‘สบทช.6’ ระดมปลูกปะการัง พื้นที่เกาะไม้ท่อน-ราชาใหญ่

นายสุชาติ รัตนเรืองศรี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 เปิดเผยว่า ได้จัดกิจกรรมฟื้นฟูทรัพยากรปะการังแบบบูรณาการทุกภาคส่วน โดยร่วมกับอาสาสมัครนักดำน้ำปลูกปะการังในพื้นที่เกาะไม้ท่อน อ.เมืองภูเก็ต สามารถปลูกปะการังได้ 6,240 โคโลนี และยึดแปลงอิฐบล็อกที่ปลูกปะการังให้แน่นหนาด้วยเหล็ก ป้องกันการเคลื่อนตัวจากกระแสน้ำเมื่อมีคลื่นลม รวมปะการังที่ปลูกแล้วเสร็จที่เกาะไม้ท่อน 18,000 โคโลนี ที่เกาะราชาใหญ่ 6,000 โลโลนี รวม 24,000 โคโลนี

“มีนักท่อเที่ยวชาวจีนจากบริษัท ฟูชิงทัวร์ จำกัด 100 คน เข้าร่วมกิจกรรมปลูกปะการัง โดยนำกิ่งปะการังติดเข้ากับอิฐบล็อก เพื่อให้อาสาสมัครนำไปจัดวางที่แปลงปลูก รวมทั้งเจ้าหน้าที่บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูปะการัง การท่องเที่ยวทางทะเลที่ไม่ส่งผลกระทบต่อปะการังอีกด้วย การดำเนินการครั้งนี้นอกจากบรรลุตามเป้าหมายแล้ว ยังได้ความร่วมมือจากหลายฝ่ายซึ่งเป็นผลดีต่อแนวทางการอนุรักษ์ และปกป้องทรัพยากรทางทะเลในอนาคต”

‘บิ๊กเต่า’ ปลื้มเสือเพิ่มจำนวนหากินในอุทยานฯ คาด อีเอชไอเอ เขื่อนแม่วงก์ผ่านยาก ยันรัฐบาลไม่ใช้มาตรา 44 นักวิจัยชี้พื้นที่ห้วยขาแข้ง-คลองลาน เหมาะสมเป็นที่อยู่อาศัย ย้ำไทยเป็นความหวังอาเซียน เพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งเข้าเป้า

เมื่อวันที่ 5 กันยายน โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการป่าไม้ ประจำปี 2560 “รวมพลังรักษ์ป่า ด้วยศาสตร์พระราชา” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถในศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยด้านสัตว์ป่าและป่าไม้ จากนักวิจัยของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในหลายประเด็น

นายกิตติพัฒนธ์ ธาราภิบาล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร และ จ.นครสวรรค์ เปิดเผยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้มีการสำรวจประชากรเสือโคร่งในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ พบเสือโคร่งใหม่ไม่ต่ำกว่า 10 ตัว กระจายกันอยู่ทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่จะก่อสร้างเป็นหัวเขื่อนแม่วงก์ พบถึง 2 ตัว ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลกประเทศไทย (WWF) โดย น.ส.รุ้งนภา พูลจำปา นักวิจัยของกองทุนสัตว์ป่าโลก ได้เข้าไปสำรวจศึกษาจำนวนของประชากรและพฤติกรรมเสือโคร่งเกือบทั้งหมดได้ขยายพื้นที่หากินมาจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ที่อยู่ในกลุ่มป่าตะวันตกเหมือนกัน

น.ส.รุ้งนภากล่าวว่า พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติคลองลาน จ.กำแพงเพชร และ จ.ตาก เป็นพื้นที่เหมาะสมที่สุด เสือจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ชุกชุมที่สุดในประเทศไทย สามารถขยายอาณาเขตการหากินและอยู่อาศัยเข้ามาได้ โดยช่วงประมาณ 6 ปี มีเสือโคร่งตัวเต็มวัยได้ขยายพื้นที่ออกไปยังอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ 2 ตัว และสามารถขยายพันธุ์เพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 8 ตัว ในจำนวนนี้กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ที่ติดเอาไว้ทั่วพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ สามารถบันทึกภาพเสือตัวเต็มวัยเอาไว้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ตัว โดยแต่ละตัวถือว่ามีพื้นที่หากินประจำอยู่ที่นี่

น.ส.รุ้งนภากล่าวว่า มีเรื่องน่าดีใจคือ พบว่าเสือไม่ต่ำกว่ทา 2 ตัว ที่มีลูกอ่อน โดยแต่ละตัวมีลูกอีก 3 ตัว แต่ในหลักการของการวิจัยยังไม่อยากนับลูกอ่อนเหล่านี้ เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่าแม่เสือจะสามารถเลี้ยงลูกได้รอดหรือไม่ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้ชัดเจน ซึ่งอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลก ได้ทำรายงานส่งไปยังสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ศึกษาวิจัยเรื่องเสือโคร่งที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

“ถือว่าเวลานี้ประเทศไทยมีความหวังสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่สามารถเพิ่มจำนวนเสือโคร่งในป่าให้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้คือ ร้อยละ 50 ของจำนวนที่มีอยู่ภายในปี 2565 โดยขณะนี้ ประเทศไทยมีจำนวน 250-300 ตัว” น.ส.รุ้งนภากล่าว

ด้าน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการ ทส. กล่าวว่า การที่ประชากรเสือโคร่งในป่าตะวันตกเพิ่มขึ้น เป็นไปตามเป้าหมายของ 13 ชาติ ที่มีเสือโคร่งในโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งมีปฏิญญาร่วมกันในการเพิ่มจำนวนเสือโคร่งให้ได้ร้อยละ 50 ดังนั้น ประเทศไทยต้องเพิ่มอีกประมาณ 100 กว่าตัว ซึ่งมั่นใจว่าประเทศไทยทำได้อย่างแน่นอน

“หากเป็นไปตามนี้ ผมคิดว่ารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ของเขื่อนแม่วงก์คงจะผ่านลำบาก ส่วนที่มีการพูดกันว่า มีความพยายามในการผลักดันให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 เพื่อสร้างเขื่อนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงไม่ยอม เพราะนายกเป็นนักอนุรักษ์ หลังจากนี้ ทส.โดยกรมอุทยานฯ ต้องทำทุกวิถีทางให้พื้นที่ป่าตะวันตกมีความอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้ห้วยขาแข้ง” พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้มอบให้วิทยาลัยเทคนิค (วท.) พระนครศรีอยุธยา ดำเนินการโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-จีน กับวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาเทียนจินโป๋ไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนักศึกษาจีนเข้าร่วมโครงการจำนวน 34 คน

การดำเนินโครงการความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาภาษาและวัฒนธรรมให้นักศึกษาและครูของทั้งสองประเทศ ตลอดจนสามารถปรับตัวและเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกันได้ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทักษะวิชาชีพเชิงช่างของทั้งสองฝ่าย ทั้งในเรื่องวิศวกรรมสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งการเปิดโอกาสให้นักศึกษาจีนได้เข้ารับการอบรมวิชาชีพระยะสั้นในสถานศึกษาของ สกอ. ทั่วประเทศ และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

ทั้งนี้ วิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาเทียนจินโป๋ไห่ ได้มอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาอาชีวศึกษาไทยจำนวน 44 คน เพื่อเดินทางไปแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-จีน ที่วิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาเทียนจินโป๋ไห่ โดยจะเน้นการเรียนรู้และฝึกทักษะวิชาชีพด้านช่าง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การเรียนรู้และการฝึกทักษะ การสร้างและบังคับหุ่นยนต์ การเรียนรู้เกี่ยวกับระบบดิจิตอลที่นำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ และวิศวกรรมเครื่องกล

“ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะนำมาซึ่งการสร้างมาตรฐานอาชีวศึกษา พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งด้านวิชาชีพให้กับอาชีวศึกษาไทยมากขึ้น เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีความพร้อม มีประสบการณ์ในงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ที่พัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ที่สำคัญมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างนักศึกษาของทั้งสองประเทศจะได้รับการพัฒนาให้มีความต่อเนื่องซึ่งอาจจะต้องมีความร่วมมือและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันหลังจากจบการศึกษาแล้วอีกด้วย” นายสุเทพกล่าว

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำยุทธศาสตร์ธุรกิจบริการไทยเสร็จแล้ว ถือเป็นยุทธศาสตร์ธุรกิจบริการฉบับแรกของไทย กรอบแผนงานระยะ 3-5 ปี มีเป้าหมายผลักดันเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจบริการอาเซียน เพิ่มรายได้ของภาคบริการ และส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจบริการระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การสร้างนักรบธุรกิจบริการสู่ภูมิภาค แบ่งเป็นคลัสเตอร์ธุรกิจตามทรัพยากรท้องถิ่นและห่วงโซ่มูลค่าของธุรกิจบริการ

มุ่งเน้นการส่งเสริมธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ค้าส่งค้าปลีก 2. การต่อยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี มุ่งเน้นการส่งเสริมธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (นิว เอส-เคิร์ฟ) การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างมาตรฐานการบริการที่มีความน่าเชื่อถือ 3. การเชื่อมต่อธุรกิจบริการไทยสู่ตลาดโลกโดยมุ่งเน้นธุรกิจบริการผู้สูงอายุ และการส่งเสริมเชื่อมสตาร์ทอัพ กับนิว เอส-เคิร์ฟ เและ 4. การยกเครื่องด้านกฎหมายและข้อมูลธุรกิจบริการ โดยจะทำสำมะโนธุรกิจบริการ ทำการสำรวจการประกอบธุรกิจบริการของประเทศไทยในด้านของจำนวน รายได้ ประเภทธุรกิจ และรายละเอียดอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสำหรับวิเคราะห์ต่อยอดธุรกิจบริการ

นางอภิรดี กล่าวว่า กำหนดเป้าหมาย 2 ลักษณะ คือ 1. ธุรกิจบริการลำดับแรกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (เฟิร์ส เอส-เคิร์ฟ) เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ โรงพยาบาลและที่พักเพื่อสุขภาพ ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ สนับสนุนการค้า ก่อสร้าง และการศึกษา ส่วน 2. ธุรกิจบริการนิวส์ เอส-เคิร์ฟ ได้แก่ ธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม ด้านดิจิทัล บริการต่อยอดนิว เอส-เคิร์ฟในภาคอุตสาหกรรม เช่น ซ่อมบำรุงหุ่นยนต์ อากาศยาน ยานยนต์ในน้ำและยานยนต์ไร้คนขับ และการผลิตดิจิทัลคอนเท็นต์ นอกจากนี้ไดแบ่งเป็น 6 กลุ่มธุรกิจบริการตามความเหมาะสมกับทรัพยากรท้องถิ่น ได้แก่ 1. บริการทางการแพทย์และสุขภาพ ในภาคเหนือ และภาคกลาง 2. บริการโรงพยาบาลและที่พักเพื่อสุขภาพ ภาคเหนือ และภาคกลาง 3. บริการด้วยความคิดสร้างสรรค์ ภาคตะวันออกและภาคใต้ 4. บริการสนับสนุนการค้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคใต้ 5. ก่อสร้าง ภาคกลางตอนบนและภาคอีสาน และ 6. บริการการศึกษา ภาคใต้

นางอภิรดีกล่าวว่า ธุรกิจบริการมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่าปี 2558 จีดีพีไทยมีมูลค่า 13,533,596 ล้านบาท โดยมีจีดีพีภาคบริการสูงสุดคิดเป็น 7,841,743 ล้านบาท หรือ 64% ข้อมูลองค์การการค้าโลก ระบุว่าการส่งออกบริการของไทยปี 2558 อยู่ที่อันดับ 21 ของโลก และเลื่อนขึ้นเป็นอันดับ 11 ปี 2559 โดยมูลค่าการส่งออกคิดเป็น 1.8% ของการส่งออกบริการโลก

รองจากสิงคโปร์ อยู่ลำดับ 6 และสูงกว่ามาเลเซียอยู่ลำดับ 18 ส่วนข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า จำนวนธุรกิจบริการจดทะเบียนมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. การขายส่ง-ปลีก และการซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ 2. การก่อสร้าง 3. กิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 4. กิจกรรมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ 5. กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน (นำเที่ยว) 6. การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 7. ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 8. ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร 9. ศิลปะ บันเทิง และนันทนาการ และ 10. กิจการทางการเงินการประกันภัย

กรมท่าอากาศยานจับมือการท่องเที่ยวทำโครงการ “ทัวริสต์แอร์พอร์ต” กระตุ้นท่องเที่ยวชุมชนนำร่อง 3 สนามบิน “น่าน-ระนอง-บุรีรัมย์” ตั้งเป็นศูนย์บริการ one stop service ให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว เลือกซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยว และอื่นๆ ตั้งเป้ายอดผู้โดยสารโตเกิน 10% ดันเศรษฐกิจชุมชนขยายตัว

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานของภาครัฐเร่งหาแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในท้องถิ่น

จึงหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และผู้ประกอบการนำเที่ยวท้องถิ่น ทำโครงการ “ทัวริสต์แอร์พอร์ต” เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในชุมชนให้เติบโต จัดทำแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน

“ทย. สนับสนุนพื้นที่ภายในท่าอากาศยานที่อยู่ในความดูแลจำนวน 29 แห่ง จัดตั้งเป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จจุดเดียว หรือ one stop service เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งยังสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยว และบริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ด้วย เช่น บริการรถรับส่ง บริการโรงแรมที่พัก บริการร้านอาหาร เป็นต้น” นายดรุณกล่าว

อธิบดี ทย. บอกอีกว่า จะเริ่มเปิดตัวโครงการทัวริสต์แอร์พอร์ตภายในปีนี้ โดยจะนำร่องกับ 3 สนามบินที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว จำนวน 3 แห่งก่อน คือ น่าน ระนอง และบุรีรัมย์ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นจำนวนผู้โดยสาร ทั้ง 3 สนามบิน ให้เติบโตได้มากกว่า 10% เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันที่เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7% เชื่อว่าจะจูงใจให้สายการบินสนใจเข้ามาเปิดเส้นทางบิน หรือเพิ่มจำนวนเที่ยวบินในสนามบินของ ทย. มากขึ้น

นายดรุณกล่าวต่อว่า สำหรับ 3 จังหวัดนำร่องนั้นเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว โดยจังหวัดน่านมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นเมืองคลาสสิก ส่วนระนองเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีชื่อเสียง เพราะที่มีน้ำแร่ร้อนอยู่จำนวนมาก รวมทั้งยังมีธรรมชาติที่สวยงาม และสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังเกาะสอง ของประเทศเมียนมา ได้ด้วย

ขณะที่จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถาน ดินแดนปราสาทหิน รวมทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่มีชื่อเสียงของไทยอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ทย. ยังทำโครงการร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารให้วิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นนำสินค้าโอท็อปชุมชนเข้ามาจำหน่ายภายในสนามบิน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยปัจจุบัน ทย. จัดตั้งร้านค้าสินค้าโอท็อปชุมชนในสนามบินแล้ว 2 แห่ง คือ กระบี่ และอุดรธานี

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำยุทธศาสตร์ธุรกิจบริการไทยเสร็จแล้ว ถือเป็นยุทธศาสตร์ธุรกิจบริการฉบับแรกของไทย กรอบแผนงานระยะ 3-5 ปี มีเป้าหมายผลักดันเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจบริการอาเซียน เพิ่มรายได้ของภาคบริการ และส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจบริการระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การสร้างนักรบธุรกิจบริการสู่ภูมิภาค แบ่งเป็นคลัสเตอร์ธุรกิจตามทรัพยากรท้องถิ่นและห่วงโซ่มูลค่าของธุรกิจบริการ

มุ่งเน้นการส่งเสริมธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ค้าส่งค้าปลีก 2. การต่อยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี มุ่งเน้นการส่งเสริมธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (นิว เอส-เคิร์ฟ) การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างมาตรฐานการบริการที่มีความน่าเชื่อถือ 3. การเชื่อมต่อธุรกิจบริการไทยสู่ตลาดโลกโดยมุ่งเน้นธุรกิจบริการผู้สูงอายุ และการส่งเสริมเชื่อมสตาร์ทอัพ กับนิว เอส-เคิร์ฟ เและ 4. การยกเครื่องด้านกฎหมายและข้อมูลธุรกิจบริการ โดยจะทำสำมะโนธุรกิจบริการ ทำการสำรวจการประกอบธุรกิจบริการของประเทศไทยในด้านของจำนวน รายได้ ประเภทธุรกิจ และรายละเอียดอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสำหรับวิเคราะห์ต่อยอดธุรกิจบริการ

นางอภิรดี กล่าวว่า กำหนดเป้าหมาย 2 ลักษณะ คือ 1. ธุรกิจบริการลำดับแรกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (เฟิร์ส เอส-เคิร์ฟ) เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ โรงพยาบาลและที่พักเพื่อสุขภาพ ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ สนับสนุนการค้า ก่อสร้าง และการศึกษา ส่วน 2. ธุรกิจบริการนิวส์ เอส-เคิร์ฟ ได้แก่ ธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม ด้านดิจิทัล บริการต่อยอดนิว เอส-เคิร์ฟในภาคอุตสาหกรรม เช่น ซ่อมบำรุงหุ่นยนต์ อากาศยาน ยานยนต์ในน้ำและยานยนต์ไร้คนขับ และการผลิตดิจิทัลคอนเท็นต์ นอกจากนี้ไดแบ่งเป็น 6 กลุ่มธุรกิจบริการตามความเหมาะสมกับทรัพยากรท้องถิ่น ได้แก่ 1. บริการทางการแพทย์และสุขภาพ ในภาคเหนือ และภาคกลาง 2. บริการโรงพยาบาลและที่พักเพื่อสุขภาพ ภาคเหนือ และภาคกลาง 3. บริการด้วยความคิดสร้างสรรค์ ภาคตะวันออกและภาคใต้ 4. บริการสนับสนุนการค้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคใต้ 5. ก่อสร้าง ภาคกลางตอนบนและภาคอีสาน และ 6. บริการการศึกษา ภาคใต้

นางอภิรดีกล่าวว่า ธุรกิจบริการมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่าปี 2558 จีดีพีไทยมีมูลค่า 13,533,596 ล้านบาท โดยมีจีดีพีภาคบริการสูงสุดคิดเป็น 7,841,743 ล้านบาท หรือ 64% ข้อมูลองค์การการค้าโลก ระบุว่าการส่งออกบริการของไทยปี 2558 อยู่ที่อันดับ 21 ของโลก และเลื่อนขึ้นเป็นอันดับ 11 ปี 2559 โดยมูลค่าการส่งออกคิดเป็น 1.8% ของการส่งออกบริการโลก

รองจากสิงคโปร์ อยู่ลำดับ 6 และสูงกว่ามาเลเซียอยู่ลำดับ 18 ส่วนข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า จำนวนธุรกิจบริการจดทะเบียนมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. การขายส่ง-ปลีก และการซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ 2. การก่อสร้าง 3. กิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 4. กิจกรรมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ 5. กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน (นำเที่ยว) 6. การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 7. ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 8. ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร 9. ศิลปะ บันเทิง และนันทนาการ และ 10. กิจการทางการเงินการประกันภัย

กรมท่าอากาศยานจับมือการท่องเที่ยวทำโครงการ “ทัวริสต์แอร์พอร์ต” กระตุ้นท่องเที่ยวชุมชนนำร่อง 3 สนามบิน “น่าน-ระนอง-บุรีรัมย์” ตั้งเป็นศูนย์บริการ one stop service ให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว เลือกซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยว และอื่นๆ ตั้งเป้ายอดผู้โดยสารโตเกิน 10% ดันเศรษฐกิจชุมชนขยายตัว

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานของภาครัฐเร่งหาแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในท้องถิ่น

จึงหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) cykno.com และผู้ประกอบการนำเที่ยวท้องถิ่น ทำโครงการ “ทัวริสต์แอร์พอร์ต” เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในชุมชนให้เติบโต จัดทำแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน

“ทย. สนับสนุนพื้นที่ภายในท่าอากาศยานที่อยู่ในความดูแลจำนวน 29 แห่ง จัดตั้งเป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จจุดเดียว หรือ one stop service เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งยังสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยว และบริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ด้วย เช่น บริการรถรับส่ง บริการโรงแรมที่พัก บริการร้านอาหาร เป็นต้น” นายดรุณกล่าว

อธิบดี ทย. บอกอีกว่า จะเริ่มเปิดตัวโครงการทัวริสต์แอร์พอร์ตภายในปีนี้ โดยจะนำร่องกับ 3 สนามบินที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว จำนวน 3 แห่งก่อน คือ น่าน ระนอง และบุรีรัมย์ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นจำนวนผู้โดยสาร ทั้ง 3 สนามบิน ให้เติบโตได้มากกว่า 10% เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันที่เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7% เชื่อว่าจะจูงใจให้สายการบินสนใจเข้ามาเปิดเส้นทางบิน หรือเพิ่มจำนวนเที่ยวบินในสนามบินของ ทย. มากขึ้น

นายดรุณกล่าวต่อว่า สำหรับ 3 จังหวัดนำร่องนั้นเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว โดยจังหวัดน่านมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นเมืองคลาสสิก ส่วนระนองเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีชื่อเสียง เพราะที่มีน้ำแร่ร้อนอยู่จำนวนมาก รวมทั้งยังมีธรรมชาติที่สวยงาม และสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังเกาะสอง ของประเทศเมียนมา ได้ด้วย

ขณะที่จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถาน ดินแดนปราสาทหิน รวมทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่มีชื่อเสียงของไทยอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ทย. ยังทำโครงการร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารให้วิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นนำสินค้าโอท็อปชุมชนเข้ามาจำหน่ายภายในสนามบิน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยปัจจุบัน ทย. จัดตั้งร้านค้าสินค้าโอท็อปชุมชนในสนามบินแล้ว 2 แห่ง คือ กระบี่ และอุดรธานี

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า กระทรวงควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบและกักกันโรคของจีน ประกาศอนุญาตนำเข้าผลิตภัณฑ์รังนกของไทยได้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป ในระยะแรกให้นำเข้ารังนกที่มีสีขาว เหลือง หรือทอง ส่วนรังนกแดงยังไม่ให้นำเข้า

รังนกที่ส่งออกจากไทยไปจีนต้องผ่านการขึ้นทะเบียนแหล่งผลิตจากกรมปศุสัตว์ของไทย ผ่านการกำจัดขน ทำความสะอาด และมีระบบควบคุมคุณภาพและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ต้องมีใบรับรองจากกรมปศุสัตว์ ขณะนี้มีบริษัทส่งออกรังนกของไทยผ่านการรับรองมาตรฐานไทยแล้ว 2 บริษัท

ก่อนหน้านี้จีนนำเข้ารังนกจาก 3 ประเทศหลัก คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่เมื่อ 5 ปีก่อนพบสารไนไตรต์เกินมาตรฐานในรังนกแดงที่นำเข้าจากมาเลเซีย จึงแบนหมดทั้ง 3 ประเทศ ทำให้ราคารังงนกในประเทศซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญตกต่ำลง คาดหลังเปิดนำเข้าใหม่จะดันราคาขึ้นไปอีก โดยก่อนหน้านี้จีนนำเข้ารังนกจากไทย ตกกิโลกรัมละ 1.5-2 แสนบาท