สมาคมประมงไทยพร้อมเคลื่อนไหวใหญ่ หวังรัฐบาลแก้ปัญหา

ขาดแรงงานเมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลปากน้ำชุมพร อ.เมืองชุมพร ได้มีการประชุม คณะกรรมการบริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยสัญจร เพื่อรับฟังปัญหาของชาวประมงในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย โดยมี นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุม มีคณะกรรมการบริหารสมาคมชาวประมงและสมาชิกจาก 13 สมาคม ประมาณ 200 คนเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย สมาคมชาวประมงหัวหิน

สมาคมชาวประมงปราณบุรี (จ.ประจวบคีรีขันธ์) สมาคมชาวประมงด่านสวี สมาคมชาวประมงหลังสวน สมาคมชาวประมงเรืออวนซั้งและเรือร่วมปากน้ำชุมพร (จ.ชุมพร) สมาคมชาวประมงสุราษฎร์ธานี สมาคมประมงอวนลากสุราษฎร์ธานี (จ.สุราษฎร์ธานี) สมาคมประมงอำเภอขนอม สมาคมชาวประมงปากพนัง สมาคมชาวประมงอำเภอสิชล (จ.นครศรีธรรมราช) สมาคมประมงสงขลา (จ.สงขลา) สมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี และสหกรณ์ประมงปัตตานี จำกัด (จ.ปัตตานี)

นายมงคล ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า การประชุมสัญจรของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ จะจัดทุกๆ 2 เดือน หมุนเวียนไปตามจังหวัดต่างๆ ที่มีชาวประมงเป็นสมาชิกอยู่ การประชุมครั้งนี้เพื่อต้องการรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงฝั่งอ่าวไทยว่าได้รับผลกระทบจาก IUU มากน้อยเพียงใด เพื่อนำไปเสนอให้รัฐบาลรับทราบ เช่น ในเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่มีผลต่อการทำการประมง เพราะที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายอะไรมา พอชาวประมงทำถูกต้อง ก็จะออกกฎหมายใหม่มาทำให้ชาวประมงผิดอยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวประมงทุกคนรับไม่ได้ และชาวประมงคงถอยอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะรัฐบาลจะมองแต่ EU ด้านเดียว โดยไม่ฟังเสียงของชาวประมงไทยเลย

“สมาคมฯ เคยเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานมานานกว่า 6 เดือนแล้ว ขณะนี้มีเรือประมงจำนวนมากที่ทำประมงไม่ได้ต้องจอดเทียบท่า สมาคมฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้เรือประมงที่ถูกกฎหมาย แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมเปิด และไม่มีแนวทางให้ชาวประมงว่าจะทำอย่างไร ทำให้ขณะนี้ทั่วประเทศขาดแคลนแรงงานประมงกว่า 74,000 คน และเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 สมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า”

“สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยมีสมาชิกทั้งหมด 53 สมาคมใน 22 จังหวัด ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน วันนี้คงต้องขอมติชาวประมงว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร เพื่อให้รัฐบาลสนใจความเดือดร้อนของชาวประมงที่หลายคนกำลังจะหมดตัว ต้นเดือนหน้านี้ คงจะรวบรวมปัญหาทั้งหมดเสนอให้รัฐบาลอีกครั้ง กฎหมายฉบับใหม่ที่เพิ่งออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ถือว่าสร้างปัญหากับชาวประมงมาก แค่ทำผิดเล็กน้อย ก็มีโทษถึงขั้นยึดเรือ ถือเป็นการเขียนกฎหมายแบบครอบจักรวาล เพราะการทำประมงผิดกฎหมายตามหลักสากลคือการกระทำต่อทรัพยากร แต่การยึดทรัพย์ของชาวประมงถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม” นายมงคล กล่าว

นายโกศล กูรมะสุวรรณ เลขานุการสมาคมชาวประมงเรืออวนซั้งและเรือร่วมปากน้ำชุมพร กล่าวว่า การะชุมวันนี้คงจะเน้นหนักในเรื่องปัญหาแรงงาน เพราะใน ต.ปากน้ำชุมพรขาดแคลนแรงงานประมงประมาณ 6,000 คนมานานกว่า 2 ปี เพราะรัฐบาลไม่เปิดให้การจดทะเบียนให้ด้วยการทำบัตรสีชมพู สมาคมฯ เคยขอให้รัฐบาลใช้มาตรา 83 ซึ่งเป็นอำนาจของกรมประมง แต่กลับมี พ.ร.ก.แรงงานฉบับใหม่ออกมา ทำให้ชาวประมงเสียเปรียบมาก เพราะลูกจ้างประมงเปลี่ยนไปหานายจ้างใหม่ได้โดยนายจ้างเก่าไม่ต้องเซ็นยินยอม เพียงแต่ไปเซ็นรับสภาพหนี้ ซึ่งนายจ้างเก่ากับนายจ้างใหม่ก็ไม่รู้จะเจอกันได้เมื่อไหร่ การประกาศเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม-7 สิงหาคม 2560 ให้นำลูกจ้างผิดกฎหมายก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ไปขอขึ้นทะเบียน ชาวประมงก็จะต้องถูกหาว่าใช้แรงงานเถื่อนและเจอคดีค้ามนุษย์ แล้วทาง EU ก็จะบอกว่าเราใช้แรงงานเถื่อนและค้ามนุษย์อีก

“ผมมีเรือประมง 1 ลำจากเดิมที่ต้องใช้แรงงานประมง 9-10 คน แต่ตอนนี้ต้องลดเหลือแค่ 6 คนเท่านั้น ทำให้จับปลาได้น้อยลง ส่วนหลายคนที่มีเรือ 2-3 ลำ ก็ต้องเอาเรือออกทำประมงแค่ลำเดียว และเรือที่ต้องจอดเทียบท่าก็ต้องเสียค่าบำรุงรักษา เพราะยิ่งจอดนานก็ยิ่งต้องดูแลมากขึ้น ลูกจ้างที่เคยทำงานกับผม 3-4 คน เปลี่ยนไปทำงานโรงงานโดยไม่สนใจเอาบัตรสีชมพูที่ยังอยู่กับผม เพราะเขาบอกว่าไปทำบัตรใหม่ที่ใช้กับโรงงานได้แล้ว ซึ่งเป็นผลจาก พ.ร.ก.ฉบับใหม่ที่ระบุว่าไม่ต้องขออนุญาตนายจ้างเก่า” นายโกศล กล่าว

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ดอกกระเจียวบานแล้วที่ห้วยแม่พวก อ.เด่นชัย จ.แพร่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีดอกกระเจียวสีส้มใต้สวนป่าไม้สักแห่งแรกของประเทศ มีความสวยงามสำหรับการเยี่ยมชม แม้ขณะนี้จะเป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวซบเซาบ้าง แต่ปรากฏว่ายังมีนักท่องเที่ยวที่สนใจการเดินทางในฤดูฝนดูธรรมชาติที่สวยงามและเข้าชมไม้ดอกเมืองร้อนกำลังผลิบานอย่าง “กระเจียว” ซึ่งถือเป็นไม้ท้องถิ่นมีขี้นอยู่ทั่วไปในภูมิภาคอาเซียน และมีมากในเขตป่าร้อนชื้น

โดยดอกกระเจียวที่ อ.เด่นชัย มีสีส้มสด สวยงามมาก กำลังบ้านสะพรั่งไปทั้งป่า พบมีดอกกระเจียวในป่าจำนวนมาก ที่ป่าสงวนแห่งชาติ ห้วยไร่ -บ่อแก้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมดอกกระเจียวสีส้มได้สะดวก สามารถเดินทางไปที่สถานีรถไฟแม่พวก หมู่ 5 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ บริเวณหน้าสถานีจะมีพื้นที่ปลูกไม้สัก เป็นป่าปลูกหรือสวนป่าไม้สักแห่งแรกของประเทศ ใต้ดงไม้สักขนาดใหญ่นั้นจะมีดอกกระเจียวสีส้มซึ่งเป็นกระเจียวท้องถิ่นขึ้นอยู่โดยทั่วไป และยังมีดอกเข้าพรรษาสีเหลืองดอกใหญ่สวยงามมาก มีเนื้อที่ที่จะชมดอกกระเจียวและความหลากหลายทางชีวภาพได้ โดยทางหมู่บ้านจัดให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวชมดอกกระเจียวและชมสมุนไพรหายากของจังหวัดแพร่

ดอกกระเจียวมักพบเห็นและมีชื่อเสียงมากในภาคอีสาน โดยเฉพาะที่จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีดอกกระเจียวบานรับนักท่องเที่ยวในเวลานี้เหมือนกัน แต่ดอกกระเจียวของภาคอีสานนั้นจะเป็นสีขาว สีชมพู สีม่วง ซึ่งต่างจากดอกกระเจียวที่อำเภอเด่นชัย ดอกกระเจียวดังกล่าวจากการศึกษาของนักพฤกษศาสตร์พบว่า ไม่มีการแตกหน่อมากเหมือนกระเจียวทั่วไป คือมีหนึ่งลำต้นและหน่ออีกหนึ่งหน่อเท่านั้น ดังนั้นการขยายพันธุ์ออกไปจึงเป็นเรื่องจากด้วยวิธีธรรมดา แต่ในธรรมชาติ กระเจียวสีส้มมีเมล็ดตกลงพื้นเมื่อถึงฤดูหนาวและฝังตัวอยู่พอฝนใหม่มาเยือนกระเจียวต้นเล็กๆ ก็เกิดต้นใหม่ใกล้ๆ กับต้นแม่ของมันเอง กระเจียวสีส้มจึงกลายเป็นพืชที่ขึ้นเป็นกลุ่มหนาแน่นขยายวงกว้างออกไป ซึ่งต้องเป็นป่าประเภทเบญจพรรณ หรือป่าดิบแล้ง ไม่พบในป่าเต็งรัง ต่างจากกระเจียวสีอื่นๆ ที่อยู่ในทุ่งหญ้าของป่าเต็งรังส่วนใหญ่

ดอกกระเจียวสีส้มจะเริ่มผลิดอกบานสวยงามตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนธันวาคม จากนั้นฝนหมดต้นกระเจียวก็เหี่ยวจนเหลือแต่หัวฝังอยู่ในดินรอฝนใหม่มาเยือน ซึ่งเป็นเรื่องที่หาชมได้ยากมีครั้งเดียวในรอบปี

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ผูู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหนองหนาม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ประสบปัญหาหนักจากกรณีไก่ที่เลี้ยงไว้เจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นคาดการณ์ว่าเกิดจากโรคอหิวาต์ไก่ระบาดอย่างหนัก ทำให้ไก่ที่เลี้ยงไว้ทั้งไก่พื้นเมืองและไก่ชนต่างล้มตายมากมาย บางรายไก่ตายนับร้อยตัวแทบหมดเล้า

ที่บ้านของนายบุญเชย ปินทา อายุ 70 ปี ชาวบ้านถ้ำหนองหนาม ตำบลหนองหนาม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน นายบุญเชยกล่าวว่า โรคอหิวาต์ไก่ได้เริ่มระบาดมากว่า 2 อาทิตย์แล้ว โดยอาการของไก่จะเริ่มซึมไม่กินอาหาร หลังจากนั้น 1-2 วันก็จะตายลง บางตัวแสดงอาการแค่ 3-5 ชั่วโมงก็ตายแล้ว ลักษณะหลังจากตายก็จะมีน้ำเหลืองไหลออกจากปากไก่ ลำตัวคล้ำ ส่วนของตนนั้นทั้งไก่ชนที่เพาะเลี้ยงไว้ขายกับไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงไว้กินไข่ได้ตายไปกว่า 20 ตัวในเวลาไม่กี่วัน ในหมู่บ้านใกล้เคียงรวมถึงเพื่อนบ้านไก่ก็ทยอยตายลงไปเรื่อยๆ ปีนี้มาแปลกมาเร็วและรุนแรงมาก อยากจะฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดูแลช่วยเหลือชาวบ้าน สนใจความสูญเสียของชาวบ้าน

ส่วนที่บ้านนายมนตรี ปันฟ้า อายุ 64 ปี ชาวตำบลหนองหนาม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เจ้าของฟาร์มไก่ชนที่เพาะเลี้ยงไก่ชนขาย กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่วันไก่ชนที่ตนลงทุนหลายหมื่นบาทเพาะเลี้ยงไว้เพื่อขายเกิดเป็นโรคเพียงไม่กี่วันตายไปแล้วกว่า 50 ตัวเศษ ทำให้ขาดทุนย่อยยับประมาณ 50,000 บาทแล้ว โรคนี้มาเร็วมากและทำให้ไก่ตายเร็ว บางตัวบ่ายเหงาเย็นตายแล้ว บางตัวแค่ 3-4 ชั่วโมงก็ตายไป ตนเสียดายไก่มากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ตนขาดทุนแน่นอนเพราะไก่ชนตายไป เหลือแต่เล้าเปล่าและจะทยอยตายไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทางรักษา

ส่วนฟาร์มเพาะเลี้ยงไก่ชนขายขนาดเล็กของชาวบ้านตามหมู่บ้านต่างๆ และตำบลอื่นๆ ก็พบว่าที่ตำบลหนองหนาม ตำบลป่าสัก ตำบลบ้านแป้น และตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีไก่ตายจากโรคระบาดโรคอหิวาต์ในหลายพื้นที่ ไก่ของชาวบ้านได้ทยอยตายลงทุกวันคาดว่ามีไก่ตายไปแล้วจำนวนมาก หากเป็นไก่ชนก็เสียหายไปแล้วคิดเป็นเงินแต่ละรายหลายหมื่นบาท

ความเคยชินในอดีต คือ อุปสรรคสำคัญของเกษตรกรไทย ที่ไม่ว่าจะลงทุนทำการเกษตรเท่าไหร่ กลับมีหนี้สินรุงรังตามมาเท่านั้น รายได้ไม่พอต่อค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ยเคมี เมล็ดพันธุ์ ค่าจ้างแรงงาน และรายจ่ายรายทางอีกมาก แล้วจะมีหนทางไหนบรรเทาทุกข์ ช่วยลดปลดหนี้ไปได้บ้าง

วันนี้หลายคนพูดถึงโครงการ 1 ไร่ 1 แสน เพราะเป็นโครงการหนึ่งที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จแล้วหลายราย เพราะหลักการเบื้องต้นของโครงการ คือ การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มเรื่องราวของสินค้า และการสร้างความยั่งยืนโดยโครงการนี้จะเป็นการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ ให้ได้ประโยชน์และประสิทธิภาพมากที่สุด ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ด้วยการส่งเสริมการผลิตแบบผสมผสานลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี และสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในการทำการเกษตร โดยดำเนินการผ่าน 3 วิชา ได้แก่ ด้านกสิกรรม คือ ปลูกข้าว ผักสวนครัว พืชไร่ ไม้ผล ด้านปศุสัตว์ เลี้ยงเป็ด ไก่ และด้านประมง เลี้ยงปลา กบ หอย กุ้ง ปู เป็นต้น โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ คันนาปลูกพืชผักสวนครัว ร่องน้ำสำหรับทำการประมง พื้นที่ปลูกข้าว และพื้นที่เลี้ยงเป็ด

จังหวัดนนทบุรีเป็นอีกจังหวัดที่ยังมีเรือกสวนไร่นาอุดมสมบูรณ์อยู่มาก จังหวัดได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการดังกล่าว จึงร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี และหอการค้าจังหวัดนนทบุรี ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่วิถีนนท์เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิต การตลาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนภาคการเกษตร ซึ่งปี 2560 จัดอบรมทั้งหมด 6 รุ่น รุ่นละ 100 คน โดยรุ่นที่ 1 อบรมระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน 2560 รุ่นที่ 2 วันที่ 22-24 มิถุนายน 2560 รุ่นที่ 3 วันที่ 26-28 มิถุนายน 2560 รุ่นที่ 4 วันที่ 29 มิถุนายน-1 กรกฎาคม 2560 รุ่นที่ 5 วันที่ 3-5 กรกฎาคม 2560 และรุ่นที่ 6 วันที่ 12-14 กรกฎาคม 2560 ที่โครงการ 1 ไร่ 1 แสน พื้นที่แปลงนาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

“กลินท์ สารสิน” ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งจังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี และหอการค้าจังหวัดนนทบุรี โดยโครงการนี้เริ่มต้นจากโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน ซึ่งริเริ่มเมื่อปี 2553 โดย “ดุสิต นนทะนาคร” อดีตประธานกรรมการหอการค้าไทย เนื่องจากเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี สามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เกษตรกรจะได้รวยขึ้น ขณะเดียวกันคนที่มาเรียนรู้สามารถนำเอาความรู้ไปถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ที่หอการค้าทุกคนต้องช่วยกัน

“การเกษตรจะเป็นส่วนในการสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว เมื่อปลูกพืชหลาย ๆ อย่าง คนก็อยากจะมาดู มาศึกษา ถือเป็นการท่องเที่ยวได้ด้วย ในอนาคตอาจจะสามารถทำเป็นจุดเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญทำอย่างไรให้เกษตรกรคำนึงถึงว่า เมื่อปลูกแล้วมีตลาดหรือไม่ ขายใคร ได้ราคาเท่าไหร่ ต้องดูด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่หอการค้าทุกจังหวัดสามารถช่วยได้” ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยกล่าว

ด้าน “สุธี ทองแย้ม” รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า หลายคนพูดว่าจังหวัดนนทบุรีเหมือนกับกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันมีประชากรกว่า 1.3 ล้านคน ยังไม่นับรวมประชากรแฝงที่เข้ามาอาศัยอยู่ ดังนั้นวิสัยทัศน์ของจังหวัดนนทบุรีจึงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเป็นที่อยู่อาศัยของคนทุกระดับ มีการพัฒนาเมืองเพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งเกษตรกรที่ทำการเกษตรหลายพันไร่ ทั้งพืชไร่ นาข้าว พืชสวน ซึ่งนับวันก็จะยิ่งลดลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากความเจริญเข้ามา มีหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมากจังหวัดนนทบุรีจึงพยายามอนุรักษ์พื้นที่เกษตรกรรมเหล่านี้ไว้ โดยการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมทุกแบบ เพื่อให้เกษตรกรเห็นความสำคัญและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“เสถียร ทองสวัสดิ์” วิทยากรประจำโครงการ 1 ไร่ 1 แสน กล่าวว่า โครงการ 1 ไร่ 1 แสน จะบริหารจัดการพื้นที่เป็น 30 : 30 : 30 : 10 โดยเป็นพื้นที่กสิกรรม พื้นที่ปลูกข้าว แหล่งน้ำ และที่อยู่อาศัยและแหล่งปศุสัตว์ โดยเกษตรกรที่จะมาทำต้องมีองค์ประกอบอยู่ 4 อย่าง คือ 1.ต้องเป็นคนกล้าเปลี่ยน 2.ศึกษาพื้นที่ที่จะใช้ว่าเหมาะกับพืชอะไร 3.องค์ความรู้ที่จะไปบริหารจัดการ ทำอย่างไรให้มีอยู่มีกิน 4.บุคคล หน่วยงาน องค์กรในการส่งเสริม ซึ่งเกษตรกรจังหวัดนนทบุรีนับว่าโชคดีที่มีหน่วยงานเข้ามาส่งเสริมสนับสนุน ทั้งนี้เกษตรกรเองจะมีต้นทุน 7 อย่าง ได้แก่ ทุนเวลา ทุนแรงงาน ทุนองค์ความรู้ ทุนปัญญา ทุนนวัตกรรม ทุนสังคม และทุนเงิน

“เกษตรกรจะต้องเปลี่ยนจากการปลูกพืชหรือนาข้าวด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี ที่เมื่อใช้มาก ๆ จะทำให้ไม่สามารถปลูกชนิดอื่น ๆ ได้ มาเป็นการเกษตรโดยใช้สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติในท้องที่ ที่เรียกว่าสรรพสิ่ง หรือการง้วนดิน รวมถึงการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมาก เช่น ปกติพื้นที่การเพาะปลูกข้าว จะต้องใช้พันธุ์ข้าว 25 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ในโครงการ

1 ไร่ 1 แสน จะคัดเลือกเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีเท่านั้น ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในการเพาะปลูกเพียง 200 กรัมเท่านั้น การเลี้ยงปลาในร่องน้ำไว้บริโภคและจำหน่าย การเลี้ยงหอยไว้ป้องกันศัตรูพืช เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้จากหลายส่วน ทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้”

ขอเพียงความกล้าที่จะเปลี่ยน และศึกษาค้นคว้าให้แตกฉาน เชื่อมั่นว่าเกษตรกรรุ่นใหม่จะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน ต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการทำเกษตรกรรมกันค่อนข้างมาก เพียงแต่องค์ความรู้ในการทำการเกษตรอาจมีไม่เพียงพอ หรืออาจยังไม่เข้าใจรูปแบบของการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่จึงทำให้ผลผลิตออกมาไม่ดีพอ หรือไม่เป็นที่ยอมรับของตลาด

ผลเช่นนี้ จึงทำให้ บริษัท ซันสวีท จำกัด ผู้ผลิต และจำหน่ายข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง, ข้าวโพดหวานแช่แข็ง, ข้าวโพดหวานบรรจุถุงสุญญากาศพร้อมรับประทานภายใต้แบรนด์ KC-King of Corn จึงร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ อันเป็นสถานที่ตั้งของโรงงานซันสวีท

ทั้งยังมีอาณาบริเวณเพาะปลูกข้าวโพดหวานแถบภาคเหนือตอนบนกว่า 20,000 ไร่ จึงทำให้ “ดร.องอาจ กิตติคุณชัย” ประธานบริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด มองเห็นว่าหากเรามีการดีไซน์หลักสูตรการปลูกข้าวโพดหวานร่วมกับทาง กศน.ในการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูกของตัวเอง และเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป

“ที่เรียนในระดับ ม.3 และ ม.6 ก็น่าจะทำให้พวกเขาเหล่านี้มีองค์ความรู้ในการทำเกษตรสมัยใหม่มากขึ้น เพราะบริษัทก่อตั้งโครงการ Smart Farm มาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเกษตรกร เราจึงเชื่อว่ามีความพร้อมที่จะต่อยอดองค์ความรู้เหล่านี้ไปให้เกษตรกรของเรา และเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เรียนกับ กศน. ทั้งนั้นเพื่อผลิตบุคลากรที่มีความเข้าใจในการปลูกข้าวโพดหวานที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย”

“เพราะปกติระบบการเรียนของ กศน.เขาจะเรียนวิชาพื้นฐานในเรื่องต่าง ๆ อยู่แล้ว ที่สำคัญ กศน.มีศูนย์กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะเรียนวิชาการในท้องถิ่นของตัวเอง แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือการดีไซน์หลักสูตรเพื่อเป็นวิชาเลือกให้แก่เกษตรกร ผ่านมามีวิชาเลือกที่เรียนเกี่ยวกับการปลูกหอมหัวใหญ่ การปลูกข้าว การปลูกลำไย แต่ของเราเรียนเกี่ยวกับการปลูกข้าวโพดหวาน ก็เลยเสนอทางเลือกนี้ให้แก่ผู้เรียน”

“เมื่อไม่นานเราเพิ่งลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับทาง กศน.เพื่อเปิดรับสมัครนักเรียนรุ่นแรกประมาณ 35 คน ซึ่งนักเรียนเหล่านี้อยู่ในเขตพื้นที่ของเราอยู่แล้ว ดังนั้น พอเราดีไซน์หลักสูตรขึ้น จึงเป็นการยกระดับเกษตรกร พร้อมกับผลิตบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ เพื่อมาช่วยพัฒนาการปลูกข้าวโพดหวาน ที่ไม่เพียงเขาจะได้ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ยังได้เห็นการจัดการระบบน้ำ, การให้ปุ๋ย, การวัดอุณหภูมิ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ขนส่ง เพื่อที่เขาจะได้นำความรู้นี้ไปใช้ต่อไป”

“ดร.องอาจ” บอกว่าระบบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการปลูกข้าวโพดหวานไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรมีความรู้เพิ่มขึ้น หากยังทำให้เขาได้วิทยฐานะในระดับวุฒิ ม.3 และวุฒิ ม.6 อีกทางหนึ่งด้วย

“ตรงนี้ไม่เพียงจะช่วยต่อยอดพวกเขาในเรื่องการเรียนต่อในระดับปริญญาตรีต่อไป ยังทำให้เขามีโอกาสที่จะนำความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดสำหรับอนาคตต่อไปได้อีกด้วย เพราะทางบริษัทเรากำหนดบุคลากรที่จะมาช่วยให้ความรู้ประมาณ 20-30 คน พร้อม ๆ กันนั้น เรามีการผสมผสานกับเกษตรกรในชุมชนอีกประมาณ 200-300 คน มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ ช่วยดูแล และควบคุมในการดำเนินงานอีก”

“ดังนั้น ตลอด 1 ปีที่เขาต้องมาเรียนการฝึกหัดการปฏิบัติงานจริงกับเราที่โรงงาน ผมจึงเชื่อแน่ว่าเขาจะต้องมีความรู้ในการปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเรากันพื้นที่สำหรับเรียนรู้การทำการเกษตรเฉพาะด้านนี้ทั้งหมด 25 ไร่ เขาจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพื่อนำกลับไปทำ Smart Farm ได้เลย”

“ออมสิน บุญวงศ์” ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบ thehistoryof.net และการศึกษาตามอัธยาศัย อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า จริง ๆ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรในสายงานที่เกี่ยวข้อง

“เพราะความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาที่ต่อเนื่อง และยั่งยืนต่อไปในอนาคต เนื่องจากการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีทักษะ และความเข้าใจถึงกระบวนการเพาะปลูก และนวัตกรรมต่าง ๆ มีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และไม่ใช่แต่เพียงข้าวโพดหวานเท่านั้น หากยังสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปยังผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ ได้อีกด้วย”

“สำคัญไปกว่านั้น ยังเป็นการเปิดโอกาส และประสบการณ์ให้กับนักเรียน กศน.ที่ปกติพวกเขาขาดโอกาสในการศึกษาอยู่แล้ว แต่เมื่อพวกเขาเรียนวิชาเหล่านี้เป็นวิชาเลือก จึงทำให้เขาพลอยมีอาชีพติดตัวไปด้วย เพราะบริษัทเปิดโอกาสให้เกษตรกรรุ่นใหม่เข้าร่วมทำ Contract Farming อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อพวกเขามีความรู้ ความเข้าใจในการปลูกข้าวโพดหวานอย่างถูกวิธี เขาก็จะมีรายได้อย่างแน่นอน”

ที่ไม่เพียงจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น หากยังทำให้นักเรียน กศน.มีโอกาสปรับวิทยฐานะ เพื่อนำพาตัวเองก้าวไปสู่โลกการศึกษาต่อไปในอนาคตอีกด้วย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม นายไพศาล พัฒนเดชกุล หัวหน้าด่านกักกันสัตว์อุบลราชธานี นำกำลังเข้าตรวจยึดรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว อุบลราชธานี ขณะบรรทุกกระบือจำนวน 7 ตัว โดยมีนายจตุพร สารทิศ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 126 หมู่ 4 ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เป็นคนขับ พร้อมแสดงตัวเป็นเจ้าของ ที่บริเวณ 4 แยกไฟแดง อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี

ตรวจสอบเบื้องต้นพบมีเอกสารนำสัตว์ออกมาจากตลาดนัดค้าสัตว์ชมพูบุตร จ.ร้อยเอ็ด สิ้นสุดปลายทางที่ ต.ลือ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายสัตว์ไปยังพื้นที่จังหวัดอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงได้ยึดของกลางทั้งหมดส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.กุดข้าวปุ้น ดำเนินคดี ซึ่งนายจตุพร สารทิศ รับว่าไปซื้อกระบือมาจาก จ.ร้อยเอ็ด ตัวละ 4 หมื่นบาท และจะนำไปจำหน่ายต่อในเขตจังหวัดอุบลราชธานี

ด้านนายไพศาล พัฒนเดชกุล หัวหน้าด่านกักกันสัตว์อุบลราชธานี กล่าวว่า ปัจจุบันนี้น้ำโขงมีระดับที่สูงมาก จึงเป็นการสะดวกต่อการที่จะลักลอบนำกระบือข้ามส่งขายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และถ้าหากกระบือเหล่านี้ เล็ดลอดข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านได้ จะมีราคาถึงตัวละ 8 หมื่น ถึง 1 แสนบาท เนื่องจากเป็นกระบือเพศเมีย ที่ห้ามนำออกนอกราชอาณาจักรอย่างเด็ดขาด ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านขาดแคลนอย่างมาก ต้องการกระบือเพศเมียไปเป็นแม่พันธุ์ และที่สำคัญราคากระบือเพศเมียที่ประเทศเพื่อนบ้านมีราคาสูงกว่าบ้านเราถึง 3 เท่าตัว จึงทำให้มีการลักลอบส่งออกไปขายเป็นประจำ จึงได้มีการคุมเข้มเป็นพิเศษกว่าในอดีตที่ผ่านมา