วิธีทำอาหารจากเครือหมาน้อย ชาวไทลื้อ ในอำเภอเชียงคำ

จังหวัดพะเยาได้นำภูมิปัญญาดั้งเดิม คือการทำอาหารจากใบเครือหมาน้อย หรือแองแทะ คนพื้นเมือง ทางภาคเหนือ เรียกว่า อ่อนหล้อน โดยเลือกใบเครือหมาน้อย (แองแทะ) ที่มีสีเขียวเข้มที่โตเต็มที่แล้วประมาณ 10-20 ใบ ล้างให้สะอาดแล้วนำมาขยี้กับน้ำสะอาด 1 ถ้วย เวลาขยี้ใบจะรู้สึกเป็นเมือกลื่นๆ เมื่อขยี้จนได้น้ำสีเขียวเข้มให้กรองเอากากใบเครือหมาน้อย (แองแทะ) ออก บางคนคั้นน้ำจากใบย่านางใส่ลงไปด้วยจะทำให้วุ้นแข็งตัวเร็ว

จากนั้นนำน้ำวุ้นที่ได้ปรุงรสตามชอบ หากต้องการรับประทานเป็นของคาวก็เติมพริกป่น ปลาป่น เนื้อปลาต้มสุก หัวหอม น้ำปลา ข้าวคั่ว ใบหอม และผักชีหั่น ถ้าอยากแซบก็ใส่น้ำปลาร้าแทนน้ำปลาก็ได้ หรือถ้าต้องการรับประทานเป็นของหวาน อาจคั้นน้ำใบเตยใส่เพิ่มลงไป การใส่เกลือลงไปเล็กน้อยจะช่วยให้วุ้นแข็งตัวเร็วขึ้น แต่อย่าใส่มากจะออกรสเค็ม ตั้งทิ้งไว้อีกประมาณ 4-5 ชั่วโมง น้ำคั้นจะจับตัวเป็นก้อนเหมือนวุ้น มักเรียกว่า วุ้นหมาน้อย แล้วเติมน้ำหวานหรือน้ำตาลลงไป รับประทานเป็นอาหารว่างที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ทางยา อีกด้วย

ชาวไทยพวนนิยมคั้นเครือหมาน้อยกับใบย่านาง จะทำให้วุ้นเครือหมาน้อยแข็งตัวได้ดีกว่า เพราะในใบย่านางจะมีเกลือแร่อยู่จำนวนหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นวุ้นได้เร็วขึ้น เช่นเดียวกับการใส่น้ำปลา น้ำปลาร้า หรือเกลือ ช่วยทำให้เกิดวุ้นได้ดีเช่นกัน เครือหมาน้อยเป็นสมุนไพรที่มีการใช้กันมาอย่างต่อเนื่องในหมู่หมอยาพื้นบ้านในแถบอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือนานนับพันปีจนถึงปัจจุบันและเป็นที่น่าแปลกใจว่าแม้อยู่กันคนละทวีปกับบ้านเรา แต่ก็มีการใช้ในสรรพคุณที่เหมือนๆ กันเป็นส่วนใหญ่

“ดั้งเดิมนั้นผมเลี้ยงวัวพื้นเมือง โดยจะขายใน 2 แบบ คือ ขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อโดยทั่วไป และอีกส่วนขายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปเลี้ยงเป็นวัวลาน อันเป็นกีฬาพื้นบ้านที่นิยมกันในพื้นที่ จังหวัดเพชรบุรี นครปฐม ราชบุรี”

“แต่ต่อมาต้องประสบปัญหาพื้นที่เลี้ยงวัวน้อยลง ทำให้เรามีปัญหาการขาดแคลนอาหาร ไม่สามารถไล่ต้อนให้ออกไปหากินหญ้าได้เหมือนเดิม จึงตัดสินใจเลิกเลี้ยง และเปลี่ยนมาเป็นเลี้ยงวัวพันธุ์แทน เพราะสามารถเลี้ยงอยู่กับบ้านได้ ไม่ต้องไปไล่ทุ่งเหมือนกับแต่ก่อน ทำมาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว”

คุณสุริยา พุ่มดอกไม้ หรือคุณไผ่ เป็นเจ้าของ ต้นไผ่ฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ตั้งอยู่เลขที่ 4/4 หมู่ 2 ตำบลศิลาลอย อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. 084-008-6625 บอกเล่าเรื่องราวของการประกอบอาชีพในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงลักษณะโดยทั่วไปของฟาร์มแห่งนี้ไม่แตกต่างจากฟาร์มเลี้ยงวัวเนื้อของเกษตรกรรายย่อยที่มีอยู่กันโดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศโดยเน้นการอาศัยพื้นที่บริเวณบ้านแหล่งที่ตั้งของคอกเลี้ยงที่มีลักษณะสร้างแบบง่ายๆ ด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น และมีการใช้ประโยชน์จากหญ้าอาหารสัตว์ที่มีอยู่รอบๆ เช่น ตามทุ่งหญ้าสาธารณะ หรือในไร่นาของเพื่อนเกษตรกร

แต่หากมองให้ลึกเข้าไป โดยเฉพาะในมุมมองต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของแล้ว ต้องถือว่า เป็นอีกหนึ่งฟาร์มที่มีความน่าสนใจ

ทั้งนี้เพราะผู้เป็นเจ้าของ ต้นไผ่ฟาร์ม ได้มุ่งมั่นที่จะเลือกเลี้ยงในรูปแบบของการทำให้เกิดมูลค่าของตัวสัตว์ที่มากขึ้นการทำให้เกิดมูลค่าของสัตว์ที่เลี้ยง เจ้าของฟาร์มบอกว่า ความหมายคือ สามารถขายได้ราคาสูงกว่าปกติของท้องตลาด

เป็นการสร้างตลาดที่อาศัย ความพึ่งพอใจของผู้ซื้อเป็นหลัก เรียกว่า หากถูกใจอยากได้แล้ว ราคาเท่าไรไม่เกี่ยง

หากผู้ซื้อเกิดความพึ่งพอใจ ก็พร้อมที่จะควักเงินออกมาจากกระเป๋า เพื่อจ่ายค่าตัววัว 1 ตัว ด้วยเงินในจำนวนหลักแสนบาท หรืออาจจะถึงหลักล้านบาทและนั่นคือสิ่งที่ไผ่ได้ทำในวันนี้ และต่อไปในอนาคต ด้วยการเลือกเลี้ยงสัตว์ที่เน้นความสวยงามของตัวสัตว์ ความแปลกประหลาดของตัวสัตว์

นับเป็นอีกหนึ่งมุมมองในการสร้างรายได้จากอาชีพที่แตกต่างจากสิ่งเป็นอยู่โดยทั่วไปในอาชีพการเลี้ยงสัตว์

“ที่เป็นหลักของผมตอนนี้คือ วัวเนื้อสายพันธุ์อินดูบราซิล และที่กำลังจะเริ่มต้น คือ การเลี้ยงม้าแคระและควายแคระ”

พันธุ์สัตว์ทั้ง 3 ชนิด เจ้าของต้นไผ่ฟาร์มบอกว่า ในเรื่องตลาดนั้น ไม่เป็นห่วงเพราะมีความต้องการสูงมาก

“อย่างควายแคระ ตอนนี้มีคนมาติดต่อขอซื้อตลอด บางคนบอกมาเลยว่า นายอยากได้ ให้ราคาควายแคระคู่นี้ถึง 5.5 แสนบาท” คุณไผ่ กล่าว

ทำไม ต้องฮินดูบราซิล

วันนี้ที่ต้นไผ่ฟาร์ม รายได้หลักจะมาจากการจำหน่าย วัวพันธุ์อินดูบราซิล จำนวนประมาณ 10 กว่าตัว

สำหรับวัวพันธุ์อินดูบราซิล เป็นโคเนื้อที่นำเข้าสายพันธุ์มาจากต่างประเทศ ประมาณปี พ.ศ. 2525 มีทั้งจากฟิลิปปินส์ อเมริกา คอสตาริกา เม็กซิโก และบราซิล โดยประเทศไทยมีการนำเข้าวัวพันธุ์นี้ครั้งแรกอยู่ในช่วงประมาณ ปี 2525

โดยนับตั้งแต่มีการนำเข้ามานั้น จะมีชื่อเรียกกันในกลุ่มเกษตรกรผู้สนใจว่า วัวงามด้วยเป็นโคที่จัดอยู่ในกลุ่มวัวเนื้อที่เน้นถึงความสวยงาม ซึ่งแตกต่างจากวัวเนื้อสายพันธุ์ที่เลี้ยงกันโดยทั่วไปในประเทศ เช่น พันธุ์บราห์มัน พันธุ์กำแพงแสน ที่จะเน้นถึงผลตอบแทนของอัตราการให้เนื้อเป็นหลัก

ด้วยลักษณะที่แตกต่างถึงเป้าหมายในการนำมาเลี้ยง จึงทำให้เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับและส่งเสริมให้เลี้ยงจากนักวิชาการและหน่วยข้าราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ด้วยใจรักของผู้เลี้ยงที่มีต่อวัวสายพันธุ์นี้ จึงมีการเลี้ยงกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

“แต่ตอนนี้ไม่มีการนำเข้าแล้วครับ เพราะทางราชการไม่อนุญาต แต่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เกษตรกรที่เลี้ยงวัวพันธุ์อินดูบราซิลก็มีการคัดและพัฒนาสายพันธุ์กันมาตลอด จนวันนี้กล่าวได้ว่าเป็นวัวอินดูบราซิลสายพันธุ์ไทยไปแล้ว และที่สำคัญมีความสวยงามมากกว่าพันธุ์ของต่างประเทศอีกด้วย”

“ในบ้านเรามีกลุ่มคนที่เลี้ยงอินดูบราซิลอยู่ โดยกระจายกันทั้งในภาคกลาง ภาคอีสาน และแต่ละปีจะมีการจัดประกวดโคอินดูบราซิลกันโดยตลอด”

จากคำบอกเล่าของคุณไผ่ จึงได้สรุปว่า เป็นการเลี้ยงกันเฉพาะในกลุ่มของคนที่ชอบเท่านั้น หากเปรียบเทียบก็เหมือนกับกลุ่มคนที่ชอบเลี้ยงม้า“ความสวยของวัวพันธุ์นี้เราจะดูกันที่ ลักษณะดี โครงสร้างต้องสูงใหญ่ ใบหูต้องยาว มีลักษณะกำบิดหยิกมีก้อย หน้าต้องโหนก เป็นหลัก”

“เดิมนั้นผมก็เลี้ยงวัวเนื้อพันธุ์ชาโรเล่ส์กับบราห์มัน แต่ประสบปัญหาว่า มีบางช่วงราคาตกต่ำ ไม่สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เราต้องการ จึงเปลี่ยนมาเป็นวัวพันธุ์อินดูบราซิล เพราะผมดูในแง่ของผลตอบแทนแล้วดีกว่ามาก ยิ่งสามารถผสมพันธุ์แล้วได้ลูกที่สวยๆ มีลักษณะสวยตรงกับความต้องการ เราสามารถเรียกราคาได้ตามที่เราต้องการเลย อย่างที่ฟาร์มของผมจะขายในราคาตัวละ 50,000 บาท ขึ้นไป ต่ำกว่านี้ไม่ขาย”

“ในขณะที่หากเลี้ยงวัวเนื้อทั่วไป ราคาต้องขึ้นอยู่กับพ่อค้า จะให้เราเท่าไรก็ได้ ถ้าน้อยเราก็ไม่คุ้ม เหมือนกับเป็นการขาดทุน ผมคิดของผมแบบนี้”

“แต่สำหรับที่ฟาร์มผมทุกวันนี้วัวอินดูบราซิลที่เลี้ยงยังสามารถจำหน่ายเป็นเนื้อได้ด้วย โดยเฉพาะตัวที่ออกมาลักษณะไม่ได้ ความสวยไม่ถึง จะคัดออกมาเลี้ยงขุน พอได้ขนาดที่พ่อค้าต้องการก็จะขายให้กับพ่อค้าไป พ่อค้าก็จะตีราคาให้เหมือนกับการซื้อวัวเนื้อโดยทั่วไป ตัวหนึ่งไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท ขึ้นไป ในขณะที่ตัวสวยๆ คัดไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และหากมีคนสนใจอยากได้ ผมก็จะแบ่งขายให้”

ดังนั้น ตอนนี้สำหรับต้นไผ่ฟาร์มแล้ว รายได้จึงเกิดขึ้นแบบกินรวบ 2 ต่อ คือ ขายได้ทั้งเป็นวัวเนื้อและขายในรูปแบบของวัวสวยงาม

เป็นแหล่งผลิตควายแคระและม้าแคระ“พอดีว่ามีคนมาบอกที่จังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ดมีควายแคระ เจ้าของจะขาย ผมเลยเดินทางไปซื้อ ซึ่งพ่อแม่ของควายแคระคู่นี้ก็มีลักษณะแคระเช่นกัน”

สำหรับควายแคระของต้นไผ่ฟาร์ม มีลักษณะโดยทั่วไปเหมือนกับควายปกติ เพียงแต่ย่อส่วนลงมาจนมีลักษณะแคระ ความสูงเต็มที่ตอนนี้ประมาณ 1 เมตร

“ปกติจะเห็นควายแคระที่มีลักษณะฟันเหยินและขาหน้าโกร่ง แต่ของผมไม่เป็นแบบนั้น มีลักษณะเหมือนควายปกติทุกอย่าง อีกทั้งยังมีนิสัยขี้เล่น และแข็งแรง” เจ้าของฟาร์มกล่าว

ควายแคระที่มีอยู่ในฟาร์มตอนนี้มีจำนวน 1 คู่ โดยเพศผู้ ซึ่งเป็นควายเผือก ชื่อฝอยทอง อายุประมาณ 2 ปีกว่า ในขณะที่เพศเมีย ชื่อเปียกปูน อายุ 3 ปีกว่า และพร้อมที่จะรับการผสมพันธุ์แล้ว

การเลี้ยงดูเจ้าของฟาร์มบอกว่า เลี้ยงง่าย โดยในช่วงกลางวันจะปล่อยให้ลงน้ำเล่นโคลน ส่วนกลางคืนจะนำเข้าคอกและให้หญ้าอัดแห้ง ฟาง เพิ่ม ส่วนการดูแลด้านสุขภาพ จะมีการให้วัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญในควายปีละ 2 ครั้ง

ทั้งนี้เป้าหมายที่ไผ่วางไว้ในอนาคตคือ การผสมพันธุ์ควายที่เลี้ยงให้มีจำนวนลูกเพิ่มมากขึ้น และจะเปิดจำหน่ายสายพันธุ์ควายแคระให้กับผู้สนใจได้นำไปเลี้ยง

ส่วนการเลี้ยงม้าแคระนั้น ไผ่บอกว่า เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญเพราะไปเจอคนที่จังหวัดสระบุรี สนใจอยากจะเลี้ยงควายแคระ และจะเอาม้าแคระที่เขามีอยู่มาแลก

“ก็คุยกัน ผมเองก็อยากจะได้ม้าแคระมาเลี้ยง เลยเอาควายแคระตัวเมียไปแลก ได้ม้าแคระพันธุ์ไทยมาเลี้ยงตัวหนึ่ง ซึ่งผมก็ตั้งเป้าหมายหมายเหมือนกับควายแคระที่จะเพิ่มจำนวนและผสมพันธุ์ ผลิตลูกม้าแคระจำหน่าย”ความแปลกและหายากของควายแคระและม้า จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ที่จะเกิดขึ้นในฟาร์มแห่งนี้

“ถ้าอยากจะเลี้ยงหรือทำฟาร์มแบบผม อยากแนะนำว่า ให้ถามตัวเองก่อนว่า ชอบไหม รักที่จะเลี้ยงไหม เพราะหลายคนโดดเข้ามาทำเพราะเห็นคนอื่นทำแล้วขายได้ราคา ได้เงินดีก็โดดเข้ามาทำ แต่ความจริงนั้นจะมีอุปสรรคอีกหลายอย่างที่ต้องสู้ต้องแก้ปัญหา ดังนั้นหากไม่รักไม่ชอบจริงอย่าเข้ามา” คุณไผ่ กล่าวในที่สุด

ถ้าถามเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเชิงพาณิชย์ทั่วไปว่า มะม่วงพันธุ์ไหนขายได้ราคาดีที่สุดเราจะได้คำตอบว่ามะม่วงพันธุ์ “น้ำดอกไม้” โดยเฉพาะพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพราะเป็นที่นิยมทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศมีการส่งเสริมด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง นัยว่าถ้าพูดถึงมะม่วงไทยก็ต้องน้ำดอกไม้เท่านั้น

กลุ่มสระแก้วผลิตทั้งน้ำดอกไม้และเขียวเสวยส่งออก ซึ่งมี คุณเจริญ เขื่อนข่ายแก้ว เจ้าของสวนรุ่งเจริญ เลขที่ 21 หมู่ที่ 17 บ้านชัยมงคล ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว โทร. 086-162-1835 กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเกือบทุกรายจะเน้นแต่มะม่วงน้ำดอกไม้เพียงอย่างเดียวเพราะส่งออกได้ราคาดีกว่ามะม่วงพันธุ์อื่น แต่มองว่าเราน่าจะทำมะม่วงเขียวเสวยด้วย เพราะในเขต จ.สระแก้ว มีพื้นที่ปลูกมะม่วงเขียวเสวยเป็นจำนวนมาก อีกอย่าง คือ ขณะนี้มะม่วงเขียวเสวยสามารถส่งขายต่างประเทศได้จึงทำให้มีราคาที่สูงกว่าเมื่อก่อน

“สวนรุ่งเจริญ” มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 500 ไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้และเขียวเสวยเป็นหลัก โดยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้มากกว่าเขียวเสวยอยู่เล็กน้อย คุณเจริญ บอกว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่นิยมปลูกเขียวเสวยเพราะคิดว่าราคาขายสู้น้ำดอกไม้ไม่ได้ แต่คุณเจริญกลับมองว่า ถ้าเราเปรียบเทียบกันจริงๆ รายได้จะไม่ต่างกันนัก ยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมาขายมะม่วงน้ำดอกไม้เกรดเอส่งออกขายได้ราคากิโลกรัมละ 80-90 บาท เกรดรองขายให้แม่ค้าในจังหวัดระยองและตลาดสี่มุมเมือง ได้ราคากิโลกรัมละ 60-65 บาท ส่วนที่เหลือ (ผิวไม่สวย)

ขายเข้าโรงงาน “ฟรีซดาย” ที่ จ.จันทบุรี ได้ราคากิโลกรัมละ 22 บาท ถ้าเราจัดการกับผลผลิตได้แบบนี้ก็จะมีกำไรสูง แต่บางครั้งเกษตรกรไม่สามารถหาตลาดส่งออกได้หรือเมื่อคัดมะม่วงเกรดเอส่งออก แล้วส่วนที่เหลือไม่สามารถหาตลาดมารองรับได้ เกษตรกรก็จะมีกำไรน้อย เนื่องจากการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้มีขั้นตอนในการผลิตหลายขั้นเริ่มตั้งแต่จะต้องดูแลผิวให้สวย ต้องห่อผล พอเก็บก็ต้องมาแกะถุง

ซึ่งจะทำให้เรามีต้นทุนการผลิตที่สูงถ้าขายไม่ได้ราคาเกษตรกรจะไม่มีกำไรต่างกับเขียวเสวยที่มีขั้นตอนไม่มาก ไม่ต้องห่อผล เพียงแค่เราดูแลผิวให้สวยก็สามารถเก็บขายได้ราคา ในปีที่ผ่านมามะม่วงเขียวเสวยราคาแพงสุดอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ขายจากสวนได้ราคากิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนในช่วงอื่นราคาจะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 25 บาท และช่วงเดือนมีนาคมจะทำส่งประเทศเวียดนามได้ราคา กิโลกรัมละ 38 บาท

ตลาดเวียดนาม ถือเป็นตลาดที่มีอนาคต คนเวียดนามเริ่มนิยมบริโภคมะม่วงเขียวเสวยจากประเทศไทย เพราะรสชาติหวานอร่อยและเราจะเน้นเก็บมะม่วงที่แก่จัดเท่านั้นเพื่อรักษาคุณภาพให้คงที่จะไม่เก็บมะม่วงอ่อนออกขายโดยเด็ดขาด ที่สวนรุ่งเจริญสามารถผลิตมะม่วงเขียวเสวยส่งเวียดนามได้ปีละกว่า 300 ตัน (3 แสนกิโลกรัม)

เทคนิคการผลิตมะม่วงเขียวเสวยให้มีคุณภาพดี ที่สวนคุณเจริญ จะผลิตมะม่วงเขียวเสวยปีละ 3 รุ่น คือ รุ่นแรกจะเก็บประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน รุ่นสองเดือนกุมภาพันธ์และรุ่นที่สามเดือนพฤษภาคม เนื่องจากปีหนึ่งเก็บผลผลิตมากถึง 3 ครั้ง การดูแลจึงต้องดีเป็นพิเศษ คือหลังจากตัดแต่งกิ่งประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน คุณเจริญ จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-0-0 อัตรา ต้นละ 2 กิโลกรัม เมื่อมะม่วงแตกใบอ่อนใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ประมาณต้นละ 2-3 กิโลกรัม การใส่ปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยทำให้ต้นมะม่วงสมบูรณ์ ใบเขียวเป็นมัน

หลังจากมะม่วงแตกใบอ่อนเสมอกันดีแล้วจะราดสารแพคโคลบิวทราโซลชนิด 10 เปอร์เซ็นต์ อัตราต้นละ 15 กรัม ต่อทรงพุ่ม 1 เมตร ใส่ปุ๋ยทางดินเพื่อเร่งการสะสมอาหารโดยใช้สูตร 8-24-24 อัตรา ต้นละ 2 กิโลกรัม ทางใบจะฉีดพ่นปุ๋ย สูตร 0-42-56 อัตรา 3 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ( อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร) ร่วมกับสาร “ไฮเฟต” อัตรา 1 ลิตร สารไฮเฟตจะช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อน เร่งการสะสมอาหารได้ดี ต่างจากคนอื่นที่จะนิยมใช้ปุ๋ย 0-52-34 ฉีดพ่นจุดนี้ คุณเจริญ แนะนำว่า ถ้าใช้ปุ๋ย 0-52-34 ในการสะสมอาหารต้องใช้ถึง 10 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การใช้ปุ๋ย สูตร 0-42-56 จะมีต้นทุนที่ถูกกว่า ในขณะที่ผลผลิตออกมาเหมือนกัน จึงเลือกใช้เพราะเป็นการประหยัดต้นทุน

เมื่อสะสมอาหารได้ประมาณ 3-4 ครั้ง หรือนับจากวันราดสารแล้วประมาณ 60 วัน ขึ้นไปจะเปิดตาดอกโดยใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรต อัตรา 20 กิโลกรัม ร่วมกับไทโอยูเรีย (เช่น ไทเมอร์) อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น จะทำให้มะม่วงออกดอกสม่ำเสมอ ในช่วงดอกจะต้องเน้นการดูแลเป็นพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการฉีดพ่นสารโบร่า เพราะจะทำให้มะม่วงติดผลดกและผลมีคุณภาพดี เนื้อแน่นไม่เป็นโพรง ถ้าทำมะม่วงส่งออกต้องเน้นเป็นพิเศษ เพราะต่างประเทศเขาพิถีพิถันเรื่องเนื้อขาดเป็นโพรงมาก

ปัญหาดอกบานหน้าฝนกับโรคแอนแทรคโนส ในช่วงดอกบานปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ น้ำฝน ฝนจะพาโรคต่างๆ มาทำลายดอกมะม่วงของเรา โดยเฉพาะโรคแอนแทรคโนส คุณเจริญ จะใช้วิธีฉีดยาเชื้อราป้องกัน ยาที่ใช้ประจำ ได้แก่ โวเฟ่น 500 ซีซี ผสมกับแอนทราโคล 1 กิโลกรัม ฉีดสลับกับอมิสตา 200 ซีซี ผสมกับแอนทราโคล 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดสลับกัน 5-6 วัน ต่อครั้ง ถ้าฝนตกบ่อย ให้ฉีด 3 วันครั้ง ในเรื่องการใช้สารโพคลอราชฉีดช่อดอกมะม่วงเขียวเสวย นักวิชาการมะม่วงหลายท่านห้ามใช้ เพราะจะทำให้ดอกมะม่วงเสียหาย แต่คุณเจริญใช้สูตรนี้มาตลอด ยืนยันว่าไม่เสียแน่นอน

“จะต้องจำไว้เสมอว่า หลังฝนตกต้องฉีดพ่นยาเชื้อราทันทีห้ ามปล่อยทิ้งไว้นานเด็ดขาด เพราะเชื้อโรคจะเข้าทำลายช่อดอก”

การขายผลผลิตให้ได้ราคาต้องรวมกลุ่มกันขาย กลุ่มวิสาหกิจผู้ผลิตมะม่วงส่งออก จ.สระแก้ว เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรผู้ทำสวนมะม่วงโดยมี คุณเจริญเป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบัน มีสมาชิกอยู่ 22 ราย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงรวม ประมาณ 10,000 ไร่ ผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งออกตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม ถือว่าเป็นกลุ่มที่ผลิตมะม่วงส่งออกมากที่สุดในประเทศ

คุณเจริญ ยังบอกด้วยว่า การจะทำสวนมะม่วงให้ประสบความสำเร็จสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือการหาตลาด เมื่อก่อนเกษตรกรไม่มีการรวมตัวกัน การขายผลผลิตก็ต่างคนต่างขาย แม่ค้าก็กดราคา ตลาดส่งออกก็ไม่มาติดต่อ เพราะไม่มั่นใจในความต่อเนื่องของผลผลิต แต่เมื่อมีการรวมตัวกัน อำนาจการต่อรองก็สูงขึ้น ตลาดต่างๆ ก็มาหามากขึ้น กลุ่มสระแก้วเป็นกลุ่มที่มีการจัดการผลผลิตที่ออกมาอย่างดีเยี่ยม ทุกเดือนจะมีการประชุมของสมาชิกภายในกลุ่มเพื่อให้ทราบว่าผลผลิตของใครจะออกช่วงไหน ปริมาณเท่าไร เพื่อที่จะวางแผนการขายให้มีประสิทธิภาพ เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ จะวางแผนการเก็บให้สามารถคัดแยกเกรดได้หลายระดับ โดยจะคัดแยกเป็นการขายผลสดและเข้าโรงงานแปรรูป

การขายผลสด ก็จะแบ่งเป็นหลายตลาด เช่น ตลาดญี่ปุ่น ต้องการมะม่วงผิวสวย ขนาดผล 200-300 กรัม (ได้ราคาสูง 70-90 บาท) ส่วนผลขนาดใหญ่กว่า 300 กรัม ก็จะขายตลาดจีนและเกาหลีใต้ (60-70 บาท) สำหรับมะม่วงที่เกรดรองลงมาก็จะส่งขายตลาดภายในประเทศ มะม่วงที่เหลือจากการคัดขายผลสดก็สามารถส่งขายโรงงานแปรรูปได้ ที่ส่งขายมากที่สุด ได้แก่ โรงงานฟรีซดายที่ บริษัท จันทรบุรีโกลบอล-เทรด จำกัด จ.จันทบุรี ถือเป็นโรงงานที่รองรับผลผลิตของกลุ่มทั้งหมด เพราะใช้มะม่วงเกรดไม่สูงนัก

มาตรฐานมะม่วงที่จะส่งเข้าโรงงานฟรีซดาย 1.ความแก่ แก่จัด ประมาณ 90 ขึ้นไป (จมน้ำทุกลูก), 2. ผิว ไม่ต้องสวย เน้นคุณภาพเนื้อ ผิวสามารถมีร่องรอยการทำลายของแมลงได้ แต่ต้องไม่เข้าถึงเนื้อใน 3. ขนาดผล ผลมีขนาด 300 กรัมขึ้นไป รูปทรงมาตรฐาน, 4. ต้องไม่มีรอยโรคแอนแทรคโนส, 5. ต้องไม่มีการทำลายของแมลงวันทอง, 6. ความหวานไม่ต่ำกว่า 16 องศาบริกซ์ 7. ตัดผลติดขั้วยาวประมาณ 1 เซนติเมตร, 8. ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงห่อเกรดเอ อาจใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อผลกันการกระแทกและกันแมลงวันทองก็พอ, 9. จะต้องมีใบรับรองคุณภาพ GAP, 10. ต้องไม่พบสารเคมีตกค้าง ตามมาตรฐานส่งออก

ส่วนเรื่องแมลงศัตรู คุณเจริญ จะเน้นการป้องกันเป็นหลัก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราจะรู้ว่าระยะไหนแมลงชนิดใดจะเข้าทำลาย ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อช่อดอกแทงยาวประมาณ 2 นิ้ว จะมีหนอนมาทำลายเราก็จะฉีดยาฆ่าหนอน อาจจะใช้ยากลุ่มเมทโทมิล หรือ ซฟวิน-85 ก็ได้ ฉีดพ่นประมาณ 1-2 ครั้ง หนอนก็จะไม่ทำลาย หรือในระยะดอกบานเพลี้ยไฟจะระบาด ทางราชการเขาให้งดการฉีดพ่นสารเคมีเพราะจะไปทำลายแมลงที่มาช่วยผสมเกสร แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราไม่ฉีดเพลี้ยไฟกินดอกมะม่วงเราหมดก่อนแน่ก็ต้องฉีด แต่การฉีดจะต้องเน้นใช้ยาที่ไม่ทำลายดอก เช่น กลุ่มยาผงอย่างสารโปรวาโด ส่วนยาน้ำมันที่ลงท้ายด้วย EC ให้พยายามหลีกเลี่ยง เพราะเป็นยาร้อนจะทำให้ดอกแห้ง เวลาฉีดก็ควรฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น ห้ามฉีดเวลากลางวันเพราะอากาศร้อนจัด

ส่วนระยะดูแลผล เมื่อมะม่วงเริ่มติดผลอ่อนจะต้องฉีดปุ๋ยทางใบเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและลดปัญหาผลร่วงแนะนำให้ใช้ปุ๋ยเหลวสูตรเสมอ หรือสูตรตัวหน้าสูงร่วมกับน้ำตาลทางด่วน ข้อดีของการใช้ปุ๋ยเหลวคือจะช่วยทำให้ผลมะม่วงโตเร็วและลดปัญหาผลแตกสะเก็ด ซึ่งถ้าใช้ปุ๋ยเกล็ดบางครั้งจะพบปัญหาผลแตกสะเก็ดขายไม่ได้ราคา ส่วนเรื่องเชื้อราในระยะนี้จะใช้สารแอนทราโคลฉีดป้องกันไว้ตลอด จนผลใกล้แก่จึงหยุดใช้ยาเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออก

อาการผิวแตกในมะม่วงเขียวเสวย (Bacterial Black Spot) เป็นโรคที่พบการทำลายมากโรคหนึ่งของมะม่วงสายพันธุ์นี้ อาการโดยทั่วไปจะพบรอยแตกของผิวเป็นรูปดาว แตกเป็นสะเก็ด และมักมีน้ำเยิ้มตรงขอบ มากน้อยแล้วแต่ความรุนแรงของเชื้อโรค สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas Campestris pv. Mangiferaeindicae โดยเชื้อสาเหตุดังกล่าวมักจะหลบอาศัยอยู่บริเวณกิ่งในทรงพุ่มของต้นมะม่วงเขียวเสวยนั่นเอง และเชื้อดังกล่าวจะเข้าทำลายเมื่อผิวมะม่วงเริ่มมีรอยแตกหรือเป็นแผลที่ผล

การป้องกัน ป้องกันผลมะม่วงกระแทกกับกิ่งเป็นรอย โดยการตัดแต่งกิ่งในทรงพุ่มให้โปร่ง, ฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มที่มีทองแดงเป็นองค์ประกอบ เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ในช่วงอากาศร้อน ควรงดการฉีดพ่นปุ๋ยเกล็ด และยากลุ่มน้ำมัน เพราะจะทำให้ผิวแตกได้ง่าย ปลูกต้นไม้โตเร็ว เช่น กล้วย ไผ่เลี้ยง ฯลฯ เป็นแนวกันลมเพื่อไม่ให้ลมมีความแรงมากพอที่จะพัดผลมะม่วงเขียวเสวยกระแทกกับกิ่งหรือลำต้น

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด ถนนเพชรเกษม ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง นายชาย คงแก้ว สหกรณ์จังหวัดตรัง พร้อมด้วยคณะข้าราชการสหกรณ์จังหวัดตรัง เจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด นักเรียนโรงเรียนวัดจอมไตร กว่า 150 คน ร่วมทำกิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวด้วยมือ ครั้งที่ 5 โดยใช้แกะ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้าวของทางภาคใต้ เป็นการอนุรักษ์การทำนาแบบดั้งเดิมของชาวปักษ์ใต้ บนพื้นที่จำนวน 28 ไร่ มีข้าวพันธุ์พื้นเมือง คือ ข้าวพันธุ์เล็บนกและพันธุ์เข็มทอง โดยตั้งเป้าการเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งนี้ จำนวน 7 ตัน ซึ่งจะนำไปสีเป็นข้าวขาวและข้าวกล้องปลอดสารพิษ และยังมีวางจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์และผู้บริโภคทั่วไปอีกด้วย โดยจะวางจำหน่ายที่ร้านสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด

นายชาย คงแก้ว สหกรณ์จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า กิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวด้วยมือ เป็นการเก็บเกี่ยวข้าวตามวิถีดั้งเดิมของชาวปักษ์ใต้ ซึ่งเราใช้แกะในการเก็บข้าว โดยเก็บเกี่ยวข้าวจากแปลงส่วนหนึ่งของนาแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นของสมาชิกการเกษตรนาโยงทั้งหมด ที่ร่วมกันเป็นเจ้าของ และยังเป็นแปลงที่อนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมือง ของเมืองตรัง ส่วนสหกรณ์ถือเป็นการรวมคนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมถึงมีการบูรณาการกับส่วนราชการ ได้แก่ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ฯลฯ ทั้งนี้ข้าวที่นิยมบริโภค คือ ข้าวพันธุ์เล็บนก

ทั้งนี้เห็นได้ว่าพื้นที่นาของจังหวัดตรังจะหมุนเปลี่ยนไปเป็นปาล์มและยางพาราบ้าง แต่วันนี้อยากจะให้หันกลับมามองในประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร หากยังมีการปลูกข้าวอยู่ สามารถลดค่าครองชีพและสร้างความมั่นคงด้านอาหารได้ ส่วนวิธีการของสหกรณ์นั้น พื้นที่นี้เป็นแปลงใหญ่และให้สมาชิกแบ่งกันเพื่อที่จะทำร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์นาโยงมีประมาณ 4,000 กว่าราย แต่ที่มาทำนาร่วมกันในพื้นที่ 28 ไร่ มีประมาณ 12 ราย

โดยเกษตรกรจะต้องรวบรวมเก็บรวงข้าวนำมามัดเป็นเลียงข้าว นำไปตากก่อนนำไปเก็บลดความชื้น และนวด โดยสหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตแล้วส่งต่อกระบวนการสีข้าว ซึ่งสหกรณ์จะเป็นผู้จำหน่ายด้วย ขณะเดียวกันสหกรณ์ได้รับงบประมาณยุทธศาสตร์จังหวัดมาดำเนินการโรงสีข้าว คาดว่าปีหน้าจะสามารถสีข้าวเองได้ ในส่วนของการจำหน่ายตอนนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ครั้งที่ 1/2562 เมื่อ วันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอนันต์ สุวรรณรัตน์) เป็นประธานการประชุม และ สศก. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ การประชุม ซึ่งการประชุมครั้งนี้ ได้มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะอนุกรรมการฯ เพิ่มเติมจากชุดเดิม ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และหน่วยงานภายนอก ได้แก่ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง เพื่อบูรณาการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์เกษตรให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้น