สถานการณ์สินค้าประมงตอนนี้ ราคาเป็นที่น่าพอใจ แต่ผู้บริโภค

ในพื้นที่ภาคเหนือยังต้องซื้อสินค้าประมงในราคาที่สูง เนื่องจากการจัดการด้านการตลาดของภาคเอกชนมีราคาสูง ดังนั้น กรมในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ มีเป้าหมายที่จะสร้างตลาดที่ถาวรให้กับสหกรณ์การเกษตรในฐานะเป็นแหล่งผลิตสินค้า เพื่อผลิตสินค้าขายให้กับผู้บริโภคในราคาไม่แพง และในปัจจุบันพ่อค้าเอกชนได้เข้าไปรับซื้อสินค้าประมงจากสหกรณ์โดยตรงถึงฟาร์ม

แต่นำไปขายต่อให้ผู้บริโภคในราคาที่สูง ดังนั้น ถ้าสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าประมงสามารถจัดส่งสินค้าเองได้ ก็ไม่ต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลาง จึงต้องการลดขั้นตอนการตลาดลง รวมทั้งต้องการฝึกสหกรณ์ให้ทำธุรกิจด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เชื่อว่าวิธีการของระบบสหกรณ์จะทำให้ต้นทุนในการจัดการด้านการขนส่งต่ำกว่าเอกชน ซึ่งจะช่วยผู้บริโภคให้สามารถซื้อสินค้าได้ในราคายุติธรรม ขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตก็สามารถขายสินค้าได้ราคาที่สูงขึ้นเพราะระบบสหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคานำตลาด” นายเชิดชัย กล่าว

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้ส่งเสริมให้สหกรณ์มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสามารถนำไปจำหน่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) เช่น e-marketplace ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด อีกด้วย และสิ่งที่จะพัฒนาต่อไป คือ นำกุ้งแห้ง กะปิ อาหารทะเลแปรรูป มาขายผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ ซึ่งในเบื้องต้นกรมได้ให้ความรู้แก่สหกรณ์เพื่อนำไปพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้มีขนาดที่เหมาะสมที่จะขายออนไลน์ได้ ก่อนจะมีการถ่ายภาพสินค้าขึ้นประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์

ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปลายปี 61 นี้ เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กรมได้มีการทดลองนำสินค้าสหกรณ์ขายผ่านทางไปรษณีย์ เช่น เงาะ ลำไย มังคุด และลองกอง และได้มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค พบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจมาก เพราะได้รู้จักสินค้าสหกรณ์ และไม่อยากเสียเวลาไปเดินเลือกซื้อ และมีความมั่นใจว่าสหกรณ์ขายสินค้าที่มีคุณภาพ ดังนั้น กรมจึงได้ประมินว่าการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงเกิดแนวคิดที่จะนำสินค้าประมงแปรรูปเข้ามาขายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งคาดว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยขยายตลาดสินค้าสหกรณ์ได้เพิ่มขึ้นในอนาคต

กระแสนิยมคนชอบรับประทานต้นอ่อนทานตะวัน กำลังมาแรง หลายคนมองหาวิธีการปลูก การเพาะ หรือบางคนเพาะขายเป็นอาชีพเสริมก็มี เนื่องจากตลาดยังนิยมและสามารถขายได้ เพราะเป็นผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ดูแลไม่ยาก อีกทั้งยังไร้สารเคมีอีกด้วย

ซึ่งหลายคนที่หันมาปลูกต้นอ่อนทานตะวันขาย ไม่เพียงแต่ทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น แต่ยังสามารถทำเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีอีกด้วย คุณสวรินทร์ ขุนโยธา หรือ คุณกัล วัย 41 ปี เจ้าของกิจการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งมีโรงเรือนเพาะปลูก โรงเล็กๆ ข้างบ้าน เล่าเรื่องราวของเธอให้ฟังว่า “เติบโตมาจากครอบครัวที่ปลูกผัก จึงทำให้เข้าใจการปลูกผักหรือวิธีการต่างๆ ได้ง่าย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำอาชีพเพาะปลูกอะไร เป็นเพียงพนักงานของรัฐคนหนึ่งเท่านั้น

ด้วยวิธีการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีเข้ามาช่วยในการปลูก ต้นอ่อนทานตะวันจึงเป็นอาหารที่ไม่มีสารเคมี โดยคุณกัลบอกถึงสโลแกนการปลูกผักว่า “ไม่สวยแต่ปลอดภัย”

