สนใจปลูกพริกอินทรีย์ ก่อนปลูก ควรเก็บตัวอย่างดินมาวิเคราะห์

หาความเป็นกรดเป็นด่างเสียก่อน และหว่าน “ปอเมือง” ก่อนปลูกพริก50 วัน เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด โดยไถกลบ ไถพรวนทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน จึงค่อยลงมือปลูกพริกและใช้ปุ๋ยมูลไก่หมัก 3 ตัน/ไร่ แนะนำให้ใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และน้ำหมักสมุนไพร ซึ่งประกอบด้วย ปุ๋ยคอก รำละเอียด แกลบดิน เศษผัก ปลา กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก ฟักทองแก่จัด

ส่วนน้ำหมักสมุนไพรได้แก่ ใบสะเดาทั้งใบและก้าน ใบยูคาลิปตัส ข่าแก่ เครือบอระเพ็ด และกากน้ำตาล ปุ๋ยน้ำหมักต้องให้อย่างสม่ำเสมอ และใช้เชื้อ BT (บาซิลลัส ทรูรินเอนซิส) เชื้อไตรโคเดอร์มาเข้าไปฉีดพ่นกำจัดศัตรูพืช หรือใช้วิธีผสมผสานทั้งสมุนไพรและเครื่องมือดักแมลงหรือเหยื่อล่อแมลง ก็ได้ผลดีเช่นกัน

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ ด้วงงวงมะพร้าว หรือ ด้วงสาคู จัดว่าเป็นด้วงงวงขนาดกลาง ตัวเต็มวัย ปีกมีสีน้ำตาลดำ อกมีสีน้ำตาลและมีจุดสีดำ มีขนาดลำตัวยาว ประมาณ 25-28 มิลลิเมตร ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดและลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ตัวผู้มีขนที่ด้านบนของงวงใกล้ส่วนปลาย ตัวหนอนมีสีเหลืองปนน้ำตาล

ดักแด้เป็นปลอกทำด้วยเศษชิ้นส่วนจากพืชที่กินเป็นอาหาร โดยด้วงงวงชนิดนี้นับเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะพืชจำพวกปาล์ม เช่น มะพร้าว สาคู และลาน ในประเทศไทยพบมากที่ภาคใต้ ตัวหนอนจะอาศัยและกัดกินบริเวณยอดอ่อน ตัวเต็มวัยจะเกาะกินเนื้อเยื่อด้านในของลำต้นลึกจนเป็นโพรง ซึ่งอาจทำให้ต้นตายได้ โดยจะบินออกหากินในเวลากลางวัน สามารถบินได้ไกลถึง 900 เมตร และอาจกินซ้ำจากที่ด้วงแรดมะพร้าว (Oryctes rhinoceros) ซึ่งเป็นด้วงกว่างกินไว้แล้ว

ตัวเมียใช้เวลาวางไข่นาน 5-8 สัปดาห์ ในปริมาณเฉลี่ย 400 ฟอง อย่างไรก็ตาม ด้วงสาคู ก็กลายมาเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น เพราะมีรสชาติอร่อย และมีคุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีนสูงไม่แพ้โปรตีนจากเนื้อสัตว์เลยทีเดียว และยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ทอด คั่วเกลือ หมก แกง หรือผัด เรียกได้ว่า ทำได้สารพัดเมนู ไม่แพ้เนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ กันเลยทีเดียว มีราคาซื้อ-ขายสูงถึง กิโลกรัมละ 300-400 บาท โดยระยะจากไข่-หนอน-ดักแด้ ใช้เวลา 60 วัน ตัวเต็มวัยมีอายุ 2-3 เดือน

อาจารย์สาวอยู่บ้านถิ่น ตำบลบ้านถิ่น อำเภอโนนสัง คิดหาอาชีพเสริมและพยายามศึกษาหาอาชีพที่เหมาะสมกับตนเองและสะดวกง่าย ซึ่งจะต้องใช้เวลาว่างหลังจากปฏิบัติงานประจำแล้ว จะสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัว เนื่องจากรอรับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ไม่พอใช้จ่าย
ครูนาฏยา ถุนพุฒดม ชื่อเล่น ครูรุ่ง อายุ 32 ปี งานประจำรับราชการ ตำแหน่งครูวิทยฐานะชำนาญการ สังกัดศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดหนองบัวลำภู ได้คิดหาวิธีเลี้ยงด้วงมะพร้าวขาย เพื่อเป็นทางเลือกใหม่และสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว

ครูนาฏยา เล่าให้ฟังว่า การดำรงชีวิตประจำวันในปัจจุบันมีรายจ่ายหลายช่องทาง แต่รายรับมีแค่ทางเดียว นั่นคือเงินเดือนจากงานประจำ ซึ่งแน่นอนว่าต้องขาดสมดุลแน่นอน ด้วยเหตุผลนี้จึงได้มองหาช่องทางที่จะทำให้มีรายรับมากขึ้น ซึ่งหากเลือกทำอาชีพหรือช่องทางที่คนอื่นทำเยอะแล้ว มองว่าช่องทางการตลาดต้องติดขัดหรือไม่น่าสนใจอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นต้องหาอาชีพที่คนอื่นยังทำไม่เยอะ ก็ได้มารู้จักด้วงมะพร้าว จึงได้ศึกษาและลงมือเลี้ยง ช่วง 2-3 เดือนแรก ทำให้มีรายรับมากกว่า 1,000 บาท ต่อสัปดาห์ หรือเฉลี่ยมากกว่า 5,000 บาท ต่อเดือน ปัจจุบัน เลี้ยงด้วงมะพร้าวมาได้เกือบ 1 ปี ก็ทำให้มีรายรับต่อเดือนมากขึ้น ด้วงมะพร้าวเลี้ยงเพียง 28 วัน ก็สามารถเก็บขายได้

ให้อาหารเพียงครั้งเดียว แค่ 4 ขั้นตอนง่ายๆ
1. ผสมอาหารใส่กะละมัง
2. ปล่อยแม่พันธุ์ กะละมังละ 5 คู่
3. ปิดฝาทิ้งไว้ 28 วัน
4. เก็บด้วงออกขายได้เลย
สถานที่เลี้ยง…เลี้ยงในโรงเรือน มีตาข่ายไนล่อน ทำเหมือนมุ้ง ป้องกันศัตรู วัตถุดิบในการเลี้ยง
1. กากน้ำตาล
2. อาหารหมู/รำอ่อน
3. เปลือกมะพร้าว
4. มันสำปะหลัง หรือพืชตระกูลแป้ง
5. กะละมังพลาสติก
6. พลาสติกที่ปิดด้านบนกะละมัง ซึ่งอาจจะใช้พลาสติกคลุมด้านบนแล้วเจาะรู วิธีการเลี้ยง

เมื่ออาหารที่เตรียมพร้อมแล้ว นำพ่อแม่พันธุ์ 4-5 คู่ มาปล่อย (โดยสังเกตตัวผู้งวงข้อที่ 1 มีขนขึ้นชัดเจน ส่วนตัวเมียไม่มี ตัวผู้หรือพ่อพันธุ์จะมีขนาดเล็กกว่าแม่พันธุ์) การเลี้ยงหากใส่พ่อแม่พันธุ์มากเกินไปไม่ได้เป็นผลดี เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนของพ่อแม่พันธุ์ ด้วงที่ได้มากเกินไปทำให้อาหารไม่พอ ส่งผลให้ด้วงมีขนาดที่แตกต่างกันมากเกินไปหลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 10-15 วัน ให้จับขึ้นมาจากกะละมัง จะเห็นว่าลูกตัวด้วงจะมีขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ พ่อแม่พันธุ์ที่จับขึ้นมา สามารถนำไปใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้อีก 3 ครั้ง ดังนั้น ต้องนำมาพักฟื้นอย่างน้อย 3 วัน โดยอาหารที่นำมาเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ช่วงพักฟื้นคือกล้วยน้ำว้าสุก ตัวเต็มวัยจะกินกล้วย 1 ผล ต่อ 25 ตัว ต่อ 1 คืน พร้อมกับสาคูบด

ตัวด้วงขนาดหัวไม้ขีดไฟจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ ไม่ต้องดูแลอะไรมาก ยกเว้นความชื้นต้องรักษาให้ได้ ประมาณ 70-80%
อาหารต้องรักษาความชื้น 70-80% หากอาหารมีความชื้นมากเกินไปจะทำให้พ่อแม่พันธุ์ตาย หรือไข่ที่ออกมาไม่ฟักเป็นตัวด้วงและตายในที่สุด หรือแม่พันธุ์อาจจะไม่วางไข่ หากความชื้นน้อย ด้วงจะมีขนาดเล็ก

