สมาชิกสหกรณ์ เล่าว่า เธอปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

มากกว่า 10 ไร่มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ภายหลังจากสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ ได้ขอกู้เงินเพื่อทำโครงการปลูกเมล่อนและพืชผสมผสานหลากหลายชนิด ทั้งผัก เมล่อน และองุ่น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยในปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกเมล่อน 1 ไร่ สามารถเก็บขายได้ 2 รอบใน 1 ปี ในระยะเวลาในการปลูกแต่ละรอบประมาณ 3 เดือน เก็บผลผลิตส่งขายให้สหกรณ์ได้ประมาณรอบละ 50,000 บาท และขณะนี้ยังได้แบ่งแปลงสำหรับปลูกองุ่นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในฤดูหนาว และตั้งใจว่าจะไม่กลับไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก เพราะรายได้น้อยและต้องใช้สารเคมี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ รวมถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วย

การปรับเปลี่ยนของเกษตรกรที่สูงขุนสถานน่าจะเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรพื้นที่สูงอื่นๆ ในอนาคตที่ได้เห็นตัวอย่างของการทำเกษตรที่ปลูกพืชหลากหลาย ใช้หลักการตลาดนำการผลิต และเรียนรู้ว่าการทำน้อยได้มากเป็นอย่างไร และอนาคตก็หวังว่า หากเกษตรกรลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดการใช้สารเคมีลง จะส่งผลทำให้พื้นที่และสภาพดินบนพื้นที่สูงมีความปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นอันตราย สภาพแวดล้อมกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญให้กับประเทศไทยได้อีกครั้ง

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ และภูเก็ต) ตามการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning by Agri – Map) พบว่า มีพื้นที่ปลูกยางพาราในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) มีจำนวน 7.14 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกยางพารา 5.95 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 2,850 บาท/ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกยางพารา มีจำนวน 1.19 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 1,683 บาท/ไร่

หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกยางพาราเขตพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสมของดิน (Zoning) ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ได้แก่ สะละ ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และหมาก โดย สะละ เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 22,214 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 30 ปี) ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,901 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/โลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ 91,720 บาท/ไร่/ปี ส่วนใหญ่มีพ่อค้ารายย่อยมารับซื้อที่สวน และสามารถจัดการให้เก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน

ทุเรียน เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 21,719 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 6 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,080 โลกรัม/ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/โลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ 48,446 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรส่วนใหญ่กว่า ร้อยละ 70 นิยมขายผลผลิตแบบเหมาสวนให้พ่อค้ารวบรวมส่งออก ซึ่งมีแหล่งรวบรวมหลักของภาคใต้ที่จังหวัดชุมพร

มะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 5,522 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,410 โลกรัม/ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี รอบตัดเก็บผลผลิตประมาณ 20-30 วัน/ครั้ง เกษตรกรขายได้ราคา 20-25 บาท/ผล ผลตอบแทนสุทธิ 28,686 บาท/ไร่/ปี แหล่งจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่บริเวณเส้นทางท่องเที่ยวและมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่สวนเพื่อนำไปขายต่อในชุมชนเมืองและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในรูปผลสดและแปรรูปทำวุ้นมะพร้าวอ่อน

หมาก เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 7,639 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4-5 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 458 โลกรัม/ไร่ เกษตรกรขายหมากแห้งได้ราคา 40-45 บาท/โลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ 27,013 บาท/ไร่/ปี ซึ่งตลาดมีความต้องการตลอดทั้งปี และมีจุดรับซื้อในท้องถิ่นตามฤดูกาล

ด้าน นายบรรจบ ซุ้นสุวรรณ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) กล่าวเสริมว่า สำหรับข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนพืชทางเลือกข้างต้น เป็นข้อมูลที่ สศท.8 ได้ดำเนินการศึกษา ในปีเพาะปลูก 2560/61 นอกจากนี้ สศท.8 ยังลงพื้นที่ศึกษาเกษตรกรตัวอย่างที่มีการปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกยางไปปลูกพืชอื่นทดแทนหรือทำกิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยางพารา พบว่า ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น การปลูกไผ่กิมซุง พริกไทย ผักเหมียง เห็ดนางฟ้า และการเลี้ยงแพะพื้นเมือง ซึ่งสินค้าดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่อเนื่อง อีกทั้งเกษตรกรยังสามารถแปรรูปผลผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

สำหรับท่านที่สนใจพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน สามารถขอคำแนะนำได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ สั่งการให้กรมปศุสัตว์เร่งรณรงค์ผ่าตัดทำหมัน สุนัข-แมวจรจัด หรือ ด้อยโอกาส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมจำนวนสุนัข-แมวจรจัด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิด โรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ ตั้งเป้าปีงบประมาณ 2563 ผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมวจรจัด หรือด้อยโอกาสทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จำนวน 6 แสนตัว

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ และเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า โดยมีเป้าหมายจะทำให้ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งการควบคุมจำนวนสุนัข-แมว ด้วยการผ่าตัดทำหมัน

เป็นมาตรการหนึ่งในการลดความเสี่ยงของโรคพิษสุนัขบ้าไม่ให้แพร่กระจาย ตัดวงจรของโรคพิษสุนัขบ้าไม่ให้ก่ออันตรายสู่คน ในปีที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ ได้บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายสัตวแพทย์ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ สามารถผ่าตัดทำหมัน สุนัข-แมวจรจัด หรือด้อยโอกาส ได้ 282,845 ตัว แบ่งออกเป็น สุนัข 160,445 ตัว และแมว 122,400 ตัว ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุด พบว่ามีสุนัขจรจัดหรือด้อยโอกาส ประมาณ 2.6 ล้านตัว แมวจรจัดหรือด้อยโอกาส ประมาณ 1 ล้านตัว รวมทั่วประเทศประมาณ 3.6 ล้านตัว

นายเฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ มีเป้าหมายการผ่าตัดทำหมัน สุนัข-แมวจรจัด หรือด้อยโอกาส รวม 3 แสนตัว/ปี แต่ปริมาณสุนัข-แมวจรจัด ยังคงมีจำนวนมากและมีอัตราการเพิ่มจำนวนที่รวดเร็ว ดังนั้น เพื่อให้การควบคุมจำนวนสุนัข-แมวจรจัด มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์จัดทำโครงการรณรงค์และเพิ่มเป้าหมายการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมวจรจัด หรือด้อยโอกาส ในปีงบประมาณ 2563 จากเดิมเป้าหมาย 3 แสนตัว เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เป็น 6 แสนตัว ทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงการให้บริการเพิ่มมากขึ้น และลดจำนวนสุนัข-แมวจรจัด ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการดำเนินงานได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน เพื่อประชาชนจะได้ปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า และทำให้ประเทศไทยปลอดโรคนี้ในที่สุด ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ได้ทรงตั้งไว้

กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการหน่วยงานเร่งปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 เสนอ 5 โครงการเป็นทางเลือกให้เกษตรกรที่พื้นที่ได้รับผลกระทบและเสียหายสิ้นเชิง หวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มรับสมัครตั้งแต่ 25 ต.ค. – 10 พ.ย. 2562 นี้

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัยของพายุโพดุล และ คาจิกิ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายและเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 จำนวน 5 โครงการ ภายในกรอบวงเงินกว่า 3,120 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) 2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 3. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน 4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน และ 5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย โดยเริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2563

หลักการให้ความช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง/ฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 ที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงและได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการการทำงานของ 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง และกรมปศุสัตว์ ในแต่ละโครงการจะมีเจ้าภาพรับผิดชอบหลัก โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถเลือกและสมัครเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ จากทั้งหมด 5 โครงการ ข้อกำหนดเบื้องต้น คือ พื้นที่ต้องมีเอกสารสิทธิ์ สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยพื้นที่ต้องมีความเหมาะสม มีแหล่งน้ำเพียงพอในการเพาะปลูก หากสนใจเลี้ยงปลาควรจะมีบ่อดิน หรือเลี้ยงสัตว์ปีกอาจจะต้องมีโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกด้วย

โดยแต่ละโครงการจะมีเป้าหมายและหลักเกณฑ์ ดังนี้

โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว)หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยให้สามารถกลับมาเพาะปลูกพืชสร้างรายได้ในฤดูแล้ง โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ รายละไม่เกิน 20 ไร่ เป้าหมายเกษตรกร 150,000 ครัวเรือนพื้นที่ 1.4 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 245 บาท ถั่วเขียว 50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 0.4 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 200 บาท เกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ และเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร

โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมการข้าว เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ชนิดพันธุ์ข้าว 5 ชนิด ประกอบด้วย 1. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ กข 15, ขาวดอกมะลิ 105) 2. ข้าวหอมปทุม (พันธุ์ปทุมธานี1) 3. ข้าวเจ้าไม่ไวแสง (พันธุ์ กข 29, กข 31, กข 41, กข49, กข 57, ชัยนาท 1, พิษณุโลก 2) 4. ข้าวเหนียวไม่ไวแสง (พันธุ์สันป่าตอง 1) 5. ข้าวเหนียวไวแสง (พันธุ์ กข 6) ทั้งนี้ จะจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวกลุ่มไม่ไวแสงช่วงเดือนกลางเดือน พ.ย.-กลางเดือน ธ.ค. 2562 สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกลุ่มข้าวไวแสงจะจัดส่งช่วงเดือนมี.ค.- เม.ย.2563

โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินหน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมประมง เป้าหมายเกษตรกรจำนวน 50,000 ราย โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (ได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ จำนวน 800 ตัว/ราย พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่องจำนวน 120 กิโลกรัม/ราย ซึ่งการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยพันธุ์ปลานิลแปลงเพศที่สนับสนุนจะมีขนาดใหญ่ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้น

โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชนหน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมประมง มีเป้าหมายแหล่งน้ำในชุมชนจำนวน 1,436 แห่ง โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ (กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิดโดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตร ขึ้นไป จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ทั้งนี้ การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและเป็นอาชีพเสริมที่ให้ผลตอบแทนสูง
โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัยหน่วยงานรับผิดชอบ คือกรมปศุสัตว์ เป้าหมายเกษตรกร 48,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อพันธุ์ไก่ไข่ เป็ดไข่ ครัวเรือนละ 10 ตัว ไก่พื้นเมืองคละเพศ อายุ 1 เดือนครัวเรือนละ 30 ตัว พร้อมค่าอาหารและค่าวัสดุในการเลี้ยง

สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบและเสียหายสิ้นเชิงจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

24 ตุลาคม 2562 – บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้รับคะแนนสูงสุดในหมวดสิทธิมนุษยชน และการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน และมีผลคะแนนรวมด้านความยั่งยืนเป็นอันดับ 3 จาก 30 บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลก จากดัชนี Seafood Stewardship Index (SSI)

ดัชนี SSI จัดขึ้นโดยองค์กร World Benchmark Alliance (WBA) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง the United Nations Foundation มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยอาศัยตัวชี้วัดอ้างอิงจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals) ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทะเล ซึ่งซีพีเอฟ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประเมินในปีที่ผ่านมา และนับเป็นปีแรกของ WBA ที่มีการประเมิน SSI ดังกล่าว

รายงานการประเมิน SSI ชี้ว่า ซีพีเอฟ มีความโดดเด่นในด้านความโปร่งใส มีนโยบาย และการรายงานประเด็นด้านความยั่งยืน ที่มีเป้าหมายชัดเจน และครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ซีพีเอฟ กล่าวว่า การถูกจัดอันดับให้เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมในด้านสิทธิมนุษยชน และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพดี จากแหล่งวัตถุดิบ และขั้นตอนการผลิตที่ยั่งยืน และปลอดแรงงานทาสตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ บริษัทยังกำหนดนโยบายด้านความยั่งยืนต่างๆ ขึ้นเพื่อให้การดำเนินงานของบริษัททั่วโลก เป็นไปในมาตรฐานและทิศทางเดียวกัน เช่น นโยบายสิทธิมนุษยชน นโยบายการจ้างงาน และการบริหารแรงงาน นโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน และแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้าธุรกิจ รวมถึงการออกแถลงการต่อต้านการใช้แรงงานทาสและการค้ามนุษย์ เพื่อแจ้งผลการดำเนินงานด้านการดูแลแรงงาน ทั้งในกิจการของบริษัทและในห่วงโซ่อุปทาน ให้สาธารณะชนและผู้มีส่วนได้เสียรายอื่นๆ ของบริษัททราบ

ซีพีเอฟ ได้รับการประเมินเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมอาหารทะเลในด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เป็นผลจากการพัฒนาการดำเนินงานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังได้คะแนนสูงสุดด้านสิทธิมนุษยชนและสภาพการทำงาน ซึ่งรายงาน SSI ระบุว่าบริษัทได้เปิดโอกาสให้แรงงานทั้งไทยและต่างชาติร้องเรียน และปรึกษาปัญหาผ่านสายด่วน Labour Voices ซึ่งให้บริการทั้งภาษาไทย พม่า และกัมพูชา

น.สพ.สุจินต์ กล่าวต่อไปว่า ปลาป่นทั้งหมดที่บริษัทใช้ในประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO RS ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ของแหล่งที่มาปลาป่น ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่าอาหารของซีพีเอฟ มาจากแหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืนและปลอดแรงงานทาส

ทั้งนี้ บริษัทได้ต่อยอดความสำเร็จจากประเทศไทยไปยังกิจการสัตว์น้ำในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม อินเดีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงทำงานร่วมกับคณะพัฒนาระบบการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงไทย (TSFR) ผ่านสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ในการร่วมมือกับ IFFO RS เพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์การประเมินการบริหารจัดการประมงที่เหมาะสมกับลักษณะการประมงในภูมิภาค

“ถึงแม้ซีพีเอฟจะไม่ได้ทำธุรกิจเรือประมง อย่างไรก็ตาม บริษัท ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมประมงให้เกิดความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล ต่อต้านการประมงที่ผิดกฎหมาย และป้องกันปัญหาแรงงานทาส แรงงานบังคับ อย่างยั่งยืน” น.สพ.สุจินต์ กล่าว

ด้วยการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืน ซีพีเอฟจึงได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกกลุ่มดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices) ประเภทตลาดเกิดใหม่ประจำปี 2562 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน รวมถึงดัชนี FTSE 4 Good Emerging Index เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

กลุ่มวังขนาย แนะนำ โปรโมชั่นสุดคุ้ม น้ำตาลคาราเมล
บริษัท ครีเดนซ์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าภายใต้ กลุ่มวังขนาย แนะนำ น้ำตาลคาราเมล ผลิตจากอ้อยที่ คัดสรรเป็นพิเศษด้วยกระบวนการผลิตที่ทันสมัย สะอาด บริสุทธิ์ ถูกหลักอนามัย ในขนาดที่พอเหมาะ ช่วยเพิ่มอรรถรสในการบริโภค ทั้งยังสร้างความหวาน และเสริมความหอมกรุ่นให้กับอาหารและเครื่องดื่มให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น บรรจุถุงซิปล็อค ขนาด 500 กรัม สะดวกในการใช้งานและการเก็บรักษา มีจำหน่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไป โปรโมชั่นสุดคุ้ม!!! ปกติราคา 38 บาท พิเศษในราคา 32 บาท เท่านั้น ระหว่าง วันที่ 30 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2562 ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต ทุกสาขา

ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต 6 กรมส่งเสริมการเกษตร โดยมี คุณรัตนาภรณ์ กัญญาราช ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี 2523 มีบทบาทภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรด้านการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในเขตภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และจังหวัดแม่ฮ่องสอน

นอกจากส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งแล้ว แมลงเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร นั่นคือ ชันโรง คุณปริวรรต ปันจะ นักวิชาการเกษตร ศูนย์ฯ ให้รายละเอียดว่า ชันโรง มีชื่อเรียกที่หลากหลาย ภาคเหนือ เรียก ขี้ตังนี หรือ ขี้ตึง ชนิดตัวใหญ่เรียก ขี้ย้าดำ ขี้ย้าแดง ภาคใต้ เรียก ชันโรง ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ว่า แมลงอุ่ง ภาคอีสาน เรียกว่า ขี้สูด ภาษากลาง เรียก ชันโรง ภาคตะวันออก เรียก ตัวชำมะโรง หรือ อีโลม ภาคตะวันตก เรียก ตัวตุ้งติ้ง หรือ ติ้ง

ชันโรง แบ่งตามที่อยู่อาศัย ได้แก่
ชันโรงป่า อาศัยอยู่ตามโพรงหรือต้นไม้ขนาดใหญ่ เป็นชันโรงกลุ่มที่โบราณที่สุด ในโพรงไม้ อุณหภูมิจะเย็นสบายตลอดเวลา ไม่สามารถนำมาเลี้ยงได้ เพราะไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ชันโรงกึ่งป่ากึ่งบ้าน อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้ที่ไม่ใหญ่โตมากนัก หรืออาศัยตามรอยแตกของฝาบ้าน ซอกตึก กล่องไม้หรือวัตถุที่มีลักษณะเป็นโพรง ที่ตัวชันโรงสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้ ได้แก่ ชันโรงใต้ดิน ชันโรงปากแตร