พื้นที่ข้างบ้าน ที่ใช้ในการปลูกต้นอ่อนทานตะวันมีเพียงประมาณ 4-5 เมตร โดยทำชั้นปลูกแบบคอนโดฯ ปลูกได้ประมาณ 20-25 ถาด ซึ่งต้องวางแผนงานไว้ล่วงหน้าให้สอดคล้องกับออร์เดอร์ที่มี

สำหรับวิธีการปลูก คุณกัล บอกว่า นำเมล็ดต้นอ่อนทานตะวันแช่น้ำประมาณ 7-8 ชั่วโมง หลังจากนั้นบ่มเมล็ดอีกประมาณ 12 ชั่วโมง เมื่อนำมาปลูกในถาดก็โรยดินชั้นล่างก่อน จากนั้นโปรยเมล็ดต้นอ่อนบ่มเตรียมไว้ แล้วโปรยดินกลบทับอีกชั้น หลังจากนั้น 2 วัน ก็จะเริ่มงอก ต้นอ่อนทานตะวันอายุ 7 วัน ก็สามารถตัดขายได้ ซึ่งถ้าวางแผนงานก็จะมีต้นอ่อนทานตะวันขายทุกวัน

การปลูกต้นอ่อนทานตะวันยังได้รับเงินทุกวัน และแนวโน้มของผักที่ไม่มีสารเคมีดีขึ้นทุกวัน เพราะคนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น อีกทั้งต้นอ่อนทานตะวันมีจุดเด่นตรงที่กรอบ อร่อย คนจึงนิยม คุณกัลเล่าให้ฟังในมุมมองของคนเพาะปลูก

นอกจากต้นอ่อนทานตะวันจะสามารถนำไปประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายเมนูแล้ว ยังสามารถนำไปจัดกระเช้าของฝาก ของขวัญ มอบให้ผู้ใหญ่ได้อีกด้วย เพราะที่ผ่านมา มีลูกค้าหลายคนสั่งต้นอ่อนทานตะวันนำไปจัดกระเช้ามาแล้ว คุณกัล บอก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรุ่งโรจน์ สถิต ผู้อำนวยการแขวงทางหลวง จ.ระยอง สนธิกำลังเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงระยอง ทหาร ตำรวจ สภ.เมืองระยอง สภ.นิคมพัฒนา ตำรวจทางหลวงระยองและหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต.และเทศบาล โดยแบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด เริ่มตั้งแต่สามแยกบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) ต.เชิงเนิน อ.เมืองระยอง ถนนสาย 36 ตลอดสายจนถึงสี่แยกขนำไร่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ระยะทางประมาณกว่า 30 กิโลเมตร แจ้งเตือนพร้อมปิดประกาศพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยวางขายริมถนน รวมทั้ง ร้านค้าที่บุกรุกทางสาธารณะ ให้รื้อถอน หรือขนย้ายให้พ้นทางหลวงโดยเด็ดขาดภายในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ และเจ้าหน้าที่จะเริ่มดำเนินการจับกุมหลังวันที่ 30 สิงหาคม เป็นต้นไป

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้รับเหมาก่อสร้างขยายถนนสาย 36 ตลอดสาย มีการขนย้ายเครื่องจักร และเครื่องมือก่อสร้างเข้ามาดำเนินการก่อสร้าง มีพ่อค้าแม่ค้า และร้านค้าแผงลอยปลูกสร้างบริเวณริมทางหลวง เป็นอุปสรรค และสร้างปัญหาให้กับผู้รับเหมา ทำให้การจราจรติดขัด และเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลกระทบกับผู้ใช้รถใช้ถนน วันนี้จึงได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานแจ้งเตือนให้พ่อค้าแม่ค้า และร้านค้าแผงลอย ห้ามนำสิ่งของมาตั้งขายบริเวณริมทางหลวงถนนสาย 36 ตลอดสาย พร้อมทั้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายสิ่งของออกจากบริเวณริมทางหลวงภายในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.ทางหลวงฉบับที่ 2 พ.ศ.2549 มาตรา 38, 44 ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทช. เปิดโครงการ ป่าในเมืองจ.ระนอง “ป่าชายเลนกลางเมือง โกงกางดึกดำบรรพ์​ 200 ปี” บนเนื้อ 2,080 ไร่กลางเมืองระนอง ลบอดีตสุดเศร้าป่าเสื่อมโทรมสู่วิกฤตสิ่งแวดล้อมทั้งขยะ-น้ำเน่า