ปริมาณความชื้นทดสอบง่ายๆ ด้วยการกำอาหารเป็นก้อนจะมีน้ำไหลออกระหว่างนิ้วมือเล็กน้อย
หากปัจจัยพอเหมาะ ตัวด้วงจะเจริญได้ดี ให้น้ำหนักมาก (200 ตัว ต่อกิโลกรัม) และมีอัตราการตายน้อย
ข้อควรระวัง การเลี้ยงตัวด้วงให้ประสบความสำเร็จ ไม่ควรเพิ่มอาหารใหม่หรือเสริมอาหารใหม่เข้าไปหลังจากเลี้ยงในกะละมัง เพราะอาหารใหม่จะมีความร้อนสูง ทำให้ด้วงไม่กินอาหาร ตัวเล็ก และตายในที่สุด ต้องดูแลเรื่องของความชื้นให้ได้ 70-80% อยู่เสมอ กำจัดแมลงศัตรูไม่ให้เข้ามารบกวน ห้ามใช้สารฆ่าแมลงในขณะที่พ่อแม่พันธุ์วางไข่ เพราะจะทำให้พ่อแม่พันธุ์ไม่วางไข่หรือไข่จะลีบ ต้องนำพ่อแม่พันธุ์ออกจากกะละมังเพาะ ไม่เกิน 15 วัน

คุณวีรสุทธิ์ โฮสูงเนิน เกษตรอำเภอโนนสัง บอกว่า จากการไปศึกษาและเยี่ยมการเลี้ยงด้วงมะพร้าว น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของชาวจังหวัดหนองบัวลำภู และอำเภอโนนสัง สามารถใช้พื้นที่ไม่มากเลี้ยง
ควรป้องกันแมลงวันเข้าไปทำลาย อาหารการกินก็ไม่มีอะไร มีแต่หัวมันสำปะหลัง กับเปลือกมะพร้าว ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาง่ายตามบ้านเรือน…อาหารหมู คิดว่าลงทุนต่ำ แต่ผลตอบแทนสูงมาก เพื่อเป็นการเพิ่มอาชีพที่ลงทุนไม่สูงมากนัก จะประชาสัมพันธ์ให้แก่เกษตรกรทราบ และจะส่งเสริมให้เกษตรกรที่สนใจได้มาศึกษาดูงานและเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร และจะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วงมะพร้าวอำเภอโนนสัง และในจังหวัดหนองบัวลำภู ด้วงมะพร้าว ราคาขาย 300-400 บาท ต่อกิโลกรัม

หากเกษตรกรท่านใดสนใจ อยากเลี้ยง ด้วงมะพร้าว หรือทราบวิธีการเลี้ยง ติดต่อได้ที่ โทร. (087) 950-7833 เลขที่ 19 หมู่ที่ 1 บ้านถิ่น ตำบลบ้านถิ่น อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู รหัสไปรษณีย์ 39140

พลับ ผลไม้เมืองหนาว มีถิ่นกำเนิดจากทางภาคเหนือของจีน ต่อมาได้กระจายพันธุ์ไปยังญี่ปุ่น ถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า มีสรรพคุณเป็นยา โดยธรรมชาติพลับจะเจริญเติบโตในเฉพาะพื้นที่ที่มีอากาศเย็น ในปัจจุบันทางภาคเหนือของประเทศไทย เชียงใหม่ เชียงราย มีการนำพลับมาปลูก สร้างรายได้เป็นจำนวนไม่น้อย

ลักษณะของพลับ เป็นไม้ผลยืนต้น ขนาดใหญ่ ใบรูปหัวใจสีเขียว ดอกสีเหลือง ทรงดอกคล้ายระฆัง ผลมีรูปทรงได้หลายแบบ ทั้งทรงกรวย ทรงกลม ทรงกลมแบน ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง เนื้อสีส้ม เนื้อแข็ง ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล สามารถจำแนกประเภทได้ตามรสชาติของผล แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ พลับหวาน และพลับฝาด

สำหรับ พลับฝาด…ผลสุกเนื้อสีส้มอมแดง เนื้อนิ่ม รสฝาด ต้องนำมาผ่านกระบวนการบ่มลดความฝาด จึงจะรับประทานได้

คุณดวงแก้ว เบียเชะ (แก้ว) อาศัยอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำขุ่น ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เกษตรกรมือใหม่ วัย 23 ปี เล่าว่า ตนเองเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และได้มีโอกาสเดินทางไปทำงานที่ประเทศไต้หวัน โดยผ่านกรมแรงงาน เป็นระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้นได้ลาออกเพื่อกลับบ้านมาสานต่อสวนผสมผสานของครอบครัว

ทางครอบครัวของคุณแก้วทำสวนแบบผสมผสาน ปลูกผลไม้หลายชนิด เช่น บ๊วย เชอร์รี่ดอย ลูกไหน ลูกพลับ ท้อ อะโวกาโด และชาอัสสัม ตลอดทั้งปีก็จะเก็บผลไม้ขายตามฤดูกาล แต่จะมีชาอัสสัมที่เป็นรายได้หลัก สามารถเก็บขายได้ตลอดทั้งปี

ปลูกพลับ แซมในไร่ชา 1,000 ต้น ดูแลง่าย ให้ผลตอบแทนดี

คุณแก้ว เล่าว่า ต้นพลับที่มีอยู่ คุณแก้วไม่ได้เป็นคนปลูกเอง ทางพ่อแม่เป็นคนปลูกไว้ เพราะพลับถือเป็นผลไม้ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตนาน 7-9 ปี กว่าจะเก็บผลผลิตได้ แต่ก็พอมีความรู้เรื่องการปลูกบ้าง คุณแก้วจะเข้ามาช่วยในด้านของการตลาดมากกว่า เพราะที่ผ่านมาจะโดนพ่อค้าคนกลางกดราคาเหลือเพียง กิโลกรัมละ 7-8 บาท คุณแก้วจึงตัดสินใจเข้ามาช่วยในการหาตลาด นำผลผลิตออกมาขายเองตามริมถนน ขายให้กับนักท่องเที่ยว อีกส่วนขายทางเฟซบุ๊กทั้งผลสุกและกิ่งพันธุ์ ถือว่าสร้างรายได้ดีกว่าเดิมมากพอสมควร

พลับที่ไร่คุณแก้วปลูกเป็นพลับฝาด เหตุที่ปลูกพันธุ์ฝาด เพราะเป็นอะไรที่ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตดีกว่าพลับหวาน พลับหวาน จะดูแลยาก เมื่อต้นโตผลผลิตไม่ติดก็มี

วิธีการปลูก…เริ่มจากนำเมล็ดพลับป่ามาปลูกแล้วเสียบพลับฝาด พันธุ์ พี 2 (P2) เข้าไป

หลุม…ขุดลึกแค่พอให้ท่วมถุงดำ ระยะห่างระหว่างต้นกว้างพอสมควร เพราะต้นค่อนข้างใหญ่ ควรปลูกในฤดูฝน เพราะจะได้อาศัยน้ำฝนช่วยรด ไม่ต้องรดเอง หลังปลูกนาน 7-9 ปี จึงเก็บผลผลิตได้ ซึ่งเก็บปีละครั้ง

การดูแล ไม่มีอะไรที่ยุ่งยาก แทบไม่ต้องดูแลอะไร ให้ธรรมชาติดูแลมากกว่า ทั้งปีจะตัดแค่หญ้าอย่างเดียว

ปุ๋ย น้ำ…ไม่ต้อง ให้ฝนดูแล

โรคแมลง…มีบ้าง ผลผลิตออกมาแล้วมีแมลงเจาะ ไม่ได้มีวิธีป้องกัน แต่เสียหายน้อย ฤดูเก็บเกี่ยว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน พลับ 1 ต้น ให้ผลผลิตดก 150-200 กิโลกรัม เก็บได้เรื่อยๆ ลูกไหนสุกก็เก็บก่อน

ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว

เลือกเก็บลูกส้มๆ เก็บมาแล้วให้ตัดขั้วทิ้ง เพื่อที่จะไม่ให้ไปทิ่มแทงลูกอื่น หลังจากนั้น นำไปบ่ม 5-7 วัน ก็รับประทานได้

วิธีการบ่ม…มี 3 วิธี

1. การบรรจุสุญญากาศ
2. การแช่ในน้ำปูนใส
3. การบ่มด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หากเป็นการบรรจุสุญญากาศ และการบ่มด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ใส่ในถุงพลาสติกแล้วบ่ม
ถูกกดราคา พลิกวิกฤต หาตลาดเอง ขายเอง เห็นทางสดใส

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า ก่อนที่คุณแก้วจะกลับมาช่วยที่บ้านทำงาน พ่อแม่คุณแก้วถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา เหลือเพียงกิโลกรัมละ 7-8 บาท เป็นแบบนี้มานาน เมื่อคุณแก้วกลับมาช่วยได้มองเห็นปัญหา ประกอบกับที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ อาศัยความขยัน และมีความรู้ทางสื่อออนไลน์ จึงเริ่มหันมาทำตลาดออนไลน์ และนำผลผลิตออกมาขายริมถนนเชียงราย ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด จำหน่ายผลสดได้เฉลี่ย วันละ 50-100 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 25 บาท และยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปที่คุณแก้วทำเอง คือ พลับทอดกรอบ อันนี้ก็ขายดี นอกจากนำมาขายเองแล้ว ยังมีขายผลสด และกิ่งพันธุ์ ผ่านเฟซบุ๊ก กระแสตอบรับดีมาก ผลผลิต รวมทั้งกิ่งพันธุ์ไม่พอส่ง คิดเป็นรายได้แล้วคุณแก้วบอกว่าตกสัปดาห์ละ 7,000-8,000 บาท แต่ขายได้เพียงระยะเวลาสั้น เพียง 2-3 เดือน ถือว่าเป็นผลพลอยได้ เพราะเรามีรายได้หลักจากการปลูกชาอยู่แล้ว ทุกวันนี้ถือว่ามาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว งานมีให้ทำทุกวัน เสร็จจากอย่างหนึ่ง ก็มีอีกอย่างให้ทำ ถือว่าพ่อแม่สร้างรากฐานมาไว้ให้ดีด้วย

มุมมองการทำเกษตรของเด็กรุ่นใหม่

คุณแก้ว เกษตรกรสาว วัยเพียง 23 ปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นเกษตรกรที่อายุน้อยมากๆ แต่มีความตั้งใจสูง ได้เห็นถึงปัญหาของครอบครัวจึงคิดที่จะช่วย ด้วยวิธีการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคุณแก้วบอกว่า การเกษตรในยุคนี้คือ เกษตรกรทุกคนต้องมีความทันสมัย รู้จักการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะถ้ารอแต่พ่อค้าคนกลางอย่างเดียวอยู่ยากแน่ๆ

“อย่างแก้วเข้ามาทำ แก้วยังอ่อนประสบการณ์ในเรื่องของการปลูกพืช แก้วก็ต้องศึกษาต่อไป ค่อยๆ เรียนรู้ไป สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่อยากทำ ก็ขอให้ตั้งใจ การทำเกษตรสามารถสอนอะไรให้เราได้หลายอย่าง ทั้งความอดทน ประสบการณ์ และรู้จักคนมากขึ้น และถ้ารู้จักการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็จะสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่าเดิมแน่นอน” คุณแก้ว กล่าวทิ้งท้าย

มะม่วงได้ชื่อว่าเป็นไม้ผลที่ปลูกมากที่สุดในเมืองไทย เพราะมะม่วงเป็นไม้เมืองร้อน ที่ปรับตัวได้ดีในทุกภูมิภาคทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ อีสาน กลาง แต่พื้นที่ภาคใต้ สภาพภูมิอากาศไม่เป็นเอื้อต่อการปลูกมะม่วงมากนัก เกษตรกรสามารถปลูกมะม่วงคุณภาพเพื่อการส่งออกได้ผลดีเฉพาะเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบนคือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น

ส่วนจังหวัดอื่นๆ ในโซนพื้นที่ภาคใต้ไม่ค่อยพบเห็นการปลูกมะม่วงสักเท่าไหร่ เนื่องจากว่า เป็นแหล่งที่มีฝนชุก ที่ผ่านมามีมะม่วงเพียงไม่กี่สายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดี เกษตรกรนิยมปลูกกันอย่างกว้างขวางคือ มะม่วงพันธุ์นาทับ ที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่พื้นที่ตำบลนาทับ จังหวัดสงขลา ที่มีลักษณะเด่น คือ เป็นมะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่ ลูกละเกือบ 2 กิโลกรัม เนื้อละเอียด เมล็ดบาง และรสชาติหวานอร่อย มะม่วงอีกชนิดที่รู้จักกันดีในพื้นที่ภาคใต้คือ มะม่วงเบาปักษ์ใต้ ที่มีขนาดผลเล็ก ให้ผลดกต่อเนื่องทั้งปี นิยมนำมาปรุงอาหารโดยเฉพาะเมนูอาหารยำ หรือขายในลักษณะมะม่วงดอง

คุณสุรศักดิ์ ศรีอำนวย หนุ่มใต้ที่มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบัน เขาเป็นเจ้าของสวนมะม่วงชื่อ สวนไม้ดี คุณสุรศักดิ์ ค้นพบว่า มะม่วงกลุ่มทะวาย ไม่กลัวฝนใต้ หลังจากเขาทดลองจัดส่งกิ่งมะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ มะม่วงมันเดือนเก้า มะม่วงสามฤดู พิมเสนมันทะวาย มะม่วงแม่ลูกดก มะม่วงมหาชนกไปปลูกในสวนของญาติพี่น้อง ปรากฏว่า มะม่วงกลุ่มทะวายเหล่านี้ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศของภาคใต้ได้เป็นอย่างดี และให้ผลดกตามสายพันธุ์

เทคนิคการเขียนลาย สร้างมูลค่าเพิ่ม

เมล็ดพันธุ์ของแอ๊ดว้านซ์ซีดส์ ปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ตามสภาพภูมิอากาศของประเทศ ปรับตัวได้ดี พันธุ์เลดี้กรีน และเลดี้โกลด์ ถือเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมที่นำมาเขียนลวดลาย เพราะผลเป็นลายละเอียด แตกต่างจากพันธุ์ของญี่ปุ่นที่มีลายใหญ่ เขียนแล้วลายติดยาก

การเขียนลวดลายจะสวยหรือไม่สวย ขึ้นอยู่กับอายุของผล คือถ้าเราจะนับตามหลังจากที่ผสมแล้ว คือหลังจากผสมได้ 20 วัน ตาข่ายละเอียด จะขึ้นลายได้ดี บวกกับอายุของเมล่อน หลังจากผสมเกสรติดลูกแล้ว 20 วัน โดยประมาณ

การเขียนลายไม่ยาก เพียงแค่มือต้องนิ่ง อุปกรณ์ต้องพร้อม ขั้นแรกให้เตรียมอุปกรณ์การเขียนลายให้พร้อม ดังนี้

เข็ม เบอร์ 1 หรือเบอร์ที่จับแล้วสามารถเขียนได้ถนัดมือ
แอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไว้ฆ่าเชื้อ
ผ้า หรือกระดาษทิชชู ไว้เช็ดทำความสะอาด
ถุงมือ
รูปภาพ หรือข้อความสำหรับไว้เตรียมเขียนลาย ขั้นตอนการเขียน

ใส่ถุงมือก่อนแกะ เพื่อรักษาความสะอาด
ขณะเขียนลายให้ใช้มือประคองลูก พยายามอย่าหมุนลูกไปมา จะทำให้ขั้วหลุดได้
ใช้ดินสอร่างรูปภาพหรือข้อความที่ต้องการจะเขียนก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาด หรืออีกเทคนิคท่านใดที่ไม่ถนัดการวาดรูป สามารถปริ้นต์ลายที่อยากได้มาแปะไว้ที่ผล แล้วเขียนลายตามก็ได้
เมื่อใช้ดินสอเขียนลายที่ต้องการสำเร็จ ให้ใช้เข็มจิ้มเข้าไปตามลาย โดยให้จิ้มไม่ลึกมาก แต่ก็อย่าตื้นจนเกินไป ให้จิ้มลงไปลึกพอประมาณ แต่ไม่ต้องถึงเนื้อขาว ถ้าเขียนตื้นไปลายจะไม่เกิด ลึกเกินไปลายจะจม ให้ดูถ้ายังไม่ถึงเนื้อขาวถือว่าใช้ได้
สังเกตที่เปลือก ถ้าทำถูกต้องสีของเปลือกจะมีสีเขียวเข้ม
เมื่อเขียนเสร็จให้ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูเช็ด เพื่อทำความสะอาดอีกครั้ง
ฉีดพ่นวี-คลีนเนอร์ฉีดไปที่ผล เพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำลาย แนะนำว่าควรมีตารางการใช้สารเคมี ก่อนการเก็บเกี่ยว 20 วัน ควรงดใช้สารเคมี
เขียนลายเสร็จ ทิ้งไว้ 30 วัน เก็บเกี่ยวผลผลิตได้

คุณบุญลือ สุขเกษม เจ้าของสวนบุญบันดาล ตั้งอยู่ที่ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง เป็นสวนพันธุ์ไม้แปลกขึ้นชื่อที่ตำบลกลางดง และอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าที่กลางดง เป็นแหล่งขายพันธุ์ต้นไม้นาๆ ชนิดอยู่แล้ว หากใครเคยเดินทางสัญจรผ่านก็จะเห็นได้ว่าระหว่างสองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านค้าพันธุ์ไม้ และสวนบุญบันดาล ก็เป็นสวนพันธุ์ไม้ขึ้นชื่อของ อ.กลางดง อีกแหล่งนึง ซึ่งมีต้นไม้แปลกหายากมากมายหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่นต้นหม่อน หรือมัลเบอร์รี่ ส้มโอแดงเวียดนาม ลำไยชมพูพันธุ์ช้างทอง กล้วยร้อยปลี กล้วยหักมุขอันดามัน พริกกระดิ่ง แก้วมังกรสีเหลือง ชนิดพันธุ์ไม้แปลกที่กล่าวมานี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง หากท่านใดสนใจอยากลองซื้อไม้ผลแปลกมาประดับบ้าน หรือทำตลาดใหม่ๆ โทรปรึกษาคุณบุญลือได้

หม่อน หรือมัลเบอร์รี่ ทั่วไปเห็นกิ่งพันธุ์ได้บ่อยแต่ที่นี่จะขายต้นพันธุ์แบบติดผลไปด้วย เรียกว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ต้นพันธุ์ และสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเป็นอยางดี และยังได้ผลพลอยได้ ก่อนที่จะซื้อไปปลูกก็สามารถเก็บผลทานได้ก่อนแล้ว วิธีการปลูกไม่ยุ่งยาก ใช้วิธีการปักชำแบบง่ายๆ หม่อนที่สวนขายเป็นหม่อนพันธุ์เชียงใหม่เหมาะสำหรับการนำมาแปรรูปเป็นน้ำถือว่าอร่อยที่สุดถ้าเปรียบกับพันธือื่น ปลูกง่าย ดูแลง่าย มีพื้นที่น้อยสามารถปลูกในกระถางได้ การตัดแต่งกิ่งให้ดูที่สีถ้ากิ่งมีสำน้ำตาลสามารถตัดได้เลย พอตัดแต่งเสร็จประมาณ 45 วัน ก็เกบผลกินได้เลย ปุ๋ยไม่ต้องยุ่งยาก พอตัดแต่งกิ่งเสร็จให้ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 ราคาขายที่สวนมีตั้งแต่ 25 -1,000 บาท ถ้าใครใจร้อนก็แนะนำให้ซื้อต้นใหญ่มีผลไปเลย

ส้มโอแดงเวียดนาม ลักษณะเด่นคือเปลือกสีแดง เนื้อเป็นสีชมพู ติดลูกง่าย ออกดอกง่าย รสชาติหวาน ไม่มีรสเปรี้ยว แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะส้มโอพันธุ์นี้ยังใหม่ และกำลังจะกระจายไปที่ต่างๆ เหมาะสำหรับท่านที่ชื่นชอบผลไม้พันธุ์แปลก ราคาไม่แพง เพียง 450 บาท ใช้ระยะเวลาการปลูก 2-3 ปี ได้กินผล

ลำไยชมพูพันธุ์ช้างทอง ลักษระเด่นเปลือกสีชมพู ต้นนี้จะดกมาก ออกผลทะวาย รสชาติดีมาก ที่สวนของคุณบุญลือปลูกเป็นแปลงใหญ่ จำนวนร้อยกว่าต้น ออกผลให้ได้ชิมกันแล้ว ตอนนี้ราคาขายกิโลกรัม 80-100 บาท แต่ว่าเป็นไม้นอกฤดูออกลูกตลอด ถือว่าเป็นอาชีพเสริมได้ หรือเป็นอาชีพหลักก็ดี เพราะลำไยสายพันธุ์นี้ให้ผลผลิตสูง คนปลูกน้อย เอาไว้ปลูกในครัวเรือน หรือทำตลาดก็ได้

กล้วยร้อยปลี จะออกลูกมาเป็นปลี เป็นปลี จะไม่มีผล เอาปลีมาทาน และสมัยนี้ทางโรงแรมเขาจะนำไปจัดจาน เวลาไปตัดไม่ต้องตัดเป็นต้น เป็นเครือ เราแค่ไปเด็ด 4-5 ปลี มาทำกับข้าว รสชาติมัน ขาย 150 บาท สำหรับท่านที่ไปลองปลูกถือว่าไม่แพง

