วิธีการเก็บเกี่ยวผลผลิตการใช้ประโยชน์ของผักเหมียงจะอยู่

ที่ส่วนใบเป็นหลัก นำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น แกงเลียง ต้มกะทิ ผัดวุ้นเส้น ฯลฯ ใบเหมียงที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวควรเป็นส่วนยอดอ่อนถึงยอดเพสลาด ควรเด็ดใบเหมียงให้ชิดข้อ ไม่ควรเด็ดหรือตัดข้อกลาง เพราะจะทำให้การแตกยอดอ่อนครั้งต่อไปช้า เมื่อเก็บยอดผักเหมียงแล้วประมาณ 15 วัน ก็จะแตกยอดอ่อน แล้วอีก 15 นับจากวันแตกยอดอ่อน ก็จะเก็บผลผลิตจำหน่ายได้อีก รวมแล้ว 30 วัน ต่อการเก็บผักเหมียง 1 รอบ เมื่อเก็บยอดอ่อนผักเหมียงมาแล้ว ควรเก็บไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดดและลม พรมน้ำแต่พอชุ่ม จะสามารถเก็บให้สดอยู่ได้นาน 5-6 วัน

การดูแลรักษาผักเหมียง ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่/ปี ร่วมกับปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเก็บยอดผักเหมียงขายได้ตลอดทั้งปี ผลตอบแทนจากการปลูกผักเหมียงร่วมยางพารา ของ ศพก. อำเภอเมืองตรัง ซึ่งมีต้นผักเหมียงร่วมยางพารา ประมาณ 3,000 ต้น มีผลผลิตออกมาใน 2 รูปแบบ คือ

1) การเก็บยอดผักเหมียง สัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละ 10-20 กิโลกรัม ขายส่งกิโลกรัมละ 50-60 บาท หรือบางโอกาสก็นำผักเหมียงไปจำหน่ายในตลาดเกษตรกร ตลาดจริงใจ ในท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และงานออกร้านต่างๆ โดยขายปลีกเป็นมัด มัดละ 10 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ประมาณ 40,000 บาท/ปี

2) การตอนกิ่งผักเหมียง ขายในราคากิ่งละ 20-25 บาท ปีละประมาณ 1,000 กิ่ง (หรือตามคำสั่งซื้อ) ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 บาท/ปี

คุณชัยวัฒน์ เล่าว่า ผักเหมียงเป็นผักที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด มีความนิยมบริโภคกันแพร่หลายมากขึ้นไม่เฉพาะแต่ในภาคใต้ มีคำสั่งซื้อในปริมาณมาก แต่ตนเองไม่สามารถจัดหาผลผลิตตามความต้องการของตลาด จึงพยายามส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราในชุมชนใช้พื้นที่ว่างในสวนยางพาราให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยแทนที่จะปล่อยให้พื้นที่ว่างระหว่างแถวยางพารามีหญ้ารกโดยเปล่าประโยชน์ ให้หันกลับมาปลูกผักเหมียงร่วมยางพารา ซึ่งปลูกและดูแลรักษาง่าย ทั้งยังขายได้ราคาดี เป็นช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่ม และตั้งเป้าหมายจะใช้ ศพก. อำเภอเมืองตรัง เป็นจุดรวบรวมผลผลิตผักเหมียงของเกษตรกรในชุมชนเพื่อส่งจำหน่ายต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ศพก. อำเภอเมืองตรัง ได้ขอการรับรองมาตรฐาน GAP ให้กับผักเหมียงในแปลง เพื่อเป็นแบบอย่างในการผลิตสินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับตลาดและผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

สนใจในเรื่องการปลูกผักเหมียงร่วมยางพารา สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณชัยวัฒน์ เพชรเล็ก เบอร์โทรศัพท์ (061) 867-3975 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง เบอร์โทรศัพท์ (075) 218-681

คุณยุพิน หนูรอด อยู่บ้านเลขที่ 305 หมู่ที่ 1 ตำบลวังมะปรางเหนือ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง เกษตรกรปลูกเตยหอมตัดใบ ตัดใบเตยหอมสีเขียวเข้มใบใหญ่จำนวนมาก เพื่อเตรียมส่งขายให้กับลูกค้า

คุณยุพิน เล่าว่า ตนเองเป็นชาวสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ประสบปัญหาราคาตกต่ำ แล้วมาปรับเปลี่ยนเป็นปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด มาประมาณ 20 ปี หนึ่งในนั้นคือ ปลูกเตยหอมตัดใบขายบนเนื้อที่ 3 ไร่ แบ่งเป็น 3 แปลง ตัดใบขายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่งขายให้กับร้านขายดอกไม้วันพระในจังหวัดตรัง ซึ่งการปลูกเตยหอมเหมาะกับพื้นที่ในเขตภาคใต้ เพราะมีฝนตกชุกตลอดปี ส่งผลทำให้ต้นเตยหอมเจริญงอกงามดี จนสามารถตัดใบเตยขายได้ ตามยอดสั่งซื้อของลูกค้า เดือนละ 400–480 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 30 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้ 12,000–14,400 บาทต่อเดือน

สำหรับวิธีการปลูกการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก เพียงหมั่นกำจัดวัชพืชที่อยู่ในแปลงออกเพื่อให้โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี ลดการเกิดโรคระบาดและแมลงศัตรูพืช และยังช่วยให้ต้นเตยหอมเติบโตดี ที่สำคัญควรรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่สม่ำเสมอ และควรปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมีสูตร 15–15–15 ช่วยทำให้ใบเตยมีสีเขียวเข้ม ใบมีความแข็งและใหญ่ ตรงกับความต้องการของตลาด

การพัฒนาการผลิตมะม่วง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกและผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP เพื่อให้ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ ให้มีการจัดการสวนที่ดีด้วยการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน หรือใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต และทำให้ได้รับผลตอบแทนมากขึ้น

การขยายพันธุ์ปลูก ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเสียบยอดมะม่วง เพื่อเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดี เป็นหนึ่งวิธีการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นหนึ่งวิธีลดต้นทุนการผลิตเมื่อได้ดำเนินการเสียบยอดด้วยตนเอง มีวิธีการง่ายๆ คือ นำยอดพันธุ์ดีมาเสียบกับต้นตอหรือกิ่งของต้นพันธุ์ไม่ดี เมื่อรอยแผลของยอดพันธุ์ดีกับต้นตอเชื่อมติดกันดีแล้ว ก็จัดการดูแลใส่ปุ๋ยให้น้ำพอเพียง ต้นมะม่วงและยอดพันธุ์ดีเจริญเติบโตก็จะมีผลมะม่วงให้เก็บเกี่ยวได้ภายใน 1 ปี และให้ผลผลิตนานหลายปี เมื่อเกษตรกรมีการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดีและเหมาะสม

คุณแรงเทียน หัวไผ่ เกษตรกรเสียบยอดเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดี เล่าให้ฟังว่า วิถีชีวิตคนเรานั้นมีขึ้นมีลง มีผิดหวังและสมหวัง ดังเช่นก่อนหน้านี้ พ่อ-แม่ได้มอบสวนมะม่วงที่สร้างไว้ให้ดูแลรักษาต่อ แต่อยากจะรวยไวๆ จึงได้ปล่อยทิ้งสวนมะม่วงแล้วเข้าไปทำงานในเมือง หวังจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่หวังสุดท้าย ก็ลาออกจากงาน หันหลังคืนกลับมาสู่เย้าเข้าพัฒนาฟื้นฟูสวนมะม่วงขึ้นมาใหม่ ผกผันจริงๆ

มรดกที่พ่อ-แม่ให้เป็นพื้นที่ปลูกพืชสวน 12 ไร่ แบ่งเป็นปลูกกล้วย 2.5 ไร่ ปลูกพืชผัก 1 ไร่ ปลูกไม้ผลหลายชนิดรวมกัน ได้แก่ มะละกอ ขนุน ฝรั่ง มะปราง มะยงชิด อกร่อง และเขียวเสวย ปลูกชนิดละ 2-3 ต้น พื้นที่ 1.5 ไร่ และปลูกมะม่วงแก้วรวมกับมะม่วงพันธุ์พื้นบ้าน พื้นที่ 7 ไร่

พื้นที่ 7 ไร่ ที่ปลูกมะม่วงแก้วรวมกับมะม่วงพื้นบ้านได้ยกร่องแปลงปลูกกว้าง 3-4 เมตร ระยะห่างระหว่างแปลงปลูก กว้าง 2.5 เมตร ปลูกกลางร่องแปลงให้ต้นมีระยะปลูกห่างกัน 3×3 เมตร ปลูกมะม่วงได้กว่า 240 ต้น