ป่าในเมืองจ.ระนอง / เมื่อวันที่ 16 ส.ค. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลนริมถนนท่าเมือง บริเวณชุมชนด่านท่าเมือง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์​ รัฐมนตรีทส. เป็นประธานพิธี นายจตุพร บุรุษพัฒน์​ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) ผู้บริหารสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8 และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ตลอดจนภาคประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

​พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยาการป่าไม้ ต้องการให้คนอยู่ร่วมกับป่า มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่สีเขียวให้สมบูรณ์ โดยใช้พื้นป่าของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงมอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินโครงการป่าในเมือง เลือกพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองหรือพื้นที่ใกล้ชุมชนเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ ไม่เพียงเฉพาะด้านป่าไม้ รวมถึงพัฒนาเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย ซึ่งที่ผ่านมา ทส.จัดทำโครงการป่าในเมืองต่อเนื่อง ได้รับผลตอบรับที่ดีจากพี่น้องประชาชน

​ด้าน นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับโครงการป่าชายเลนในเมืองจังหวัดระนอง เป็นพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองหัวเขียวและป่าคลองเกาะสุย ปัจจุบันมีเนื้อที่ถึง 2,080 ไร่ อดีตเป็นป่าชายเลนเสื่อมโทรมเข้าสู่ขั้นวิกฤต เนื่องจากปี ‭2510-2530‬ มีการอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ในพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดระนอง เพราะแร่ดีบุกเป็นทรัพยากรที่มีค่า ราคาแพง เป็นรายได้สำคัญของประเทศ

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ขณะนั้น พื้นที่ป่าชายเลนจึงสูญไปมาก ทำให้หลังปี 2530 เป็นต้นมา พื้นที่ทำเหมืองทั้งหมดกลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมและหมดสภาพป่าชายเลน ราษฎรจึงเข้าไปจับจองและครอบงำทำประโยชน์ รวมถึงสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยจนกลายเป็นชุมชน สู่วิกฤตในปี 2550 ชุมชนเมืองเริ่มขยายตัวส่งผลต่อการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนโดยรอบ เพื่อทำประโยชน์และค่อยพัฒนาเป็นพื้นที่อยู่อาศัย บ้านเช่า ร้านค้าอย่างต่อเนื่อง จนประสบวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งขยะ สิ่งปฏิกูลและน้ำเน่า กระทั่งปี 2552 หน่วยงานที่เกี่่ยวข้องเริ่มต้นโครงการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลน เพื่อยับยั้งการบุกรุกทำลายและฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนปากแม่น้ำ จนพลิกฟื้นคืนป่ากลับมาได้

​“ปัจจุบันสามารถหยุดการบุกรุกป่าชายเลนกลางเมืองลงได้อย่างสิ้นเชิงและขอคืนพื้นที่ป่านำมาพื้นฟูได้ถึง 2,000 กว่าไร่ ขณะเดียวกัน ยังเกิดเครือข่ายอนุรักษ์ป่าชายเลนกลางเมืองขึ้น ทำให้ขณะนี้มีป่าชายเลนบทบาทสำคัญต่อชุมชนมาก อาทิ รักษาสมดุลธรรมชาติบริเวณปากน้ำระนอง แหล่งทำมาหากินของชาวประมงพื้นบ้าน จึงเป็นเหตุผลได้คัดเลือกพื้นที่แห่งนี้ดำเนินโครงการป่าในเมือง อีกทั้ง เพื่อร่วมอนุรักษ์ป่าธรรมชาติเก่าแก่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่เมืองและระบบนิเวศป่าชายเลนที่สมบูรณ์ บ่งบอกได้จากต้นโกงกางยักษ์ที่มีอายุกว่า 200 ปี” นายจตุพร กล่าว

