัจจุบันนั้นฝนฟ้าไม่ได้ตกตามฤดูกาลเหมือนสมัยก่อน หากไม่เตรียมรับมือจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้