สถานการณ์ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ด้าน

การศึกษาก็มีการเปลี่ยนแปลงไม่น้อยไปกว่ากัน อาทิ นโยบาย แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ แนวทางการบริหารการศึกษาที่หลากหลาย เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา รวมถึง กฎหมาย ระเบียบ แนวปฏิบัติในการดำเนินการต่างๆ
“ปีการศึกษา 2561 การพัฒนาการศึกษาต้องการ มุ่งเน้นใน 3 เรื่อง คือ 1.การยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน 2.การเสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและเพิ่มโรงเรียนสองภาษา และ 3.การส่งเสริมทักษะชีวิต” พล.ต.อ. อัศวิน กล่าว

การพัฒนาการจัดการศึกษา ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กร เครือข่ายความร่วมมือต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองและชุมชนที่มีส่วนสำคัญในการร่วมพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อให้ส่งผลไปยังเป้าหมายที่สำคัญยิ่งของการจัดการศึกษา คือคุณภาพของผู้เรียน ทั้งด้านสัมฤทธิ์ทางการเรียน การมีทักษะชีวิตที่เหมาะสมกับสังคมโลกในปัจจุบัน

สิ่งสำคัญที่สุด ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างให้มีในตัวผู้เรียน คือ คุณธรรม จริยธรรม ความมีวินัย และการปลูกฝังความเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ขอให้ทุกคนนำความรู้และแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ที่ได้รับในวันนี้ ไปใช้พัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ เพราะอนาคตของลูกหลานเราขึ้นอยู่กับคณะผู้บริหารการศึกษา ครู และบุคลากรด้านการศึกษาทุกคน

สถานการณ์ยางพาราปะทุอีกครั้ง เมื่อตัวแทนสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
โดยเรียกร้อง 3 ข้อคือ 1. กองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ลงขันก่อตั้งร่วมกับ 5 บริษัทใหญ่ภาคเอกชนจำนวน 1,200 ล้านบาท รับซื้อยางไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส ประมูลซื้อยางเฉพาะกลุ่มตนเองและซื้อในพื้นที่ไม่ถูกต้อง 2. การเก็บยางในสต๊อกไม่ถูกวิธี และ 3. ความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อปุ๋ยให้กับเกษตรกรสูงกว่าราคาตลาดถึง 2 บาท/กิโลกรัม และมีความล่าช้า จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯพิจารณาปลด นายธีธัช สุขสะอาดออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ กยท.

ส่วนชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยเรียกร้อง 3 ข้อคือ 1. ให้กองทุนรักษาเสถียรภาพยางพาราของบริษัท ร่วมทุนฯ ยกเลิกการเข้าซื้อยางและให้ กยท.เป็นผู้ดำเนินการเอง 2. เน้นการใช้ยางพาราในประเทศ 3. สั่งพักงาน นายธีธัช นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ กล่าวว่า ชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนราคาตกต่ำจนเกษตรกรอยู่ไม่ได้แล้ว และได้บอกความจริงกับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯว่า ซึ่งการบริหารจัดการของ กยท.และบอร์ดบริหารชุดนี้ไร้คุณภาพ จึงนำเสนอให้ปลดทั้งชุด

การรุกของชาวสวนยางต่อนายธีธัชรวมถึงบอร์ด กยท. ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะมีการกระทบกระทั่งกันมาตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ นายธีธัช และบอร์ด กยท. ตัดสินใจเทขายยางในสต๊อก 3.1 แสนตันที่ซื้อมาตั้งแต่กลางปี 2555 มีการนำออกประมูลขายถึง 5 ครั้งโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของชาวสวนยาง ทำให้ราคายางจาก กก.ละ 100 บาท ราคาไหลรูดลงตลอด

ต่อมา กยท.ตั้งบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด กับ 5 บริษัทเอกชนรายใหญ่เพื่อเข้าซื้อยางในตลาดกลาง 6 แห่งทั่วประเทศ ในขณะที่การเปิดประมูลยางช่วงต้นปีชาวสวนมองว่า เป็นการช่วยผู้ส่งออกได้มียางส่งมอบตามออร์เดอร์ที่ขายล่วงหน้า
นอกจากนี้ยังไม่พอใจที่ กยท.เก็บเงินค่าสงเคราะห์ยางที่ส่งออกหรือเงินเซสจาก กก.ละ 1.40 บาทเป็น 2 บาท ซึ่งชาวสวนยางมองว่าเก็บแพงเกินไป
จุดปะทุสุดท้ายคือ กองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของบริษัทร่วมทุนฯประมูลซื้อยางผ่านตลาดกลางแล้ว กองไว้เต็มตลาดกลาง ทำให้การประมูลซื้อขายยางช่วงวันที่ 30 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ราคาร่วงลงถึง 6 บาท จาก กิโลกรัมละ 51.50 บาท เหลือ 46.50 บาท

หากพิจารณาถึงความก้าวหน้าของมาตรการต่างๆ ในการรักษาเสถียรภาพราคายาง หลายมาตรการยังย่ำอยู่กับที่ อย่างไรก็ตาม การสอบสวน นายธีธัช ของบอร์ด กยท.ผลออกมาไม่ว่านายธีธัชจะผิดหรือไม่ผิด หรือประเมินผลงานผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ปัญหาหลักเบื้องต้นของยางไม่ได้หมดไป โดยเฉพาะการผลิตล้นตลาด

โดยคาดว่าปี 2560 ผลผลิตจะมากกว่าความต้องการ 5 หมื่นตัน และปี 2561 ผลผลิตจะมากกว่าความต้องการ 4.38 แสนตัน เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก
ดังนั้น เมื่อดีมานด์ซัพพลายไม่สมดุลกันย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพราคา และดันราคาให้ดิ่งลงมากขึ้น

สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานผลสำรวจข้อมูล ผู้มีรายได้น้อย อยากให้รัฐลดค่าน้ำค่าไฟมากสุด 82% รองลงมา ลดราคาสินค้า เพิ่มเบี้ยคนชรา ส่วนใหญ่ 34% มีค่าใช้จ่ายในบ้านต่ำกว่าเดือนละ 3,001 บาท

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงผลสำรวจข้อมูลผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ จัดเก็บข้อมูลได้มากถึงจำนวน 13.43 ล้านคน หรือ 94.8% ของผู้มี รายได้น้อย จำนวน 14.16 ล้านคน ส่วนใหญ่ต้องการ ให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือใน 5 อันดับแรก คือ
1. ช่วยลดค่าสาธารณูปโภค ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำประปา 82% 2. ลดภาระค่าสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน 66% 3. ลดภาระค่ารักษาพยาบาล ค่าดูแลสุขภาพ 47.2% 4. เพิ่มเบี้ยยังชีพคนชรา 39.5% และ 5. ลดภาระค่าอุปกรณ์การศึกษาของลูกหลาน 30.7%
นอกจากนี้ ยังมีความต้องการอื่นๆ เช่น จัดหาอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง จัดให้มีประกันอุบัติเหตุ ช่วยผู้มีรายได้น้อยจริงๆ ให้เข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะเบี้ยยังชีพ คนชรา ต้องการให้ช่วยหางานให้ทำในภูมิลำเนา จัดหาที่ดินทำกินให้ และเพิ่มทุนการศึกษาเด็กยากไร้

ส่วนการตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ ประชาชนที่ ลงทะเบียนเป็นผู้มีรายได้น้อยกว่า 68.3% ระบุว่า มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองไม่ต้องผ่อนชำระ มีเพียง 1.9% เท่านั้นที่ยังอยู่ระหว่างผ่อนชำระ ที่เหลือระบุว่าอาศัยกับบิดา มารดา ญาติ พี่ น้อง หรืออยู่กับผู้อื่น และเช่าบ้าน มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่อาศัยอยู่บ้านพักคนชรา ด้านอาชีพของผู้ลงทะเบียน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ รองลงมาเป็นลูกจ้างเอกชนและรับจ้างทั่วไป อยู่บ้านเฉยๆ เป็นพ่อบ้าน แม่บ้าน และ คนชรา เป็นผู้ว่างงาน ประกอบธุรกิจส่วนตัว นักเรียน นักศึกษา รับจ้างขับรถโดยสาร และข้าราชการ

รายงานระบุว่า ผลสำรวจหนี้นอกระบบ ส่วนใหญ่กว่า 86% ไม่มีหนี้นอกระบบ มีหนี้เพียงส่วนน้อย ผู้ที่มีหนี้มากกว่า 10,000 บาท สัดส่วนมากที่สุด 11% ส่วนภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้าน คนส่วนใหญ่ 34% มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเดือนละ 3,001 บาท ส่วนมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเดือนละ 10,000 บาท มีสัดส่วนน้อยเพียง 4.3% เท่านั้น
สำนักงานสถิติแห่งชาติมีข้อเสนอแนะให้ผู้มีรายได้น้อยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์โครงการสำรวจข้อมูลครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจและสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ

รายงานข่าวจากจังหวัดตรัง หลังจากเกษตรกรชาวสวนยางพาราประสบปัญหาราคายางตกต่ำทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักหลายแปลง เจ้าของสวนตัดสินใจโค่นทิ้งก่อนหมดอายุกรีด หันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทน และทำการเกษตรประเภทอื่นแทน ขณะเดียวกันหลายแปลงลูกจ้างกรีดยางหนีหาย เจ้าของสวนหาคนกรีดใหม่ไม่ได้ ต้องปล่อยทิ้งร้าง

นายชอบ ประจงใจ เจ้าของสวนยางในพื้นที่ตำบลทุ่งต่อ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เนื้อที่กว่า 20 ไร่ กล่าวว่า ขณะนี้พบมีสวนยางพาราหลายแปลงถูกปล่อยทิ้งร้างไม่มีคนกรีดเพราะประสบปัญหาเรื่องคนงานมีรายได้จากการรับจ้างกรีดยางในแต่ละวันไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงหยุดกรีด แล้วหันไปหาอาชีพรับจ้างอย่างอื่นทำแทน ในส่วนของตนเองมีทั้งหมด 3 แปลง ทั้งกรีดเองบ้าง ให้ลูกจ้างกรีดบ้าง ส่วนที่ลูกจ้างกรีดเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ต้องทำร้างหาลูกจ้างใหม่ไม่ได้ และทุกครั้งที่มีปัญหาราคายางตกต่ำ ก็จะเกิดปัญหาลูกจ้างทิ้งสวนยางไม่มีคนกรีดทุกครั้ง

“ส่วนที่ผมกรีดเองก็จะกรีดบ้างหยุดบ้าง เพราะราคายางตกต่ำ กรีดก็ได้เงินไม่คุ้มค่าเหนื่อย จึงไม่มีกำลังใจจะกรีด และหันไปทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย และในพื้นที่ตำบลทุ่งต่อ อำเภอห้วยยอด ก็มีหลายแปลงที่ถูกทิ้งร้าง อยากให้ผู้บริหารการยางแห่งประเทศไทยและรัฐบาลเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหา เพราะหากปัญหายังอยู่ลักษณะนี้เกษตรกรจะอยู่ต่อไปไม่ได้ เพราะจะมีหหนี้สินเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ราคายางพาราที่เกษตรกรอยู่ได้จะต้องประมาณ กิโลกรัมละ 70 บาท เพราะต้นทุนการผลิตยางพาราอยู่ที่ประมาณ กิโลกรัมละ 66 บาท” นายชอบ กล่าว

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร.(สส.) พร้อม นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เจ้าหน้าที่ อคส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปที่บริษัท เอส พี เอ็ม อาหารสัตว์ ตั้งอยู่เลขที่ 125 หมู่ที่ 8 ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เพื่อตรวจสอบข้าวในโกดัง หลังประมูลข้าวมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ พบว่าที่บริษัทแห่งนี้ได้แจ้งไปว่าทางบริษัทมีปัญหาในเรื่องกระบวนการผลิต เกิดกระแสไฟฟ้าดับบ่อย ซึ่งจะต้องมาตรวจสอบดูว่าถ้ามีกระแสไฟฟ้าดับแล้ว กำลังการผลิตลดลงหรือเพิ่มขึ้น โดยมี นายสรพหล นิติกาญจนา กรรมการผู้จัดการบริษัท เอส พี เอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด เป็นผู้ให้ข้อมูล

พล.ต.อ. เดชณรงค์ กล่าวภายหลังเข้าตรวจสอบว่า บริษัทแห่งนี้รับซื้อข้าวจำนวนมาก จึงต้องมาดูทั้งกระบวนการเก็บ การใช้ในการผลิต ปริมาณการใช้เครื่องจักรที่ยังไม่ตรงกัน รายงานมาว่าผลิตได้วันละประมาณ 1,000 กระสอบ แต่เมื่อสอบถามก็ทราบว่าผลิตวันละกว่า 3,000 กระสอบ จะต้องให้ทางอุตสาหกรรมเป็นผู้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบ แต่ทางบริษัทได้แจ้งว่าที่นี่มีกระแสไฟฟ้าดับบ่อย ต้องตรวจสอบว่ากำลังการผลิตในแต่ละวันนั้นมีเท่าไหร่ ทางบริษัทจะต้องทำผลรายงานการผลิตแต่ละวันให้ทางจังหวัดได้รับทราบ และการมาตรวจในครั้งนี้เป็นการมาตรวจสอบว่าข้าวที่ประมูลออกมานั้นมีสีเหลืองเหมาะทำอาหารสัตว์ แต่ไม่เหมาะนำไปบริโภคได้ เป็นการยืนยันว่าข้าวที่ทางรัฐบาลได้ระบายออกมานั้นชอบด้วยเหตุด้วยผลแล้ว กระบวนการผลิตของโรงงานนี้ก็ยังไม่พบข้อพิรุธ วันนี้จะเข้าตรวจสอบโกดังข้าวใน จังหวัดราชบุรี 3 แห่ง

นายชยาวุธ กล่าวว่า จังหวัดราชบุรี มีการเลี้ยงสุกรกันมากที่สุดและมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่จำนวนมาก เป็นจุดที่ถูกเพ่งเล็ง ทางกระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งให้จัดทีมเข้าไปตรวจสอบ ให้ทางนายอำเภอทั้ง 3 อำเภอ ที่เป็นที่ตั้งของโรงงานอาหารสัตว์ที่ประมูลข้าวมาจากรัฐบาล ได้หมั่นเข้าไปตรวจสอบ แต่วันนี้รอง ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ทางจังหวัดตรวจสอบบัญชีการผลิต การจำหน่ายอาหารสัตว์ มีการผลิตออกจำหน่ายที่อื่นถึง 60% เอาไว้ใช้ในฟาร์มแค่ 40% รวมทั้งตรวจสอบกำลังการผลิตว่ากำลังผลิตที่ได้กับการนำไปใช้นั้นสมดุลกันหรือไม่ พร้อมกับจะนำเจ้าหน้าที่ของสรรพากรเข้าตรวจสอบด้วย

หลังจากนั้นทางคณะได้เดินทางไปตรวจสอบโกดังข้าวในบริษัท กาญจนา อาหารสัตว์ จำกัด ใน อำเภอปากท่อ และ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี แต่ไม่พบพิรุธว่ามีการนำข้าวที่ประมูลมาไปใช้ผลิตเป็นอย่างอื่น

ปัจจุบันเรื่องของการใช้ยาต้านจุลชีพทั้งในคนและสัตว์กำลังเป็นที่สนใจของทั่วโลก ด้วยตระหนักดีว่าหากมีการใช้อย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาการดื้อยาซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรโลก นี่จึงเป็นปัญหาระดับโลกที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญยิ่ง สำหรับบ้านเรา ภาครัฐก็เดินหน้าในเรื่องนี้อย่างเข้มแข็งจริงจัง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง

โดยมี “แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564” ออกมา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ เพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในการจัดการปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของไทย ซึ่งมีเป้าหมายลดการใช้ยาและควบคุมป้องกันเชื้อดื้อยาทั้งในคนและในสัตว์

แผนนี้กําหนดเป้าประสงค์ที่ต้องการบรรลุภายในปี 2564 ไว้ 5 ประการ คือ การป่วยจากเชื้อดื้อยาลดลง ร้อยละ 50 การใช้ยาต้านจุลชีพสําหรับมนุษย์และสัตว์ลดลง ร้อยละ 20 และ 30 ตามลําดับ ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 และประเทศไทยมีระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากลในส่วนของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสัตว์ ซึ่งได้แก่กรมปศุสัตว์ นับว่ามีบทบาทสำคัญในแผนยุทธศาสตร์ของชาติในเรื่องนี้ก็มีการควบคุมการใช้ยาในสัตว์อย่างต่อเนื่อง

พัฒนามาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ คุณภาพยา อาหารสัตว์และวัคซีน เพื่อให้สัตว์ปลอดโรค มีการควบคุมป้องกันเชื้อดื้อยาและสารตกค้าง โดยมีหน่วยงานและคณะกรรมการที่เฝ้าระวังเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ สำหรับภาคธุรกิจผู้ผลิตโปรตีนจากเนื้อสัตว์อันดับต้นๆ ของโลกอย่างซีพีเอฟ ซึ่งให้ความสำคัญในประเด็นความปลอดภัยทางอาหารมาโดยตลอด ตามวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” ที่จะต้องผลิตอาหารป้อนประชากรโลกกว่า 3,000 ล้านคน โดยมีโครงการนำร่องในการลดใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเป็นรูปธรรม มาตั้งแต่ปี 2543 ที่สำคัญคือเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการจัดการเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่วยจะได้ไม่ต้องรักษา ซึ่งช่วยให้กระบวนการลดการใช้ยาเป็นไปได้ด้วยดี

เมื่อปี 2559 ซีพีเอฟได้เข้าร่วมงานสัมมนา One Health Summit จัดโดยสหประชาชาติ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่าด้วยเรื่องสุขภาพหนึ่งเดียว ครอบคลุมการผลิตอาหารปลอดภัยและความร่วมมือในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวทั้งคนและสัตว์ และซีพีเอฟได้ร่วมลงนามข้อตกลง One Health Summit Priorities เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม เพื่อแสดงจุดยืนถึงการให้ความสำคัญต่อการผลิตอาหารปลอดภัย และในปีนี้ 2560 ซีพีเอฟได้ประกาศนโยบาย “วิสัยทัศน์ระดับโลกด้านการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์”

ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในกระบวนการผลิตอาหารของซีพีเอฟทั่วโลกครอบคลุมทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นจริงจังให้ประชาคมโลกได้รับทราบเจตนารมณ์หลายคนอาจสงสัยความแตกต่างของคำว่า “ยาปฏิชีวนะ” กับคำว่า “ยาต้านจุลชีพ” จึงขออธิบายโดยย่อดังนี้ “ยาปฏิชีวนะ” (Antibiotics) หมายถึง สารที่สร้างขึ้นและแยกได้จากเชื้อจุลชีพชนิดหนึ่ง และออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโต หรือทำลายเชื้อจุลชีพอีกกลุ่มหนึ่ง หรือเป็นสารกึ่งสังเคราะห์ที่มีฤทธิ์ยับยั้ง/ทำลายเชื้อแบคทีเรีย “ยาต้านจุลชีพ” (Antimicrobial agents) หมายถึง

ยาที่มีผลยับยั้งหรือทำลายเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และพยาธิ ซึ่งครอบคลุมยาปฏิชีวนะด้วย เปรียบเหมือนยาปฏิชีวนะเป็นเพียงหมวดหนึ่งของยาต้านจุลชีพนั่นเอง ทั้งนี้ บริษัทได้จัดลำดับความสำคัญของนโยบายด้านการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ อาทิ 1. ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของสัตวแพทย์ และใช้เพื่อการรักษาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

2. หลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านจุลชีพประเภทที่ใช้ทั้งในคนและสัตว์ (share-class antimicrobials) และใช้เมื่อจำเป็นอย่างระมัดระวัง โดยจะเลือกใช้ยาสำหรับสัตว์เป็นลำดับแรก 3. ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเพื่อหาแนวทางใหม่ที่ดีกว่าในการดูแลสัตว์ตามหลักการสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) อันจะเป็นการลดความจำเป็นในการใช้ยาต้านจุลชีพ เป็นต้น

โดยบริษัทจะทำงานตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารโปรตีนทั่วโลก และร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการปกป้องสุขภาพของคน สัตว์ และสังคมโลก อย่างเหมาะสม ตามหลักการสุขภาพหนึ่งเดียว (One health) ทั้งหมดนี้เป็นบทบาทที่ภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ สอดคล้องกับกระแสโลก…การขับเคลื่อนนโยบายเช่นนี้ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เมื่อได้เห็นการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็งเช่นนี้ เชื่อเหลือเกินว่าประเทศของเราจะเดินไปสู่ความสำเร็จตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของชาติอย่างแน่นอน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน baseball-intellect.com เปิดเผยว่า กรมชลฯได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำรองรับความต้องการที่จะเกิดขึ้นทั้งปัจจุบันและอนาคต

รวมทั้งหาแนวทาง การพัฒนาและบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในพื้นที่ และพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีพื้นที่การศึกษาครอบคลุมพื้นที่ 21 ตำบล 5 อำเภอของจังหวัดตาก ประกอบด้วย อ.แม่ระมาด อ.แม่สอด อ.พบพระ อ.วังเจ้า และอ.เมือง

นายสมเกียรติ กล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าวในปัจจุบัน มีทั้งหมด 62 โครงการ สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 29.45 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นเพียง 0.56% ของปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในพื้นที่โดยมีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ทั้งหมด 81,825 ไร่ คิดเป็น 9.43% ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดเท่านั้น

ส่วนโครงการตามแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษตากที่เคยศึกษาเบื้องต้นไว้นั้น มีทั้งหมด 153 โครงการ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางจำนวน 21 โครงการ และ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอีก 132 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำรวมกันได้ 366.17 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์รวม 384,629 ไร่ คาดว่าจะใช้งบลงทุนทั้งหมดประมาณ 24,690.93 ล้านบาท

“ในการศึกษาในครั้งนี้ได้ทำการคัดเลือกโครงการที่มีความสำคัญในระดับต้นและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านห้วยยะอุ ตัวเขื่อนจะสร้างกั้นห้วยแม่ละเมา สาขาของแม่น้ำเมยที่บ้านห้วยยะอุ ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 70,000 ไร่ ใช้งบการก่อสร้างประมาณ 1,415 ล้านบาท พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ จะต้องดำเนินการศึกษาอีไอเอ 2.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยอุ้มเปี้ยมตอนบน

ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยอุ้มเปี้ยม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา ที่หมู่ 2 บ้านแม่ละเมา ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จังหวัดตาก จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 38,000 ไร่ ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 5,084 ล้านบาท และ3.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดหลวงตอนบน ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยแม่กึ๊ดหลวง ลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา ที่หมู่ 12 บ้านใหม่พัฒนา ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 3,000 ไร่ ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 268 ล้านบาท “นายสมเกียรติกล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ว่า กรมการข้าวได้รายงานผลการดำเนินงานแผนข้าวครบวงจร ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนาปี หรือข้าวรอบที่แรก 58 ล้านไร่แล้ว คาดว่าจะได้ผลผลิตเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่เนื่องจากปีนี้น้ำท่าดีมาก ดังนั้น จึงคาดว่าเกษตรกรจะปลูกข้าวนาปรังหรือทำนารอบ 2 มากกว่าที่กำหนดไว้

ดังนั้น จึงกำชับให้กรมการข้าว ควบคุมพื้นที่ปลูกให้เข้มงวดที่สุด พร้อมทั้งได้ให้นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจและเป็นที่ปรึกษาการเปลี่ยนข้าวเป็นพืชอื่นในพื้นที่ไม่เหมาะสม

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ผลผลิตข้าวนาปีคาดว่าจะได้ผลผลิตตามที่กำหนดไว้ 29 .5 ล้านตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 17.76 ล้านตันข้าวสาร โดยแบ่งเป็นข้าวนาปี 22.6 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวนาปรัง หรือข้าวรอบที่ 2 ผลผลิต 7 ล้านตันข้าวเปลือก

โดยข้าวนาปี แยกเป็น ข้าวหอม 8.07 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมจังหวัด 1.39 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมปทุม 9.2 แสนตัน ต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้ 1 ล้านตัน ข้าวเจ้า 7.97 ล้านตันข้าวเปลือกต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้ 12.20 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเหนียว 5.87 ล้านตันข้าวเปลือกต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้ 6.72 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวอื่นๆ 1.2 แสนตันข้าวเปลือก

ส่วนข้าวนาปรัง ที่จะเริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ประมาณ 11 ล้านไร่ แยกเป็นในเขตชลประทาน 8.2 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 3.3 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 7 ล้านตันข้าวเปลือก

นายอนันต์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ปริมาณน้ำเอื้อต่อการเพาะปลูกมาก จึงเป็นไปได้ที่เกษตรกรจะขยายพื้นที่การทำนาปรังมากขึ้น โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีพื้นที่รวมประมาณ 12 ล้านไร่ หรือเกินกว่าที่แผนกำหนดไว้ประมาณ 1 ล้านไร่ในภาคอีสานและภาคกลาง ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนให้ทำอาชีพอื่นที่มีรายได้เท่ากับการปลูกข้าว หรือปศุสัตว์ ที่ต้องดำเนินการส่งเสริมให้เร็วที่สุดก่อนเกษตรกรลงมือทำนา