การพัฒนาฟื้นฟูสวนมะม่วงขึ้นมาใหม่ เนื่องจากมีเงินทุนน้อย จึงได้เริ่มต้นในช่วงก่อนลาออกจากงานปีกว่า ด้วยการไปซื้อกิ่งหรือต้นพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 จากจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแหล่งพันธุ์ดีปลอดภัยจากโรคมาปลูก 3 ต้น ระหว่างนี้ต้องขึ้นล่องทั้งเพื่อทำงานและมาปฏิบัติดูแลสวนมะม่วงและต้นพันธุ์มะม่วงที่ปลูกใหม่

การขยายพันธุ์ด้วยเงินทุนที่มีน้อย ได้เสียบยอดเพื่อเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดี เมื่อต้นพันธุ์มะม่วงที่ซื้อมาปลูกแตกกิ่งก้านเจริญเติบโตสมบูรณ์ ได้เริ่มทยอยตัดยอดไปเสียบกับกิ่งหรือต้นตอ ครั้งแรกได้เสียบยอดกระจายไปที่ต้นมะม่วง 3 ต้น ได้ 50 กิ่ง หรือต้นตอ แล้วพักต้น 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นมะม่วงเจริญเติบโตแตกยอดออกมาใหม่ ครั้งที่ 2 นี้เสียบยอดไปได้เกือบ 100 กิ่ง หรือต้นตอ แล้วพักต้น 2-3 เดือน เมื่อต้นมะม่วงเจริญเติบโตแตกยอดออกมาใหม่ ก็ได้ตัดยอดไปเสียบกับกิ่งหรือต้นตอเพิ่มอีก และได้ทยอยทำเช่นนี้ไปกระทั่งเสียบยอดได้มากกว่า 600 กิ่ง หรือต้นตอ

วิธีการเสียบยอด เป็นการขยายพันธุ์พืชแบบไม่อาศัยเพศ เป็นการเสียบยอดเพื่อเปลี่ยนจากพันธุ์ไม่ดีให้ได้มะม่วงพันธุ์ดี วิธีการมีดังนี้ เลือกกิ่งต้นตอแล้วตัดปลายกิ่งออก ผ่าที่กึ่งกลางกิ่งให้เป็นรูปลิ่ม ยาว 3-4 เซนติเมตร นำยอดมะม่วงพันธุ์ดีที่ตัดมาเฉือนปลายโคนเป็นรูปลิ่ม ยาว 3-4 เซนติเมตร แล้วเสียบเข้าไปให้รอยแผลตรงกัน พันผ้าพลาสติกให้รอบรอยแผลโดยทั่วแต่พอแน่น หรือจะใช้วิธีเสียบข้างก็ได้ ด้วยการเลือกต้นตอขนาดใหญ่พอเหมาะแล้วผ่าถึงเนื้อไม้ ยาว 3-4 เซนติเมตร เพื่อลอกเปลือกด้านข้างเปิดออก นำยอดพันธุ์ดีที่เตรียมมาเสียบให้รอยแผลตรงกันพันด้วยผ้าพลาสติกให้รอบแผลแต่พอแน่น ภายใน 5-7 วัน รอยแผลจะประสานเชื่อมติดกันสนิท ก็จะได้มะม่วงพันธุ์ดี

คุณแรงเทียน หัวไผ่ เกษตรกรเสียบยอดเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดี เล่าให้ฟังอีกว่า หลังการเสียบยอด ได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาต้นด้วยการแบ่งใส่ปุ๋ยปีละ 3 ครั้ง หว่านรอบทรงพุ่มแล้วให้น้ำแต่พอชุ่มทุกครั้ง ก็จะช่วยทำให้ต้นมะม่วงเจริญเติบโตสมบูรณ์และได้ผลมะม่วงคุณภาพให้เก็บเกี่ยว

การเก็บผลผลิต ต้นมะม่วงที่เสียบยอดเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดีใน 1 ปี ที่มีการใส่ปุ๋ยและน้ำอย่างพอเพียง หรือป้องกันกำจัดโรคแมลงที่ดี ต้นเจริญเติบโตสมบูรณ์ ในปีแรกเก็บผลมะม่วงได้มากกว่า 100 ผล ต่อต้น ในปีถัดไปก็ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น มะม่วงที่ได้มีขนาดใหญ่ เฉลี่ย 3 ผล ต่อกิโลกรัม นำออกขายได้ราคาเฉลี่ย 25-35 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาซื้อขายนี้มีการเปลี่ยนแปลงได้ตามกลไกของตลาด แต่ก็เป็นรายได้ที่พอเพียงในการยังชีพ

การได้เดินตามรอยพ่อ สู่เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อวิถีที่มั่นคง เป็นความภาคภูมิใจคือ การกล้าตัดสินใจลาออกจากงานในเมืองแล้วเลือกมาเสียบยอดเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดี เป็นการลงทุนน้อย แต่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ได้เป็นเจ้านายตัวเอง กล้าคิดกล้าทำมากขึ้น ต้องขอบคุณคำแนะนำที่ดีจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร เพื่อนเกษตรกร และจากสื่อต่างๆ ที่สำคัญคือการเสียบยอดมะม่วงด้วยตนเอง พร้อมสมาชิกในครอบครัวได้ทำให้ได้ผลมะม่วงพันธุ์ดีมีคุณภาพ ผลผลิตทวี มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และทำให้สามารถก้าวเปลี่ยนสู่วิถีให้มีความมั่นคง

เรื่องราวการ เสียบยอดมะม่วง…เปลี่ยนเป็นพันธุ์ดี เปลี่ยนวิถีชีวิต ผลผลิตทวี มีรายได้มั่นคง เป็นการใช้เงินทุนน้อยไปซื้อกิ่งมะม่วงพันธุ์ดีมาเปลี่ยนมะม่วงพันธุ์ไม่ดีให้เป็นมะม่วงพันธุ์ดี ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตให้ยังชีพได้แบบพอเพียงและมั่นคง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณแรงเทียน หัวไผ่ เลขที่ 39/1 หมู่ที่ 14 ตำบลทองเอน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โทร. (080) 019-5147 หรือที่ คุณเพชรรัตน์ วงค์ธานี สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี โทร. (036) 813-489 ก็ได้ครับ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกๆ ปี ป่าไม้จะถูกทำลายไปตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน เพื่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยในแหล่งชุมชนหมู่บ้านของตนเอง ก็เข้าใจได้ แต่จากผลสำรวจฐานข้อมูลที่ดินในประเทศไทย ยังมีพื้นที่ว่างเปล่าอีกเยอะแยะมากมาย แต่ขาดอยู่ก็เพียงการเพิ่มพื้นที่ป่าเข้าไปทดแทนส่วนที่ถูกแผ้วถางจนโล่งเตียน นั่นเอง

จึงมีการขับเคลื่อนแนวคิดสร้างผืนป่าในชุมชน ภายใต้ชื่อ โครงการชุมชนไม้มีค่า ตามมติคณะรัฐมนตรี ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรรวมถึงชาวบ้านได้ปลูกไม้มีค่า เพื่อเป็นการสร้างแหล่งอาหารและพัฒนาปลูกพืชเศรษฐกิจป่าไม้ในชุมชนของตนเองให้ยั่งยืน โดยมีหน่วยงานหลักเข้ามารับนโยบายในการขับเคลื่อนโครงการนี้คือ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ไปติดตามดูงาน พร้อมกับคณะนักวิจัยและหน่วยงานของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่ชุมชนบ้านบุญแจ่ม ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ที่ผ่านมา เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการทำงานร่วมกันของคณะนักวิจัยประสบผลสำเร็จ และเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ เพื่อการขยายผลปลูกไม้มีค่า สร้างผืนป่า และต่อยอดไปสู่การสร้างพืชเศรษฐกิจฐานรากภายใต้ร่มเงาไม้มีค่า อย่างเช่นการเพาะเชื้อเห็ดป่ากลุ่มเห็ดไมคอร์ไรซา ที่จะกล่าวถึงต่อไป

ผู้เขียนยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่า “เห็ดไมคอร์ไรซา” มันคือเห็ดอะไร จึงได้ขอขยายความรู้เพิ่มเติมจาก ดร. สุจิตรา โกศล ในฐานะหัวหน้าโครงการ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซี่งท่านให้ข้อมูลว่า

“เห็ดป่าไมคอร์ไรซา มีหลากหลายชนิดที่ออกดอกในพื้นที่ป่าตามธรรมชาติในช่วงฤดูฝน เป็นที่นิยมรับประทานเนื่องจากมีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนั้นแล้ว เห็ดป่านับว่าเป็นทรัพยากรชีวภาพที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ป่าจากการเก็บเห็ดขายในแต่ละปีมีรายได้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเห็ดป่าไมคอร์ไรซาที่มีมูลค่าสูงและนิยมนำมาบริโภค ได้แก่ เห็ดเผาะ (บางพื้นที่เรียกว่า เห็ดถอบ) กลุ่มเห็ดระโงก (ระโงกขาว ระโงกเหลือง และระโงกแดง) กลุ่มเห็ดตะไค (เห็ดตะไคขาว เห็ดหล่มกระเขียว) เห็ดหน้าม่อย เห็ดแดงน้ำหมาก กลุ่มเห็ดมันปู เห็ดน้ำแป้ง และเห็ดตับเต่า เป็นต้น”

คำว่า “เห็ดป่าไมคอร์ไรซา” เป็นชื่อเรียกของกลุ่มเห็ดในวงศ์เดียวกันกับเห็ดที่กินได้ไม่มีพิษ โดยผ่านกระบวนการเพาะเชื้อเห็ด ทำหัวเชื้อเห็ดในห้องทดลองและวิจัย แล้วนำหัวเชื้อในกลุ่มเห็ดไมคอร์ไรซา แต่ละชนิดนั้นไปใส่ในต้นไม้ พืชป่า รวมถึงต้นกล้าพืชไม้ผลกินได้ชนิดต่างๆ ที่จะปลูกลงดิน ซึ่งต้นไม้แต่ละชนิดเมื่อใส่หัวเชื้อเห็ดก็จะอาศัยอยู่ในรากฝอยของต้นไม้และเจริญเติบโตอยู่ร่วมกันไปอย่างเกื้อกูลกัน

ดร.สุจิตรา ให้ข้อมูลต่ออีกว่า การเจริญของดอกเห็ดไมคอร์ไรซาทุกชนิดต้องอาศัยรากต้นไม้เป็นพืชอาศัย โดยเส้นใยของเห็ดป่าไมคอร์ไรซาจะเจริญอยู่ที่ระบบรากฝอยของพืชชั้นสูงที่เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ เช่น ไม้ป่าวงศ์ไม้ยาง (Dipterocarpaceae) เช่น ยางนา ยางเหียง ยางพลวง เต็งรัง พะยอม ตะเคียนทอง สักทอง เป็นต้น ซึ่งต้นไม้กลุ่มดังกล่าวจะเป็นที่อาศัยของเห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดตะไค เห็ดแดงน้ำหมาก เป็นต้น

โดยเห็ดแต่ละชนิดจะอาศัยจับคู่กับชนิดพืชที่แตกต่างกันออกไป ในส่วนของเห็ดตับเต่าจะมีความจำเพาะกับพืชกลุ่มไม้ผล อาทิ ไม้ดอกพืชไร่ และพืชผัก เช่น มะยงชิด มะปราง ลำไย มะกอกน้ำ หว้า มะม่วง ขนุน ละมุด มะไฟ อะโวกาโด น้อยหน่า หางนกยูงไทย เสลา อินทนิน ตะแบก ชงโค เสี้ยว กาหลง ผักหวานบ้าน แคบ้าน และพืชตระกูลส้ม เช่น มะนาว มะกรูด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ เป็นต้น

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรรณา มังกิตะ หนึ่งในทีมคณะวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งอยู่ในพื้นที่และใกล้ชิดกับชุมชนบ้านบุญแจ่มแห่งนี้มากที่สุดให้ข้อมูลในเชิงลึกและเล่าถึงการทดลองในการผลิตหัวเชื้อเห็ดจากดอกเห็ดสดแบบง่ายๆ โดยเริ่มจาก การคัดเลือกเห็ดที่จะนำมาทำหัวเชื้อต้องเป็นดอกเห็ดแก่มีความสมบูรณ์ และเลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นดอกเห็ด (หมวกดอก) เพราะจะมีสปอร์อยู่ภายในดอก ซึ่งสปอร์ของเห็ดเป็นส่วนที่จะเจริญพัฒนาไปเป็นเส้นใยเห็ดและไปยึดเกาะติดกับรากของพืช แล้วเส้นใยเห็ดก็จะเจริญพัฒนาไปเป็นดอกเห็ดในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต

เมื่อเก็บดอกเห็ดป่ามาได้ก่อนที่จะนำไปผลิตเป็นหัวเชื้อควรปัดเอาเศษดิน เศษทราย ที่ติดมากับดอกเห็ดออกให้หมด แต่ไม่ควรนำไปล้างน้ำ เนื่องจากสปอร์ที่เกาะติดอยู่ใต้ดอกเห็ดจะถูกชะล้างออกไปด้วย

จากนั้นนำดอกเห็ดสดแก่ 1 ส่วน มาผสมน้ำเปล่าที่สะอาดปราศจากคลอรีน หรือน้ำธรรมชาติ 2 ส่วน ใส่ลงในเครื่องปั่นผลไม้ แล้วปั่นส่วนผสมให้ละเอียดเข้ากันก็จะได้หัวเชื้อเห็ดจากดอกเห็ดสด และสามารถนำไปใส่ลงในต้นกล้าไม้หรือต้นไม้ชนิดที่เป็นพืชอาศัยของเห็ดชนิดนั้นๆ ได้เลย (ดังที่กล่าวไว้ในชุดข้อมูลของ ดร.สุจิตรา โกศล หัวหน้าโครงการ)

นอกจากการผลิตหัวเชื้อเห็ดจากดอกเห็ดสดแบบง่ายๆ แล้ว ในห้องทดลองยังทำการผลิตหัวเชื้อเห็ด ในรูปแบบเส้นใยเห็ดบริสุทธิ์ บนอาหารเลี้ยงเชื้อ ในห้องปฏิบัติการเพื่อให้ได้หัวเชื้อเห็ดที่มีคุณภาพ 100

% ปราศจากการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ อาทิ เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือยีสต์ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะไปทำลายหัวเชื้อเห็ดหรือไปยับยั้งการเจริญเติบโตของกลุ่มหัวเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาในรากฝอยของต้นไม้ชนิดนั้นๆ เมื่อนำลงปลูกในแปลงดิน

มาถึงหัวข้อสำคัญ เป็นขั้นตอนสุดท้าย เมื่อผลิตหัวเชื้อเห็ดได้แล้ว เป็นขั้นตอนในการใส่เชื้อเห็ดลงในกล้าไม้ ขั้นตอนการปลูกกล้าไม้ และขั้นตอนการบำรุงดูแลต้นไม้ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

โดยกล้าไม้ที่นำมาใส่เชื้อเห็ดต้องมีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ควรมีอายุประมาณ 30-60 วัน ความสูงที่ 20-50 เซนติเมตร และดินในถุงบรรจุกล้าไม้ต้องมีความชื้นเหมาะสมไม่แห้งหรือชื้นแฉะจนเกินไป เพื่อให้เส้นใยเห็ดสามารถเจริญเติบโตไปยึดเกาะกับระบบรากฝอยของกล้าไม้ได้อย่างสมบูรณ์ นั่นเอง

ขั้นตอนต่อมานำหัวเชื้อเห็ดที่เตรียมไว้ใส่ลงในกล้าไม้ ในปริมาตร 20 ซีซี หรือ 2 ช้อนโต๊ะต่อต้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของกล้าไม้และความสูง และอายุของต้นกล้านั้นๆ กับสัดส่วนเชื้อเห็ด 10 ซีซีต่อความสูงของกล้าไม้ 10 เซนติเมตร และควรใส่หัวเชื้อเห็ด 2 รอบ ก่อนจะนำลงปลูกในดิน โดยเว้นระยะแต่ละรอบ 15-30 วัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ากล้าไม้จะเจริญเติบโตโดยมีหัวเชื้อเห็ดเกาะติดกับระบบรากไปพร้อมๆ กันด้วย โดยจะสังเกตง่ายๆ เมื่อต้นไม้ที่มีเชื้อเห็ดจะเจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรงกว่าต้นไม้ที่ไม่ได้ใส่เชื้อเห็ด

การใส่หัวเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซากับต้นไม้ที่ปลูกลงดินไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงต้นไม้ในธรรมชาติที่เจริญเติบโตและมีขนาดใหญ่ จะต้องใช้หัวเชื้อเห็ดในปริมาณมากๆ เลยทีเดียว แต่ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความใหญ่โตของต้นไม้นั้นๆ เนื่องจากระบบรากของต้นไม้ได้พัฒนาขยายแผ่ไปในดิน ตามทรงพุ่มของต้นไม้ อีกทั้งประสิทธิภาพการเกาะติดรากของเชื้อเห็ดที่ใส่ลงไปในภายหลังบริเวณโซนรากของต้นไม้จะมีประสิทธิภาพน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับการใส่เชื้อเห็ดลงในกล้าไม้ที่ยังมีอายุน้อยในถุงเพาะชำก่อนนำปลูกลงดิน

ทั้งนี้ เนื่องจากในดินบริเวณที่ต้นไม้เจริญเติบโตในธรรมชาติอยู่นั้นมีเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ รวมทั้งไมคอร์ไรซาชนิดอื่นๆ มีอาศัยอยู่มาก่อนแล้วเป็นจำนวนมาก ดังนั้น โอกาสที่เชื้อไมคอร์ไรซาซึ่งเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่ใส่ลงไปใหม่ที่บริเวณโซนรากก็จะไปยึดเกาะกับรากพืชและแข่งขันกับจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ ที่มีอยู่ในดินอยู่ก่อน โอกาสที่เชื้อเห็ดใหม่ที่ใส่ลงไปจะติดกับรากพืชจึงมีโอกาสน้อยลง

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ปลูกต้นไม้ลงดินไปก่อนหน้านี้แล้วและประสงค์จะใส่เชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาเพิ่มเติมเข้าไปใหม่เพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตและเพื่อผลผลิตของต้นไม้ และคาดหวังว่าจะมีโอกาสเกิดดอกเห็ดขึ้นในพื้นที่ป่าหรือต้นไม้ของตนเอง ก็สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

ขั้นตอนแรก เตรียมหัวเชื้อเห็ดที่ต้องการให้เหมาะสมกับชนิดพืชต้นไม้ชนิดนั้นๆ ซึ่งเป็นที่อาศัยของเห็ด แล้วนำหัวเชื้อเห็ด 1 แก้ว หรือประมาณ 250 ซีซี ผสมกับน้ำเปล่าสะอาด ปริมาตร 5 ลิตร ผสมคนให้เข้ากันในบัวรดน้ำ จากนั้นนำไปรดรอบโคนต้นไม้ให้พอชุ่ม แล้วใช้จอบเปิดหน้าดินบริเวณโดยรอบโคนต้นไม้ก็จะเห็นรากฝอย แล้วราดเชื้อเห็ดตรงบริเวณโซนรากฝอยอีกครั้ง จากนั้นใช้หน้าดินเดิมกลบกลับคืนรอบๆ โคนต้น แล้วนำฟางหรือใบไม้มาคลุมทับโดยรอบอีกชั้น ทิ้งไว้ในระยะ 3 วันแรก ไม่ควรรดน้ำหลังใส่เชื้อเห็ด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เชื้อเห็ดส่วนที่เป็นเส้นใยจะเริ่มตั้งตัวและพัฒนาไปเกาะติดกับรากพืช ใต้ต้นไม้ต้นนั้นต่อไป

3. การดูแลกล้าไม้หลังจากใส่เชื้อเห็ดในถุงเพาะชำ

ในส่วนของกล้าไม้ในถุงเพาะหลังจากนำเชื้อเห็ดไปใส่แล้ว ให้นำไปวางไว้บริเวณที่ร่มที่มีแสงแดดรำไร ไม่ควรรดน้ำในระยะ 1-3 วัน เพื่อให้เส้นใยเห็ดได้ตั้งตัวและเจริญเกาะติดที่ระบบรากของกล้าไม้ในถุงเพาะ และอย่าให้ดินในถุงกล้าไม้แห้ง ควรรดน้ำพอชุ่ม อย่ารดน้ำจนแฉะ ผ่านไป 1 สัปดาห์ใบของกล้าไม้อาจจะแสดงอาการเหลืองเหี่ยวแสดงว่าเชื้อเห็ดเข้าไปอยู่ในระบบรากของกล้าไม้แล้ว จากนั้นต้นไม้ในถุงเพาะจะค่อยๆ ฟื้นตัวภายใน 1-2 สัปดาห์ ให้พักต้นกล้าไว้ประมาณ 1 เดือน เมื่อต้นไม้แข็งแรงจึงนำไปลงดินปลูกต่อไป

คราวนี้ก็มาถึงการเลือกสถานที่พื้นดินพร้อมที่จะนำกล้าไม้ที่ใส่เชื้อเห็ดแล้วนำปลูกลงดิน ควรเลือกพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นค่อนข้างสูงและห่างไกลจากการใช้สารเคมี ยาปราบศัตรูพืช และต้องเป็นพื้นที่ดินร่วนปนทรายหรือดินเหนียวปนทราย และควรเลือกปลูกในช่วงฤดูฝนหรือต้นฝน ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศที่ชุ่มชื้นไม่ร้อน ต้นกล้าก็จะตั้งตัวได้เร็ว โดยกำหนดระยะห่างที่ปลูก 4×4 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการแย่งน้ำ ธาตุอาหาร และแสงแดด ส่วนกล้าไม้ชนิดพืชดอก เช่น ต้นแคบ้าน ต้นหางนกยูงไทย ซึ่งมีขนาดลำต้นไม่ใหญ่มาก สามารถปลูกที่ระยะห่าง 2×2 หรือ 3×3 เมตรก็ได้

การขุดหลุมปลูกควรขุดให้ลึกกว่าถุงเพาะกล้าไม้ ลงไปอีก 2 เท่า และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ผสมคลุกเคล้าจนเข้ากันกับหน้าดิน แล้วกลบจนเต็มหลุมรดน้ำและปล่อยให้บริเวณโคนต้นเป็นร่องเพื่อกักเก็บน้ำ ไม่ให้ไหลออก

เมื่อนำกล้าไม้ที่ใส่หัวเชื้อเห็ดลงดินปลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วง 1-3 ปีแรก ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีใดๆ ทั้งสิ้น และไม่ควรรบกวนหน้าดินให้ดินแน่นและหาเศษใบไม้ใบหญ้ามาคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้รากได้ฟูขึ้นมาหาอาหารบริเวณหน้าดิน ซึ่งก็จะเป็นการกระตุ้นให้เห็ดออกดอกได้เร็วขึ้นกว่ากำหนด

ในกรณีตัวอย่างต้นหางนกยูงไทย เว็บแทงบอล SBOBET ในแปลงทดลองของเกษตรกรบ้านบุญแจ่ม คุณนพพร มิ่งสุวรรณ ที่ใส่เชื้อเห็ดตับเต่า เมื่อต้นหางนกยูงไทยอายุได้ 1-2 ปี ก็มีผลผลิตดอกเห็ดตับเต่าออกมาให้เห็น ส่วนต้นมะขามป้อมเห็ดจะออกเมื่ออายุ 2-3 ปี และถ้าให้น้ำเพิ่มความชื้นอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้การออกดอกเห็ดได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเห็ดตับเต่าสามารถให้ผลผลิตมีดอกเห็ดได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว

คุณนพพร บอกว่า เห็ดตับเต่าในแปลงของตนเองมีขนาดแตกต่างกันไป น้ำหนักราว 100-700 กรัมต่อดอก และที่สมบูรณ์ที่สุดในบางพื้นที่มีน้ำหนักถึงกิโลครึ่งเลยทีเดียว ส่วนราคาขายตกกิโลกรัมละ 250 บาท ด้านรสชาติของเห็ดก็จะเหมือนกับเห็ดป่าในธรรมชาติทั่วไปที่ออกดอกปีละครั้ง ส่วนเห็ดในแปลงทดลองของตนเองจะออกตลอดทั้งปี (คุณนพพรว่าอย่างนั้น)

นับเป็นความสำเร็จไปอีกขั้นในการสร้างผืนป่าคืนระบบนิเวศและปลูกพืชเศรษฐกิจร่วมกับการเพาะเห็ดไมคอร์ไรซาในพื้นที่ต้นแบบศูนย์เรียนรู้ เพื่อการเกื้อกูลของทุกภาคส่วนและชุมชนต้นแบบ ที่บ้านบุญแจ่ม ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

นางสาวสุไลลา หะหลี อายุ 25 อยู่บ้านเลขที่ 91/1 หมู่ที่ 3 ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีที่ 3 ซึ่งต้องดิ้นรนชีวิต นำความรู้จากที่เรียน หันมาทำปุ๋ยไส้เดือนและเพาะเห็ดขาย เพื่อนำรายได้ส่งตัวเองและหลานสาวอีก 2 คนเรียนให้จบ อีกทั้งยังต้องเลี้ยงแม่ที่อายุมากแล้ว ซึ่งครอบครัวนางสาวสุไลลาฐานะยากจน โดยมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน เธอเป็นคนสุดท้อง ส่วนที่เหลือแยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมด ปัจจุบันอยู่กับแม่ พี่สาว 1 คน และหลานสาวอีก 2 คน