​นอกจากนี้ นายจตุพร กล่าวอีกว่า ทช.ได้วางแผนพัฒนาโครงการป่าชายเลนในเมืองระนองตามนโยบายโครงการป่าในเมือง ตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2565 โดยแบ่งการพัฒนาพื้นที่ออกเป็นกิจกรรมหลายรูปแบบ ประกอบด้วย การขุดคูแพรกหรือรั้วและจัดทำกำแพงคอนกรีตเป็นแนวเขตป้องกันการบุกรุก ปลูก บำรุงและปรับสภาพป่าชายเลน จัดทำแห่งรวมพันธุ์ไม้เก่าแก่ จัดทำทางเดินธรรมชาติและหอชมป่าชายเลนในเมือง อาคารศูนย์เรียนรู้และห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยว ป้ายสื่อความหมาย ศาลาและอาคารนิทรรศการ พื้นที่ออกกำลังกายและพื้นที่นันทนาการ การปรับภูมิทัศน์ตามสภาพภูมินิเวศ ตลอดจนการจัดการขยะในป่าชายเลน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า พายุโซนร้อน “เบบินคา” (BEBINCA) บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ทางด้านตะวันออกของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในวันพรุ่งนี้ (17 ส.ค. 61) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาวในวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ลักษณะเช่นนี้ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ปัจจุบัน(16 ส.ค. 61) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 53,505 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 29,584 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรองรับน้ำได้อีก 22,548 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,702 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯรวมกัน และมีปริมาณน้ำใช้การได้ 8,006 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ทั้งนี้ 4 เขื่อนหลักยังสามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 10,169 ล้าน ลบ.ม.

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบัน(16 ส.ค. 61)มีปริมาณน้ำ 732 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 103 ของความจุอ่างฯ มีน้ำไหลลงอ่างฯวันละ 20.76 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากมีฝนตกหนัก ในพื้นที่ตอนบนของเขื่อนแก่งกระจาน ทำให้มีน้ำไหลลงอ่างฯเพิ่มขึ้น มีการระบายน้ำทางช่องทางปกติ และกาลักน้ำ รวมกันประมาณ 185.37 ลบ.ม./วินาที ซึ่งหากปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างฯยังไม่ลดลง การระบายน้ำจากเขื่อน แก่งกระจาน มีแนวโน้มจะระบายน้ำเพิ่มมากขึ้น ส่วนบริเวณด้านหน้าเขื่อนเพชร ได้มีการผันน้ำเข้าระบบชลประทาน และคลองระบายน้ำ D9 รวมกันประมาณ 70 – 80 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเพชรลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ในอัตราประมาณ 100 – 110 ลบ.ม./วินาที อาจจะส่งผลกระทบที่ลุ่มต่ำบางแห่งได้ จึงได้รายงานสถานการณ์น้ำให้ทางกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบุรีทราบ เพื่อให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีทั้ง 2 ฝั่งทราบ และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่อไปแล้ว

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนแก่งกระจานอย่างใกล้ชิด พร้อมกับปรับแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสภาวะฝนที่ตกลงมา โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน หรือกระทบให้น้อยที่สุด สำหรับเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เรือผลักดันน้ำของกองทัพเรือ และหน่วยทหารพัฒนา ยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ พร้อมกับเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ปัจจุบัน(16 ส.ค. 61) มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 185 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 82 ของความจุอ่างฯ เร่งระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ทั้งนี้ ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ตอนบนบริเวณเขาเขียว ส่งผลให้มีน้ำไหลลงอ่างฯวันละประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่มีการระบายน้ำวันละประมาณ 3 ล้าน ลบ.ม. ยังไม่ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งแต่อย่างใดและระดับน้ำมีแนวโน้มเริ่มลดลงแล้ว

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนขุนด่านปราการชล ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมที่เหมาะสม ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ ยังได้รายงานสถานการณ์น้ำให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมที่จะบริหารจัดการน้ำ โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนหรือกระทบให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดด้วย

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชน และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2561 ก้าวสู่ปีที่ 13 ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรม” ตั้งแต่วันที่ 16-26 สิงหาคม 2560 ณ ฮอลล์ 2-8 อิมแพค เอ็กซิบิชั่น เมืองทองธานี

โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ ทีเซลส์ (TCELS) เปิดห้องแห่งการเรียนรู้ชีววิทยาศาสตร์ “ชีววิทยาศาสตร์กับหุ่นยนต์เพื่อชีวิต” ณ บริเวณ ฮอลล์ 4 เสริมสร้างเทคโนโลยี สู่นวัตกรรมแห่งชีวิต สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กและเยาวชนที่เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในอนาคต โดยนำกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ที่เน้นให้เด็กและเยาวชนผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองปฏิบัติจริง ซึ่งมีห้องกิจกรรมแห่งการเรียนรู้หลากหลายให้เด็กและเยาวชนได้ร่วมสนุก พบกับ “น้องเอม”

หุ่นยนต์เสริมการเรียนรู้ในเด็กออทิสติกสเปคตรัม ช่วยฝึกทักษะด้านการเลียนแบบ การเคลื่อนไหวและการพูด เพื่อพัฒนาพฤติกรรมและการสื่อสารกับผู้อื่น และสามารถดึงดูดความสนใจให้มีสมาธิเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของทีม รศ.ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัยผู้คิดค้น “หุ่นยนต์เสริมการกระตุ้นพัฒนาการเด็กออทิสติก” เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนจริงในกลุ่มเด็กออทิสติก ช่วยเด็กออทิสติกมีความสนใจ ฝึกพูดดีขึ้น

ลดพฤติกรรมไม่เหมาะสมลง โดย ทีเซลส์ (TCELS) สนับสนุนทุนให้แก่ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อขยายผลการใช้งานหุ่นยนต์เสริมการเรียนรู้ในเด็กออทิสติกสเปคตรัม ให้กับกลุ่มเป้าหมายคือ โรงเรียนและโรงพยาบาล และชมแบบจำลองสุดยอดหุ่นยนต์ทางการแพทย์เพื่อสุขภาพ “SensibleSTEP” หุ่นยนต์ฟื้นฟูการเดินและการทรงตัว ที่ชนะเลิศอันดับ 1 จากโครงการประกวด i-MEDBOT Innovation Contest 2018 เป็นผลงานของทีม บริษัท ทีเอ็มจีไอ จำกัด

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ มาร่วมถ่ายรูปกับพี่ “หุ่นยนต์ MEDBOT” ที่มีความสูงถึง 2.5 เมตร มาฟังพี่หุ่นยนต์ MEDBOT เล่าเรื่องราวของ “หุ่นยนต์เพื่อชีวิต” ที่มนุษย์ใช้ประโยชน์จากหุ่นยนต์ในทุกๆ ด้านผ่านจอ LCD

17-20 ส.ค. 2561 สนุกกับกิจกรรมจาก ROBOT’S CHILD & Smart Vedic Maths สถาบันส่งเสริมวิศวกรรมหุ่นยนต์และคณิตสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เน้นความคิดสร้างสรรค์ ได้เรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาส ประดิษฐ์ การเขียนโปรแกรมบังคับหุ่นยนต์ และทดสอบหุ่นยนต์ โดยใช้ ชุดหุ่นยนต์ LEGO MINDSTORMS EV3

สนุกกับกิจกรรม เกม “ทายใจหุ่นยนต์” หรือ “Ai ใฝ่รู้” และ เกม “หัวใสสร้างหุ่น” นำจิกซอว์มาประกอบเป็นรูปร่างของหุ่นยนต์ พร้อมทั้งมีเกมคำถามนำความรู้ประกอบบนบอร์ดที่จัดแสดงในเรื่องของ “ชีววิทยาศาสตร์กับหุ่นยนต์เพื่อชีวิต” มาตั้งคำถาม โดยให้น้องๆ ได้อ่านก่อน เพื่อเสริมสร้างความรู้ แล้วนำข้อมูลในบอร์ดมาตั้งคำถามแบบง่ายๆ ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ในเรื่องราวของชีววิทยาศาสตร์เข้าใจแบบง่ายๆ

วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เวลา 05.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 27 เรื่อง “พายุ ‘เบบินคา’”

ประกาศฉบับดังกล่าว ระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (17 ส.ค. 61) พายุโซนร้อน “เบบินคา” (BEBINCA) บริเวณอ่าวตังเกี๋ย มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 80 กิโลเมตร ทางด้านใต้ของกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 19.6 องศาเหนือ ลองจิจูด 106.3 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 70 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็ว 16 กม./ชม. คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในวันนี้ (17 ส.ค. 61) หลังจากนั้น จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่น และหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาว ในวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ลักษณะเช่นนี้ส่งผลทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้

ในช่วงวันที่ 17-18 สิงหาคม 2561

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร
ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต

ในวันที่ 19 สิงหาคม 2561

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง สุโขทัย และตาก ภาคตะวันออก: จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งไว้ด้วย สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรง ทำให้ทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร และอ่าวไทยตอนบน คลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กงดออกจากฝั่ง จนถึง วันที่ 20 สิงหาคม 2561 ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจาก กรมอุตุนิยมวิทยา อย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง