สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2561

กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านควนสามโพธิ์ ที่ทำการกลุ่ม บ้านเลขที่ 379 หมู่ที่ 5 ตำบลควนขนุน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง โทรศัพท์ (085) 670-5267
กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำทุ่งช้าง ที่ทำการกลุ่ม บ้านเลขที่ 46 หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (089) 556-4112
กลุ่มเกษตรกรทำประมง หรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ตำบลหาดเล็ก ที่ทำการกลุ่ม บ้านเลขที่ 231 หมู่ที่ 1 ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โทรศัพท์ (090) 087-6733

กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปถนอมอาหาร ที่ทำการกลุ่ม บ้านเลขที่ 75/2 หมู่ที่ 4 ตำบลป่าสัก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ (084) 950-4860
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองเหรียง ที่ทำการกลุ่ม บ้านเลขที่ 201 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง โทรศัพท์ (074) 606-182, (089) 295-6617

กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเพียงหลวง 12 ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ทำการกลุ่ม โรงเรียนเพียงหลวง 12 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ (098) 168-2536, (081) 071-2581
กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านท่าไม้ ที่ทำการกลุ่ม บ้านเลขที่ 54/2 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (087) 310-2040

สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายางบ้านลาดพัฒนา ที่ทำการกลุ่ม ศาลาชมรมผู้สูงอายุ หมู่ที่ 7 ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ (086) 505-1833
ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเมยวดี ที่ทำการกลุ่ม ศูนย์ข้าวชุมชน หมู่ที่ 1 ตำบลเมยวดี อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด โทรศัพท์ (094) 287-4437

ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่นๆ ได้แก่ ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนพัฒนาบ้านบึงประดู่ ที่ทำการกลุ่ม บ้านเลขที่ 76 หมู่ที่ 5 ตำบลทับหมัน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ (087) 738-2424
วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว ที่ทำการกลุ่ม บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด โทรศัพท์ (084) 892-5374

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2561

สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด ที่ทำการสหกรณ์ บ้านเลขที่ 342 หมู่ที่ 2 ตำบลขามสะแกแสง อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (044) 385-5041
สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค (ลำพญากลาง) จำกัด ที่ทำการสหกรณ์ บ้านเลขที่ 76 หมู่ที่ 1 ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (036) 721-455
สหกรณ์นิคม ได้แก่ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด ที่ทำการสหกรณ์ บ้านเลขที่ 212 หมู่ที่ 5 ตำบลสักงาม อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (055) 745-540

สหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเสม็ดจวนพัฒนา จำกัด ที่ทำการสหกรณ์ บ้านเลขที่ 65/8 หมู่ที่ 4 ตำบลกุแหระ อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ (089) 591-8354
สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด ที่ทำการสหกรณ์ บ้านเลขที่ 283 ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โทรศัพท์ (043) 821-292

สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จำกัด ที่ทำการสหกรณ์ บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 2 ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ (077) 288-398
สหกรณ์บริการ ได้แก่ สหกรณ์สี่ล้อเล็กภูเก็ต จำกัด ที่ทำการสหกรณ์ บ้านเลขที่ 46/122 หมู่ที่ 6 ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ (076) 680-801

ไพล มีสรรพคุณที่โดดเด่น เป็นเลิศของสมุนไพรที่ใช้ได้ตั้งแต่เหง้า ราก และดอก ก็คือ แก้ฟกช้ำ บวม เคล็ด ยอก ปวดเมื่อย ขับลม ช่วยขับระดูหรือประจำเดือนของสตรี นิยมใช้หลังจากที่คลอดบุตรแล้ว เหง้าไพลมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งจากการทดลองพบว่า มีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ คลายกล้ามเนื้อ เป็นยาหลักในตำรับยาสมุนไพรที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมกลุ่มบรรเทาอาการปวดเมื่อย เช่น ครีมไพล น้ำมันเหลือง

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ได้เชิญสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือแผนการดำเนินการและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บุกรุกป่า หลังราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันขยับตัวสูงขึ้นถึง 10.70 บาท/กก. และมีแนวโน้มพุ่งทะยานแตะ 11 บาท/กก. ซึ่งจูงใจให้เกษตรกรกลับไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่าในฤดูกาลนี้

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักดีถึงปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บุกรุกป่า ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศจึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการหามาตรการแก้ปัญหาในประเด็นนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะเดียวกันพบว่า ขั้นตอนของการรับซื้อข้าวโพดนับเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงขอความร่วมมือไปยังโรงงานอาหารสัตว์ทั้งหมดให้รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรที่ปลูกในพื้นที่ปลูกข้าวโพดที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้อง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ออกหนังสือเลขที่ กษ ๑๐๑๑/ว๕๘๒ ถึงสมาคมอาหารสัตว์ไทยให้ชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกสมาคมโดยทั่วกัน

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา รัฐบาลมีมาตรการในเรื่องของการลดพื้นที่ทำการเกษตรที่ไม่ถูกต้องอย่างเข้มงวด โดยผ่านกลไกอย่างคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด จากมาตรการดังกล่าวพบว่า ตัวเลขพื้นที่บุกรุกป่าปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงกว่า 5 แสนไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 3.67 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ในปี 2561 นี้ มีแนวโน้มที่เกษตรกรจะกลับมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มเติม เพราะช่วงที่ผ่านมาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีราคาสูง จูงใจให้กระบวนการปล่อยเกี๊ยวแก่เกษตรกรมีเพิ่มมากขึ้น จึงจะขอความร่วมมือสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยควบคุมการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกถูกต้อง และ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อแก่เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกที่ถูกต้องเท่านั้น

นอกจากนี้จะดำเนินการจัดตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน” ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2561 โดยมีเป้าหมายหลักคือ 1.) เร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต 2.) นำ GAP หรือ Good Agriculture Practice มาใช้ เพื่อให้เกษตรกรเพาะปลูกอย่างถูกต้อง 3.) ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำในหน้าแล้ง 4.) การเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกที่ถูกต้อง อาทิ โครงการข้าวโพดหลังนา เพื่อลดปัญหาปริมาณข้าวโพดขาดแคลน และ 5.) ลดพื้นที่ปลูกที่ไม่ถูกต้องจนเหลือศูนย์ เพื่อรักษาพื้นที่ป่าแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ 6.) พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคปลายทางในต่างประเทศได้ เป็นการป้องกันปัญหาการกีดกันสินค้าเกษตรของไทยได้อีกทางหนึ่ง

ด้าน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ยินดีที่จะสนับสนุนไม่ให้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่รุกป่า และเป็นนโยบายมานานมากแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอต่อการใช้ผลิตอาหารสัตว์ การนำเข้าวัตถุดิบทดแทนอย่างข้าวสาลีก็ถูกจำกัด หากหยุดรับซื้อในทันทีจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร แต่ยืนยันว่าจะต้องหยุดรับซื้อข้าวโพดที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้ได้ภายใน 2 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับแผนการเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดหลังนา เพื่อมาทดแทนข้าวโพดในพื้นที่รุกป่าที่จะต้องลดลง ว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน โดยทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องมาร่วมมือกัน

“การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเกษตรกรเกี่ยวกับผลกระทบจากการเพาะปลูกในพื้นที่รุกป่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นจากผู้บริโภคในต่างประเทศ ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขที่กลุ่มอาหารสัตว์สร้างขึ้นมาเอง” นายพรศิลป์กล่าว และระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วน ทำให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศราคาสูงเกินจริง กระทบต่อต้นทุนเกษตรกรเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างมาก จึงได้มีเสนอกระทรวงพาณิชย์ทบทวนอัตราส่วนดังกล่าวแล้ว ส่วนความร่วมมือในการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดขั้นต่ำในราคา 8 บาท/กก. นั้นจะต้องเป็นข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิ์เท่านั้น

เฟซบุ๊ก Awiruth Chanchai เปิดเผยเรื่องราวของนายศิริ ดีวงศ์ษา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานภาค 4 ที่ใช้ทุนส่วนตัวปลูกป่าทดแทนอย่างต่อเนื่องตลอด 7 ปี บริเวณ อ.หนองแสง จ.อุดรธานี โดยตั้งใจให้เป็นป่าต้นน้ำเลี้ยงคนในจังหวัด เพื่อเป็นการตอบแทนแผ่นดิน

โพสต์ระบุว่า ท่านศิริ ดีวงศ์ษา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานภาค 4 ท่านเคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบึงกาฬ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี ท่านเป็นผู้พิพากษาตัวอย่างที่ใครทราบประวัติแล้วต้องอึ้งเพราะว่าท่านทำงานปิดทองหลังพระมากว่า 7 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการปลูกป่าถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านให้ปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวพระราชดำริ ใครจะรู้บ้างว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ท่านเป็นผู้นำการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายเป็นป่าเสื่อมโทรม

จากการปลูกยางพาราและทำไร่ บริเวณที่ท่านปลูกป่าคือบริเวณที่ติดกับวัดถ้ำสหาย อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ใกล้ๆ กับอุทยานภูฝอยลม ครับ ท่านมุ่งมั่นตั้งใจจะทำให้เป็นป่าต้นน้ำ เลี้ยงคนจังหวัดอุดรธานีครับ ท่านจะปลูกป่าทุกๆสัปดาห์ติดต่อกันเป็นเวลาประมาณ 7 ปีแล้ว คิดเป็นเนื้อที่หลายร้อยไร่ ใช้ทุนส่วนตัวทั้งหมดไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้าน ท่านเป็นหนึ่งในตุลาการที่ทำหน้าที่ดูแลประชาชนทั้งในหน้าที่ราชการและนอกเวลาราชการ

ท่านเล่าให้ฟังว่า ต้นไม้ที่ท่านปลูกมีทั้งไม้ป่าธรรมชาติ มีตะเคียน ยางนา พะยูง ไม้แดง สัก มะฮอกกานี มะค่า ประดู่ กล้วย ผลไม้ ฯลฯ เพื่อเป็นการตอบแทนแผ่นดิน โดยเฉพาะต้นพะยูงที่ท่านปลูกจำนวนไม่ต่ำกว่า 50,000 ต้น อีก 30 ปี ข้างหน้า ถ้าคิดเป็นเงินต้นละหนึ่งแสนบาท ก็จะมีป่าที่มีมูลค่ามากถึง 5,000 ล้านบาท และท่านบอกว่าจะขอมุ่งมั่นปลูกป่าต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าไม่มีแรง ขอให้กำลังใจท่านและกราบแทบเท้าท่านด้วยความเคารพอย่างสูงเลยครับ

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2559/60 อัตราเฉลี่ยทั่วประเทศในอัตรา 1,083.86 บาท/ตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดอัตราขึ้น ลง ของราคาอ้อยเท่ากับ 65.03 บาทต่อ 1 ซี.ซี.เอส.ต่อเมตริกตัน และอัตราผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายเท่ากับ 464.51 บาท/ตันอ้อย พร้อมกับให้คิดคำนวณผลตอบแทนการผลิตที่ 15.28% และให้หักเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ตามสัดส่วน 70 ต่อ 30 ในอัตราตันละ 5 บาท โดยเป็นส่วนของชาวไร่อ้อยที่ 3.50 บาทต่อตันอ้อย และส่วนของโรงงานน้ำตาล 1.50 บาทต่อตันอ้อย

ทั้งนี้ ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายที่กำหนดครั้งนี้สูงกว่าราคาอ้อยขั้นต้นที่แยกตามเขต เขต 1,2,3,4,6,7,9 ที่ 1,050 บาทต่อตันอ้อย เขต 5 ที่ 980 บาทต่อตันอ้อย ทำให้โรงงานน้ำตาลจะต้องชำระค่าอ้อยเพิ่มให้แก่ชาวไร่จนครบตามราคาอ้อยขั้นสุดท้ายภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ซึ่งหลังครม. กำหนดราคาอ้อยครั้งสุดท้ายนี้แล้ว ชาวไร่จะได้รับค่าอ้อยสำหรับนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการเพาะปลูกและบำรุงรักษา และการดำรงชีพต่อไป ซึ่งจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนต่อเนื่องในเศรษฐกิจ

สำหรับข้อมูลประกอบการคำนวณราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิต 2559/60 มีองค์ประกอบสำคัญ คือ ผลผลิตอ้อยโดยรวมที่ 92.95 ล้านตัน คุณภาพอ้อยเฉลี่ย 12.28 ซี.ซี.เอส. ผลผลิตน้ำตาลทรายภายในประเทศรวมทุกปีโควตาระหว่าง เดือนต.ค. 2559-ก.ย. 2560 ผลผลิตกากน้ำตาลทั้งสิ้น 3.98 ล้านตัน ราคากากน้ำตาลเฉลี่ย 4,178.53 บาทต่อตัน สรุปผลการขายน้ำตาลดิบโควตา ข. เฉลี่ย 18.88 เซนต์ต่อปอนด์ ปริมาณน้ำตาลทราบดิบโควต้านำเข้าสหรัฐฯ 20,326.40 ตัน และค่าธรรมเนียมวิจัยและการส่งเสริมการผลิตอ้อยและน้ำตาลทราย ที่ 536.48 ล้านบาท

นายณัฐพร กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้รายงานให้ที่ประชุมครม. ทราบถึงประเด็นข้อพิพาทเรื่องน้ำตาลทรายภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ระหว่างไทยกับบราซิลว่า มิได้มีประเด็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดราคาอ้อยทั้งขั้นต้นและขั้นสุดท้าย การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฤดูการผลิต 2559/60 จึงไม่ขัดดับเบิลยูทีโอ แต่เป็นการรักษาประโยชน์ให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย รวมทั้งเป็นการสร้างหลักประกันอย่างพอเพียงและเหมาะสมให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย ซึ่งล่าสุด บราซิล ได้ชะลอการฟ้องไทยไว้ก่อนเนื่องจากบราซิลต้องการติดตามการบังคับใช้ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับใหม่ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกกฎหมายขนาดนี้

วันที่ 2 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่หมู่บ้านหนองแต้ และ หมู่บ้านนาขาม ต.นาขาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ขาดแคลนน้ำทำการเกษตรในหน้าแล้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเพาะปลูกพืชผักได้ ชาวบ้านจึงหันมาทำนากบเลี้ยงลูกอ๊อด ส่งขายตลาดทั่วภาคอีสานโกยเงินเดือนละ 1 แสน

นายสมชัย วงษ์สุข วัย 58 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงกบ ชาวบ้านหนองแต้ กล่าวว่า เดิมทีมีอาชีพทำนา บางปีสภาพอากาศแปรปรวนฝนไม่ตกตามฤดูกาล จึงหันมาประกอบอาชีพนากบมานานกว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากกบและลูกอ๊อดค่อนข้างขาดตลาดและหายากในฤดูแล้ง อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะในภาคอีสาน จึงนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบมาขยายพันธุ์โดยใช้เวลา 2 – 3 ปี ก่อนนำมาขายได้ทั้งลูกอ๊อด รวมถึงกบที่โตแล้ว จึงแนะนำส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงมาต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ 2 หมู่บ้านดังกล่าว หันมายึดอาชีพนากบเกือบทั้งหมู่บ้านกว่า 100 ครอบครัว

นายสมชัย กล่าวว่า สำหรับวิธีการเลี้ยงนั้น ช่วงต้นเดือน เม.ย. – มิ.ย. จะปรับที่นาประมาณ 1 ไร่ โดยใช้ตาข่ายสีเขียวขึงรอบที่นาไว้ เพื่อปรับเป็นบ่อเลี้ยงกบ ก่อนนำพ่อพันธุ์และแม่พันธ์ที่คัดไว้มาพักในบ่อ โดยจะนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ซึ่งมีอายุ 1 ปี ประมาณ 2,000 ตัว ก่อนปล่อยน้ำเข้าที่นาให้มีระดับสูงประมาณ 10 เซนติเมตร และนำพ่อพันธุ์แม่พันธ์กบหนุ่มสาวอายุประมาณ 1 ปี ปล่อยใส่บ่อละ 400 -500 คู่ เพื่อให้ตัวผู้และตัวเมียผสมพันธุ์ออกไข่ ใช้เวลาประมาณราว 1 คืน ใช้เวลาประมาณ 1 วันไข่กบก็จะฟักตัวอ่อนเป็นลูกอ๊อด

นายสมชัย กล่าวต่อว่า จากนั้นจึงนำตัวอ่อนแยกบ่อปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติประมาณ 2 วัน จึงให้หัวอาหารปลาดุก ใช้ระยะเวลาเพียง 20-30 วัน ลูกอ๊อดโตได้ขนาดก็ยังสามารถขายได้แล้ว โดยนำมาบรรจุถุงพลาสติก ถุงละ 1 กิโลกรัม พร้อมอัดออกซิเจน เพื่อให้สามารถตัวอ่อนอยู่ได้นาน ก่อนส่งไปขายต่างจังหวัดในภาคอีสาน ต้นฤดูจะขายได้และมีราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 200 – 250 บาทเลยทีเดียว หากตัวอ่อนหรือลูกอ๊อดโตเต็มวัย ก็เพื่อขายเป็นกบตัวโตตามขนาด มีราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 150 – 200 บาท

“ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่จะเลี้ยงขายแบบครบวงจรตลอดปี ตั้งแต่ลูกอ๊อดไปถึงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ สามารถส่งขายไปตามตลาดทั่วภาคอีสาน โดยเฉพาะลูกอ๊อดวันละไม่ต่ำกว่า 4 – 5 ตัน เป็นเงินไม่ต่ำกว่าวันละ 1 แสนบาท และมีเงินหมุนเวียนสะพัดปีละหลาย 10 ล้านบาท เนื่องจากลูกอ๊อดเป็นที่นิยมบริโภคของชาวอีสาน โดยเฉพาะฤดูแล้งจะหากินยาก โดยนำไปประกอบอาหารปรุงเป็นเมนูเด็ดได้หลายชนิด อาทิ แกงอ่อม นึ่ง หมก ผัดเผ็ด โดยเกษตรกรบางยังยึดเป็นอาชีพหลักโดยเลี้ยงขายได้ตลอดปี ยิ่งช่วงฤดูหนาวหนาวกบธรรมชาติขาดตลาด ยิ่งได้ราคาดี มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250 บาท” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

วันที่ 2 พ.ค. ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองลพบุรีคึกคักเป็นพิเศษ ผู้สื่อข่าวพบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หิ้วถุง ถือหม้อ หอบกระทะ เข้ามามากมาย อีกทั้งยังมีการจับนกพิราบใส่กรงมานับ 100 ตัว จึงเดินเข้าไปสอบถามทราบว่า ทางอำเภอเมือง ลพบุรี และปศุสัตว์จังหวัด ร่วมกับฝ่ายปกครองของจังหวัดลพบุรี ทั้งอำเภอเมืองลพบุรีรณรงค์ เอาจริง จับเป็น และจับตายกับนกพิราบที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน สถานที่ราชการ วัด วาอาราม โบราณสถาน และเกษตรกร โดยสั่งการให้ทุก ตำบล ใน 22 ตำบล อ.เมือง ลพบุรี จับตายนกพิราบ 30 ตัว พร้อมทำเมนูอาหารจากนกพิราบ มาตำบลละ 1 อย่าง เท่านั้นยังไม่พอ ยังนำมาปรุงสำเร็จถึงที่อำเภอ เพื่อเป็นอาหารกลางวันแก่ผู้ใหญ่ กำนัน โดยมีการประกวดเมนูหลากหลายชนิด มีรางวัลให้กับผู้ที่ทำเมนู ปรุงรสนกพิราบแสนสุดอร่อย ทางปศุสัตว์จังหวัดลพบุรีไม่น้อยหน้า สั่งจับเป็นนกพิราบนำมาขายได้ ให้ราคาตัวละ 10 บาทรับโดยไม่อั้น

นายศักดิ์ชัย บุตรศรี ผญบ.หมู่ที่ 6 ต.ท่าแค อ.เมือง ลพบุรี ผู้ซึ่งนำทีมจับนกพิราบในหมู่บ้านของตนมาเพื่อทำการประกอบอาหาร กล่าวว่า ทางอำเภอเล็งเห็นความสำคัญของการกำจัดนำพิราบที่มีอยู่อย่างมากมาย ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนอย่างหนักอีกทั้งยังเป็นตัวนำเชื้อโรคมาแพร่ติดต่อให้กับสัตว์เลี้ยงของประชาชน สร้างความเสียหายให้กับเกษตรผู้เลี้ยงสัตว์ จึงสั่งการให้ทุกตำบลกวดขันในการกำจัดนำพิราบ ไม่ว่าจะจับเป็นและจับตาย หากจับตายวสามารถนำมาทำเป็นอาหารรับประทานได้ แต่จะต้องทำการปรุงสุก ส่วนตัวที่จับเป็นให้รวบรวมนำมาขายได้ที่อำเภอ

ด้านนายศราวุฒิ ประจวง สัตว์แพทย์ ชำนาญการ ด่านกักกันสัตว์ลพบุรี กล่าวว่า ตนได้ประสานงานกับอำเภอเมืองลพบุรี เพื่อร่วมในการรณรงค์กำจัดนำพิราบ ที่สร้างความเดือดร้อนอย่างมาในขณะนี้ โดยด่านกักกันสัตว์ จะขอซื้อนกพิราบตัวเป็นๆ ที่ใครก็ได้จับมาขายรวบรวมไว้ที่อำเภอเมือง ลพบุรี โดยให้ราคาตัวละ 10 บาท เพื่อนำไปเพาะเลี้ยงที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ตรวจสอบพฤติกรรมของนกพิราบในแต่ละท้องที่ และเก็บตัวอย่างของดีเอ็นเอในการตรวจสอบเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งตนเองยินดีรับซื้อไม่อั้นไมว่าจะเป็นนกพิราบตามท้องนา โรงสีวัด สถานที่ราชการ หรือโบราณสถาน

ขณะที่ นายแปลก เทพรักษ์ นายอำเภอเมืองพลุรี ผู้ที่ริเริ่มโครงการดังกล่าว ได้สาธิตการกินเมนูจากนกพิราบจากทั้ง 22 ตำบล ที่มีทั้งผัดเผ็ด แกง ทอด โดยเชิญชวนให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย ได้ลองลิ้มชิมรสของเมนูต่างๆ ซึ่งหลายคนยังกล้าๆ กลัวๆ แต่เมื่อได้ลองชิม ต่างกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งนายแปลก นอภ. กล่าวถึงโครงการดังกล่าวว่า นกพิราบเป็นตัวทำลายพืชผลทางการเกษตรอย่างมากมายมหาศาล ทำลายโบราณสถาน ทำลายบ้านเรือน อาคาร สำนักงานต่างๆ เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค นาๆชนิด และนับวันจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีแนวคิดว่าให้ฝ่ายปกครองในอำเภอเมืองทั้งสิ้น 22 ตำบล ทดลองกำจัดนำพิราบด้วยวิธีจับเป็นและจับตาย จับเป็นก็จะได้เงินจากปศุสัตว์จังหวัดตัวละ 10 บาท จับตายก็เอาไปทำอาหารกินกับครอบครัว แต่ต้องทำการปรุงสุกเท่านั้น โดยอาจจะทำโครงการต่อยอดไปให้ครอบคลุมทั้งอำเภอ หากแม้นว่านกพิราบมีปริมาณลดน้อยลงก็จะรายงานให้ทางจังหวัดขอให้ทุกอำเภอกำจัดนำพิราบอย่างจริงจังให้ครอบคลุมไปทั้งจังหวัดลพบุรี