วิธีทำ นำวัตถุดิบทั้ง 3 อย่าง ใส่ในถัง หมักไว้ 2-4 สัปดาห์

เมื่อใช้ให้กรองเอาแต่น้ำไปฉีดพ่น อัตรา 40 ซีซี ผสมน้ำยาล้างจานเล็กน้อย ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วยป้องกันศัตรูส้มโอจำพวกแมลง น้ำ แหล่งน้ำที่ใช้จากลำห้วยแม่ลาน แต่ในฤดูร้อนน้ำไม่เพียงพอ ต้องแสวงหาจากแหล่งอื่น คำว่า ให้น้ำสม่ำเสมอ หมายถึง การให้น้ำ 3 วัน ต่อครั้ง ตลอดเวลาพัฒนาการของส้มโอ หรือสัปดาห์ละครั้ง ก็ควรจะเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ยกเว้นช่วงฤดูฝน และยกเว้นช่วงก่อนเก็บผลส้ม 1 เดือน จะงดการให้น้ำเพื่อให้ผลส้มโอมีคุณภาพดี ไม่ฉ่ำน้ำ เนื้อกุ้งแห้งดี

โรคและแมลง แมลงที่มักพบในสวนก็อย่างเช่น หนอนชอนใบ แมลงวันทอง ใช้การป้องกันด้วยการฉีดพ่นด้วยน้ำหมักจากยาสูบ ส่วนเรื่องโรคนั้น คุณโอ๋ บอกว่า ยังไม่ค่อยสันทัดในการพิจารณาว่า ต้น ใบ ผล เป็นโรคอะไร เพราะที่สวนส้มโอพบโรคน้อยมาก แต่อยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องโรคส้มโอ

การเก็บผลส้มโอ ส้มโอขาวน้ำผึ้ง ออกดอกเดือนมกราคม เป็นปริมาณมากที่สุด (เป็นส้มปี หรือรุ่น 1) และจะออกดอกประปรายให้เห็นในเดือนอื่นๆ ใช้เวลาจนผลแก่สุก 7 เดือน ในเดือนสิงหาคม จะเป็นช่วงที่มีผลผลิตส้มโอแก่สุกมากสุด แต่ปัญหาก็คือ แก่สุกไม่พร้อมกัน จะทยอยแก่ และทยอยเก็บผลได้เรื่อยๆ

ผลผลิต ต้นส้มโอที่อายุ 45 ปี ต้นหนึ่งจะให้ผลผลิต 150-200 ผล แต่ละผลมีขนาดเส้นรอบวง 19-20 นิ้ว น้ำหนักต่อผล 1.3-2.0 กิโลกรัม

นอกจากปลูกส้มโอแล้ว พื้นที่โดยรอบ คุณโอ๋ยังปลูกไม้ผลอื่นๆ เช่น น้อยหน่า ส้มเขียวหวาน กล้วย สับปะรด เป็นต้น และยังปลูกพืชแซมแบบหมุนเวียน เช่น พืชผักสวนครัว เป็นต้น ใช้ประกอบอาหารทั้งจากพืชผัก นาข้าว และนำไปขายเองที่ตลาด

เกษตรกรคนเก่ง บอกวิธีคิด ว่า “การปลูกพืชแซมในบริเวณรอบๆ ต้นส้มโอผลดีก็คือการรักษาความชื้นของดิน เมื่อให้น้ำ ให้ปุ๋ยกับต้นส้มโอ พืชแซมก็จะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าวด้วย เป็นการประหยัดเงิน ประหยัดเวลา ประหยัดพื้นที่ ถือว่าเป็นรูปแบบการผสมผสานเกื้อกูลกัน เพื่อลดต้นทุนและรักษาสภาพแวดล้อม”

การจัดการพื้นที่ ดั่งที่คุณโอ๋บอกนั้น เป็นการสร้างหลักประกันให้กับครอบครัว ให้มีความมั่นคงในด้านต่างๆ ด้วยการผลิตหลายๆ อย่าง ในพื้นที่จำกัด จึงมีรายได้หลายทาง ลดความเสี่ยงด้านการตลาด นับว่าเป็นความพยายามทำให้เกิดความคุ้มค่าบนพื้นที่การเกษตรของคุณโอ๋ ได้อาศัยหลักการคิดเกษตรผสมผสาน เลียนแบบเกษตรอินทรีย์ และอาศัยแนวคิดจากหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้ครอบครัวมีรายได้ประจำ ทั้งรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี

“ถ้าเราไม่ลงมือทำ ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ” คำกล่าวทิ้งท้ายของ คุณวรรัตน์ จันทรมงคล เมื่อเดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวไรซ์เบอร์รี่บ้านกล้วย (ดอกจานบ้านกล้วย) ร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ “อุดรอิ่มสุข” เครือข่ายกลุ่มอาหารปลอดภัย ภาคอีสานตอนบน ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ พาณิชย์จังหวัดอุดรธานี อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี เกษตรจังหวัดอุดรธานี จัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “เทคนิคการใช้นวัตกรรมเครื่องมืออีคอมเมิร์ซแบบมืออาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้ยั่งยืนแก่คนไทย” ณ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

กลุ่มข้าวเป็นเครือข่ายอาหารปลอดภัย ก่อตั้งเมื่อปี 2559 เป้าหมายคือ การส่งเสริมการพัฒนาอาชีพร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสและทางเลือกอาชีพให้แก่สมาชิกเกษตรกรอุดรธานี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย เป็นคู่ค้าของภาครัฐ ได้ทำสัญญา MOU ต่อเนื่องสู่ปีที่ 5 ร่วมกับโครงการอาหารปลอดภัย โดยกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเป็นการนำร่องพัฒนาของจังหวัดอุดรธานี ที่เกิดประสิทธิผลแก่เกษตรกรอย่างมีคุณภาพและมีตัวชี้วัด

นอกจากเป็นการยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และการผลิตข้าวของเกษตรกร ได้คุณภาพสม่ำเสมอและมีความปลอดภัยสูงให้แก่ผู้บริโภค สมาชิกสามารถพึ่งพาตนเองได้ ชนิดข้าวที่ส่งเสริมผลิต เช่น ข้าวหอมนิล ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวฮางโบราณ ข้าวสินเหล็ก หอมธรรมศาสตร์ ข้าวเหนียว กข 6 ข้าวหอมมะลิ 105 รวมทั้งสายพันธุ์ข้าวที่ท้องตลาดต้องการ

ในกระบวนการผลิตของสมาชิกมีการควบคุมมาตรฐานการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผลผลิตข้าวเปลือกถูกรวบรวมไว้ที่ฉางข้าวของสมาชิก เมื่อเวลามีออเดอร์จึงนำมาสีแปรสภาพเพื่อส่งให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งการตลาดช่วงเริ่มต้นนั้น เป็นการออกบู๊ธร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดหาตลาดให้ตามงานนิทรรศการ สถานที่ต่างๆ ตามนโยบายการช่วยทางการตลาดแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มโอท็อป ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ห้างโมเดิร์นเทรด เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย ประสบปัญหาภัยแล้งและโรคระบาด ราคาผลผลิตตกต่ำ เกิดสถานการณ์โควิด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มข้าวรวมถึงผู้ประกอบการสินค้าโอท็อป เอสเอ็มอีทั่วประเทศต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เมื่อประสบปัญหาด้านการตลาด จึงร่วมกันหาทางออก เพื่อปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภค และทางเลือกที่ดีที่สุดในยุคอนาคต คือการตลาดออนไลน์ กลุ่มข้าวฯ และเครือข่ายอาหารปลอดภัย จึงได้ร่วมกับแอปพลิเคชั่นมูมอล ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสายพันธุ์ไทย ถูกพัฒนาตลาดอีคอมเมิร์ซ ด้วยระบบ Ecosystem เต็มรูปแบบ สร้างเครือข่ายผู้บริโภครูปแบบสหกรณ์ออนไลน์

ก่อตั้งโดย คุณบุญชัย ลิ่มอติบูลย์ ซึ่งแอปมูมอลได้รวบรวม 25 ธุรกิจการค้าการบริการ ได้รับความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์แบรนด์ดัง เชื่อมโยงทุกการใช้จ่ายครบทุกวงจรมาไว้ในแอปพลิ เคชั่นมูมอล อาทิ ปุ๋ยตราบัวทิพย์ ปุ๋ยตราเก็บตะวัน สถานีบริการน้ำมัน PT 2,000 สาขา ทั่วประเทศ บริษัท เซ็ลทรัลพัฒนา กรุ๊ป ฟู้ดแพนด้า ร้านอาหารในเครือโออิชิ กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภค บริโภค การท่องเที่ยว รวมถึงแอปลาซาด้า ที่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายในชีวิตประจำวันของ ผู้บริโภค เพื่อเป็นการสร้างทางโอกาสทางเลือกการช้อปปิ้งออนไลน์

การจัดสัมมาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เพื่อเตรียมการรับงานพืชสวนโลกและโครงการตลาดอัจฉริยะ 24 ชั่วโมง เทศบาลเมืองบ้านดุง พร้อมกันนี้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ทุกภาคส่วน พร้อมสนับสนุนให้ความร่วมมือกับแอปพลิเคชั่นมูมอล เพื่อให้ทุกร้านค้าเตรียมความพร้อมเมื่อจังหวัดอุดรธานีเตรียมการเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันพืชสวนโลก ที่จัดขึ้นในปี 2569

กลุ่มร้านค้าบริการ ฟาร์ม สวนเกษตร กลุ่มเครื่องจักรกลการเกษตรและร้านจำหน่ายปุ๋ยยา รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูป ทั่วไทยที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ติดต่อสอบถามได้โดยตรง กลุ่มข้าวประสานงานพืชสวนโลกอุดร

ละออง ภูจวง อายุ 34 ปี ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 16 ตำบลขามเฒ่าพัฒนา อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ 087-145-6552 เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งได้ใช้ความพยายามฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคจนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนและเกษตรกรทั่วไป

คุณละออง เล่าให้ฟังว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อปี 2544 ได้ไปสมัครงานและเข้าทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แผนกวางแผนและควบคุมการผลิต ตำแหน่งพนักงานทั่วไป ทำหน้าที่แจกจ่ายเอกสาร และธุรการทั่วไป ทำงานได้ 9 ปี และระหว่างนี้ยังศึกษาต่อจนจบ ปวส. ที่โรงเรียนเทคโนโลยีศรีราชา (ภาคค่ำ 2 ปี) อีกด้วย

จุดเปลี่ยนอาชีพต่อสำนึกรักบ้านเกิด
ตลอดระยะเวลาของการทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นไปด้วยดีด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทำ เป็นที่ยอมรับของนายจ้าง และเป็นที่รักใคร่ของพี่ เพื่อน และน้องๆ ในบริษัท แม้การทำงานที่บริษัทจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ปัญหาเรื่องส่วนตัวเริ่มเกิดขึ้นด้วยสำนึกต่อผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดเริ่มเข้าสู่วัยชรา ไม่มีคนดูแล ประกอบกับไม่มีผู้เลี้ยงดูลูก ด้วยความสำนึกต่อผู้มีพระคุณและแผ่นดินเกิด จึงคิดที่จะกลับไปหางานทำที่บ้าน หาอาชีพที่จะต้องมีรายได้เพื่อนำมาจุนเจือครอบครัวหลังจากที่ต้องลาออกจากงานที่บริษัท

น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ที่บ้านเกิด
แนวคิดเริ่มแรกเมื่อเดินทางกลับบ้านเกิดคือ การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อหลวง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณลุงท่านหนึ่งที่เล่าให้ฟังและใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการดำรงอยู่และปฏิบัติตนอยู่บนเส้นทางสายกลาง อยู่บนความพอเพียง ซึ่งหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร

ซึ่งได้ฟังแล้วคิดว่าเราน่าจะทำได้ เพราะเราอยู่กับการทำการเกษตรมาตั้งแต่แรกเกิด

จึงได้เริ่มศึกษาหาความรู้ตามหนังสือบ้าง ทางอินเตอร์เน็ตบ้าง พร้อมได้เล่าให้ครอบครัวฟังว่าอยากทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะช่วยให้ครอบครัวอยู่ได้แบบยั่งยืน แต่ทุกคนในครอบครัวไม่เห็นด้วย เพราะต้องมีการปรับพื้นที่โดยการปรับพื้นที่นามาขุดสระน้ำและให้เป็นสวน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุน แต่ตนเองก็ไม่ละทิ้งแนวคิดทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากลาออกจากงานที่บริษัท ก็เริ่มทำความฝันตนเองให้เป็นจริง

เริ่มต้นด้วยการปลูกผักที่ตัวเองชอบกิน รวมถึงพืชผักสวนครัวต่างๆ ไปพร้อมกับการปลูกพลู ปลูกกล้วย และอื่นๆ ที่กินได้ เหลือกินก็นำไปขายให้ชาวบ้านและชุมชนใกล้เคียง ขณะเดียวกัน ก็ได้เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ส่วนราชการจัดขึ้น ทำให้ได้รู้วิธีการและเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ๆ จึงมีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยทุกครั้งที่ไปเรียนและเข้ารับการฝึกอบรมจะมีคำถามจากคนรอบข้างตลอดว่าจะเรียนไปทำไม แค่ปลูกผักใครๆ ก็ทำได้

วันหนึ่ง คุณลุงเล่าให้ฟังว่า มีการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการพระราชดำริฯ จำนวน 5 คน นับเป็นโอกาสอันดี จึงสมัครเข้าเป็นนักเรียนในโครงการพระราชดำริฯ หลักสูตรการดำรงชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงและองค์กรภาคี โครงการรณรงค์เพื่อน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างภูมิคุ้มกันชุมชน ทำให้ได้ความรู้โดยมีหลักการสำคัญที่นำมาปรับใช้ในการทำการเกษตรคือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นขั้นตอนตามลำดับความจำเป็น ประหยัด การพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมความรู้ และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม

นอกจากนั้น ยังมุ่งเน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ชุมชนสามารถวิเคราะห์ปัญหา และความต้องการของชุมชน สามารถวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และความพร้อมของเกษตรกรได้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกร การทำการเกษตรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และได้รับการคัดเลือกเป็นวิทยากรต้นแบบ โครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จังหวัดมหาสารคาม กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ความสำเร็จการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
มีพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่เศษ เริ่มจากขุดสระน้ำในไร่นา 1 บ่อ แล้วปลูกพืชผัก ไม้ผล และอื่นๆ 2 ไร่ เมื่อมีรายได้จึงนำเงินมาขุดบ่อเพิ่มอีก 1 บ่อ ปัจจุบัน ขยายพื้นที่ปลูกออกเป็น 4 ไร่ 52 ตารางวา โดยปลูกพืชหลากหลายชนิด ดังนี้

1. กล้วย 120 กอ มี 20 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กล้วยหอมขอนแก่น หอมไต้หวัน หอมทุเรียน กล้วยไข่กำแพงเพชร กล้วยนาก กล้วยหมูสีข้าวก่ำ กล้วยหมูสี กล้วยเขียวใหญ่ กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหอมมอญ กล้วยตีบ กล้วยเทพนม กล้วยหักมุก กล้วยน้ำว้า กล้วยเต่า กล้วยพะโล และกล้วยงาช้าง

2. ข่า 350 กอ มี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ข่าเหลือง ข่าใหญ่ และข่าแดง ขายหน่อ 5-7 หน่อ/10 บาท และขายพันธุ์ถุงละ 25 บาท ต้นขจร 60 ต้น

3. มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 60 ต้น และพันธุ์ตาฮิติ 2 ต้น ไม้ผล มี มะม่วง ขนุน มะขามหวาน มะขามเปรี้ยว และส้มโอ รวม 25 ต้น

4. พลู 200 หลัก ราคาขาย 100 ใบ/25-30 บาท มีรายได้ทุกวัน เฉลี่ยเดือนละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท

5. ผลิตผักปลอดสารพิษหลายชนิด เช่น คะน้า ผักสลัด หอม ฯลฯ เพาะผักสวนครัวไว้สำหรับแจกจ่ายผู้ที่มาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอีกจำนวนหนึ่ง

6. เลี้ยงปลา 2 บ่อ มีปลาธรรมชาติ และปล่อยปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ และปลาหมอ เลี้ยงหมูหลุม 4 ตัว เลี้ยงเป็ดและเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ประมาณ 50 ตัว และทำนา 8 ไร่

นวัตกรรมที่นำมาใช้ในไร่นา คือได้คิดค้นสกีต่อพ่วงกับรถไถเดินตาม ประโยชน์ คือลดต้นทุนการผลิตไม่ต้องจ้างรถปั่น ไร่ละ 250 บาท ลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยไร่ละ 40 บาท ประหยัดเวลาจากการใช้รถไถเดินตามทำได้ 4-5 ไร่/วัน ถ้านั่งสกีทำได้ 8-10 ไร่/วัน และยังสะอาดเรียบร้อยไม่มีวัชพืช และยังนำปุ๋ย OM การผลิตสมุนไพรไล่แมลงมาใช้ในฟาร์มด้วย

ผลจากการดำเนินงานทำให้มีผลิตผลการเกษตรประเภทพืชผัก ปลา และสัตว์ปีก ที่เป็นอาหารที่ปลอดภัยในครัวเรือนและผลผลิตในส่วนที่เหลือยังนำไปจำหน่ายในชุมชน ทำให้มีรายได้ 400-500 บาท/วัน สำหรับสัตว์และไม้ผลทำให้มีรายได้เดือนละ 12,000-13,000 บาท ทั้งนี้ ตลอดปีทั้งปีมีรายได้เฉลี่ยปีละ 220,000 บาท ส่งผลให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขและยั่งยืน

คุณละออง บอกว่า ทุกครั้งที่มีเงินรายได้จากการจำหน่ายผลิตผล จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ส่วนหนึ่งเก็บออมไว้ อีกส่วนไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเป็นเงินลงทุนในการทำการเกษตร และอีกส่วนจะพาครอบครัวไปศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละด้าน รวมถึงทุกครั้งเมื่อมีการจัดฝึกอบรมเพื่อให้รู้ว่าการทำการเกษตรจะต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้รับการถ่ายทอดแล้วก็นำเรื่องการคิดต้นทุนในการผลิตมาใช้ก่อนที่จะลงมือทำการผลิตพืชแต่ละชนิดก่อน

การขยายผลสู่ชุมชน
วิสัยทัศน์คือ “ยึดมั่นในปรัชญา, พัฒนาตามขั้นตอน, สอนให้พึ่งตนเอง” จากความสำเร็จในการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปี 2558 ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดมหาสารคาม ให้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ ประจำตำบลขามเฒ่าพัฒนา

ท่านที่เคารพครับ จะเห็นว่าคุณละอองเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่แล้วกลับมาฟื้นฟูอาชีพแบบดั้งเดิมให้เป็นอาชีพใหม่ที่ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคา มีรายได้และผลตอบแทนที่ดี โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้มีความสุข ท่านที่สนใจจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณละออง ติดต่อได้ที่ โทร. 087-145-6552 หรือ Facebook ละออง ภูจวง หรือ ID Line : ละออง และ YSF มหาสารคาม

ผักสลัด ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูเพื่อสุขภาพ เป็นแหล่งรวมสารอาหาร อย่างไฟเบอร์ เส้นใย มีวิตามินซีสูงช่วยบำรุงผิวพรรณ ปรับสมดุลร่างกาย และระบบขับถ่าย เป็นต้น ผักสลัดยอดฮิตที่หลายคนคุ้นเคย ยกตัวอย่างได้ 14 ชนิด ดังนี้

1. กรีนโอ๊ค ผักใบหยิก สีเขียวอ่อน ปลายเป็นแฉกโค้ง ใบอ่อนนุ่มซ้อนกันเหมือนใบผักกาดหอม 2. เรดโอ๊ค หน้าตาคล้ายกรีนโอ๊ค แต่มีใบสีแดงอมน้ำตาลเข้ม ผักที่มีใบสีแดงอมน้ำตาล 3. เรดคอรัล ใบมีลักษณะหยิกเป็นพุ่มซ้อนกันเหมือนผักกาดหอม แต่มีปลายใบสีแดงเข้มอมน้ำตาล 4. บัตเตอร์เฮด เป็นผักที่มีใบกว้างกลมรี ลักษณะเกาะกันหลวมๆ เป็นหัว ใบ มีสีเขียวอ่อนนุ่ม 5. ผักกาดคอส หรือผักโรเมน เป็นผักสลัดที่มีใบยาว ก้านอวบสีขาว ใบหยักสีเขียวอ่อนไปจนถึงสีเขียวเข้ม ผักสลัดชนิดนี้มีเนื้อกรอบ

6. ผักกาดแก้ว มีใบซ้อนเกาะกันหลวมๆ replicascamisetasfutbol2018.com ใบนิ่มสีเขียวอ่อน ก้านใบสีขาว ฉ่ำน้ำและกรอบ 7. เบบี้ร็อคเก็ต ใบเล็กเรียวเป็นแฉก ใบนุ่มสีเขียวอ่อน 8. ร็อคเก็ตป่า หรือไวล์ดร็อคเก็ต ใบเรียวยาวผอมเป็นหยักแฉก 9. เรดิชิโอ รูปร่างคล้ายกะหล่ำปลี มีก้านใบสีขาว ปลายใบสีแดงอมม่วงซ้อนกันเป็นชั้นๆ 10. มิซูน่า หรือผักน้ำญี่ปุ่น ผักสลัดที่มีใบสีเขียวเข้ม เรียวยาวสวย ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ก้านยาวสีขาวอวบ กรอบ 11. ผักโขมเบบี้ มีใบกลมสีเขียวเข้ม ก้านใบยาว 12. ฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก ใบเป็นพุ่มหยิกหนา สีเขียวเข้ม ใบกรอบ ฉ่ำน้ำ 13. ผักกาดหอม ที่เราคุ้นเคยกันดี ใบนุ่มสีเขียวอ่อน ปลายใบหยิกกว้าง ห่อกันเป็นชั้นๆ 14. เคล ผักซุปเปอร์ฟู้ดยอดนิยม ใบหยิกสีเขียวเข้มคล้ายใบคะน้า ใบแข็งเล็กน้อย

คุณกฤษณ์ ปุณณสา อายุ 57 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ที่ 2 ตำบลราษฎร์นิยม อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ปัจจุบัน คุณกฤษณ์เป็นเจ้าของสวนผักสลัดปลอดสาร คุณกฤษณ์ กล่าวว่า ตนเองมีอาชีพหลักเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ด้วยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดโควิด-19 จึงทำให้งานรับเหมาก่อสร้างประสบอย่างหนัก ไม่มีผู้ว่าจ้าง ทำให้เงินที่มีอยู่ก็ค่อยๆ เริ่มหมดไป คุณกฤษณ์จึงทดลองปลูกผักสลัดในพื้นที่สวนของตนเองที่มีอยู่จำนวน 3 ไร่ คุณกฤษณ์ กล่าวว่า ที่ตนเองเลือกปลูกผักสลัดปลอดสารเพราะเป็นคนที่ชอบทานผักสลัดมาก เคยไปซื้อมาทานแล้วพบว่าผักสลัดมีรสชาติที่ขมมาก บางชนิดก็มีรสชาติที่แปลก จึงทำให้ตนเองหันมาทดลองปลูกทานเอง โดยไม่ใช้สารเคมี เพราะคุณกฤษณ์รู้สึกว่าหากใส่สารเคมีในการปลูก ตัวเราเองก็ไม่กล้าทาน เพราะรู้อยู่แล้วว่าสารเคมีคือสิ่งที่อันตรายต่อร่างกาย

คุณกฤษณ์เริ่มปลูกเพื่อทานในครัวเรือน พบว่าผักสลัดปลอดสารที่ตนเองปลูกมีรสชาติที่แตกต่างจากที่ขายกันในท้องตลาด ส่วนมากผักสลัดที่ขายในท้องตลาดจะมีรสชาติที่ติดขม แตกต่างจากผักสลัดสวนคุณกฤษณ์ ที่มีรสชาติหวาน ไม่ติดขม เพราะไร้สารเคมี ใช้เพียงน้ำหมักชีวภาพ ผักสลัดเมื่อเพียงพอต่อความต้องการในครอบครัวแล้ว คุณกฤษณ์ก็ได้แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน จนเกิดการบอกต่อทำให้มีผู้คนบริเวณใกล้เคียงให้ความสนใจและติดต่อขอซื้อเพื่อบริโภคในครัวเรือน จุดนี้ทำให้คุณกฤษณ์ได้เข้าสู่กลุ่มผู้ปลูกผักสลัด เพื่อขายส่งผ่านกลุ่มนี้ แต่ในเวลาไม่นาน คุณกฤษณ์ก็ต้องเลิกส่งผักสลัดให้กับกลุ่มนี้ด้วยปัญหาบางประการ จึงได้ทำการขายเอง ทั้งทางหน้าสวน ตลาดใกล้บ้าน และตลาดออนไลน์

คุณกฤษณ์ กล่าวว่า การปลูกผักปลอดสารมีปัญหาเข้ามาให้แก้ในทุกๆ วัน แต่ละวันก็มีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป เพราะเนื่องจากการปลูกผักหรือพืชผลใดๆ ก็ตามที่ปลอดสาร แน่นอนว่าจะต้องมีปัญหาของแมลงในทุกรูปแบบที่เข้ามาทำให้แก้ไขปัญหาในทุกๆ วัน การแก้ปัญหาหลักๆ ของคุณกฤษณ์ จะใช้สูตรน้ำหมักชีวภาพที่แตกต่างสูตรกันออกไป เพื่อกำจัดโรคพืชและแมลง แต่แน่นอนว่า การแก้ปัญหาอาจไม่หายไปทั้งหมด 100% แต่จะช่วยได้ 60-80% ทำให้ผักมีรอยกัดกินของแมลง ทำให้ผักไม่สวยงามนัก ไม่เป็นที่นิยมของผู้ซื้อ

คุณกฤษณ์ อธิบายถึงขั้นตอนการเพาะปลูกผักสลัด เริ่มต้นจากการคัดเลือกแม่พันธุ์ที่ดี และปลูกโดยดินธรรมชาติ โดยใช้ถาดเพาะปลูกในการเพาะ ระหว่างนี้รดน้ำสปริงเกลอร์ที่มีหัวรดน้ำชนิดฝอยละเอียด ความแรงน้ำไม่เเรงจนเกินไป เมื่อระยะเวลาเพาะในถาดครบ 20 วัน สามารถนำลงแปลงปลูกได้ ก่อนนำลงดินควรนำแผ่นพลาสติกวางตามแนวร่องปลูก และมีหลุมตามแนวร่องปลูก เพื่อใส่ต้นพันธุ์ การใช้แผ่นพลาสติกคลุมหน้าดิน เพื่อให้กันแมลงจากดินที่จะขึ้นมากินผัก และป้องกันเศษดินเมื่อเวลารดน้ำและกระเด็นเข้ามาในผัก และหลังลงแปลงปลูกระยะเวลา 40 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่ายได้แล้ว สภาพอากาศมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการเพาะปลูก ผักสลัดจะเติบโตได้ดีและไวในฤดูหนาว และจะโตยากในฤดูร้อนและฤดูฝน