สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาเขื่อนภูมิพลเขื่อน

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบัน (6 มิ.ย. 61) มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,880 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 52 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 6,184 ล้าน ลบ.ม. หรือ คิดเป็นร้อยละ 34 ของปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งหมด สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 11,900 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน (6 มิ.ย. 61) มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 550 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 7.04 เมตร กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำโดยปรับลดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม เพื่อเพิ่มพื้นที่ไว้รองรับปริมาณน้ำที่จะเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบน โดยวันนี้ (6 มิ.ย. 61) เขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่าน 401 ลบ.ม./วินาที หากเทียบกับ ปี 2560 ที่มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ณ เวลาเดียวกัน 699 ลบ.ม./วินาที จะเห็นได้ว่าปีนี้ มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมา และยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ยังอยู่ในภาวะปกติ

อนึ่ง ในช่วงฤดูฝน ปี 2561 นี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ โดยให้โครงการชลประทานทุกแห่งตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ การควบคุมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกักที่เหมาะสม พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด สำหรับพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำประจำพื้นที่ไว้ด้วย นอกจากนี้ ยังให้บูรณาการประสานการทำงานร่วมกับทางจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบ และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สถานพยาบาลสัตว์ที่กรมปศุสัตว์จัดตั้งขึ้นนี้ ได้มุ่งเน้นการให้บริการแก่สัตว์ที่ถูกทารุณกรรม สัตว์ที่ถูกทอดทิ้งในกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่ม ได้แก่ สัตว์ป่วย สัตว์พิการ สัตว์ตั้งท้องหรือลูกอ่อน ลูกสัตว์ สัตว์ที่เป็นโรคผิวหนัง (โรคเรื้อน) และสัตว์ที่อยู่ในการดูแลขององค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์หรือสถานสงเคราะห์สัตว์ รวมทั้งสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของที่อยู่ตามสถานที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน เป็นต้น

กรมปศุสัตว์มีหน้าที่ความรับผิดชอบงานด้านสุขภาพและการควบคุมป้องกันโรคสัตว์ตามพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 โดยเฉพาะพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 นั้น ทำให้กรมปศุสัตว์มีบทบาท ภารกิจด้านบริการสุขภาพสัตว์เพิ่มขึ้น ในด้านการรักษาพยาบาลสัตว์ที่ถูกทารุณกรรม และถูกทอดทิ้ง นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ต้องให้การสนับสนุนการดำเนินการขององค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์และสถานสงเคราะห์สัตว์ ด้านสุขภาพสัตว์ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ อีกด้วย

นายสัตวแพทย์สรวิศกล่าวว่า ในปี 2561 กรมปศุสัตว์ได้จัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์ระดับอำเภอแล้ว จำนวน 20 แห่ง ได้แก่ อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร อำเภอสันป่าตอง อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดตรัง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง และอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่บ้านเลขที่ 5 บ้านกุดจอกใหญ่ หมู่ 7 ต.ละลมใหม่พัฒนา อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา นายพิเศษศักดิ์ ศรีลำไย ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง อ.โชคชัย พร้อมกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีได้รับข้อร้องเรียนปัญหาแมลงวันนับแสนตัว สร้างความเดือดร้อนรำคาญในการดำรงชีพ พบฝูงแมลงวันจำนวนมากบินวนเวียนภายในบ้านและเกาะตามขอบประตู หน้าต่าง และสิ่งของเครื่องใช้ สังเกตพบคราบสกปรกคล้ายเป็นไข่แมลงวันติดอยู่จำนวนมาก โดยนางสาวกัลยาณี ดารุณฉิม อายุ 38 ปี เจ้าของบ้านและเป็นผู้ประกอบการร้านเสริมสวยกัลยา ต้องปิดประตูหน้าต่างและนำกาวมาทากระดาษแข็ง เพื่อดักจับแมลงวันที่บินมาเกาะติดเป็นจำนวนหลายพันตัว ในระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้สื่อข่าวกำลังตรวจสอบ ต้องคอยใช้มือปัดแมลงวันตลอดเวลา

นางสาวกัลยาณีเปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ฝูงแมลงวันสร้างปัญหาเป็นประจำ แต่จำนวนไม่มากและเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 3 -4 วัน สถานการณ์ได้คลี่คลาย ขณะนี้เกิน 2 สัปดาห์ ฝูงแมลงวันซึ่งมีจำนวนมากและอยู่นานกว่าทุกครั้ง ได้สร้างปัญหาการดำเนินชีวิตไม่เป็นปกติสุข ลูกค้าไม่กล้าเข้ามาใช้บริการเสริมสวย เพราะรำคาญแมลงวันที่บินตอมตามใบหน้าและร่างกาย เคยมีเหตุการณ์ขณะกำลังสระผมให้ลูกค้า ซึ่งได้เผลออ้าปากพูดทำให้แมลงวันบินเข้าไปในปากลูกค้า ต้องพาไปบ้วนปากทำความสะอาดหลายรอบ ฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านด้วย ขณะนี้ชาวบ้านอยู่กันไม่ได้แล้ว