กล้วยหักมุขอันดามัน เป็นพันธุ์ใหม่ล่าสุด ผลยาวใหญ่ จำนวนเครือประมาณ 18- 22 หวี น้ำหนักสองร้อยกว่าโล กินผลสุก หรือนำมาทำกล้วยฉาบก็ได้

พริกกระดิ่ง รูปร่างลักษณะคล้ายกระดิ่ง นำพันธุ์มาจากออสเตรเลีย จะปลูกสวยงามหรือปลูกไว้รับประทานก็ได้ รสชาติคล้ายพริกหวาน ผลสุกมีสีแดงสวย ใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียง 3 เดือนได้ผลผลิต

แก้วมังกรสีเหลือง ลักษณะเด่นคือเปลือกสีเหลือง รสชาติหวานเนื้อสัมผัสเหมือนวุ้น ที่สำคัญราคาสูงกว่าแก้วมังกรทั่วไปกว่าเท่าตัว ที่สวนบุญบันดาลลงแปลงปลูกแล้ว

สำหรับท่านที่สนใจอยากหาพันธุ์ไม้ผลแปลกๆ Royal Online สามารถค้นหาเส้นทางการเดินทางได้ทางอินเตอร์เน็ต หรือโทร.086-618-1453 คุณบุญลือ เจ้าของสวนบุญบันดาลยินดีให้คำปรึกษา บัวหิมะ( เสวี่ยเหลียนกว่อ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Smallanthus sonchifolius หรือที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า Yacon (ผลไม้แห่งพระเจ้า) เป็นพืชในตระกูล ทานตะวัน เป็นพืชพื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไปตามแถบเขา แอนเดส อเมริกาใต้ ที่ชาวอินเดียแดงใช้เป็นอาหารดั้งเดิมนานมาแล้ว ความสูงของต้นประมาณ 2-3 เมตร

หัวของพืชชนิดนี้ ผู้คนในประเทศจีนเรียกกันว่า เสวี่ยเหลียนกว่อ ถ้าแปลตามตัวอักษรแล้ว ก็หมายความว่า ผลของบัวหิมะ ชาวจีนเรียกเห็นเป็นผลไม้ไปโน่น ทั้งๆ ที่เป็นส่วนของรากที่เกิดอยู่ในดิน เข้าใจว่าที่เรียกเช่นนี้ เนื่องจากนิยมนำมากินสดๆ เหมือนผลไม้นั่นเอง บัวหิมะ (เสวี่ยเหลียนกว่อ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Smallanthus sonchifolius หรือที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า Yacon (ผลไม้แห่งพระเจ้า) เป็นพืชในตระกูล ทานตะวัน เป็นพืชพื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไปตามแถบเขา แอนเดส อเมริกาใต้ ที่ชาวอินเดียแดงใช้เป็นอาหารดั้งเดิมนานมาแล้ว ความสูงของต้นประมาณ 2-3 เมตร

เมื่อโตเต็มที่จะแทงดอกสีเหลือง ประมาณ 4-5 ดอก ก่อนที่จะลงหัวที่มีลักษณะภายนอกคล้ายหัวมันเทศมาก ผิดกันที่ว่ามีความหนาแน่นของแป้งน้อยกว่า มีปริมาณของน้ำมากกว่า มีรสหวานเฉพาะตัวที่แตกต่างจากพืชชนิดอื่นๆ บัวหิมะ (เสวี่ยเหลียนกว่อ) พืชหัวชนิดนี้เริ่มปลูกกันมากขึ้น ในมณฑลยูอิ๋นหนานของประเทศจีน เนื่องจากความต้องการของตลาดได้ขยายออกไปกว้างขวางทั่วประเทศ และจากการรณรงค์ด้านการตลาดในโครงการ ซานหนง ที่ทางการให้การสนับสนุนและส่งเสริมจนกลายเป็นอุตสาหกรรมเกษตรไปเสียแล้ว ด้วยมีการนำมาแปรรูปในลักษณะต่างๆ

หัวของบัวหิมะ (เสวี่ยเหลียนกว่อ) มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยกรดอะมิโน แร่ธาตุหลักและธาตุรองอีกหลายชนิด โดยเฉพาะ แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี และซีลีเนียม ที่มีอยู่ในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษ