ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรีศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยี

สับปะรดเพื่อการวิจัยและทดลองที่ปลูกรวบรวมพันธุ์สับปะรดมากกว่า 50 สายพันธุ์ ชม ชิม สับปะรดฉีกตา (พันธุ์เพชรบุรี ได้ทุกฤดูกาล มีจุดชมวิวอยู่บนยอดเขาปัญญา เรณู ที่แวดล้อมด้วยป่าโปร่งและป่าปลูก บริเวณบนยอดเขาเป็นแหล่งอาหารของนกนานาชนิด มีทิวทัศน์สวยงาม สามารถมองเห็นบรรยากาศของศูนย์ได้รอบทิศ แหล่งรวบรวมความหลากหลายของพันธุ์มะพร้าว ชมทิวทัศน์ของทุ่งกาแฟโรบัสต้า สวนพรรณไม้หอมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พืชสมุนไพรและเครื่องเทศกว่า 1,000 ชนิด พืชผักพื้นเมืองไม่น้อยกว่า 200 ชนิด กล้วยไม้พื้นเมืองของภาคใต้มากกว่า 100 ชนิด อาคารแสดงนิทรรศการจัดแสดงข้อมูลพันธุ์กาแฟโรบัสต้า มะพร้าว โกโก้ และผลิตภัณฑ์แปรรูปมะพร้าว

20. ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี

แปลงรวบรวมเชื้อพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์ปาล์มน้ำมัน การวิจัยศักยภาพของพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี ภายใต้เทคโนโลยีที่เหมาะสม แปลงผลิตต้นกล้าปาล์มน้ำมัน แปลงรวบรวมพันธุ์ปาล์มประดับ แปลงรวบรวมพันธุ์ไม้ผลเมือง พืชในตระกูลลางสาด ลองกอง พืชสมุนไพรและไม้หอม

21. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่

ภายในศูนย์วิจัยฯ มีป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูเขาหินปูน ถ้ำหินย้อย ลำห้วยน้ำใส มีแปลงปลูกรวบรวมพันธุ์ยางพารา ชมต้นยางเก่าแก่ที่สุดของจังหวัดกระบี่ ไม้ผลเมืองร้อน ไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่ สวนป่าสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ แปลงไม้หอมมากกว่า 100 ชนิด กิจกรรมเดินป่า ปีนเขา ปั่นจักรยาน ชมทัศนียภาพสวยงาม

22. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต

ชมแปลงยางพาราและการผลิตยางคุณภาพอย่างครบวงจร การสาธิตการกรีดยางจนถึงขั้นตอนการผลิตเป็นยางแผ่นชั้นดี การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา ศึกษาดูงานการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ตัดใบ เพื่อเสริมรายได้ในสวนยาง กิจกรรมเดินเที่ยวชมสวนป่า ปาล์มหายาก กล้วยไม้ป่าหลายชนิด เป็นแหล่งหากินของนกนานาชนิด

23. ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง

เป็นแหล่งวิจัยและแหล่งเรียนรู้การผลิตพืชสวนในภาคใต้ เช่น สะตอ ดาหลา ขมิ้นชัน เนียง หมาก อบเชย เร่ว กระวาน แปลงรวบรวมพันธุ์ผักพื้นเมือง กล้วยพื้นเมือง ไม้ผลเมืองร้อน พรรณไม้หอม กิจกรรมปั่นจักรยานตามรอยโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ชมวิวสวนควนหละ ป่าเขาหวง เดินป่าปกปักอนุรักษ์ผืนป่าพื้นที่ 296 ไร่

24. ศูนย์วิจัยพืชสวนยะลา

เป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจด้านการวิจัยพืชเศรษฐกิจในภาคใต้ เช่น ทุเรียน กล้วยไม้ ดาหลา แปลงอนุรักษ์พันธุ์พืช ความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตด้านเกษตร โครงการส่งเสริมและดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พบกับทิวทัศน์ที่สวยงาม บรรยากาศดี เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งนี้ ผู้สนใจกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร (Agro-Tourism) ของสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์

“ผมมีอาชีพทำนามานาน วันหนึ่งมีความสนใจที่อยากทำสวนผลไม้ จึงตัดสินใจปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ โดยการแบ่งผืนนา จำนวน 7 ไร่ มาทำสวนชมพู่ทับทิมจันท์ 3 ไร่ จนถึงทุกวันนี้ผมมีรายได้ต่อปีราว 3 แสนบาท จากการทำสวนชมพู่ 3 ไร่ และปลูกต้นชมพู่ เพียง 150 ต้น เท่านั้น ทำกันเพียง 2 คน กับภรรยาเป็นหลัก งานก็ไม่ตากแดดมากเหมือนทำนา รายได้ก็ดีกว่าการทำนา ส่งลูกเรียนสบาย”

“แม้ราคาชมพู่ทับทิมจันท์จะไม่สูงมากเหมือนแต่ก่อน ถึงแม้ราคาจากสวนจะเหลือแค่เพียงกิโลกรัมละ 10 บาท เกษตรกรก็พออยู่ได้ เนื่องจากชมพู่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตเป็นจำนวนมาก สามารถบังคับให้ออกดอก ติดผลได้ทั้งในและนอกฤดูตลอดทั้งปี แต่คนทำสวนชมพู่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องไม่ขี้เกียจ ต้องมีความขยัน ช่างสังเกต ทำผลผลิตให้มีคุณภาพและเรียนรู้อยู่ตลอด”

สองข้อความข้างต้น เป็นคำพูดของ คุณสำเริง เจริญวงษ์ บ้านเลขที่ 2/4 หมู่ 5 ต.ถอนสมอ อ.ถอนสมอ ต.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี โทร. 089-981-8543 ที่ปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ มานานกว่า 9 ปี มีเรื่องราวดีๆ จากประสบการณ์ในการทำสวนชมพู่แนะนำให้กับหลายๆ ท่านที่กำลังสนใจในการทำสวนชมพู่ว่าทำน้อยแต่ได้มาก ว่าต้องมีการจัดการสวนอย่างไร

คุณสำเริง เล่าย้อนหลังไปว่า เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ทางจังหวัดได้มีโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนนาเป็นสวน ซึ่งในตอนนั้นทางจังหวัดได้ส่งเสริมให้ปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ โดยสนับสนุนการปรับพื้นที่โดยการทำแปลงแบบยกร่องให้ฟรี แจกเรือรดน้ำให้ 1 ลำ และต้นพันธุ์ชมพู่ทับทิมจันท์ให้ฟรีทั้งหมด สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ตนเองซึ่งทำนามานานก็ทราบข่าวก็เกิดความสนใจเข้าร่วมโครงการแบ่งที่นา จำนวน 3 ไร่จาก 7 ไร่ มาปลูกชมพู่ ประกอบกับในช่วงนั้นทราบข่าวว่า ชมพู่ทับทิมจันท์มีราคาดีมาก หากผลิตได้คุณภาพก็มีตลาดส่งออกมารองรับ จึงตัดสินใจปลูก

การปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ แปลงปลูกชมพู่ทำแบบยกร่องเหมือนกับทางที่ราบลุ่มอย่างจังหวัดราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ฯลฯ ที่เขานิยมทำสวนแบบยกร่อง ซึ่งการปลูกแบบยกร่อง จะยกร่องปลูกกว้างประมาณ 6 เมตร ขุดร่องน้ำกว้าง 2 เมตร ซึ่งหลังยกร่องแล้วก็จะตากดินไว้ อีก 1 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงในดินหรือชาวสวนสามารถปรับสภาพดินโดยใส่ปูนขาวได้ก็จะยิ่งดี เพื่อฆ่าเชื้อและปรับค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน

ส่วนระยะปลูกนั้น คุณสำเริง ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 6 เมตร ในการเตรียมหลุมปลูกจะขุดใช้ขนาดกว้าง 50 ซม. x ยาว 50 ซม. x ลึก 50 ซม. การขุดหลุมปลูก จะขุดแยกดินหน้าไว้ข้างหนึ่งและดินล่างไว้อีกข้างหนึ่ง แล้วเอาปุ๋ยคอก ประมาณ 30 กิโลกรัม ผสมกับหน้าดิน อัตราส่วน 1 : 1 และปุ๋ยสูตร 16-16-16 ประมาณ 1 กำมือ แล้วกลบดินลงหลุมไปในหลุมจนพูนเป็นหลังเต่าเพื่อจะได้ระบายน้ำดีในช่วงแรก จากนั้นใช้จอบขุดเป็นหลุมปลูกขนาดเท่ากับตุ้มดินปลูกบนหลังเต่า

การปลูกนำต้นพันธุ์ชมพู่ซึ่งตอนนั้นเป็นกล้ากิ่งตอน ที่ชำไว้พร้อมปลูก นำมาถอดหรือกรีดถุงเพาะชำออก วางกิ่งพันธุ์ให้กึ่งกลางหลุม ที่ขุดเตรียมไว้ แล้วกลบดินให้แน่นปักไม้และผูกเชือกยึดลำต้น ถ้าปลูกในช่วงเดือนที่อากาศร้อนจัดควรพร้อมปักทางมะพร้าวพรางแสงหรือมุงซาแรนในทิศทางตะวันออกและตะวันตกเพื่อลดความร้อนของแสงอาทิตย์ ปลูกเสร็จต้องรดน้ำให้ชุ่มทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นชมพู่ที่ปลูกใหม่เหี่ยวเฉา หลังจากชมพู่ตั้งตัวได้แล้วจึงค่อยนำทางมะพร้าวหรือซาแรนออก ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงแรกของการปลูก

การให้ปุ๋ยบำรุงต้นชมพู่ “ปุ๋ยคอก” ซึ่งนอกจากใส่ตอนเตรียมหลุมปลูกแล้ว เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยคอกอีกประมาณ 5-10 กก./ ต้น ตามความสมบูรณ์ของต้น ชนิดปุ๋ยคอกแล้วแต่จะสามารถจัดหามาได้ เช่น ปุ๋ยมูลไก่ มูลหมู และมูลวัว เป็นต้น แต่ที่สำคัญของการให้ปุ๋ยคอกนั้น ปุ๋ยคอกทุกชนิดต้องเป็นปุ๋ยคอกเก่าและมีการสลายตัวเรียบร้อยแล้ว หว่านในบริเวณทรงพุ่มและนอกทรงพุ่มเล็กน้อย ซึ่งควรมีการพรวนดินห่างจากชายทรงพุ่มออกไปเล็กน้อย ประมาณ 30 เซนติเมตร หรือ ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพที่สามารถทำเองได้และใช้ได้ผลดี ส่วนการให้ “ปุ๋ยเคมี” สำหรับการใส่ปุ๋ยเคมีนี้เกษตรกรควรพิจารณาตามระยะการเติบโต และอายุของต้นชมพู่และปริมาณผลผลิตที่ให้ในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย

สำหรับต้นชมพู่ที่ยังไม่ให้ผล ช่วงนี้ชมพู่ต้องการปุ๋ยเพื่อการเจริญเติบโตทางด้านลำต้น กิ่ง ใบ เป็นหลัก ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตรเสมอ เช่น 16-16-16 โดยให้ปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น ดังนั้นชมพู่ที่ปลูกปีแรกควรให้ปุ๋ยเคมี ประมาณ 500 กรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝน 1 ครั้ง และปลายฤดูฝนอีก 1 ครั้ง ส่วนในต้นที่ให้ผลแล้วอายุ 2 ปีขึ้นไป ช่วงก่อนหลังเก็บผล ต้องมีการบำรุงต้น กิ่ง ก้าน ใบ ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 ในอัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้น หรือประมาณ 500 กรัม/ต้น ช่วงก่อนออกดอกเพื่อให้ชมพู่ออกดอกมากขึ้นนั้น ควรใส่ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 12-24-12 หรือ 8-24-24 ในอัตราส่วน 200-300 กรัม/ต้น

ช่วงพัฒนาผลหลังจากชมพู่ติดผลแล้วนั้น ผลจะมีการพัฒนาในระยะแรก จะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น เกษตรกรควรใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ปริมาณ 200-300 กรัม/ต้น หลังผลใหญ่ขึ้นแล้วก่อนที่เก็บผล 1 เดือน เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยตัวท้ายสูง เช่น สูตร 13-13-21 แต่คุณสำเริง เลือกใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 19-9-34 ซึ่งจากการทดลองใช้พบว่าทำให้ชมพู่หวานมากกว่า อาจจะเป็นเพราะปริมาณเนื้อปุ๋ยตัวหลัง คือ โพแทสเซียมสูง (K) กว่านั้นเอง ปริมาณ 300-500 กรัม/ต้น และสามารถใส่ได้ทุกเดือนในช่วงที่เลี้ยงผล

ส่วนปุ๋ยทางใบ เป็นปุ๋ยที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วของการเจริญเติบโตของชมพู่ เช่น การใช้ไทโอยูเรีย เพื่อการเร่งให้ชมพู่แตกใบอ่อนพร้อมกัน หรือการพัฒนาผลชมพู่ให้มีคุณภาพดี คุณสำเริง จะใช้ปุ๋ยที่เพิ่มคุณภาพผล เช่น “ไฮโปส” ที่ช่วยสร้างเนื้อ เพิ่มความหวานและทำให้ชมพู่ทับทิมจันท์เข้าสี ทำให้ชมพู่สีแดงเข้มด้วย โดยจะฉีดไฮโปสตั้งแต่ห่อผลเสร็จไปตลอดทุกๆ 7 วัน โดยอัตราที่ใช้ คือ ไฮโปส อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วสามารถผสมร่วมกับสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงชนิดอื่นได้ ผลของการใช้ไฮโปสแม้จะมีน้ำในร่องสวนตลอดหรือฝนตกมาบ่อย ชมพู่ที่สวนก็ยังคงหวาน ทำให้ชมพู่ที่สวนเป็นที่ต้องการของแม่ค้าที่มารับซื้อถึงหน้าสวน

ต้นชมพู่ 1 ปี 8 เดือน เริ่มให้ผลผลิต คุณสำเริง เล่าว่า หลังจากปลูกและดูแลต้นชมพู่ได้ราว 1 ปี 8 เดือน ต้นชมพู่ก็จะพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บเกี่ยวบ้าง แต่จะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ในปีที่ 3 โดยต่อการออกดอก 1 รุ่น สามารถห่อผลได้ครั้งละ 70-80 ถุง หรือเป็นน้ำหนักก็ประมาณ 30-40 กิโลกรัม ต่อต้น ซึ่ง 1 ถุงห่อ จะเลือกไว้ผล 2-3 ผล โดยผลชมพู่ทับทิมจันท์จะมีน้ำหนักเฉลี่ย 6-7 ผล ต่อกิโลกรัม

ซึ่งการห่อผลนั้น การปลิดผลจึงมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นการกำหนดขนาดและน้ำหนักของผลชมพู่ว่าจะมีผลเล็กหรือใหญ่เพียงใด โดยหลักการง่ายๆ ยิ่งไว้ผลมากคือ 4 ผล ต่อช่อ ขึ้นไป ย่อมทำให้ชมพู่มีขนาดผลเล็ก ไว้ผลน้อยก็ยิ่งจะได้ชมพู่ผลใหญ่

ซึ่งการออกดอกชมพู่จะออกบริเวณกิ่ง ในทรงพุ่มหลังจากดอกได้รับการผสมแล้วก็จะติดเป็นผล ที่มีขนาดเล็กมีลักษณะคล้ายถ้วย หลังจากนั้นผลจะขยายใหญ่มีสีเข้มขึ้น เกษตรกรควรปลิดผลที่ถูกโรคแมลงทำลาย โดยเฉพาะผลชมพู่ที่แมลงวันทองเจาะทำลายคนห่อต้องปลิดทิ้ง ผลที่มีขนาดเล็กหรือรูปร่างผิดปกติออก โดยเหลือไว้ ช่อละ 2-3 ผล เท่านั้น กรณีที่มีช่อผลหลายๆ ช่ออยู่มากในกิ่งเดียวกัน ไม่ควรเก็บไว้ ให้เลือกปลิดช่อที่มากเกินไปออก เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารกันเอง และจำนวนการห่อไม่ควรมากเกินไป โดยให้สัมพันธ์กับทรงพุ่มและความสมบูรณ์ของต้น

การห่อผลทำให้ผิวสวย ป้องกันการทำลายจากแมลงวันทอง ก่อนห่อผลคุณสำเริง จะฉีดพ่นฮอร์โมนช่วยบำรุงดอก เช่น โบร่า เพื่อช่วยผสมเกสรง่ายและติดผลดก ฉีดพ่นสัก 3 ครั้ง คือ ช่วงเริ่มออกดอก ดอกเริ่มบาน และหลังเกสรดอกเริ่มโรย การห่อผลชมพู่ คุณสำเริง จะทำควบคู่กับการปลิดเลยในเวลาเดียวกัน ในการห่อผลนี้เกษตรกรจะเลือกถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้วสีขาวขุ่น เจาะ 2-3 รู เพื่อให้น้ำออกและระบายอากาศ

ก่อนห่อ คุณสำเริง จะใช้วิธีฉีดพ่นสารเคมีป้องกัน กำจัดแมลง คือ เมกก้า อัตรา 10 ซีซี เพื่อฆ่าแมลงศัตรูที่อาจจะเกาะที่ผล เช่น เพลี้ยไฟ+ฮอร์โมน จิบเบอเรลลิน อัตรา 2 ซีซี เพื่อทำให้ทรงผลชมพู่ยาวและขยายขนาดผล+สารโปรวิต 30 ซีซี เพื่อช่วยบำรุงผล ผสมทั้งหมดในน้ำ 5 ลิตร โดยคุณสำเริงจะแบ่งใส่ในกระบอกฉีดน้ำหรือฟ็อกกี้ เมื่อปลิดผลเสร็จ จะฉีดด้วยสารและฮอร์โมนดังกล่าว แล้วจึงห่อด้วยถุงพลาสติกมีหูหิ้ว ขนาด 7×15 นิ้ว โดยจะผูกปากถุงด้วยเงื่อนชั้นเดียว หลังจากห่อผลได้ราว 1 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวชมพู่ขายได้ ซึ่งรวมเวลาตั้งแต่แทงช่อดอกจนเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาทั้งหมด 3 เดือน พอดี

การเก็บนั้นควรใช้กรรไกรตัดขั้วจะสะดวกและรวดเร็ว จะเก็บมาทั้งถุงที่ห่อชมพู่แล้ว ใส่เข่งที่กรุด้วยกระสอบปุ๋ย เพื่อป้องกันความคมของภาชนะที่จะทำให้ผิวชมพู่บอบช้ำได้ จากนั้นจึงคัดเลือกชมพู่ โดยเริ่มที่แกะถุงห่อชมพู่ออก คัดคุณภาพโดยคัดผลแตก ผลเป็นโรคและแมลงทำลาย คัดขนาดแล้ว บรรจุลงตะกร้าพลาสติกที่ด้านข้างกรุด้วยใบตองหรือกระดาษ แล้วปิดทับด้านหน้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อรักษาความชื้นของชมพู่ไว้ รอให้แม่ค้ามารับไปขายต่อ

การผลิตชมพู่นอกฤดู ชมพู่จะออกดอกเป็น 2 รุ่นใหญ่ๆ คือ ช่วงประมาณปลายเดือนธันวาคม-มกราคม เก็บผลในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และจะออกดอกในเดือนกุมภาพันธ์และเก็บผลในเดือนเมษายน–พฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นชมพู่ที่ออกตามฤดูกาล โดยเฉพาะชมพู่ที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่ชมพู่มีราคาถูกที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ผลไม้ในตลาดมีมาก เช่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ และมังคุด เป็นต้น ชาวสวนจึงต้องพยายามบังคับให้ชมพู่ออกดอกและมีผลผลิตช่วงนอกฤดูกาล เช่น บังคับให้ออกดอกมากช่วงปลายในเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และไปเก็บผลผลิตในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งในช่วง 3 เดือนนี้ ชมพู่จะมีราคาสูง อย่างปีที่แล้วชมพู่เบอร์ใหญ่ ราคากิโลกรัมละ 100-140 บาท เลยทีเดียว

การใช้ “สารแพคโคลบิวทราโซล” ทำชมพู่นอกฤดู สำหรับการใช้สารแพคโคลบิวทราโซล เป็นเทคนิคที่ชาวสวนชมพู่ใช้กันอยู่ ซึ่งมีทั้งการฉีดพ่นให้ทางใบและราดทางดิน โดย คุณสำเริง อธิบายว่า ที่สวนจะเลือกใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ชนิดความเข็มข้น 15% (เช่น แพนเที่ยม 15%) โดยจะเริ่มราดสารช่วงปลายเดือนพฤษภาคมของทุกปี และทำให้ชมพู่ออกดอกในช่วง 45-50 วัน หลังการราดสาร และเก็บผลผลิตได้ราวช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม ของทุกปี โดยอัตราการใช้สารแพนเที่ยม 15% คือ 20 กรัม/ต้น (ต้นชมพู่อายุ 6-7 ปี มีขนาดทรงพุ่ม 5-6 เมตร) ผสมสารกับน้ำสะอาด ประมาณ 5 ลิตร ผสมในฝักบัวโดยก่อนการราดสาร ต้นชมพู่ต้องมีความสมบูรณ์ ฉีดสะสมอาหารมาก่อนและทำโคนต้นให้สะอาด และการราดสารต้องราดช่วงที่ใบชมพู่อยู่ในระยะ “ใบเพสลาด” จึงจะได้ผลดีที่สุด โดยสารจะไปทำให้ต้นชมพู่ชะลอการเจริญเติบโต ทำให้ต้นชมพู่หยุดแตกใบอ่อนและพร้อมที่จะเปิดตาดอกช่วงเวลาที่เราต้องการ ไม่ควรที่จะราดสารในช่วงที่ใบชมพู่เป็นใบอ่อนโดยเด็ดขาด หลังให้สารแก่ต้นชมพู่

เช้ารุ่งขึ้น คุณสำเริง จะใช้เรือรดน้ำให้แก่ต้นชมพู่จนชุ่มทั้งแปลงและจะงดการให้น้ำ แล้วประมาณ 1 เดือน ควรให้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูงได้ เช่น 8-24-24 เพื่อให้ต้นชมพู่เตรียมพร้อมในการสร้างตาดอก ซึ่งอาจจะทำให้ชมพู่สามารถออกดอกได้มากยิ่งขึ้น หลังการใส่ปุ๋ยและรดน้ำให้ก็ยังคงงดน้ำต่อจนครบเวลา คือราว 45 วัน ดูว่าต้นชมพู่ใบเขียวเข้ม มีความพร้อมที่จะออกดอก ก็จะฉีดสารเปิดตาดอก เช่น โพลี่เอไซม์ ทุก 7-10 วัน โดยจะเน้นการเปิดตาดอกเรื่อยๆ ให้ต้นชมพู่ออกดอกตลอด ออกดอกหลายรุ่นให้เราได้เลือกห่อตลอดฤดูกาลนั่นเอง

ปัจจุบัน สวนชมพู่ของ คุณสำเริง จะเน้นขายส่งให้แม่ค้าในท้องถิ่น แม่ค้าตลาดนัด ขายได้ราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 20-50 บาท ซึ่งสามารถเก็บส่งขายได้เกือบทุกวัน ได้เงินทุกวัน ปีที่ผ่านมามีรายได้ราว 3 แสนบาท โดยหักต้นทุนที่ใช้สารเคมี ปุ๋ย ฮอร์โมนใช้ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ เพียง 30,000 บาท ต่อปี ซึ่งคุณสำเริงกล่าวทิ้งท้ายว่า “การทำสวนชมพู่ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความขยัน แม้ชมพู่ราคาตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 10 บาท ชาวสวนก็ยังพอมีกำไรอยู่ได้ ด้วยชมพู่เป็นพืชที่ให้ผลผลิตมาก”

มะพร้าวน้ำหอม ผลไม้ธรรมดาๆ นี่ ใครๆ ก็รู้จัก แต่ถ้าจะบอกว่า มะพร้าวน้ำหอม ที่สามารถสร้างรายได้เกือบ 2 แสนบาท ต่อเดือน นี่คงไม่ธรรมดาแล้ว

คุณราตรี พรชัยสิทธิ์ หรือพี่ราตรี เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอม ตั้งอยู่ที่ ต.บางตลาด อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 50 ไร่ มีมะพร้าวราวสองพันต้น สามารถผลิตมะพร้าวได้เกือบ 10,000 ลูก ต่อสัปดาห์ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัด ที่มาสั่งไปเลี้ยงที่สภาผู้แทนราษฎร พากันติดอกติดใจ รวมทั้ง พ่อค้าแม่ค้าที่มารับถึงสวน รวมทั้งที่คุณราตรีนำออกขายเองในย่านมีนบุรี กรุงเทพฯ

สำหรับราคาขายมะพร้าวน้ำหอม อยู่ที่ลูกละ 9 บาท ถึง 10 บาท นั่นหมายความว่า มีรายได้เข้าสวนราว 2 แสนบาท ต่อเดือน เลยทีเดียว

พี่ราตรี ปลูกมะพร้าวมากว่า 40 ปี และอาจย้อนหลังไปได้อีกหลายสิบปีตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ “มะพร้าวปลูกไปครั้งหนึ่งก็กินได้ถาวร ไม่ต้องปลูกบ่อยๆ และในชีวิตที่ผ่านมา ก็ทำแต่สวนมะพร้าว ซึ่งเป็นไม้ผลที่เราถนัดที่สุด” พี่ราตรี ว่าอย่างนั้น

มะพร้าวน้ำหอม ที่สวนพี่ราตรี หวานและหอม somalicurrent.com เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้ชิม เหตุผลประการหนึ่งที่ได้มะพร้าวน้ำหอมเช่นนี้ เธอบอกว่า ทุกๆ ช่วงต้นปี จะมีน้ำเค็มขึ้นมาถึงที่สวน ซึ่งแน่นอนว่า มะพร้าวน้ำหอมชอบดินเค็ม ในขณะที่สวนในจังหวัดอื่นๆ ไม่มีน้ำเค็มขึ้นมาถึง จึงต้องไปซื้อเกลือ หรือไม่ก็กากน้ำปลามาใส่โคนต้นมะพร้าว

นอกจากนี้ มะพร้าวน้ำหอมที่นี่ ยังตัดแต่งได้สวย น่าซื้อ น่าชิม ด้วยการนำผลสดมาปอกเปลือกรอบนอก ปอกเปลือกรอบใน ขัดเกลาด้วยมือ และเครื่องขัดผิวมะพร้าวให้เกลี้ยงเกลา ไม่มีเศษเสี้ยนหลงเหลือ จากนั้นนำไปแช่ในน้ำสารส้ม ประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ผิวมะพร้าวขาวสวย พร้อมส่งขาย

ส่วนเปลือกมะพร้าว ยังนำไปโรยรอบต้นมะพร้าว เป็นปุ๋ยให้กับมะพร้าวได้อีก นอกจากการบำรุงด้วยปุ๋ยคอกอีกปีละครั้ง เท่านี้ก็จะได้มะพร้าวน้ำหอม หวานๆ ออกมาให้สม่ำเสมอ พี่ราตรี บอกว่า ทำสวนมะพร้าวมานาน มีเท่าไรขายได้หมด ไม่ต้องหาตลาดมาก เพราะถึงอย่างไรก็ขายได้ ทั้งนี้อาจจะด้วยรสชาติที่หวาน หอม มีเอกลักษณ์

นอกจากขายผลสด ยังขายน้ำมะพร้าวสดที่บรรจุในถุง ในแก้ว และในขวด ที่ขายได้ตลอด มะพร้าวสดบางส่วนนำไปเผาเป็นมะพร้าวเผาที่ให้รสชาติต่างออกไป และตลาดให้การยอมรับดีไม่แพ้กัน

ดังที่ทราบกันดีว่า หลายพื้นที่ปลูกมะพร้าวในประเทศไทยประสบปัญหาศัตรูสำคัญของมะพร้าว ได้แก่ ด้วงมะพร้าว ถ้าเข้าทำลายยอดได้ จะทำให้ใบแดงเหี่ยว ไม่เป็นรูปทรง ซึ่งพี่ราตรีบอกว่าไม่ต้องคิดหาทางแก้ไข มีทางเดียวคือ ตัดทิ้งไปเลย

ที่สวนของพี่ราตรี มีเทคนิคการสอยมะพร้าวน้ำหอม โดยจะใช้ตะขอฟันก้าน พร้อมกับไม้ค้ำ จากนั้นจะปล่อยให้มะพร้าวตกน้ำ เพื่อลดแรงกระแทก จะได้มะพร้าวสดคุณภาพดี นอกจากนี้ ยังเก็บมะพร้าวแก่บางส่วน ไว้เป็นพันธุ์มะพร้าวสำหรับปลูกซ่อมแซม และจำหน่ายให้กับชาวสวนอื่นๆ ที่สนใจอีกด้วย “หงเป่าสือ” ฝรั่งไส้แดง มีถิ่นกำเนิดมาจากไต้หวัน มีลักษณะผลรูปกลมแป้น เนื้อในหรือไส้กลางเป็นสีแดง เมล็ดน้อย รสชาติหวานกรอบ เป็นที่ถูกอกถูกใจของใครหลายคน ในประเทศไทยได้มีการนำสายพันธุ์เข้ามาปลูกได้เป็นระยะเวลากว่า 5-6 ปีแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายจนล้นตลาด ด้วยกิ่งพันธุ์ที่มีราคาสูง และการปลูกดูแลที่ค่อนข้างยากกว่าการปลูกฝรั่งสายพันธุ์ทั่วไป ทำให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดตอนนี้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า หากคิดจะปลูกสร้างรายได้ยังน่าสนใจ มีพื้นที่ 1 ไร่ก็ทำได้

คุณชาญชัย ลิ้มปทุม เจ้าของสวนนานาพันธุ์ by เจ๊เกียง อยู่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 1 ตำบลนพรัตน์ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เกษตรกรผู้คร่ำหวอดในวงการไม้ผลมานานหลายสิบปี อดีตเคยทำสวนส้ม ปัจจุบันเป็นเจ้าของอาณาจักรกล้วยหอมกว่า 200 ไร่ ควบคู่กับการปลูกฝรั่งหงเป่าสือสร้างรายได้เสริม ซึ่งถือเป็นพืชที่น่าจับตามองไม่น้อย ด้วยราคาตอนนี้ที่ทางสวนขายได้ยังมีราคาสูงอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ปลูก 10 ไร่ ฟันรายได้เกือบแสนต่อเดือน