นางสุจิตรา เมฆกระโทก อายุ 42 ปี เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง กล่าวว่า ขณะนี้ไม่สามารถประกอบอาหารในบางเมนูได้ โดยเฉพาะประเภทยำ เกรงเกิดปัญหาด้านสุขอนามัย ทำให้ยอดขายตกลง ชาวบ้านพยายามหาวิธีรับมือแมลงวันโจมตี บางรายทนไม่ไหวต้องเดินทางออกจากพื้นที่ชั่วคราว

ด้านนายพิเศษศักดิ์ปลัดอำเภอกล่าวว่า ตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปหาสาเหตุได้แน่ชัด สันนิษฐานที่มาของแมลงวันเกิดจากฟาร์มปศุสัตว์ในละแวกพื้นที่ ที่เลี้ยงทั้งไก่ เป็ด และสุกร การใช้มูลสัตว์ผสมทำปุ๋ยปลูกมันสำปะหลังรวมทั้งสภาพอากาศร้อนอับชื้นและมีฝนตกลงมาแทบทุกวันเป็นปัจจัยให้แมลงวันขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ได้ประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่แสวงหาข้อเท็จจริง สาเหตุการเกิดแมลงวัน เพื่อจัดการแหล่งเพาะพันธุ์สิ้นซากต่อไป

บิ๊กฉัตรเร่งล้างบาง “เรือผี“ ลุยขันน็อตมาตรการควบคุมกองเรือประมง ประเดิม จ.สมุทรสาคร สั่งประกาศหาเจ้าของเรือประมงจอดทิ้งริมแม่น้ำท่าจีน 34 ลำ แสดงตัวตนภายใน 7 วันก่อนขายทอดตลาด พร้อมสั่งเดินหน้าตรวจสอบ 22 จังหวัดชายทะเลทั่วประเทศ

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามมาตรการควบคุมกองเรือประมงในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยเสนาธิการทหารเรือ อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมประมง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ให้การต้อนรับ ว่า ตลอดเส้นทางการลงเรือตรวจการณ์ตั้งแต่ท่ารับลม – คลองมหาชัย – แม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีเรือประมงและเรือที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงตลอดเส้นทาง เป็นเรือที่ถูกควบคุมมิให้ออกจากท่าเทียบเรือ เนื่องจากไม่มีทะเบียนเรือ ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง

รวมถึงอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเรือดังกล่าวที่ถูกล็อคไม่ให้ออกจากท่าเป็นเรือประมงจำนวน 34 ลำ ซึ่งจอดอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนเป็นเรือที่ไม่มีชื่อเรือ ไม่มีทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุ รวมถึงอยู่ระหว่างการต่อและบางลำจมน้ำ ดังนั้น จึงได้สั่งการกรมเจ้าท่าติดประกาศที่เรือหรือท่าเทียบเรือให้เจ้าของเรือมาแสดงตัวภายใน 7 วัน หากไม่มีผู้มาแสดงตัว กรมเจ้าท่าจะดำเนินการนำไปขายทอดตลาดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย และจะให้ดำเนินการเช่นเดียวกันทุกจังหวัดชายทะเล 22 จังหวัด ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นการกำจัดเรือจม ซากเรือต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องและผิดกฏหมายให้หมดสิ้นไป

“การมาติดตามมาตรการควบคุมและบริหารจัดการกองเรือประมงครั้งนี้ เนื่องจากได้มีการปรับปรุงระบบการทำงานภายในกรมเจ้าท่าเกี่ยวกับการควบคุมเรือประมงทั้งหมด ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทุกระดับทั้งกรมส่วนกลางและสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดต้องมีความความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในขั้นตอนการปฏิบัติต่าง ๆ เพราะระบบการทำงานใหม่นี้กรมเจ้าท่าจะต้องเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานอื่น ๆ อย่างทันเวลาในทุกสถานการณ์ เช่น ตำรวจท้องที่ กรมประมง ทหารเรือ อัยการ ศาล เพื่อสามารถบริหารจัดการควบคุมเรือไร้สัญชาติ

เรือที่ไม่มีที่มาที่ไป และเรือที่ปฏิบัติผิดกฎหมาย เรือคดีต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ให้ออกไปทำการประมงหรือกลับเข้ามาสู่ระบบประมงของประเทศไทยได้อีก เรียกได้ว่าต่อไปนี้เรือผีต้องไม่มีในประเทศไทย ส่วนเรือจม เรือพังทั้งหลายนั้น ได้จัดชุดปฏิบัติการพิเศษและเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ติดตามตัวเจ้าของหมดแล้ว เพื่อให้ยืนยันข้อมูลว่า จมที่ไหน พังที่ไหน ขายไปที่ไหน อย่างไร เพื่อมิให้เรือเหล่านี้ถูกนำมาใช้สวมเรือ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานอีกอย่างเด็ดขาด”พลเอกฉัตรชัย กล่าว

พลเอกฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ภายในสัปดาห์นี้กรมเจ้าท่าจะออกระเบียบเป็นหลักเกณฑ์ของราชการเพิ่มเติมให้เข้มข้นขึ้น เช่น อู่ต่อเรือต้องขึ้นทะเบียน เรือทุกลำก่อนต่อเรือต้องถูกตรวจสอบแปลนเรือ ไม่รับจดทะเบียนเรือประมงที่ไม่มีการจัดทำอัตลักษณ์ หรือไม่มีหมายเลข IMO เรือประมงที่ต่อใบอนุญาตใช้เรือประจำปีต้องเข้ารับการตรวจสภาพเรือทุกลำ โดยการอนุมัติให้รับจดทะเบียนเรือหรือไม่ ให้ทำในรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตำรวจ ประมง ทหารเรือ มิใช่กรมเจ้าท่าเพียงหน่วยงานเดียวอีกต่อไป

ส่วนเรือขนถ่ายสินค้าทั่วไปทุกลำขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไปต้องติดระบบติดตามเรือ AIS เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าไปบรรทุกปลาที่ไหน หรือไม่ อย่างไร ได้ตลอดเวลา ด้วยมาตรการนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่ากองเรือประมงไทยปราศจากเรือผิดกฎหมาย เรือผี เรือสวม ได้อย่างเด็ดขาด เป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศ IUU Free ภายใน 3 ปี และเป็นผู้นำอาเซียนด้านการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมายเพื่อการประมงที่ยั่งยืน ก่อนที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปี พ.ศ. 2562

เมื่อเร็ว ๆ นี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์รณรงค์ให้ทั่วโลกเลิกใช้ไขมันทรานส์ โดยมีเป้าหมายให้ไขมันทรานส์หมดไปจากโลกภายใน ปี 2567
เจ้า “ไขมันทรานส์” มันร้ายกาจอย่างไร ทำไมควรถูกกำจัดให้หมดไปจากโลก หลายคนรู้จักพิษภัยของมันอยู่แล้ว แต่หลายคนก็ยังไม่รู้

เมื่อเร็ว ๆ นี้เช่นกัน เทสโก้ โลตัส จัดงาน “Healthy@Heart ใส่ใจ ให้คนไทยสุขภาพดี” เปิดตัวเบเกอรี่ปราศจากไขมันทรานส์ ซึ่ง สลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการ บริษัท เทสโก้ โลตัส บอกว่า เทสโก้ โลตัส ได้มีการปรับสูตรเบเกอรี่แบรนด์เทสโก้ทุกรายการให้ปราศจากไขมันทรานส์แล้ว ในงานนี้ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้บริโภค

อาจารย์มาลี จิรวงศ์ศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลว่า ไขมันทรานส์ หรือ trans fatty acids เป็นไขมันไม่อิ่มตัว แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ไขมันทรานส์ตามธรรมชาติที่เจอได้ไม่บ่อย เช่น ในเนื้อสัตว์เคี้ยวเอื้อง ส่วนที่เจอบ่อยคือ ไขมันทรานส์ชนิดเกิดจากการสังเคราะห์ของมนุษย์ ที่ใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) หรือ PHOs เข้าไป เพื่อให้น้ำมันมีคุณสมบัติดีขึ้น เช่น เก็บได้นาน เหม็นหืนช้า ไม่เหลวง่าย ทนความร้อนสูง ปัจจุบัน ไขมันทรานส์ชนิดที่ได้จากการสังเคราะห์ของมนุษย์ได้รับความนิยมในกลุ่มกิจการร้านอาหารใช้น้ำมันหรือไขมัน ร้านเบเกอรี่

เรื่องความร้ายกาจของไขมันทรานส์ชนิดสังเคราะห์นั้น อาจารย์มาลี บอกว่า ไขมันทรานส์เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บอกว่า ไขมันทรานส์สังเคราะห์ทำให้เกิดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจมากกว่าการกินไขมันอิ่มตัวปกติถึง 2 เท่า

ตรงกันกับข้อมูลของ อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ที่บอกว่า ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคหวาน มัน เค็ม มากเกินไป จากจำนวนผู้เสียชีวิต 100 คน มีผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs ถึง 73 คน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในสาเหตุก่อโรคมาจากการบริโภคไขมันทรานส์

สำหรับสถานการณ์ไขมันทรานส์ในประเทศไทย อาจารย์มาลี ให้ข้อมูลว่า เมื่อไม่นานมานี้ อย. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการวิจัยปริมาณไขมันทรานส์ในตลาด พบว่า ยังมีร้านที่ใช้ไขมันทรานส์ทำอาหาร แต่มีจำนวนไม่มาก

อาจารย์มาลี บอกอีกว่า ค่อนข้างมั่นใจว่าร้านอาหารตามตลาดสดเกือบทั้งหมดน่าจะไม่ใช้ไขมันทรานส์ เนื่องจาก 10 ปี ก่อนได้สำรวจบริษัทผู้ผลิตน้ำมันทั้งหมด 17 ราย ที่ขึ้นทะเบียน ซึ่งทุกรายเลิกผลิตน้ำมันด้วยกระบวนการ PHOs มีที่ตรวจเจอคือ ร้านและแบรนด์จากต่างประเทศที่ใช้วัตถุดิบนำเข้า แต่หลังจากมีกฎหมายประกาศเลิกใช้ไขมันทรานส์ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในเดือนมิถุนายนนี้ จะทำการตรวจสอบอีกครั้ง หลังกฎหมายประกาศจะต้องไม่มีไขมันทรานส์ในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก น้องขวัญ เอียดแก้ว แม่ค้าขายผ้าในตลาดลำทับ ว่ามีเด็กวัย 11 เดือน พ่อยากจนหาเช้ากินค่ำ แม่ค้าในตลาดช่วยกันเลี้ยงลูกให้จนเป็นที่รักไคร่คนในตลาดและผู้ที่พบเห็น ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพบ นายจำลอง เทียบพุฒ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 145 หมู่ 7 ต.นาโหนด อ.เมือง จ.พัทลุง พร้อมเปิดเผยกับผู้ข่าวว่า ตนได้มาทำงานที่ตลาดเพชรสุข ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2559 ได้พบรักกับ น.ส. เอ๋ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี ก่อนจะมาอยู่กินกันได้ 1 ปี และตั้งท้องลูกชาย

พอคลอดออกมาได้เพียง 4 เดือน แฟนสาวก็ทิ้งลูกไว้ให้ตนเลี้ยงก่อนจะหายไป แต่ตนก็พยายามเลี้ยงตามมีตามเกิด ซึ่งตนทำงานเข็นผักในตลาด ได้ค่าแรง วันละ 150 บาท อาทิตย์หนึ่งทำงานได้แค่ 3 วัน ขณะนั้นตนก็พาลูกชายไส่รถเข็นไปด้วย แม่ค้าในตลาดเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ จึงเอามาช่วยเลี้ยงจนเป็นที่รักใคร่ของแม่ค้าในตลาด

“ขณะนี้ผมก็พักอยู่ในกระท่อม กว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร ไม่มีไฟฟ้า ซึ่งเวลานอนกลางคืนกับลูกต้องอดทน เพราะหลังคามุงสังกะสี ต้องใช้พัดเพื่อจะให้ลูกหลับ ส่วนรายได้ขณะนี้ผมทำงานในตลาดเข็นผักให้แม่ค้า จะได้ค่าจ้าง วันละ 150 บาท แต่อาทิตย์หนึ่งมีงานแค่ 3 วัน ได้เงินอาทิตย์ละ 450 บาท ถ้าไม่มีแม่ค้าในตลาดลูกผมคงแย่แน่” นายจำลอง กล่าว

ด้าน นางมะลิษา จันทร์แก้ว แม่ค้าขายผักในตลาดลำทับ บอกว่า ตนได้ช่วยเลี้ยง น้องนัท ลูกของ นายจำลอง มาได้ 7 เดือนแล้ว ตอนนี้น้องนัท อายุได้ 11 เดือน ซึ่งมีนิสัยน่ารัก ชอบยิ้มแย้ม ชอบสวัสดี แม่ค้าในตลาดช่วยกันซื้อขนม นม เสื้อผ้า และช่วยกันเลี้ยง เพื่อจะให้พ่อได้ทำงาน

อย่างไรก็ตาม ท่านใดที่สงสารน้องนัท ไม่ว่าจะให้เสื้อผ้า ขนม นม หรือผ้าอ้อมสำเสร็จรูป สามารถนำมาช่วยเหลือได้ที่ตลาดสดลำทับ หรือโอนเงินช่วยเหลือมาที่บัญชี นายจำลอง เทียมพุฒ หมายเลข บัญชี 985-7-97585-6 ธนาคารกรุงไทย สาขาลำทับ หมายเลขโทรศัพย์ 082-830-2587

คนร้าย วางยาวัว ตายเกือบยกคอก เจ้าของน้ำตาตก-วิ่งโร่แจ้งความ คาดฝีมือคนงานเก่าที่แค้นไล่ออก
เมื่อเวลา 12.00 น ร.ต.ท.อภิสิทธิ์ สุดชารี รอง สว.สอบสวน สภ.แม่สอด จ.ตาก รับแจ้งมีเหตุวัวขนาดใหญ่ถูก วางยา ตายที่คอกวัวขนาดใหญ่ ภายในหมู่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด จึงเดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ พบเป็นคอกวัวขนาดใหญ่และทำอย่างเป็นระบบ โดยที่กลางคอกวัวพบศพวัวแม่พันธุ์ผสมขนาดใหญ่นอนล้มตายไปหนึ่งตัว และยังพบวัวแม่พันธุ์ และวัวพ่อพันธุ์ ตลอดจนลูกวัวตัวเล็กอีกไม่ต่ำกว่า 6 ตัว นอนดิ้นทุรนทุราย อาการหนักใกล้เสียชีวิตสุดเวทนาสงสาร เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปช่วยเหลือและประสานฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งมาฉีดยาช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่เป็นผล จนเจ้าของถึงกับน้ำตาร่วงในการสูญเสียวัวสายพันธุ์ดีไปเกือบยกคอก

จากการสอบถามนาย บัง หับหา อายุ 60 ปี เจ้าของคอกวัวให้การเบื้องต้นว่า ตนเองได้ลงทุนสร้างคอกวัวภายในที่ดินของตนเองและยึดอาชีพแบบพอเพียงมานานหลายปีแล้ว และช่วงที่ผ่านมาตนเคยมีปัญหากับเพื่อนบ้านและเคยไล่คนงานเก่าออกจากคอกวัว เนื่องจากมีนิสัยดื่มสุราและเกียจคร้านจนมีปากเสียงกัน ทำให้คนงานเก่าอาฆาต และเมื่อช่วงสายที่ผ่านมาตนเองและคนงานใหม่กำลังเดินมาให้อาหารวัวตามปกติ ก็ถึงกับตกใจ เนื่องจากพบว่า วัวเกือบทั้งฝูงนอนล้มไปกองกับพื้น

ตนเองจึงรีบทำการปฐมพยาบาลวัวทุกตัวอย่างสุดความสามารถ แต่แม่วัวก็ตายไปในเวลาอันรวดเร็ว และอีกหลายตัวรอคิวตายจนหมดทางช่วยเหลือ ตนเองจึงได้รีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอมาตรวจสอบ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า วัวอาจจะกินสารพิษไม่ทราบชนิดเข้าไปในปริมาณมาก ซึ่งตนเองคาดว่ามีคนลอบวางยาเบื่อคอกวัวตนเองอย่างแน่นอน และคาดว่าผู้ก่อเหตุใจบาปรายนี้จะลักลอบเข้ามาวางยาวัวในช่วงเวลากลางคืนก่อนหนีไป ซึ่งขณะนี้ตำรวจ สภ.แม่สอด และฝ่ายสืบสวนกำลังเร่งทำการสืบสวนหาข้อมูลเชิงลึกเพื่อเร่งหาตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 7 มิ.ย. ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา “พายุดีเปรสชัน บริเวณทะเลจีนใต้” ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 07 มิถุนายน 2561 พายุโซนร้อน “เอวิเนียร์” (EWINIAR) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน โดยมีศูนย์กลางอยู่ทางทิศเหนือของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือที่ละติจูด 20.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 111.3 องศาตะวันออก

มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กม./ชม. พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปทางทิศเหนืออย่างช้าๆ และคาดว่าจะเคลื่อนเข้าสู่ทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ในวันนี้ (7 มิถุนายน 2561) ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย ซึ่งพายุนี้ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย และขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด

สำหรับร่องมรสุมได้เลื่อนขึ้นไปพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ ประเทศลาว และประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

สำหรับพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าของประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06.00 ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 วันที่ 8 มิ.ย.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดตาก กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.